Wisdom of Life

รู้จักกับผู้เขียน

เกี่ยวกับตัวผม

  • นาย คงศักดิ์​บรรณาสถิตย์กุล
  • อายุ 41 ปีครับ
  • อาชีพค้าขายคอมพิวเตอร์
  • สิ่งที่รักที่สุด: พระเยซูคริสต์
  • สิ่งที่ไม่ชอบที่สุด: มีคนยกข้อพระคัมภีร์ออกนอกบริบท
  • สิ่งที่ชอบทำ: เทศนาแบบอรรถาธิบาย (Expository sermon)
  • อาชีพเสริม: นักลงทุนเน้นคุณค่าโดยยึดหลักการค้นหามูลค่าของหุ้นที่แท้จริง (Valuation) โดยเน้นส่วนต่างความปลอดภัยเป็นหลัก (Margin of Safety)
  • งานอดิเรก: ตกปลา ถ่ายรูป

พระคุณ ไม่ใช่ ช่องทาง เพื่อทำบาปง่ายขึ้น แต่พระคุณ เป็น ช่องทาง เดียวที่ให้เราต่อสู้กับ บาปและชนะได้ครับ!


ก่อนอื่นใดขอเขียนไว้ที่นี่ก่อนว่า “ผมไม่ได้อยู่ข้างพระคุณเท่านั้น และไม่สนใจการประพฤติ” และ ผมไม่ “ใช้พระคุณเพื่อเป็นช่องทาง และข้ออ้าง แห่งการให้ทำบาปได้สบายใจขึ้น” ตรงกันข้าม “พระคุณเท่านั้น ที่จะทำให้เราประพฤติได้ และพระคุณเท่านั้นเป็นช่องทางให้เราต่อสู้และชนะบาปได้” จะได้ยังไง จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามต่อครับ!

พระคุณที่ผมกล่าวถึง ไม่ใช่พระคุณที่เกี่ยวกับอนาคตของเราที่พระเจ้าจะให้นะ เช่นพระคุณให้ฐานะการเงิน พระคุณให้พระพร แต่พระคุณในที่นี่ผมกำลังกล่าวถึงพระคุณในความหมายแห่งไม้กางเขนที่เกิดขึ้นเมื่ออดีตสองพันกว่าปีมาแล้ว คือพระคุณของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน และการเป็นขึ้นจากตาย ซึ่งเป็นจริง และมีผลแห่งพระคุณนั้น มาถึงเราในวันนี้

พระคุณไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ พระคุณถูกสถาปนาโดยพระเยซูคริสต์พร้อมๆกับนำพาเราเข้าสู่พันธสัญญาใหม่ ซึ่งแทนที่ พันธสัญญาเดิมแห่งกฎแห่งบาปและความตาย เข้าสู่กฏแห่งพระคุณและชีวิต ในยุคคริสเตียนปัจจุบัน พระคุณยังอยู่ครับ แต่เลือนลาง จางหายไป อ่อนด้อยลง เพราะถูกเจือจาง ระหว่างการดำเนินชีวิตคริสเตียนด้วยเหตุผลหลายประการ

หลังจากเป็นคริสเตียนมา 10 กว่าปี ผมเพิ่งจะได้ค้่นพบสิ่งซึ่งผมทำหายไปในระหว่างสิบกว่าปีนี้ กลับคืนมา ผมพบสมบัติล้ำค่าแห่งความเชื่ออีกครึ่งหนึ่งที่หายไป เลือนลางไป สิบกว่าปีที่รับใช้ในคริสตจักรในฐานะ หลากหลายรูปแบบ สาละวนอยู่ในกิจกรรม ประเพณี จารีต แห่งศาสนาคริสต์ ย่ิง รับใช้ หนัก ยิ่งจางหายไป ย่ิงปฏิบัติ ยิ่งกลับทำซ้ำ ยิ่งพยายาม กลับยิ่งสับสน ยิ่งสารภาพ ยิ่งกลับรู้สึกผิด

ผมเคยรู้สึกขึ้นๆลงๆ มีชีวิตคริสเตียนแบบ “ฟันปลา” บางครั้งเข้มแข็ง บางคราอ่อนแอ สลับขึ้นลงอยู่อย่างนั้น ขาดความมั่นใจในชีวิตคริสเตียน พึ่งพาความรู้สึกแห่งการนมัสการเพื่อเด้งขึ้น พอทำบาปก็เด้งลง สารภาพก็เด้งขึ้น ทำผิดก็เด้งลง พอเฝ้าเดี่ยวก็เด้งขึ้น พอลืมเฝ้าเดี่ยวก็เด้งลง ความรู้สึกผิดหลอกหลอนไม่จบสิ้น เด้งขึ้นเด้งลงเหมือนไม้กระดานโยกเยก (คุ้นๆไหม คุณก็เป็น) ไม่มั่นใจในความรอด แม้จะรู้ว่าไม่ได้รอดด้วยการกระทำ แต่ด้วยความเชื่อ เอเฟซัส 2:8

ทั้งหมดนี้เพราะผมดำเนินชีวิตโดย ขาดความรู้ รู้ไม่ครบ ตกหลุมพรางอยู่ 2 อย่างครับ

1.ผมเข้าใจพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์สมบูรณ์ แต่ผมใช้ชีวิตคริสเตียนด้วยพระกิตติคุณนี้แค่ครึ่งเดียว! (อ่านรายละเอียดได้ในบทความชื่อว่า “คำถามแห่งความรอด”)

2.ท่ามกลางชีวิตแห่งกิจกรรม, จารีต, ประเพณี, ขนบ, พิธี , ธรรมนูญ, ระเบียบ, และ นิมิตแห่งโบสถ์ ผมดำเนินชีวิตคริสเตียนโดยผสมพระคุณกับธรรมบัญญัติเข้าด้วยกัน และดำเนินชีวิตท่ามกลางพันธสัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่ไปพร้อมๆกัน โดยไม่รู้สึกตัว! (คุณก็เป็น เชื่อผมเหอะ) เมื่อเอาน้ำองุ่นหมักใหม่ มาอยู่ในถุงหนังเก่าไปนานๆ ก็เลย “รั่ว” สิครับ (อ่านรายละเอียดเพ่ิมเติมได้ในบทความที่ชื่อว่า “ธรรมบัญญัติกับพระคุณ” และ “นายเด้ง นามสกุล ฟื้นฟู” และ “นายใกล้ กับ นายไกล”)

น้ำกับน้ำมันไม่มีทางเข้ากันได้ฉันใด พระคุณกับธรรมบัญญัติก็ไม่สามารถผสมเข้ากันได้ฉันนั้น เราจะใช้ชีวิตด้วยพันธสัญญาเดิม (ธรรมบัญญัติ) กับพันธสัญญาใหม่ (พระคุณ) ไปพร้อมๆกันก็ไม่มีทาง กาลาเทีย 3:8 ยอห์น 1:17 โรม 7:6 ฮิบรู 7:18-19, ฮิบรู 8:7, โรม 11:6, กาลาเทีย 5:4

ผมตั้งชื่อว่า “พระคุณเท่านั้น” เพราะว่าเป็นพระคุณเท่านั้น ในพันธสัญญาใหม่เท่านั้นที่คริสเตียนควรจะดำเนินชีวิตอยู่ ด้วยพระคุณของพระเยซูคริสต์นั้น ไม่ได้เพียงแต่ไม่สอน แต่กลับถูกละเลย ถูก เจือจางเพราะเจือปน ด้วยกฏบัญญัติของโมเสส และของกฏอื่นๆที่มนุษย์รอบข้างตั้งขึ้นมาให้เราโดยปราศจากการสนับสนุนจากพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่

จากการเลือกข้าง “พระคุณเท่านั้น” มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย และการโต้ตอบฉับพลัน ที่พบบ่อยทันทีที่พูดถึงพระคุณก็คือ “จะทำให้เราทำบาปมากขึ้นหรือเปล่า” “เป็นช่องทางให้เราทำบาปสิ” หรือ “คุณสอนอย่างนี้คนอื่นหรือคริสเตียนใหม่ก็ทำบาปมากขึ้นสิ” หรือ “พระคุณช่วยได้หรือถ้าทำบาปไปเรื่อยๆ” ผมก็อยากจะถามกลับว่า “ถึงคุณไม่สอนพระคุณ ผมเห็นก็ไม่มีใครทำบาปน้อยลงด้วยการพึ่งในธรรมบัญญัติเลย?” ซึ่งถ้าพิจารณาคำถามเหล่านี้จะเห็นถึงการตกหลุมพรางแห่งธรรมบัญญัติ จึงไม่เข้าใจคำว่า “พระคุณ” อย่างถ่องแท้ ซึ่งคำถามเหล่านี้ล้วนได้รับคำตอบจากท่านอาจารย์เปาโลในจดหมายฝากแทบทุกฉบับ เช่น โรม 5-8 กาลาเทีย 3-4เอเฟซัส โคโลสี 1โครินทธ์ และ 2 โครินธ์ ซึ่งอธิบายบริบทนี้ไว้อย่างแหลมคมทีเดียว

คริสเตียนบังเกิดใหม่แท้จริง จะมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ครับ ถ้าไม่มีก็แสดงว่ายังไม่เป็นของพระคริสต์ และยังไม่รอด (โรม 8:9) เมื่อเป็นเช่นนี้การที่คริสเตียนดำเนินชีวิตในพันธสัญญาใหม่คือ การดำเนินชีวิตอยู่ในพระคุณของพระเจ้าคือการเดินตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ใช่เดินตามธรรมบัญญัติ และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่พาท่านเดินไปในบาปหรอกครับ อาจารย์ทั้งหลายที่ถามผมข้างบน ไม่ต้องกลัวหรอก เพราะ ทิตัส 2:11-14 ว่าอย่างนี้ครับ “เพราะว่าพระคุณของพระเจ้าได้ปรากฏแล้วเพื่อช่วยให้รอดและ “สอน” ให้เราละทิ้งความอธรรม…….” หรือ กาลาเทีย 5:16-24 ก็กล่าวไว้ชัดเจนว่าพระวิญญาณจะนำเราไปสู่ความชอบธรรมได้ โดยไม่อาศัยอยู่ใต้ธรรมบัญญัติ

และเมื่อเราผิดพลาด การไว้วางใจในพระคุณมีพอสำหรับเราเสมอ และรองรับเราได้เสมอก็จะเป็น “เบาะบรรเทา” ให้เรามีชัยชนะและ “ปลอดภัย”ในพระคุณอยู่เสมอ การรับรู้พระคุณอย่างถูกต้องจะไม่ใช่จะเป็น “ช่องทาง” ให้่ยิ่งทำบาป แต่จะเป็น “พลังอำนาจ” ที่จะทำให้เราดำเนินชีวิตคริสเตียนได้ดีขึ้น โดยเอกลักษณ์ที่ดีแห่งพระคุณเช่นนี้ ไม่ ปรากฏในธรรมบัญญัติ ซึ่งรังแต่ “ประหาร” และ “ประนาม” ให้เกิดการลงโทษ และไม่ได้ช่วยให้ ทำบาป น้อยลงเลย การไม่เข้าใจว่า พระเยซู ชำระบาป ทั้งสิ้นทั้งหมด และไม้กางเขนชำระเรานิรันดร์ เพราะได้ทำลายตัวการแห่งความตายไปแล้ว คริสเตียนจะมีชีวิตท่ามกลางความไม่มั่นใจ มีแต่ความกลัวล้อมรอบ และพ่ายแพ้ต่อบาปอยู่เสมอ

ตรงกันข้ามกับธรรมบัญญัติ พระคุณ จะเป็น โล่ห์ เพื่อให้เรามั่นใจได้เสมอว่า ธนูนั้นเจาะไม่เข้า และธนูนั้น ทื่อและกระจอก เพราะว่าหมดฤทธิ์ไปแล้ว ที่ไม้กางเขน เมื่อเราไม่กลัว และมั่นใจในสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อเรา เราจะตายต่อกฏแห่งบาปและความตาย เข้าสู่กฏแห่งพระคุณและชีวิต และเราจะชนะบาปได้ครับ

เหตุฉะนั้น การฏิเสธการดำเนินชีวิตตามธรรมบัญญัติ และ เพ่งเล็งอยู่ที่การดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณโดยมีพระคุณของพระเยซูคริสต์เป็นที่พึ่งพา ไม่ใช่เป็นแค่ แนวคิด (concept) ครับ แต่เป็น วิถีชีวิต (lifestyle) ของคริสเตียนเลยทีเดียว

2 โครินธ์ 3:6 กล่าวว่า …”ให้เราสามารถที่จะเป็นพันธกรแห่งพันธสัญญาใหม่ อันมิใช่ประมวลกฏ แต่เป็นมาโดยพระวิญญาณ ด้วยว่าประมวลกฏนั้นประหารให้ตาย แต่ส่วนพระวิญญาณประทานชีวิต”

วันนี้ผมอยากแนะให้ท่านฉุกคิด เพื่อ “เลือกข้าง” ว่าท่านอยากดำเนินชีวิตตามพันธสัญญาเดิมที่ประหารให้ตาย หรือจะเป็นพันธกรแห่งพันธสัญญาใหม่ โดยดำเนินชีวิตในพระคุณ เท่านั้น และมีพระวิญญาณที่ประทานชีวิต ถ้าท่านเลือกข้างถูก และเลือกข้างเดียว ถ้าท่านอ่านไปได้สักสองสามบทความ แล้วท่านบอกว่า อยากเลือกที่จะอยู่กับธรรมบัญญัติ ผมก็ดีใจครับ หรือ ถ้าท่านจะอยู่กับ พระคุณ ผมก็ยิ่งดีใจใหญ่ครับ แต่อย่าดำเนินชีวิตด้วยทั้งสองอย่างผสมพร้อมกัน (mingling) ครับ และถ้าท่านเลือกถูก ท่านจะพบกับชีวิตคริสเตียนที่มีความชื่นชมยินดี อย่างสุดขั้ว และพระคุณจะทอแสงในชีวิตของท่านจนถึงวันสุดท้าย :-)

อยากให้อ่านล่างสุด ขึ้นมาบนสุดนะครับ เพราะเรียงตามลำดับเวลาเขียนเช่นนั้น และเขียน comment ให้ด้วยนะครับ ถ้ามีคำถามหรือข้อแย้งครับ!

About Author: Kongsak

74 Comments

  • I'm P

    Aug 27, 2009

    Reply

    สวัสดีครับอาจารย์คงศักดิ์ ผมประทับใจในบทความของอาจารย์มากครับ และเห็นด้วยอย่างแรง ผมอยากจะเข้าใจข้อความในพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งเหมือนอาจารย์มากเลยครับ ไม่รู้ว่าผมจะเริ่มตนอย่างไร ขออาจารย์ช่วยแนะนำและ ช่วยตอบผมหน่อยได้มั้ยครับ

  • admin

    Aug 30, 2009

    Reply

    ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ มีอะไรก็ถามที่กระทู้เลยนะครับ ถ้าถามกระทู้ไหน ผมจะรู้เองครับ ไม่ต้องห่วง ถ้าตอบได้จะตอบให้ทุกคำถาม ขออย่างเดียว อย่าเพิ่งเรียกว่าอาจารย์ครับ เรียกว่าพี่ไปก่อนนะ ขอบคุณครับ :-)

  • I'm P

    Aug 31, 2009

    Reply

    สิ่งที่ผมอยากจะทราบก็คือ..ว่าพี่คงศักดิ์มีประสบการณ์เรื่องพระคุณของพระเจ้าโดยการเปิดเผยของพระเจ้าโดยตรงหรือมีโอกาสไปร่ำเรียนมาหรืออย่างไร พี่คงศักดิ์ถึงมีทัศนคติ มีความเข้าใจใหม่ มุมมองใหม่ ที่ถามแบบนี้ก็เพราะว่า อยากจะมีประสบการณ์แบบนี้บ้าง (ถ้ามีโรงเรียนสอนก็จะไปเรียน) เพื่อที่จะได้นำไปแบ่งปันต่อ...

  • I'm P

    Aug 31, 2009

    Reply

    ถ้ามีโอกาสเจอตัวพี่ก็คงจะดีไม่น้อย ไม่รู้ว่าพี่ร่วมนมัสการที่โบสถ์ไหน จะได้ถามด้วยวาจาให้ซะใจ

    • admin

      Sep 05, 2009

      Reply

      ถ้าอยากเจอตัวก็ได้ครับ กลัวว่าจะว่าไม่หล่อ อิอิ email เบอร์โทร มาที่ kongsak@gracethai.com หรือ graceonly@me.com แล้วจะโทรไปหาครับ หรือจะส่งเบอร์ให้ครับ เผื่อกินข้าวเที่ยงด้วยกัน

  • ไพรัช

    Sep 12, 2009

    Reply

    ประทับใจ สะดุดใจมาก เกี่ยวกับอาจารย์ที่บอกว่าไม่ชอบมากที่สุดคือ การยกพระคัมภีร์นอกบริบท ครับ นี่ตรงใจของผมมากครับ ผมมีคำถามอยากให้ช่วยตอบคือ คริสเตียนเป็นความกัน มีเรื่องกัน ต่อคริสเตียนอีกฝ่ายหนึ่ง สามารถไปฟ้องสาลได้ไหม 1คร.6 ไม่เห็นด้วย แต่ในวันนี้เราจะทำอย่างไร ได้ไหรือไม่ อย่าไร ครับ ขอบคุณครับ ไพรัช 085 9764385

  • admin

    Sep 16, 2009

    Reply

    ขอโทษด้วย ผมไปเที่ยวมาครับ โดยตั้งใจไม่เอาคอมพิวเตอร์ไปด้วย การยกพระคัมภีร์นอกบริบท คือ การ ไม่เข้าใจพระคัมภีร์ในความหมายรวม คือไม่ดูข้อก่อนหน้า และ ข้อตามหลัง และเอาข้อเดียวมาเป็น หลักศาสนศาสตร์ โดยมีดู "ความตั้งใจที่แท้จริง" ของพระคัมภีร์ สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ง่ายมาก และเกิดขึ้นได้ทั่วไป คุณไพรัช ลองอ่านบทความเรื่อง "บริบทพระคัมภีร์นั้นสำคัญไฉน" ดูสิครับ อาจช่วยได้ดีขึ้น เรื่องการไปฟ้องศาล สำหรับผมเห็นด้วยนะครับ สำหรับ 1 โครินธ์ 6 นั้นผมมีความเห็นดังนี้ 1เมื่อผู้ใดในพวกท่านเป็นความกัน ท่านกล้าที่จะไปว่าความกันต่อหน้าคนอธรรม และไม่ไปว่าความกันต่อหน้าธรรมิกชนหรือ 2ท่านไม่รู้หรือว่าธรรมิกชนจะพิพากษาโลก และถ้าพวกท่านจะพิพากษาโลก ท่านไม่มีสมรรถภาพจะพิพากษาตัดสินเรื่องเล็กๆน้อยๆหรือ 3ท่านไม่รู้หรือว่าเราจะพิพากษาพวกทูตสวรรค์ ถ้าเช่นนั้นจะยิ่งเป็นการสมควรสักเท่าใด ที่เราจะพิพากษาตัดสินความเรื่องของชีวิตนี้ 4เมื่อพวกท่านเป็นความกันเรื่องชีวิตนี้ ท่านจะตั้งคนที่คริสตจักรนับถือน้อยที่สุดให้ตัดสินหรือ 5ข้าพเจ้ากล่าวดังนี้ ก็เพื่อให้ท่านละอายใจ ในพวกท่านไม่มีสักคนหนึ่งหรือ ที่มีสติปัญญาสามารถชำระความระหว่างพี่น้อง 6แต่พี่น้องกับพี่น้องต้องไปว่าความกัน ต่อหน้าคนที่ไม่มีความเชื่ออย่างนั้นหรือ 7อันที่จริง เมื่อพวกท่านไปเป็นความกัน ท่านก็ตกจากระดับที่ควร ทำไมท่านจึงไม่ทนต่อการร้ายซึ่งเขาทำแก่ท่าน ทำไมท่านจึงไม่ยอมให้เขาโกง 8แต่ท่านเองกลับทำร้ายกัน และโกงกันในระหว่างพวกพี่น้องของท่านเอง จะเข้าใจ 1โครินธ์6 ต้องดูบทที่ 5 ประกอบดวยครับ ผมมีความเห็นว่า พระคัมภีร์ตอนนี้กำลังกล่าวถึงเรื่องความรักกันระหว่างผู้เชื่อในเมืองโครินธ์ตอนนั้น คือระหว่างพวกเขานั้น มีคนที่ไม่เชื่อ แต่ "ได้ชื่อว่าเป็นพี่น้อง" (5:11) คนเหล่านี้ดูเหมือนเป็นพี่น้องในความเชื่อ แต่แฝงกายอยู่ท่ามกลางเขา เปาโลเพียงแต่บอกว่าให้อย่าไปให้คนเหล่านี้มาตัดสินเรื่องชีวิตของพวกเขาซึ่งเป็น "พี่น้อง" จริงๆ จริงอยู่ในข้อที่ 6:7 ก็พยายามบอกว่าให้อภัยให้แก่กัน และอย่าโกงกัน แต่ก็เป็นบริบทที่เกิดขึ้นในคริสตจักรโครินธ์ตอนนั้น ซึ่งก็มีอีกหลายอย่างที่เราไม่มี เช่นผู้หญิงให้เอาผ้าคลุมศีรษะ ถ้าเรายึดโดยไม่ดูบริบท เราก็จะให้ผู้หญิงคลุมศีรษะตอนมาโบสถ์ แต่ถ้าเรารู้บริบท เราจะรู้ว่า ตอนนั้นมีโสเภณีเยอะมากในเมืองโครินธ์ แล้วส่วนใหญ่โกนหัว และในคริสตจักรถ้าผู้หญิงที่ไม่มีผม ก็ให้เอาผ้าคลุมเสีย หรือไม่ก็อย่าไปโกนหัว ไม่เช่นนั้นคนภายนอกจะเข้าใจผิด ก็เท่านั้น แต่มีคจ.หลายที่ให้เอาผ้าคลุมผู้หญิง โดยดูข้อเดียว ตอนว่าความนี้ก็คล้ายๆกันครับ เปาโลไม่ได้เขียนเพื่อสอนให้ "ห้ามไปศาล" แต่เขียนเพื่อสอนให้รักกันระหว่างพี่น้อง มากกว่า ครับ หวังว่าคงช่วยได้นะครับ คงศักดิ์

  • ภัฏ

    Mar 26, 2010

    Reply

    ขอชื่นชมคับ ไม่ทราบว่าอยู่คริสตจักรอะไรหรอคับ ยังไงช่วยติดต่อกลับด้วยน่ะคับ

    • admin

      Mar 26, 2010

      Reply

      ผมอยู่เชียงใหม่ครับ ขอเดาว่าคุณภัฏคงอยู่กรุงเทพ ยังไงคุยกันทางโทรศัพท์ตอนที่ผม on air นะครับ กำลังทำ streaming website อยู่ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก อยากให้มีชีวิตอยู่ในพระคุณนะครับ เมื่อเรามีชีวิตอยู่ในพระคุณของพระคริสต์ พระคุณนั้นมีเพียงพอที่คลุมความบาปสิ้นของเราตลอดเวลา นั่นคือชีวิตที่มีเสรีภาพ หลุดจากบ่วงของมารได้ เมื่อเราเร่ิมต้นชีวิตคริสเตียนอยู่ในการพักสงบในการงานที่สำเร็จสิ้นของพระเยซู การงานของเราจะเกิดผลได้ครับ คริสเตียนส่วนมากไม่สามารถพักสงบได้ ยังดิ้นรนอยู่ ยังเชื่อว่าตัวเองทำดีได้ ชอบธรรมได้ด้วยตัวเอง พระคัมภีร์บอกตรงกันข้าม พระคัมภีร์ให้เราทิ้งตัวเอง และไว้วางใจงานบนไม้กางเขนของพระคริสต์ ที่ล้างบาปสิ้นของเรา และทำให้เราเป็นคนชอบธรรมต่อหน้าพระเจ้าตลอดเวลาครับ

  • ภัฏ

    Mar 26, 2010

    Reply

    ผมคิดว่าบทความที่คุณอาเขียนตรงกับความคิดของมอย่ยางมาก อยากคุยกันยาวๆคับ หวังว่าจะมีโอกาส ผมอยู่กรุงเทพคับ แต่ชอบไปพักผ่อนที่เชียงรายบ่อยๆ

    • admin

      Mar 31, 2010

      Reply

      ได้ครับ มาเมื่อไรก็แวะมา แล้วฉันจะพาไป 0899992070 ครับ

  • ภัฏ

    Apr 01, 2010

    Reply

    มีคำถามคับ 1 รู้สึกว่า คจ ของผมซึงเป็น คจ เพนเทคอสต์ ขนาดค่อนข้างใหญ่ใน กทม มีการสอนโดยเอาพระวจนะเป็นข้อๆ จากพระคำหลายๆเล่ม มาร้องเรียงกันจนเป็นเรื่องเดียวกัน คุณอาคงศักดิ์ เห็นด้วยกับวิธีนี้หรือเปล่าคับ อย่างไร และ ศบ ชอบยกยอนักธุรกิจเป็นพิเศษ เวลามีนักธุรกิจเข้ามาจะให้ความสำคัญอย่างมาก ไม่รู้เพราะเหตุนี้หรือเปล่าทำให้พี่น้องใน คจ ย้ายไป คจ อื่นกันมาก แต่ในเวลาเดียวกัน พี่น้อง คจ อื่นก็ย้ายมา คจ ที่ผมอยู่เหมือนกัน คุณอาคิดไงคับ 2 จากข้อ 1 ศบ คจ ผมเน้นเรื่องสิบลดเป็นอันมาก โดยยกตัวอย่างการถวายของตนมากล่าวขณะเทศนา รวมทั้งจำนวนที่ตนถวายด้วย จากข้อ 2 ถามว่า คุณอาคิดยังไงกับสิบลด และถ้าไม่ถวายสิบลดจะขาดพระพรจริงหรือไม่ โดยส่วนใหญ่ ศบ จะยกตัวกี่ยวอย่างพระธรรมมาลาคีประกอบ ในความคิดผมคิดว่าพระธรรมมาลาคีเกี่ยวกับสิบลดนั้นเป็นเหมือนธรรมบัญญัติ ซึ่งตามความเข้าใจของผมคิดว่าพระเยซูได้ลบล้างธรรมญัติหมดแล้ว ถ้ายังต้องถวายสิบลดจริงก็จำต้องถวายเครื่องบูชาเช่นแพะแกะ ด้วยป่าวคับ งงจริงๆ 3 ตกลงพระเจ้ามีกี่องค์ หรือกี่พระภาค เพราะบางครั้งผมก็คิดว่ามีองค์เดียว แต่พออ่านพระธรรมวิวรณ์ ก็มีทั้งพระเจ้าและพระเมษโปดก (ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นพระเยซู)และในพระคำตอนอื่นๆ เช่นตอนยอห์นให้บัพติสมาพระเยซู 4 ถ้าผมอย่างเปลี่ยน คจ คุณอาพอเเนะนำได้ป่าวคับ เพราะผมเบื่อ คจ มาก มันเหมือนบริษัทยังไงไม่รู้ ศบ เหมือน ซีอีโอเลย หรือว่าผมไม่ดีเอง คริคริ

  • ภัฏ

    Apr 01, 2010

    Reply

    รอคำตอบอยู่คับ

  • admin

    Apr 01, 2010

    Reply

    ตอบคุณภัฏ 1. การนำเอาหลายๆเล่มมาต่อกัน เพื่อให้ได้ใจความที่ตนต้องการ เป็นการ ดูหมิ่น ใจของพระคัมภีร์ครับ เพราะว่าปราศจากบริบทโดยสิ้นเชิง คือ ขาดความหมายหลัก และเสี่ยงหมิ่นเหม่ต่อการ ตีความหมายข้อๆนั้นผิด เนื่องจากไม่ดูบริบท สิ่งนี้เกิดขึ้นมากมาย จนคริสเตียนงงไปหมด (หาอ่านเพิ่มได้ที่ หัวข้อบริบทนั้นสำคัญไฉน) ผมไม่เห็นด้วยเลยครับ เช่น มีคนยกว่า ฮิบรู 10:28 ข้อหนึ่ง แล้วก็สอนว่า ถ้าเราฝ่าฝืนบัญญัติของโมเสส ก็จะต้องตาย แล้วก็ไปยกข้ออื่นในพระคัมภีร์เดิม มาโม้ใหญ่ มาสอนเป็นวรรคเป็นเวร ว่า เราสามารถเสียความรอดได้ โดยการทำบาป ผมอยากถามกลับว่า ถ้าเราสูญเสียความรอดได้โดยการทำบาป จะมีคริสเตียนกี่คนที่รอดได้? คำตอบคือ ไม่มี! หรือ โรม 3:12 มาข้อหนึ่ง แล้วก็สอนว่า คริสเตียนต้องประพฤติตามธรรมบัญญัติ ไม่งั้นเป็นบาป โดยไม่ได้เหลือบตาอ่านข้อ 1-16 เลย ว่าเปาโลกำลังยกตัวอย่าง ถึงมนุษย์ที่ไม่มีพระเจ้าต่างหาก ไม่ใช่พูดถึงคริสเตียนที่รอดแล้วโดยพระคุณ ท่านเกริ่นถึงเพื่อจะสอนว่า พวกยิวที่มีบัญญัติ ยังไม่สามารถประพฤติได้ จึงต้องอาศัยความชอบธรรมโดยความเชื่อ แต่สอนข้อเดียว ก็บ้าตายเลยครับ งงไปหมด หรือ เอา กิจการบทที่ 2 และก็สอนว่า เราต้องรับบัพติสมาสองครั้ง ครั้งแรกด้วยน้ำ ครั้งสองด้วยพระวิญญาณ และเราก็จะพูดภาษาแปลกๆได้เป็น หมายสำคัญว่ารับพระวิญญาณ ไม่งั้นไม่รอด แบบนี้แหละครับ ส่วนนักธุรกิจ เขาให้ความสำคัญ เพราะเงินไงครับ ผมเป็นนักธุรกิจ ผมรู้ดีครับ แต่พี่พี่น้องเขาย้ายมาเพราะว่า่ มัน "ได้อารมณ์" ครับ เพราะเราพึ่งอารมณ์ในการใกล้ชิดกับพระเจ้า ซึ่งไม่ถูกต้องครับ เพราะอารมณ์และความรุ้สึกเรานั้นพึ่งไม่ได้ พึ่งใจตัวเองยังไม่ได้เลยครับ พึ่งพระเยซูได้อย่างเดียว พึ่งความจริงจากรพระคัมภีร์ได้อย่างเดียวครับ ความรู้สึกนั้นผันแปรเร็วมาก วันอาทิตยฺ์บ่าย ก็หมดอารมณ์แล้วครับ แล้วก็ดำเนินชีวิตอย่างเก่า การได้ feel นั้นไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยครับ การรู้สึกใกล้ชิดพระเจ้านั้นเป็นเรื่องหลอกลวง พระเจ้าไม่ได้ต้องการให้เรา รู้สึกใกล้ชิด แต่ต้องการประทับอยู่ในเรา ต้องการเข้าสนิทในเรา ไม่ใช่ใกล้ชิด แต่เป็นหนึ่งเดียวกันกับเราต่างหาก ลาออกเถอะครับ หาคริสตจักรที่สอนความจริง แล้วดำเนินชีวิตอยู่บนความจริง ไม่ใช่ความรู้สึก ที่เพิ่มเติมเข้าไปจากพระกิตติคุณเดิมครับ

  • admin

    Apr 01, 2010

    Reply

    2 จากข้อ 1 ศบ คจ ผมเน้นเรื่องสิบลดเป็นอันมาก โดยยกตัวอย่างการถวายของตนมากล่าวขณะเทศนา รวมทั้งจำนวนที่ตนถวายด้วย จากข้อ 2 ถามว่า คุณอาคิดยังไงกับสิบลด และถ้าไม่ถวายสิบลดจะขาดพระพรจริงหรือไม่ โดยส่วนใหญ่ ศบ จะยกตัวกี่ยวอย่างพระธรรมมาลาคีประกอบ ในความคิดผมคิดว่าพระธรรมมาลาคีเกี่ยวกับสิบลดนั้นเป็นเหมือนธรรมบัญญัติ ซึ่งตามความเข้าใจของผมคิดว่าพระเยซูได้ลบล้างธรรมญัติหมดแล้ว ถ้ายังต้องถวายสิบลดจริงก็จำต้องถวายเครื่องบูชาเช่นแพะแกะ ด้วยป่าวคับ งงจริงๆ ตอบข้อ 2 ครับ ศบ ไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง สองพันธสัญญา และแยกไม่ออกว่า ตนเองนั้นอยู่ในพันธสัญญาไหน เราอยู่ในพันธสัญญาใหม่ (2 โครินธ์ 3:1-18 โดยเฉพาะข้อ 16) ไม่ใช่อยู่ใต้ ธรรมบัญญัติแห่งพันธสัญญาเดิมที่ประหารให้ตาย (กาลาเทีย 2:15-3:5) แต่อยุ่ในพระคุณแห่งพระคริสต์ซึ่งเป็นพันธสัญญาใหม่ (กาลาเทีย 3:10-14) จึงไม่ได้อยู่ใต้ กฏหมายแห่งทศางค์ แต่อยู่ใต้การ ให้ด้วยใจยินดี และให้โดยสมัครใจ (2 โครินธ์ 8-9) ไม่ได้ให้โบสถ์ แต่ให้คน ให้ธรรมิกชน ด้วยความสมัครใจ และพระเจ้าอวยพรคนที่ให้ด้วยใจยินดี ไม่ได้อวยพรคนที่ให้มาก และ พระพรไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ถวาย แต่ขึ้นอยุ่กับใจที่ถวาย พระเจ้าไม่ได้ตัดสินจากสิ่งที่เราทำ แต่ตัดสินจากสิ่งที่เราเชื่อครับ พระพรที่ได้มาจากพระเยซูคริสต์ ไม่มากขึ้นหรือน้อยลง โดยมือที่เราล้วงกระเป๋าหรอกครับ เราไม่ได้อยู่ใต้กฏหมายแห่งการล้างชำระโดยการถวายแพะแกะฉันใด เราก็ไม่ได้อยู่ใต้กฏหมายแห่งทศางค์ฉันนั้นครับ เพราะพันธสัญญาเดิมนั้น ยกเลิก และเสื่อมสูญไป เนื่องจากเรามีพระคริสต์มาแล้วครับ (ฮิบรู 7:18, ฮิบรู 8:6-13)

  • admin

    Apr 01, 2010

    Reply

    ตอบข้อ 3-4 3 ตกลงพระเจ้ามีกี่องค์ หรือกี่พระภาค เพราะบางครั้งผมก็คิดว่ามีองค์เดียว แต่พออ่านพระธรรมวิวรณ์ ก็มีทั้งพระเจ้าและพระเมษโปดก (ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นพระเยซู)และในพระคำตอนอื่นๆ เช่นตอนยอห์นให้บัพติสมาพระเยซู มีตรีเอกานุภาพครับ พระเจ้าองค์เดียว แต่อยู่ในสภาวะ สถานที่ และเวลา แตกต่างกันครับ โดยมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน แต่เป็นพระเจ้าองค์เดียวครับ มีบางคนให้ตัวอย่างว่าเหมือนน้ำ แต่อยู่ในคนละสถานะภาพ เช่น น้ำแข็ง ไอน้ำ และ น้ำ ซึ่งก็เป็นน้ำเหมือนกัน แต่อยุ่คนละที่ คนละช่วงเวลา เพื่อวัตถุประสงค์ต่างกัน ผมได้ยินบางคนว่าเหมือนไข่ คือ เปลือก ไข่ขาว และไข่แดง แต่ทั้งสามส่วนก็เป็นไข่ทั้งสิ้นครับ เรายังอยู่ในโลกนี้ซึ่งจำกัดด้วยเวลา และสถานที่ เรารู้จำกัด ก็ยกตัวอย่างได้จำกัดครับ วันนั้นพอพบพระคริสต์แล้วก็จะไม่มีคำถามแบบนี้แล้วครับ 4 ถ้าผมอย่างเปลี่ยน คจ คุณอาพอเเนะนำได้ป่าวคับ เพราะผมเบื่อ คจ มาก มันเหมือนบริษัทยังไงไม่รู้ ศบ เหมือน ซีอีโอเลย คุณต้องถามว่า เปลี่ยนสถานที่ไปพบปะกับพี่น้องได้ไหม? เพราะว่าคุณไม่ได้ไปคริสตจักร คุณเป็นคริสตจักร คุณไปสถานที่เท่านั้น สถานที่ไม่ใช่ร่างกายของพระคริสต์โดยมีพระคริสต์เป็นศีรษะ คุณต่างหากเป็นร่างกายของพระคริสต์ และพระคริสต์เป็นศีรษะของคุณและผม เปลี่ยนได้สิครับ เปลี่ยนเลย คุณเป็นคริสตจักร คุณไปพบพี่น้องที่ ไหนก็ได้ในกรุงเทพที่สะดวกครับ

  • หล่อฟาด

    Apr 19, 2010

    Reply

    เมื่อก่อนผมก็รู้สึกนะว่า คริสตจักรเหมือนบริษัท แต่เดี๋ยวนี้ร้ายแรงกว่านั้นอีก ผมรู้สึกว่าบางคนไปโบสถ์เหมือนไปวัดเลย นึกออกใช่มั๊ยคับว่าคนไปวัดเค้าไปกันทำไม ก็ไปเพื่อสั่งสมคุณงามความดี บุญกุศลบารมีเพื่อจะได้รับผลกรรมดีในอนาคต ส่วนคต.ละ concept ไม่ต่างกันเลยสำหรับบางคน ไปเพื่อกระทำตัวให้มีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น เมื่อได้รับใช้มากก็คิดว่าตนเองชอบธรรมมากกว่าคนที่รับใช้น้อย พอเห็นคนอื่นรับใช้น้อยก็พยายามกระตุ้นให้เค้ารับใช้มาก เพราะกลัวว่าปริมาณการรับใช้เท่าที่เค้ามีอยู่อาจสร้างความชอบธรรมได้ไม่มากพอ พอทำคุณประโยชน์ให้แก่โบสถ์ได้มากก็รู้สึกมั่นใจในแผ่นดินสวรรค์มาก รู้สึกว่าพระเจ้าพอพระทัยมากจากปริมาณกิจกรรม(ภาษาทางพุทธก็ศาสนกิจ)ที่ตนเองทำ หากมีบทบาทต่อกิจกรรมในโบสถ์น้อย คือยังไม่เติบโต ใช้การไม่ได้ เพราะทำได้น้อย ก็อาจรอดแต่รอดเหมือนดังรอดจากไฟ น่าเป็นห่วงเพราะขาดบำเหน็จในสวรรค์ คนที่เป็นพี่เลี้ยงก็พยายามกระตุ้นให้น้องเลี้ยงให้ทำๆๆๆกิจกรรมมากๆ ผมรู้สึกเหนื่อยเพลียกับสังคมคริสตจักรแบบนี้จริงๆ การเปลี่ยนความเชื่อจึงเป็นเพียงการเปลี่ยนศาสนาดีๆนี่เอง แค่เปลี่ยนจากทำบุญมาเป็นสิบลด เปลี่ยนการสวดมนต์มาเป็นร้องเพลง เปลี่ยนจากนั่งสมาธิมาเป็นอธิษฐาน เปลี่ยนจากวันพระมาเป็นวันอาทิตย์ เปลี่ยนจากวัดเป็นโบสถ์ เปลี่ยนศาสนาในบัตรประชาชนจากพุทธมาเป็นคริสต์ แต่การเปลี่ยนก็มิได้นำพาชีวิตเลยจริงๆ

  • admin

    Apr 19, 2010

    Reply

    ถูกแล้วครับคุณหล่อฟาด คริสตจักรไทย (ส่วนมาก) ก็แค่พาคนหนึ่งออกจากการถูกขังไว้ในห้องน้ำ (ศีล และ กรอบแห่งศาสนาที่ตนเองต้องประพฤติดี เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดี) ห้องเดิมที่มีขันน้ำที่คุ้นเคย มีที่นั่ง มีพื้นห้องน้ำที่อาจไปบอกเขาว่ามันไม่สวย เพราะมีคราบดำๆ เยอะแยะ เราบอกเขาว่า ห้องน้ำนี้ไม่ดีหรอก เพราะว่าทำให้เขาไม่มีความสุข ชีวิตเขาต้องการห้องน้ำที่ดีกว่านี้ แล้วเราก็พาเขาไปห้องน้ำอีกห้องน้ำหนึ่ง และก็บอกว่า ที่นี่มีชักโครกด้วย มีพื้นคอตโต้กระเบื้อง ทุกอย่างแห้งสะอาด มีสายฉีดชำระแทนขั้นน้ำ มีความหรูหรากว่า ที่เก่ามากมายนัก แต่หล่อฟาดครับ เราแค่กำลังย้ายเขาออกจากห้องน้ำไปยังอีกห้องน้ำหนึ่ง ประเด็นก็คือเขาก็ยังอยู่ในห้องน้ำอยู่ดี ชีวิตที่พระคริสต์ประทานให้เราหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ไม่ได้อยู่ในกรอบแห่งศาสนายิว พระองค์พาเราออกมาให้ตายจากธรรมบัญญัติ เพื่อจะบอกจุดจบของเราต่อธรรมบัญญัติ เมื่อเราตายกับธรรมบัญญัติได้ โดยรู้ว่า ธรรมบัญญัติไม่ได้มีอำนาจเหนือเราอีกต่อไป ความชอบธรรมของเราไม่ได้เกิดจากการประพฤติตามธรรมบัญญัติ (เพราะเราไม่มีทางทำได้เลย) เมื่อเราสำนึกตัวเช่นนี้ พระเยซูก็บอกเราได้ว่า ท่านพร้อมแล้วสำหรับที่จะรับชีวิตใหม่ เมื่อหล่อฟาดรับพระเยซู ให้รับชีวิตของพระเยซู อย่ารับศาสนาคริสต์ครับ เมื่อรับพระเยซู อยู่ที่ไหนก็ได้ครับ พระวิญญาณจะสอนเราในการดำเนินชีวิต จะสอนเราให้อ่านพระคัมภีร์เข้าใจ ตัวผมเองไม่ได้เป็นนักศาสนศาสตร์ที่ไหน ผมเรียนพระคัมภีร์ด้วยตัวเองทั้งสิ้น เพราะว่าพระวิญญาณสอนให้ผมเข้าใจ แต่สำคัญมาก คนที่นำผมรับเชื่อ ทำให้ผมเข้าใจ "ชัด" มากๆ เรื่องพระเยซู และความรอดนิรันดร์​ และความชอบธรรมสมบูรณ์โดยไม้กางเขนสมบูรณ์ เมื่อผมดำเนินชีวิตที่มีชัยชนะตลอดเวลาแบบนี้ เมื่อผมเป็นคนที่สะอาดต่อพระเจ้าตลอดเวลา ผมเต้มล้นไปด้วยพระวิญญาณเสมอเลยครับ เมื่อผมอ่านพระคัมภีร์ผมเข้าใจได้ทั้งหมด พระเยซูเท่านั้น พระเยซูเท่านั้น หล่อฟาดเชื่อผมเถอะครับ เราไม่ต้องการสิ่งใดอีก ไม่มีสิ่งใดที่ผมปรารถนาอีกเลย ผมไม่ปรารถนาหมายสำคัญใดๆเลย ไม่ปรารถนาภาษาแปลกๆ ฤทธิ์เดช การพยากรณ์ การเผยหมายสำคัญ หรือแม้กระทั่ง ความชอบธรรมที่ได้จากการประพฤติตามที่ศาสนากำหนด ผมไม่สนใจเลยครับ เพราะผมไม่ปรารถนา พระเยซูเท่านั้นเป็นยอดปรารถนาของผม เมื่อผมคว้าเอายอดปรารถนาแล้ว ผมไม่ปรารถนาสิ่งอื่นอีกเลย ขอให้เติบโตขึ้นในพระคุณนะครับ พี่คงศักดิ์

  • admin

    Apr 20, 2010

    Reply

    เราไม่ต้องการให้คนย้ายศาสนาจากพุทธมาเป็นคริสต์ครับ เพราะเขาก็ยังอยู่ในศาสนาอยู่ดี พระคัมภีร์ไม่เคยบอกเช่นนี้ พระคัมภีร์บอกเราให้ประกาศเรื่องพระคริสต์เพื่อ ย้าย คนตาย มาเป็นคนเป็น ย้ายมนุษย์ที่อยู่ในกับดักของมาร มาอยู่ในอ้อมแขนของพระเจ้า ย้ายเขาจากความมืด มาสู่ ความสว่าง ย้ายจากคนที่ไม่มีชีวิต มาเป็นคนที่มีชีวิตบริบูรณ์ ทั้งนี้โดยพระเยซูคริสต์ทั้งสิ้น คนละเรื่องกันเลยเนาะ

  • Ped Dakhota

    May 25, 2010

    Reply

    I don't you brother. But I'm impressed reading your articles. So much truth what you said. Alot of Christian need to hear them. I hope and pray that God will continue to use you to spread to truth to His people in Thailand. God bless and keep up the amazing work there. IN His amazing Grace, Ped from ChiangMai

    • admin

      Jun 14, 2010

      Reply

      I am in Chiang Mai as well. My location is in town may be we can meet somehow!! :)

  • hello

    Aug 31, 2010

    Reply

    ทดสอบๆๆ เดี๋ยวมาคุนด้วย โดนใจมากมาย ตอนนี้เหนื่อยหน่ายมากๆๆๆๆๆๆ

  • jeu

    Oct 04, 2010

    Reply

    หลงทางมาเจอเว็บนี้โดยพระคุณ... อ่านแล้วรู้สึกดีจริงๆค่ะ

    • admin

      Oct 05, 2010

      Reply

      ถ้าโดยพระคุณก็ไม่หลงทางแล้วครับ พระเจ้าพามาครับ พามาเจอทาง ยินดีครับ

  • หล่อฟาด

    Oct 09, 2010

    Reply

    ลมผูมลิดคูดล่าวู่ลีมูลู่ผู้ลับรูบไล้ชู่ลากทูกลายมูยไล่มู่เล่าขู้ไลจูละพรูลุนคุนล่างอยู่แล้ทู้ลิงจูง ล่าทู่ละพรูลงสูงลางบูงลูบรูบลามูลับนูบลือถูลำทูละมูลันบูนลัดหยูดลองขูงละพรูเล้าจูเลาขูลาดอูลำทูไล้ดูลีดูล่ากวู่ล่าผู่ลับรูบไล้ชูลางบูงลนคูนละซูลีกอูก

    • admin

      Oct 09, 2010

      Reply

      อั่งไม่รู้เริ่งคัก

  • โอ๊ะโอ๋

    Oct 27, 2010

    Reply

    ขออนุญาติ คุณเจ้าของบล๊อคนี้ ขอนำบทความบาางส่วนไปสอน น้องหน่อยๆนะครับ เป้นประโยชน์ดีกับคนที่ไม่เข้าใจเรื่องพระคุณครับ ขอบคุณครับ

  • โอ๊ะโอ๋

    Oct 27, 2010

    Reply

    ขอถามด้วยความใคร่รู้สักนิดนะครับ คุณอาคงศักดิ์ ผมชอบเรื่องราวต่างๆ ที่คุณอาได้เขียนไว้ให้พวกเราอ่านมากครับ ทำให้ผมเข้าใจมากขึ้นเรื่องพระคุณ และเติมโตขึ้นอีกมากเลย เรื่องหนึ่งที่ผมยังคลุมเคลือคือ เรื่องสิบลดครับ ผมเชื่อร้อยเปอเซนว่า มันคือธรรมบัติญัติ ในมาราคี 3:10 พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า จงนำทศางค์ เต็มขนาดมาไว้ในคลัง เพื่อว่าจะมีอาหารในนิเวศของเรา จงลองดูเราในเรื่องนี้ดูทีหรือว่า เราจะเปิดหน้าต่างในฟ้าสวรรค์ให้เจ้า และเทพระอย่างล้นไหลมาให้เจ้าหรือไม่ ถ้าไม่คืนให้พระเจ้า พระเจ้าก็จะไม่เปิดฟ้าสวรรค์เทพระพรให้แน่ๆนอน แต่ตอนนี้เราอยู่ในยุคพระคุณ เรื่องถวายสิบลด จึงไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นถวายด้วยใจรักแทน ผมอยากจะกล่าวถึงแต่ คริสจักรที่แท้จริง ไม่ใช่พวกที่แสวงหาผลกำไร หรือหาเงินโดยใช้พระนามพระเจ้า คริสจักรที่ทำพันธกิจ ที่พระเยซูทรงสั่งให้เราทำ เช่น เลี้ยงดูลูกแกะ ออกไปประกาศ ต้องยอมรับว่า ทุกอย่างล้วนต้องใช้กำลังกาย และเงิน ในการทำพันธกิจนั้น และต้องการคนงานที่จะถวายตัวรับใช้แบบเต็มเวลา ในคริสจักร ก็พวกอาจารย์ ศิษยาภิบาล ทั้งหลายแหล่ (ผมหมายถึงเฉพาะผู้รับใช้แท้จริงเท่านั้น พวกที่ไม่ได้ทำเพื่อเงิน หรือเห็นแก่เงิน) ก็เพราะคนพวกนี้ที่ สอนพระคัมภีร์ เพื่อให้เรารู้จักพระวจนะมากขึ้น เพราะคนพวกนี้ที่ได้เป็นพยานเรื่องพระคริสต์ ผู้ที่เป็นกระบอกเสียงประกาศเรื่องความรอดแทนพระเจ้า จนทำให้เราทุกคนมาเป็นลูกของพระเจ้าได้ในเวลานี้ และมีความชื่นชมยินดี จวบจนบัดนี้ ผมยอมรับว่าถ้าไม่มีพวกเขาที่เสียสละทำงานในตำแหน่งที่เงินเดือนน้อยๆไม่กี่พันแบบนี้ วันนี้ผมก็ยังไม่ได้รู้จักกับพระเจ้า และมีความสุขเช่นนี้ ขอบคุณที่พวกเขาทำงานเพื่อพระเจ้าจริงๆ(ขอบคุณเฉพาะคนที่ทำจริง) แต่การที่เขาอยู่ในงานนี้ได้ ก็เพราะพระเจ้าทรงเลี้ยงดูพวกเขา และแน่นอนอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ เงินเหล่านั้นที่เอามาเป็นเงินเดือน ค่าไฟ ค่าเช่าตึก ค่ากิจกรรม การทำพันธกิจ จิปาฐะ ก็ล้วนมาจากเงินถวายทั้งสิ้น หรือเรียกติดปากกันว่า เงินสิบลด แต่คุณอาคงศักดิ์บอกว่า เราจึงไม่ได้อยู่ใต้ กฏหมายแห่งทศางค์ แต่อยู่ใต้การ ให้ด้วยใจยินดี และให้โดยสมัครใจ เลยอยากเข้าใจว่า ถ้าไม่มีสิบลด พวกค่าเช่าห้อง ตึก ค่าไฟ ค่าเงินเดือนผู้รับใช้ จะได้จากไหนครับ ส่วนตัวผมนะครับคุณอา ผมเข้าใจว่า ก็เอาเงินจากการถวายด้วยใจสมัครนั้นแหละครับ แต่ปัญหาคือว่า ค่าใช้จ่ายที่กล่าวไปเบื้องต้นมันเป็นค่าใช้จ่ายแบบตายตัวทุกเดือน ต้องจ่ายเท่านี้ เท่านี้ แล้วถ้าเดือนนั้นทุกคนสมัครใจกันถวายน้อยจะเอาที่ไหนมาจ่ายเหรอครับ การถวายสิบลด มันเป็นคำสั่งที่ถวายแบบตายตัวอะครับ คือแทบจะทุกเดือนเงินที่เข้ามาเป็นกองกลางมักเท่าๆกัน ทำให้มีจ่ายค่าต่างๆในแต่ละเดือนพอไปเป็นเดือนๆ ผมคิดอีกทางหนึ่งไว้ไม่รู้ว่าจะถูกต้องหรือเปล่านะครับ อยากให้คุณอาช่วยเสนอความคิดหน่อยครับ ผมคิดว่า เวลาทำอะไรด้วยความรักก็เกิดผลดีเสมอ บางคนที่เข้าใจความรัก และรักพระคริสต์ด้วยหัวใจจริงๆ ผมเชื่อว่าเขาถวายมากกว่าสิบลดเสียอีก เพราะเขาทำโดยความรักล้วนๆ ผมเลยคิดว่า มันถูกต้องไหมครับ ที่จะให้พี่น้องในคริสจักร สัญญาถวายเป็นจำนวนเงินที่แท้จริง ในแต่ละเดือน เพื่อว่าเลขา ของคริสจักรสามารถ ทำบัญชี รายรับรายจ่าย ได้พอดีในแต่ละเดือน บางคนที่สอนเรื่องสิบลดบางทีเขาใช้เรื่องสิบลดเป็นตัวอย่างเฉยๆหรือเปล่าครับ ตัวอย่างในการถวาย เพราะบางคนต้องยอมรับว่า บริหารเงินไม่เป็นจริงๆ เงินเดือนมาเท่าไหร่ใช้หมดเลย ก็เลยต้องมาสอนโดยยกตัวอย่างสิบลด คือได้รายรับเข้ามาเท่าไหร่ ก็หักไปก่อนเลย สิบเปอเซน เพื่อถวายให้พระเจ้าด้วยใจรัก เพราะไม่งั้นถ้าเอาไปใช้อย่างอื่นก่อน กว่าจะเหลือมาถึงพระเจ้าบางทีหมดแล้ว ผมแน่ใจว่าพระเจ้าเป็นเหมือนพ่อเหมือนแม่ ถ้าเราเป็นลูกที่กตัญญูจริงๆ เวลาทำงานได้เงินเดือนมาก็เอามาให้พ่อแม่ด้วย บางคนให้หมดเลย บางคนให้ห้าสิบเปอเซน บางคน 30 แล้วแต่สถานะการกันไป แต่แน่นอนว่าลูกที่ดีก็ให้ทุกๆเดือน ความจริงแล้วพ่อแม่ก็ไม่อยากได้หลอก ท่านแค่อยากเห็นความกตัญญูเฉยๆ คุณอาคงศักดิ์ครับ ที่ผมคิดนี้มันถูกต้องไหมครับ ขอคูณอาช่วยตอบด้วยครับ ผมจะได้ถวายอยากถูกต้อง และจะได้ใช้หนุนใจพี่น้องด้วยอะครับ

  • admin

    Oct 27, 2010

    Reply

    การถวายด้วยใจยินดีไม่ได้ด้วยนึกเสียดาย เพราะพระเจ้าทรงรักคนเหล่านั้นที่ให้ด้วยใจยินดี เป็นการถวายในพันธสัญญาใหม่ซึ่งเป็นบริบทของเราปัจจุบันนั้นถูกต้องแล้วครับ เราไม่ได้ถวายด้วยความเชื่อในบริบทเดิมในพันธสัญญาเดิม เช่นจากมาลาคีเป็นต้นก็ถูกต้องเช่นเดียวกันครับ เนื่องจาก เราไม่ได้อยู่ในพันธสัญญาเดิม อาจารย์เปาโลใช้จดหมายฝากถึง 3 บทเพื่อที่จะพยายามสอนคริสเตียนใหม่ในบริบทแห่งพระคุณเพื่อที่จะให้เขาถวายด้วยใจยินดี และถวายให้บุคคล ไม่ใช่ให้องค์กร มีหลายที่ที่เป็นองค์กรเราไม่ต้องพูดถึง อย่างที่น้องว่ามา แต่ที่ถามคือส่วนที่ดี เช่น ที่ทำจริงๆ ไม่ใช่หาประโยชน์ ตามที่กล่าวมา ก็เป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะก็มีคนทำอยู่ และก็ต้องใช้ค่าน้ำค่าไฟ เงินเดือน และของก็แพงขึ้นเรื่อยๆ ก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่สามารถหักล้าง การถวายในพันธสัญญาใหม่ ให้ไปถวายแบบสิบลดอีกได้เลยครับ ทำไม? เมื่อเราถวายด้วยใจยินดี เป็นการสอนการถวายที่ไม่มีสิ่งใดมาบังคับ แต่ด้วยใจ ถ้าเราสอนว่าให้ถวายด้วยใจ ก็ไม่มีสิบ หรือ ห้า หรือ หนึ่ง ขณะเดียวกันก็อาจมี 15 หรือ 20 ลดก็ได้ การถวายควรเป็นปัจเจกตามความเชื่อของเขา เพราะการถวายไม่ได้เป็น เหตุ แห่งพระพร หรือหายนะ ตามธรรมบัญญัติ การถวายเป็น การสนอง ต่อพระคุณต่างหาก ถ้าคริสตจักรใดสอนดี และสอนถูก อาจจะไม่มีเงินเยอะ แต่สิ่งที่ทำจะส่งผลต่อชีวิตของคนในโบสถ์นั้นเองครับว่า สิ่งที่สอนนั้นทำให้คริสเตียนเติบโตในพระคุณอย่างไร ถ้าเขาได้รับสิ่งดีทุกวัน ทำไมเขาจะถวาย 1 ลดล่ะครับ? สัญญาถวายเป็นทางออกหนึ่งที่มักใช้กัน แต่ถ้าให้ผมสอนผมไม่ใช้ครับ เพราะผมรู้ว่าจะมีคนผิดสัญญา และการใช้ก็แสดงว่า ไม่ได้พึ่งไปที่ความเชื่อในการดูแลของพระเจ้า แต่พึ่งไปที่สัญญาของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์นั้นผิดสัญญามากที่สุดตั้งแต่สมัยอิสราเอล สัญญาถวายมีข้อเสียดังนี้ครับ 1. คริสเตียนใหม่ หรือ คริสเตียนที่ไม่เข้าใจพระคุณ หรือคริสตาม อาจจะผิดสัญญา เมื่อผิดสัญญา จะรู้สึกบาป และ อาจหลงคิดไปโดยความคิดของซาตานว่า พระเจ้าจะลงโทษเรา และเราจะเสียงาน จะไม่สบาย เพราะผิดสัญญาถวาย แต่ถ้าเราทำตามสัญญาพระเจ้าจะอวยพรเรา และคืนให้เรา หรือคาดหวังการคืนให้ของพระเจ้า โดยเทียบการการถวายให้พระเจ้าของเรา โดยเป็นเงื่อนไขไว้ในใจแบบนี้ออกทะเล 2. สัญญาถวาย ก็ไม่ได้ด้วยความรักทั้งสิ้น เพราะสัญญาถวาย คือ บังคับโดยนัยยะ ไม่ให้ผิดสัญญา ก็เหมือนบัญญัติครับ เพียงแต่ไม่บังคับที่จำนวนลด คือ 10 นั่นเอง หรือถ้ายิ่งสัญญาที่ 10 ลดก็กลับไปถวายสิบลดเหมือนเดิมครับ แต่เพียงแต่ใช้เครื่องมือช่วยนั่นเอง 3. สัญญาถวาย จะรู้ได้อย่างไรว่าให้ด้วยใจยินดี มิได้ด้วยนึกเสียดาย มนุษย์เราชั่วช้ามาก และร่างกายนี้จ้องทำแต่บาป หาทางออกอยู่เสมอ สัญญาถวายจะทำให้ยิ่งสับสนระหว่างพระคุณกับธรรมบัญญัติครับ ถ้าให้ด้วยใจรักจริงๆ ก็ให้ด้วย ความปรารถนาที่อยากให้ที่อยู่ในใจ ซึ่งจะขัดแย้งกับความโลภของตัวเองเพื่อเหลือเงินไว้ ส่วนเลขาโบสถ์จะทราบล่วงหน้าเพื่อให้พอดีกับค่าใช้จ่าย แล้วจะดำรงอยู่บนความเชื่อได้อย่างไร ถ้าให้ด้วยรักก็ให้เต็มที่เลยครับ ไม่ต้องมีลด ให้ตามที่คิดหมายไว้ ให้โดยที่ไม่เสียดาย ไม่เสียใจ ไม่ฝืนใจ จะกี่ลดก็ได้ จะมากกว่าสิบ หรือ น้อยกว่า สิบ ก็เป็นการให้ด้วยใจ พระเจ้าเห็นครับ

  • admin

    Oct 27, 2010

    Reply

    เมื่อเราไม่ได้เสียดาย ไม่ฝืนใจ น่ันคือการให้ที่ดีที่สุด และเรายังสามารถให้แก่ธรรมิกชนอีกด้วย ดั่งที่ 2 โครินธ์ 8-9 ได้บอกไว้ เราสามารถให้คนได้เลย คนที่ยากจนก็ให้ได้ ให้ธรรมิกชนที่รับใช้ก็ได้นี่ครับ อย่าจำกัดการถวายอยู่แต่ในโบสถ์ ในรูปแบบขององค์กร แต่ถวายให้คริสตจักรที่เป็นคน ไม่ใช่ตึกและการจัดการ นึกถึงคริสตจักรต้องนึกถึงคนก่อนครับ เราจะถวายได้ดีขึ้น และมีความสุขในการถวายในพันธสัญญาใหม่ เหมือนพระธรรมกิจการว่าไว้ว่า การให้เป็นเหตุให้มีความสุข มากยิ่งกว่าการรับ

  • admin

    Oct 27, 2010

    Reply

    บางคนสอนว่า "การถวายเป็นกุญแจแห่งพระพร" โดยนัยคือเมื่อเราถวายมากพระเจ้าจะอวยพรมาก ถ้าน้อยก็จะได้น้อย นี่เป็นแบบพันธสัญญาเดิมถูกต้องเลยครับ เพราะตอนนั้นเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก่อนที่พระเยซูจะมาเพื่อเรา พระพรนั้นมาหาเราแล้ว การสอนแบบนี้เป็นการสอนให้ถวายโดยมีตัวเรา "เป็นศูนย์กลาง" แห่งพระพร คือ พระพรจะได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ สิ่งที่เราทำ (ถวาย) เมื่อมีตัวเราเป็นศูนย์กลาง ก็เป็นแบบธรรมบัญญัติทั้งสิ้น เพราะแกนของธรรมบัญญัติคือ เราทำ พระเจ้าตอบสนองตามสิ่งที่เราทำ แต่แกนของพระคุณตามพันธสัญญาใหม่คือ พระเจ้าทำ เราตอบสนอง กลับตาลปัตร การถวายด้วยใจยินดีเป็นการถวายด้วยความเชื่อ ไม่ได้คาดหวัง เพราะรู้อยู่แล้วว่าพระพรได้มาโดยพระคริสต์แล้ว และเป็นพระพรที่มากที่สุดแล้ว พระคริสต์เป็นจุดศูนย์กลาง เราดำเนินชีวิตโดยนำสิ่งที่พระองค์ทำเพื่อเราบนไม้กางเขนเป็นที่ตั้ง เป็นแกนกลาง สิ่งที่เรากระทำรวมทั้งการถวาย ไม่สามารถกำหนดพระเจ้าได้ พระเจ้าเท่านั้นกำหนดเรา และได้กำหนดแล้ว ผ่านทางความรักโดยองค์พระเยซูคริสต์

  • A

    Nov 08, 2010

    Reply

    yes เลย ^ คุณ admin ถ้าไง ช่วยอธิฐานเพื่อผมหน่อยนะครับ ผมชื่อเอ อยุ่ โคราช อายุ 21 ผมมีปัญหามากๆ ผมเชื่อพระเจ้ามาตั้งแต่เกิด แต่ผมเพิ่งจะมากลับใจก็ไม่กี่สัปดานี้เอง พ่อแม่ผม ไม่ชอบให้ผม ไปกับผู้หญิง แล้วผมก็ทำอีก แต่ที่ผมทำ ครั้งนี้ผมรู้ว่ามารจะทดลองในเรื่องที่เป็นจุดอ่อนผม คือเรื่อง sex ผมยอมให้มันทดลอง แต่ผมสามารถ เลิกได้จิงๆ แต่พ่อแม่ผมคิดว่าผมกลับไปเป็นแบบเดิม แล้วก็เลยไล่ผมออกจากบ้าน ผมรู้สึกท้อแท้มากๆ ไม่มีใครคิดว่าผมเป็นคนใหม่แล้ว แต่ยิ้งเจอแบบนี้ผมก็ยิ้งรักพระเจ้ามากๆ ยังไงช่วยอธิฐานเพื่อด้วยนะครับ หรือไม่ก็สอนอะไรผมให้ผมโตจิงๆสักทีด้วยนะครับ ผมอยากหลุดจาก มารสักที

  • admin

    Nov 08, 2010

    Reply

    คุณ​ A ครับ บาปแห่ง sex ไม่ใช่มารครับ ไม่ทำให้คุณห่างจากพระเจ้าได้ เพราะถูกยกโทษไว้แล้วทั้งสิ้นที่ไม้กาเงขน ความไม่เชื่อต่างหากคือมาร ทำให้คุณแยกจากพระเจ้าได้ เมื่อเราบอกว่า ผมสามารถเลิกได้จริงๆ นั่นแหละเรากำลังเชื่อมารครับ เรากำลังเชื่อใจตัวเอง เรากำลังบอกว่า ถ้าฉันทำดี พระเจ้าชอบ ถ้าฉันผิดประเวณี พระเจ้าลงโทษ เรากำลังเชื่อมาร เราไม่มีทางเป็นคนใหม่โดยการกระทำได้ เราอาจดีขึ้นได้ แต่ใจเรานั้นชั่วมาก และมันจะกลับไปอีกเสมอ เมื่อคุณเดินห้าง คุณเห็นผู้หญิงสวย คุณก็มองแล้ว ลองอ่านเว็บนี้ดูมากๆนะครับ แล้วมาคุยกันใหม่ครับ คุณ A บอกในตอนท้ายว่า อยากหลุดจากมารสักที แปลว่า ยังไม่หลุดจากมารใช่ไหมครับ คนที่ยังไม่หลุดจากมาร ลงท้ายที่ไหนครับ? ลองตอบดังๆในใจครับ! ถ้าผมถามคุณ​ A ว่า คุณเอเป็นคนบาปเพราะยังทำบาปอยู่ทุกวันใช่ไหม? ถ้าคุณ A ตอบว่า ใช่ ค่อยๆอ่านเว็บนี้ไปเรื่อยๆ แล้วค่อยคุยกันใหม่เรื่อยๆครับ รักในพระคริสต์ คงศักดิ์

  • A

    Nov 08, 2010

    Reply

    ใช่ครับ ขอบคุณมากๆที่เตือนสติผม

  • admin

    Nov 09, 2010

    Reply

    มีคนส่งเมล์มาถาม ก็เลยเอามาเก็บไว้นี่ครับ สวัสดีค่ะ พี่คงศักดิ์ ได้อ่านในเวป gracethai ของพี่แล้วก็รู้สึกเห็นด้วยนะคะ ที่เรารอดก็รอดด้วยพระคุณ และไม่ต้องตกอยู่ในธรรมบัญญัติ ให้เราเหนื่อย ทั้งที่พระเยซูมาช่วยให้เรารอดแบบง่ายๆแล้ว แต่เราต้องดำเนินชีวิตแบบติดสนิทกับพระองค์จริงๆ แต่ว่าก็ยังมีข้อข้องใจที่อยากถามพี่คือ... 1. เรื่องพิธีศิลมหาสนิท จำเป็นที่จะต้องทำต่อไปหรือเปล่าคะ ถ้าจำเป็นต้องทำอยู่แล้วเราจะทำเองได้หรือเปล่าคะ เพราะว่าตอนนี้หนูไม่ได้ไปโบสถ์ เพราะรู้สึกว่า โบสถ์ไม่ได้ทำให้เราเติบโตทางด้านจิตวิญญาณเลย มีแต่ทำให้เราอยู่ในระบบของมนุษย์ซะมากกว่า ฟังเสียงของผู้นำแทนที่จะฟังเสียงพระเจ้า 2. ถวายสิบลด เมื่อไม่ไปได้โบสถ์ แล้วเราจะถวายสิบลดที่ไหนกับใคร (เพราะไม่ไว้ใจที่จะถวายให้กับโบสถ์แล้วเพราะรู้สึกว่าเค้าไม่ได้ใช้เงินถวายสิบลด หรือเงินถวายในการรับใช้พระเจ้าอย่างถูกต้อง) เราสามารถที่จะใช้เงินถวายสิบลดของเราเองใช้ในงานรับใช้ของเราได้หรือเปล่า เช่น เป็นค่าใช่จ่ายในการ ทำใบปลิว แจก คนที่เค้ายังไม่รู้จักพระเจ้า ฯลฯ (หรืออะไรที่พี่คิดว่าเราทำได้เอง โดยใช้เงินสิบลดของพระเจ้าให้เกิดประโยชน์ ตามน้ำพระทัยของพระเจ้ามากที่สุด แนะนำได้ค่ะ) แค่นี้ก่อนแล้วกันค่ะ...ขอพระเจ้าอวยพรและเสริมกำลังพี่ในการรับใช้พระเจ้านะคะ

  • admin

    Nov 09, 2010

    Reply

    ตอบครับ 1. เรื่องพิธีศิลมหาสนิท จำเป็นที่จะต้องทำต่อไปหรือเปล่าคะ ถ้าจำเป็นต้องทำอยู่แล้วเราจะทำเองได้หรือเปล่าคะ เพราะว่าตอนนี้หนูไม่ได้ไปโบสถ์ เพราะรู้สึกว่า โบสถ์ไม่ได้ทำให้เราเติบโตทางด้านจิตวิญญาณเลย มีแต่ทำให้เราอยู่ในระบบของมนุษย์ซะมากกว่า ฟังเสียงของผู้นำแทนที่จะฟังเสียงพระเจ้า ศีลมหาสนิทเล็งเห็นถึงพระเยซูครับ และอยู่ในพันธสัญญาใหม่ มีขึ้นเพื่อระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ทำเพื่อเรา บนไม้กางเขน พิธีศีลมหาสนิทเป็นพิธีที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่น่าจะเรียกว่าพิธี เพราะตอนนี้กลายเป็นพิธีและ มีพิธีรีตรองขั้นตอนมากมาย แย่จนกระทั่งบอกว่า ใครที่ยังไม่ได้รับบัพติสมาด้วยน้ำ อย่าเพิ่งกิน หรือ ซ้ำร้าย ใครที่ยังไม่ได้เรียนพระคัมภีร์จนถึงชั้นเรียนใดชั้นเรียนหนึ่งที่กำหนดขึ้นมาเอง ไม่ควรรับศีล เมื่อคิดถึงคำว่า ศีล คนเลยเข้าใจว่า อ้อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นอะไรที่เหนือธรรมชาติ จริงๆเป็น communion ครับ คือ การที่คนหลายคนอยากจะระลึกถึงพระเยซู ก็กินข้าว และดื่มน้ำองุ่นด้วยกัน ก็เท่านั้น และก็เท่านั้นจริงๆ ในนัยยะของมหาสนิท จากในพระคัมภีร์ ผมมีความเชื่อว่าเราก็มีมหาสนิทกับพระเยซูได้ตลอดเวลา ทุกนาทีครับ คือเมื่อใดที่เราระลึกถึงพระเยซู และชำระบาปให้เรา สิ่งที่พระองค์ทำและขอบคุณพระเยซู เราก็ได้อยู่ในมหาสนิทที่แท้จริงได้เช่นกัน โดยไม่ต้องมีพิธีรีตรองอะไรครับ พระเจ้าดูที่จิตใจ และวิถีของพระองค์ต่างกับวิถีที่เรามนุษย์มักจะตีกรอบกัน แต่ถ้าทำด้วยกันกับเพื่อนผู้เชื่อ ก็ยิ่งดีใหญ่ เหมือนกับ ยิ่งหนุนใจกันและกันครับ ลองคิดดู ไปเจอกัน คุยเรื่องพระคำ และ ต่างคนต่างหนุนใจกัน แบ่งปันพระพรว่า พระคุณของพระเยซูทำงานในชีวิตของเราอย่างไร โอ้โห แตกต่างจากโบสถ์ (ตึก) ที่เราไปอยู่หลายขุมเลยครับ เราไปรับอย่างเดียว ไม่เคยให้เลย ไม่มีโอกาสให้ ให้อย่างเดียวคือให้ตังค์ จริงๆ ต้องต่างคนต่างรับและให้ครับ จึงจะเป็น คริสตจักร คือแบ่งปันพระพรกันนั่นเอง ไม่อยากไป(ตึก)โบสถ์ก็ไม่ต้องไป ดีแล้วครับ วันหนึ่งอาจเจอกลุ่มคนที่อยากร่วมกันเรียนพระคัมภีร์ และมีจิตใจเหมือนกัน ก็เจอกันก็ได้ครับ นั่นก็คือการพบปะกันของโบสถ์ (ตัวเราผู้เชื่อ) อย่างสมบูรณ์แล้วครับ พระคัมภีร์ยืนยันโดยพระเยซูว่า เจอกันที่ไหนเอ่ยนามของพระองค์ สองสามคน พระองค์อยู่ท่ามกลางเขาที่นั่น ไม่ได้แปลว่าพระองค์มาสวมทับอะไรหรอกนะครับ คือพระองค์อยู่ในเรา และเราไปเจอกัน พระองค์ก็อยู่ท่ามกลางเรา ง่ายๆ ครับ 2. ถวายสิบลด เมื่อไม่ไปได้โบสถ์ แล้วเราจะถวายสิบลดที่ไหนกับใคร (เพราะไม่ไว้ใจที่จะถวายให้กับโบสถ์แล้วเพราะรู้สึกว่าเค้าไม่ได้ใช้เงินถวายสิบลด หรือเงินถวายในการรับใช้พระเจ้าอย่างถูกต้อง) เราสามารถที่จะใช้เงินถวายสิบลดของเราเองใช้ในงานรับใช้ของเราได้หรือเปล่า เช่น เป็นค่าใช่จ่ายในการ ทำใบปลิว แจก คนที่เค้ายังไม่รู้จักพระเจ้า ฯลฯ (หรืออะไรที่พี่คิดว่าเราทำได้เอง โดยใช้เงินสิบลดของพระเจ้าให้เกิดประโยชน์ ตามน้ำพระทัยของพระเจ้ามากที่สุด แนะนำได้ค่ะ) ถวายสิบลดเป็นการถวายโดยอยู่ในพันธสัญญาเดิมครับ (มาลาคี 3) เราอยู่ในพันธสัญญาใหม่ ถวายด้วยใจยินดี (2 โครินธ์ 8-9) ไม่ไช่ด้วยนึกเสียดาย ไม่ใช่ฝืนใจ แต่เราให้ด้วยใจยินดี และพระคัมภีร์ไม่เคยพูดถึง ให้อาคาร หรือ ให้องค์กรที่ดูแลอาคาร (โบสถ์) แต่ให้กับคนครับ พระคัมภีร์พูดถึงให้ผู้รับใช้เต็มเวลาด้วย เราควรสนับสนุนท่านเหล่านี้ (ถ้าสอนถูก) ทำใบปลิวก็ดีครับ ดีมากเลยครับ ผมก็ใช้เงินทำเว็บ ทำวิทยุ ทำอะไรก็ได้ที่พระวิญญาณหนุนใจให้กระทำด้วยความรัก และที่ไม่ฝืนใจ ไม่เสียดาย จะ 10% หรือ 5% หรือ 2% ตราบใดที่เราให้ด้วยใจ ไม่ฝืนใจ ถวายด้วยใจยินดี นั่นก็เป็นการถวายสุดใจแล้วครับ พระเจ้าทรงรักคนเหล่านั้นที่ให้ด้วยใจยินดี เห็นไหมครับ พันธสัญญาเดิม เล็งไปที่ การกระทำ เล็งไปที่บัญญัติว่าต้องเป็น 10% ต้องเป็นกฏหมาย พันธสัญญาใหม่เล็งไปที่จิตใจ เล็งไปที่พระคุณ เล็งไปที่ความรักครับ

  • Reply

    การบัพติสมาในพันธสัญญาใหม่ เป็นการบัพติสมาเข้าร่วมเป็นกายเดียวกันกับพระคริสต์ โจรบนกางเขนเขารอด เพราะพระเยซูพาเขาไป ไม่เห็นเขาบัพติสมาในน้ำเลยครับ

  • Reply

    ผมผ่านมาอ่านบทความเกี่ยวกับมารีย์กับมารธาที่เพื่อนที่กรุงเทพเล่าให้ฟัง พอดี search จาก google น่ะครับ ผมชอบมากครับ เลยอ่านบทความอื่นๆ เพิ่มก็ทำให้มีความเชื่่อมากขึ้น ขอบคุณมากสำหรับบทความดีๆ นะครับ

  • lek tanawat

    Jan 20, 2011

    Reply

    ขอบคุณพระเจ้าที่ นำทางผมมาพบข้อความดี ดี ในเวบนี้ จะติดตามต่อไปครับ คริสเตียนใหม่ ในกทม.

  • จอจี้

    Feb 21, 2011

    Reply

    ผมเติบโตในคริสตักรเพนทอคอส ที่ชอบการเคลื่อนไหวในพระวิญญาณและปัจจุบันได้แยกตัวออกมาเปิดคริสตจักรใหม่เพราะว่ารับไม่ได้กับการเคลื่อนไหวในพระวิญญาณที่หลากหลายมาก และบางครั้งมากเกินไป เช่นล้ม ร้องเสีงดัง โหยหวน อื่นๆ พอมาอ่านคำสอนของบล็อคนี้ทำให้เข้าใจพระคุณพระเจ้ามากยิ่งขึ้นและชัดเจนด้วย แต่มีคำถามว่า พระวิญิญาณแห่งพระคุณเป็นวิญญาณเดียวกับของเพนเทคอสป่าวครับ เพราะรู้สึกว่าจะไปคนและแนวทาง และตอนนี้ผมสับสนมากครับเพราะว่าคุณพูดถึงพระวิญญาณเช่นกัน ช่วยตอบข้อสงสัยผมด้วยครับ ถามด้วยใจถ่อมจริงๆครับ อีกคำถามนะครับ ผมเคยไปคริสตจักรแห่งหนึ่ง(ใช้โรงแรมหรูๆและเทศเป็นภาษาอังกฤษและแปลาโดยภรรยา) ที่เน้นเรื่องพระคุณและการงานที่เสร็จสิ้นแล้วของพระเยซูคริสต์ที่นั่นเป็นแนวทางเดียวกับคุณหรือป่าวครับ ขอพระเจ้าอวยพรครับ

  • admin

    Feb 21, 2011

    Reply

    พระวิญญาณแห่งพระคุณไม่เคยพูดนะครับ และพระวิญญาณของเพนเทคอสก็ไม่มีด้วยครับ พระคัมภีร์ไม่เคยกล่าวถึง หรือเอ่ยถึง แต่ นิกายนิยม คือ ต่างนิกายก็ไปคิดคำพูดเอาเอง และก็เหมาเอาเองว่าตัวเองถูก ถ้าถามผม พระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นเป็น 1 ในสามการปรากฏสำแดงของพระเจ้า มีฐานะเป็นพระเจ้าและมีหน้าที่ต่างกันกับพระบิดา และพระบุตร พระบุตรสำแดงพระคุณของพระเจ้าและเป็นทางรอด แต่พระวิญญาณมาหลังพระเยซูและสำแดงให้เรารู้ถึงสิ่งที่พระเยซูกระทำ พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นมัดจำของเรา เป็นการสถิตย์อยู่ของพระคริสต์ ว่าพระเยซูอยู่กับเรา ไม่ได้อยู่ที่เดียวเมื่อ 2000 ปีก่อน แต่อยู่ในเราถ้วนทั่วในรูปแบบการพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระวิญญาณไม่ได้มีหน้าที่แสดงอิทธฤทธิ์ หรือ แสดงการเคลื่อนไหวใดๆ พระคัมภีร์ก็ไม่เคยสื่อสารกับเราแบบนั้น และไม่มีการอัศจรรยฺใดๆที่ต้องสำแดงอีก เพราะการอัศจรรย์ที่สูงสุดได้สำแดงแล้วโดยการเป็นขึ้นมาของพระคริสต์ ฮิบรู 1:1 จึงว่าพระคริสต์เป็นการสำแดงครั้งสุดท้าย และสำแดงสิ่งที่จิตวิญญาณมนุษย์ต้องการจริงๆ คือชีวิตความรอดนั่นเอง เราต้องยึดตามพระคัมภีร์ พระธรรม16 ยอห์น บอกเราว่า พระวิญญาณนั้นสำแดงสิ่งที่พระคริสต์ทำ และ ให้เราประจักษ์แจ้ง 1. พระวิญญาณจะนำเราไปสู่ความจริง ที่พระเยซูได้กระทำ และให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตเรา เมื่อเรารับพระเยซูเข้าสู่ชีวิต เรากำลังรับพระวิญญาณของพระองค์แล้ว ไม่มีพิธีอะไรซ้ำสองอีก ไม่มีพระวิญญาณแห่งฤทธิ์เดชใดๆ หรือมีหมายสำคัญใดๆ เรารับพระคริสต์​เรารับพระวิญญาณแห่งความจริงทั้งปวง ทำให้เราอ่านพระคัมภีร์เข้าใจ และ 2. พระวิญญาณจะทำให้เราซาบซึ้งถึงพระคุณของพระคริสต์ที่ช่วยเราบนไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากตาย ฉะนั้น คนที่มีพระวิญญาณก็จะเข้าใจเรื่องพระคุณ เพราะเปาโลบอกว่า คนที่จะเข้าใจเรื่องของพระวิญญาณ ก็จะต้องเป็นคนที่มีพระวิญญาณ คนที่ไม่มีพระวิญญาณ ก็ทำแต่เรื่องของตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเอง คิดถึงแต่การกระทำของตัวเองที่สำแดงออกมา เช่น ฤทธิ์เดช หมายสำคัญ ภาษาแปลก กลิ้งตัวไปมา ร้องโหยหวน ล้มในพระวิญญาณ ร้องเพลงในพระวิญญาณ ล้วนแล้วแต่คิดขึ้นมาเพื่อดึงดูดคน โดยเอาตัวอย่างจาก ดาวิดในพันธสัญญาเดิมมาบ้าง หรือประยุกต์ใช้เอาบ้าง และผูกคนเข้ากับระบบ จูงใจให้เห็นว่ามีบางสิ่งสำแดงออก ซึ่งก็เชื่อตัวเองทั้งสิ้น คนที่มีพระวิญญาณก็คือคนที่อยู่ในพระคริสต์ เชื่อวางใจพระคริสต์ว่าได้ยกโทษให้คนนั้นแล้ว เราเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วเสมอไป เราถูกอภัยนิรันดร์และชำระนิรันดร์แล้ว พระวิญญาณสำแดงความจริงเช่นนั้นทุกวัน ทุกนาที ถ้าจะคุยเรื่องนี้ จะคุยกันยาวมากครับ ถามเพ่ิมมาละกันนะครับ จะตอบให้ครับ ผมไม่มีเวลายกข้อพระคัมภีร์ให้นะครับ

  • admin

    Feb 21, 2011

    Reply

    ตอบคำถามที่ว่า มีคริสตจักรแห่งหนึ่ง เทศน์และให้ภรรยาแปล ไปที่โรงแรมหรูๆ ผมไม่ทราบครับ แต่ผมเคยไปร่วมที่เชียงใหม่ ใช้โรงแรมหรูๆ เหมือนกัน ไม่รู้จะหรูไปทำไม ผมเห็นด้วยในประเด็นการสอนบ้าง ยกเว้นเรื่องทศางค์ และการฉ้อโกงพระเจ้าถ้าไม่ถวายทศางค์ เพราะยังผสมพันธสัญญาเดิมอยู่ และการร้องเพลงนมัสการ และยังไม่เห็นด้วยในวิธีการครับ ถ้าถามผมเรื่องแนวทางก็ต้องตอบว่าไม่ใช่ เพราะผมคิดว่า ผมไม่ได้มาตั้งแนวทางอะไร เป็นแบบคริสเตียนเดินดิน ผมไม่ได้ต้องการตั้งอะไร หรือ รวบรวมคนไว้เพื่ออะไร ผมเห็นว่าไม่สำคัญ และไม่ต้องการหาประโยชน์จากคริสเตียน ผมเชื่อว่า พระคัมภีร์บอกว่าพวกเราทุกคนเป็นคริสตจักร คนคือคริสตจักร ecclesia แต่อยู่คนละที่ด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง พระเจ้าให้เราอยู่คนละที่เพื่อจะให้มีการสัมผัสชีวิตให้คนอื่นในสถานที่ต่างกัน จะมาเจอกันวันอาทิตย์หรือเปล่า เป็นเรื่องไม่สำคัญ จะเจอก็ดี ไม่เจอก็ไม่บาปอะไร อยากให้มีเสรีภาพนอกธรรมบัญญัติ เมื่อเราต่างคนต่างอยู่ เราก็ทำงานให้พระเจ้าได้ครับ อาจมองไม่เห็นเป็นจำนวนคน อาจนับไม่ได้ อาจวัดผลด้วยสายตามนุษย์ไม่ได้ นับทศางค์แต่ละสัปดาห์ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรครับ ผมก็อยู่สบายดี :)

  • หล่อฟาด

    Feb 25, 2011

    Reply

    หล่อฟาดรู้สึกเบื่อเพลงนมัสการที่โบสถ์มากเลยคับ หลายเพลงมันค้านกับความเชื่อ เช่น ขอเชิญองค์พระวิญญาณ ประทับอยู่ในดวงใจ โปรดเทความรักยิ่งใหญ่ เชิญพระวิญญาณขององค์พระเจ้า เสด็จมาเยี่ยมเยียนพวกเรา ปลดปล่อยเราเป็นไท และชำระภายในด้วยฤทธิ์แห่งพระวิญญาณ อีกเพลงจำไม่ได้แล้ว ใช้ร้องก่อนสอนเรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์ เนื้อหาเกี่ยวกับขอให้พระวิญญาณมาสถิตกับเรา และคนนำนมัสการก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ลูกอาจารย์ที่โบสถ์ซึ่งกำลังฝึกเป็นนักเทศน์

  • admin

    Feb 25, 2011

    Reply

    เบื่อก็อย่าหยุดครับ ถ้ายังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อน ก็ให้ไปเพราะเพื่อน ไปเพื่อสามัคคีธรรม ใครจะรู้ครับ พระเจ้าอาจใช้ท่านเพื่อเป็นพระพรแห่งพระคุณไปหาคนเหล่านั้นก็ได้ แต่ถ้าเรามีอคติ เราจะเป็นความเกลียดชัง และเกิดหน่อไม้เน่าในใจเรานะครับ และเราจะไม่สามารถเข้ากับใครได้อีกเลย เป็นพวกนอกรีตครับ เราไปไม่ใช่เพราะว่าเราไปนมัสการด้วยเพลงแบบนี้ เรานมัสการด้วยชีวิตเราทุกวัน ผ่านทางอุปนิสัยที่เปลี่ยนใหม่ (โรม 12:1-2) ซึ่งเป็นการนมัสการด้วยวิญญาณจิตของเรา เราไปเพื่อไปเจอคริสเตียน เพื่อปลดปล่อยเขาต่างหาก ให้พ้นจากพันธนาการของบาป เมื่อผมเจอแบบนี้ ผมมักจะชวนพูดคุย และเมื่อสนิทขึ้น ผมก็มักจะถามคำถามง่ายๆ ว่า เมื่อคุณร้องเพลงว่าให้พระวิญญาณ ปลดปล่อยเราเป็นไท แปลว่าอะไร? แปลว่ายังไม่เป็นไทใช่ไหม? ทำไมล่ะ ในเมื่อคุณเชื่อพระคริสต์แล้วนี่ หรือถามว่า ชำระภายในด้วยฤทธิเดช ผมก็มักจะถามให้คิดว่า แล้วชำระเพราะอะไร? เพราะสะอาด หรือ เพราะสกปรก? ถ้าสะอาดทำไมต้องชำระทุกอาทิตย์ แสดงว่าสกปรกใช่ไหม? คนสกปรกไปไหน? ไปสวรรค์หรือนรก? ทำไมเขารู้สึกว่าต้องถูกชำระ? เพราะเขาไม่สะอาดใช่ไหม? เพราะเขายังบาปอยู่ใช่ไหม? แล้วผมก็ถามคำถามแบบแทงเข้าไปในใจว่า... แล้วคนบาปไปไหน? บางคนว่ามีความเชื่อ บางคนว่าเป็นศิษย์พระเยซู บางคนว่าแสดงอิทธิฤทธิ์ บางคนขับผี บางคนพูดภาษาแปลก บางคนสำแดงอัศจรรย์ แต่พระเยซูว่า... "เราไม่รู้จักเจ้าเลย"

  • admin

    Feb 25, 2011

    Reply

    เมื่อเราเป็นลูกแก้ว เจียระไนภายนอกอย่างไรก็เป็นลูกแก้ว จะเป็นเพชรมิได้ อาจดูเหมือนได้แต่ไม่ใช่ เมื่อเราเป็นต้นส้ม ต่อให้เราพยายามแค่ไหนก็ออกลูกเป็นทับทิมไม่ได้ อาจทาสีได้เหมือน แต่งกลิ่นให้คล้าย แต่ไม่ใช่ทับทิม เมื่อเราเป็นต้นไม้บาป ต่อให้พยายามเกิดผลอย่างไรก็เป็นผลบาป จะเป็นผลแห่งความชอบธรรมไม่ได้ อาจดูชอบธรรมได้ อาจคล้ายว่าขลังมา อาจน่าเลื่อมใส แต่ก็เป็นผลบาปอยู่วันยังค่ำ .....ความเชื่อนำมาถึงซึ่งความชอบธรรม...

  • จอจี้

    Feb 28, 2011

    Reply

    1. สงสัยครับ ที่คุณกล่าวว่า "คนที่ไม่มีพระวิญญาณ ก็ทำแต่เรื่องของตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเอง คิดถึงแต่การกระทำของตัวเองที่สำแดงออกมา เช่น ฤทธิ์เดช หมายสำคัญ ภาษาแปลก กลิ้งตัวไปมา ร้องโหยหวน ล้มในพระวิญญาณ ร้องเพลงในพระวิญญาณ ล้วนแล้วแต่คิดขึ้นมาเพื่อดึงดูดคน โดยเอาตัวอย่างจาก ดาวิดในพันธสัญญาเดิมมาบ้าง หรือประยุกต์ใช้เอาบ้าง และผูกคนเข้ากับระบบ จูงใจให้เห็นว่ามีบางสิ่งสำแดงออก ซึ่งก็เชื่อตัวเองทั้งสิ้น" คำพูดนี้จะเป็นการตัดสินผู้ที่เชื่อในพระวิญญาณมากไปหรือป่าวครับ เพราะว่าแต่ละสำนักก็มีแนวคิดของตัวเองต่างก็อ้างจากพระคัมภีร์ทั้งสิ้น คุณมองจากเลนส์ของสภาอย่างเดียวหรือป่าวครับ 2. แล้วการที่คริสเตียนอธิษฐานขอการรักษาโรคและปัญหาอื่นๆ อันนี้ใช้ความเชื่อใช่ไหมครับ แล้วฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ป่าวคับ 3. แล้วพระวรกายของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเปรียบได้กับคริสตจักรอื่นๆที่ออกพระนามของพระเยซูเราเห็นคุณค่าเหมือนกันใช่ไหมครับ หรือเรามองที่เราสอนถูกต้องที่สุดแล้วที่อื่นด้อยค่าหรือสอนผิดไปเลยจากเรา ขอคำตอบที่ชัดเจนครับ สงสัยจิงๆ ขอพระเจ้าอวยพรครับ

  • admin

    Feb 28, 2011

    Reply

    1. มีพระคัมภีร์ตอนใดที่บอกว่า พระวิญญาณมีหน้าที่ทำให้เกิดภาษาแปลกๆ หรือถ้ามีการกลิ้งตัวไปมา หรือ เต้นรำ (ดาวิด) เป็นที่บ่งชี้ว่าพระวิญญาณกำลังทำงานอยู่? มีพระคัมภีร์ตอนใดบ่งชี้ว่า สิ่งเหล่านี้ กิจกรรมเหล่านี้ เป็นการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เกิดสันติสุข หรือเป็นพระวิญญาณแห่งโกลาหล ผมไม่ได้มองทางมุมสภา เพราะผมไม่ได้อยู่สภา เมื่อวานก็ไปคจ.สหกิจมาครับ ประเด็นที่ผมอยากสอนให้เข้าใจคือ เราต้องอ่านพระคัมภีร์ครับ เราต้องเข้าใจว่าพระวิญญาณมอบให้เราเพื่ออะไร ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนใน ยอห์น 16 ทำไมเราไม่ยึดเอาตามสิ่งที่พระคัมภีร์บอกล่ะครับ แต่เรามักจะตั้งแนวคิดจากสำนักเสมอ ผมไม่ได้มองจากเลนส์สภา ผมมองจากเลนส์ ยอห์น 16 ครับ 2. คริสเตียนขอการรักษาโรค ใช้ความเชื่อขอพระเจ้า และพระเจ้าจะรักษาท่านหรือไม่นั้นเป็นแผนการณ์อันอุดมไปด้วยพระคุณของพระองค์ และดีที่สุดสำหรับเราเสมอ อันนี้เห็นด้วยครับ แต่ถ้าบอกว่า พระวิญญาณสถิตย์ในคนนี้และต้องคนนี้เท่านั้นที่เราต้องเฮโลไปหา ในวันที่จัดเหตุการณ์หนึ่งๆ และบอกว่าเป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ และพระวิญญาณจะทำการ (ถูกกำหนดให้) รักษาผ่านทาง อาจารย์ท่านนี้ และเมื่อแตะมือแล้วก็ล้มลง ตูม และก็ทำเสียงไมค์ดังๆ และบอกว่าพระวิญญาณกำลังทำงานอยู่ แบบนี้เสียสติครับ เพราะไม่ปรากฏในพระคัมภีร์ มั่วเอาเอง แบบนี้ผมเรียกว่า presumption ครับ ไม่ใช่ faith ก็คือไม่ได้ใช้ความเชื่อ แต่ใช้การทึกทักเอา เหมาเอาว่าใช่ ผมถามหน่อยเถอะ มีตอนไหนที่บอกผมว่าผมสติดีอยู่ที่เห็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำให้คนล้มลง ผมกลับเห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ปลุกคนตายให้เป็นขึ้น คือบังเกิดใหม่ต่างหาก (ยอห์น 3) พระวิญญาณทำให้คนล้มลงหามิได้ ทำให้คนลุกขึ้นต่างหาก เรามักจะเอาพระธรรมกิจการไปสร้างหลักศาสนศาสตร์และแนวคิดของแต่ละสำนัก การใช้พระธรรมกิจการซึ่งเป็นการบันทึกเรื่องที่เกิดขึ้นของอัครฑูตณ.เวลาหนึ่ง และสถานการณ์ในช่วงนั้นที่พระเจ้าตั้งคริสจักรนั้นมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง คือเป็นเวลาที่ใช่ และสถานการณ์ที่ใช่ พระธรรมกิจการไม่ใช่เป็นพระธรรมแห่งหลักคำสอน หรือ หลักศาสนศาสตร์ แต่เป็นบันทึกเหตุการณ์ ทีเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเจาะจงและรวบรวมไว้ จดหมายฝากของเปาโลเป็นหลักคำสอนที่สอดคล้องกันทุกเล่ม เรากลับไม่ชอบ และพยายามบิดเบือน เมื่อไรก็ยกเอาข้อเดียว บางข้อ พอกิจการบอกว่า นี่ใช่เลย นี่คือสิ่งที่พระเจ้าบัญชาให้ผมทำ ผมอ่านไปที่กิจการ 2 ก็บอกว่า ถ้าพระวิญญาณลงมา ต้องพูดภาษาแปลกๆ เพราะฉะนั้นก็สรุปว่าภาษาแปลกๆเป็นหมายสำคัญชี้ว่าคนนั้นมีพระวิญญาณ และกำลังเกิดฤทธิ์เดชขึ้นที่คนนั้น มันเป็นซะอย่างนี้ คจ.เลยไม่ไปไหน กิจการบทที่ 2 กำลังบันทึกว่า ณ.วันนั้นที่พระเยซูบอกให้พวกสาวกรอ และในวันเพ็นเทคศเต 50 วันหลังปัสกา พวกเขาจะได้รับฤทธิ์เดชเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือเขาเป็นสันฐานเหมือนนก บันทึกว่าพวกเขา คือพวกอัครฑูต ไม่ใช่ นายสมชาย หรือ คงศักดิ์ เป็นเหตุการณ์เฉพาะ เป็นครั้งแรกที่พระวิญญาณจะมาอยู่ในมนุษย์ถาวร หลังจากนั้น เพราะสมัยก่อน เข้าออกได้ เช่น ดาวิด ซาอูล เป็นต้น เมื่อบันทึกก็คือบันทึก แล้วเขา (ไม่ใช่เรา) ก็ตั้งต้นพูดภาษา ต่างๆ ไม่ใช่แปลกๆ ต่างๆ หมายความว่า ในวันนั้นเป็นเทศกาลฉลอง คนต่างชาติหลายภาษาก็มารวมกันที่เยรูซาเล็ม พระเจ้าต้องการให้ข่าวดีประกาศในวันนั้น เพราะเป็นวันเก็บเกี่ยว (เพ็นเทคอสเป็นการฉลองการเก็บเกี่ยว) จึงให้พูดภาษาให้คนเหล่านั้นเข้าใจได้ เพื่อให้ข่าวดีแห่งพระคริสต์ได้ยินได้ถึงพวกเขา แต่ทุกวันนี้เราดิ้นไปมา แล้วพูดภาษาที่คนไม่เข้าใจ เปาโลว่า ก็เหมือนตีกลอง และท่านยินดีจะพูดให้คนเข้าใจได้ดีกว่า ที่จะพูดอะไรแล้วคนฟังไม่เข้าใจ ผมก็ว่าจริง.. ทั้งหมดนี้ไม่ใช่หลักศาสนศาสตร์ เอาไปทึกทัก เป็นหลักคำสอนก็มั่วไปหมดครับ 3. ถ้าพระวรการนั้นทำหน้าที่คริสตจักรจริงๆนะครับ ผมไม่ได้มีอคติมากมายอะไรขนาดนั้น และยอมรับได้เสมอครับ ถ้ามีโอกาสผมก็บอกสิ่งที่ผมคิด ถ้าไม่มีโอกาสผมก็ไม่ได้ไปจ้องตัดสินว่าใคร ผมไม่อยากเป็นคนนอกรีต และคิดว่า ทุกคนผิดหมด ผมถูกคนเดียว เพราะจนถึงบัดนี้ผมก็ยังหาพระวรการแบบนั้นไม่ได้แม้แต่ที่เดียว ซึ่งจริงๆมีอยู่แน่ แต่อาจไม่โด่งดัง คนไม่เยอะ ที่แน่ๆ ในประเทศอื่นๆ มีแน่นอนครับ แต่ของประเทศไทย ผมอยู่ในจังหวัดแคบ ไม่อาจตัดสินได้ว่ามีหรือไม่มี แต่เท่าที่เห็นด้วยเวลาอันน้อยนิดที่พระเจ้าให้ผมอยู่บนโลกนี้ ยังไม่เห็นครับ จริงๆแล้วถ้าจะให้ถูกจริงๆ ต้องบอกว่าพระวรการของพระคริสต์ ก็คือคุณกับผม คุณจอจี้กับผมก็คือคริสตจักรครับ ไม่ใช่ พระวรกายของพระคริต์คือคริสตจักรที่ออกพระนามพระเยซู มันคลาดเคลื่อนกันอยู่นิดเดียวตรงที่ เรามักจะพูดคำว่าคริสตจักรโดยเล็งเห็นถึงสถานที่ที่มีคริสเตียนไปพบปะกัน และนั่นคือพระวรกาย จริงๆคุณกับผมคือพระวรกาย คุณกับผมคือคริสตจักรที่อยู่กรุงเทพ อยู่เชียงใหม่ ผมคือพระวรกายของพระคริสต์ และคุณก็เป็น โดยทั้งหมดนี้มีศีรษะคือพระคริสต์​ จะรวมกันที่ใดที่หนึ่ง หรือไม่รวมกัน ก็เป็นคริสตจักร จะมีสถานที่หรือไม่มี มีกิจกรรมหรือไม่ก็เป็นคริสตจักร ซึ่งคือคนที่เชื่อ ต้องบอกว่า เมื่อมีผู้เชื่อหลายคนไปอยู่รวมกันที่หนึ่งในวันหนึ่งๆ และมีองค์กรเข้าดูแลและบริหารจัดการก็น่าจะทำได้ แต่ก็ควรเรียกว่าโบสถ์ก็ดีนะครับ ผมยังว่า... และถ้าเอาจริงก็ต้องพูดว่า พรุ่งนี้คริสตจักรจอจี้ จะไปเจอกับคริสตจักรคงศักดิ์ ที่โบสถ์ไหนดี เออ แบบนี้ผมว่า เจ๋งจริง เอาเป็นว่าสรุปว่า ผมไม่รู้และมิอาจตัดสิน ผมให้ข้อมูลเท่าที่ผมเห็นจากพระคัมภีร์ คุณมีสิทธิ์และควรใช้สิทธิ์ตรวจสอบสิ่งที่ผมสอนจากพระคัมภีร์​ เพื่อจะเชื่อแย้ง หรือ กล่าวว่า ผมเป็นผู้เดียวที่สอนผิดก็ได้ จอจี้ลองคิดดูสิครับ ฮิตเลอร์ยังคิดว่า เขาคือคนที่คิดถูกต้องที่สุด เขาไม่ผิดเลย ทุกคนอื่นนั้นผิดหมด แต่ฮิตเลอร์ไม่มีพระวจนะนะครับ คุณจอจี้มี ต้องตรวจสอบผมครับ เพราะผมอาจเป็นฮิตเลอร์ก็ได้ ผมไม่ต้องการบอกว่า ผมถูก และ คนอื่นผิดและด้อยค่า ตกขอบ และกล่าวหาเขา ตัดสินเขา ผมต้องการให้ข้อมูล สอน และให้คุณคิดว่า ผมถูกหรือผิด ถ้าผมผิดก็ไม่เป็นไร ก็ไม่ต้องมาเว็บผม และก็ไม่ต้องแนะนำใครมา เดี๋ยวก็ปิดไปเองครับ ถ้าผมถูก ก็ไม่ต้องไปคิดว่า โบสถ์อื่นผิด แต่ไปสอนสิ่งที่ถูกสิครับ ไปค่อยๆให้เขาเห็นถึงความรักของพระคริสต์ ไม่ต้องมาถวายทศางค์ที่ผม เพราะผมมีอยู่แล้วใช้ไม่หมด แต่ไปถวายเวลาสอนคนอื่น ให้เขาเห็นพระคุณของพระเจ้า และเป็นอิสระจากธรรมบัญญัติ และ จากศาสนาคริสต์ แต่ให้พบพระเยซูคริสต์​และอยู่ในพระเยซูคริสต์จริงๆ ไม่ใช่แค่เปลือกนอก เมื่อผีเสื้อกระพือปีกพร้อมๆกันหลายๆตัว ก็เกิดพายุได้ครับ รักในพระคริสต์ คงศักดิ์

  • หล่อฟาด

    Feb 28, 2011

    Reply

    หล่อฟาดเข้าใจแล้วคับ คำพูดที่ว่า "คนที่ไม่มีพระวิญญาณ ก็ทำแต่เรื่องของตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเอง คิดถึงแต่การกระทำของตัวเองที่สำแดงออกมา" เข้าใจอย่างละเอียดแตกฉานมากๆ เช่น แม้จะมาโบสถ์ แม้จะรับใช้ แม้จะรับเชื่อมาหมายปี แม้จะสอนได้ เทศน์ได้ และทำความดีมากกว่าใคร แต่คนที่ไม่มีพระวิญญาณเช่นว่านี้ ก็จะคิดถึงตัวเอง คิดถึงการกระทำของตัวเอง"ที่สำแดงออกมา" เช่น ได้ถวายทรัพย์อย่างสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าแล้วหรือยัง เดือนนี้เราฉ้อโกงพระเจ้าหรือเปล่า ถ้าตัวเองได้ทำอย่างดีแล้วก็ชื่นใจ แต่ถ้าไม่ก็รู้สึกผิด ที่ผ่านมาได้แสดงความมีน้ำใจต่อพี่น้องมากพอแล้วยัง ถ้าคิดว่ามากพอแล้วก็ชื่นใจ ถ้าไม่มากพอก็รู้สึกผิด ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาเรารักษากาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ได้หริอไม่ ถ้าได้ก็มาโบสถ์อย่างยิ้มแย้มสบายใจ ถ้าไม่ได้ก็ขมขื่นต่อตัวเองและรู้สึกหนักๆไม่ค่อยชื่นชมยินดีในการนมัสการ ที่ผ่านมาได้ช่วยงานโบสถ์มากพอหรือดีพอหรือไม่ ถ้ามากพอดีพอก็อิ่มเอมใจ ถ้าไม่ก็รู้สึกแห้งๆเหี่ยวๆ ลักษณะเช่นว่านี้ คือคนที่เพ่งแต่เรื่องการกระทำของตนเอง คิดถึงแต่ตนเอง (ไม่ใช่แค่เรื่องภาษาแปลกๆ กลิ้งตัว หรือเต้น ) แม้ภาพที่ปรากฎออกมาภายนอกจะดูดี แต่ภายในก็ไม่ได้มาจากพระวิญญาณ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ ศาสนา ที่เพ่งอยู่ที่ตนเอง คิดถึงตนเอง คิดถึงสิ่งที่จะประกฎออกมา .......................................... แต่หล่อฟาดก็พูดภาษาแปลกๆได้นะ เคยล้ม เคยร้อนด้วยไฟ แต่กระนั้นก็เห็นด้วยกับบทความทุกประการ

  • admin

    Mar 01, 2011

    Reply

    ถูกต้องครับ หล่อฟาด เป๊ะเลย ผมก็เหมือนกันเคยพูดภาษาแปลกๆ ได้ แต่ผมตั้งใจพูดออกมาครับ ทำลิ้นรัวๆ และอธิษฐาน เพ่งจิตไปที่ "พระวิญญาณ" ทำใจให้ว่างๆ และบอกจิตตัวเองว่า จะพูด จะพูด พระวิญญาณเข้าแล้ว และจะออกมาเองครับ แต่ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่เป็นภาษาที่ผมจะอธิบายเรื่องพระเยซูให้ใครฟังได้ อนึ่งการเพ่งมองดูที่สิ่งที่ตัวเองทำ ก็จะห่่างไกลกับการที่เราเพ่งมองดูสิ่งที่พระคริสต์ทำสำเร็จด้วยตัวเรา อย่างหลังเป็นความเชื่อ อย่างแรกเป็นการปฏิบัติกระทำ คนที่ขึ้นเทศนาว่า เราต้องดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ เราต้องยึดพระบัญญัติไว้ให้มั่นเพราะนั่นคือรากฐานแห่งชีวิตคริสเตียน เราต้องดำเนินขีวิตอย่างปราศจากบาป และเมื่อมีบาปต้องไปสารภาพ เหล่านี้ มีคนบอกว่า ให้ไปถามภรรยาเขาหรือลูกของเขา และจะเห็นธาตุแท้ของคนเมื่อเราใกล้ชิดกับเขา เมื่อเราบอกว่า "ผมจะพยายาม" เราจะไม่มีทางพบพระคุณได้ เมื่อเราบอกว่า "ผมยอมแล้ว" พระคริสต์ก็บอกได้ว่า "ท่านพบเราแล้ว" ฟังดูง่าย แต่ทำไมมนุษย์เข้าใจยากจังหนอ

  • จอจี้

    Mar 02, 2011

    Reply

    ขอบคุณมากครับ คุณคงศักดิ์และคุณหล่อฟาดที่มาร่วมแจมด้วย ฮ่าๆๆๆ ผมคงยังขาดความเข้าใจในเรื่องพระวิญญาณริสุทธิ์หรือที่ผ่านมาเข้าใจผิดมาตลอด(หรือเปล่า) ตอนนี้สับสนประเด็นของพระวิญญาณจิงๆ แต่โดยส่วนตัวผมพูดภาษาแปลกได้โดยไม่ได้กำหนดจิตอะไรนะครับ มันออกมาเองครับ ไม่ได้กะเกณฑ์อะไรเลย แต่อยู่ดีแล้วจะพูดภาษาแปลกๆออกมาโดยควบคุมตัวเองไม่ได้ ก็ไม่ใช่นะครับ ยังไงดีเอ่ย..... ขอพระเจ้าอวยพรครับ

  • admin

    Mar 03, 2011

    Reply

    ถ้าจอจี้พูดแล้วมีความสุข และมีสันติสุข ก็พูดต่อสิครับ ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่ให้แน่ใจว่า สิ่งที่ทำอยู่ไม่ได้มีผลอะไรต่อความรอด และไม่ได้เป็นสิ่งกำหนดว่ามีพระวิญญาณนะครับ ไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันความรอดใดๆด้วยครับ เอาเลยครับ เต็มที่เลย ผมว่าพระเจ้ามีแผนงานสำหรับทุกคนไม่เหมือนกัน ไม่ต้องสับสนหรอกครับ ยึดมั่นอยู่ในพระคัมภีร์มากๆครับ สัจจะจำทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท สิ่งตรงข้ามกับสัจจะคือความเท็จ ความเท็จผูกมัดเราครับ ไม่ต้องกังวลนะครับ

  • จอจี้

    Mar 04, 2011

    Reply

    ขอบคุณพระเจ้าครับ

  • โชทาโร่

    Mar 08, 2011

    Reply

    สวัดดีครีบพี่คงศักดิ์ ได้อ่านที่คุณจอจี้พูดถึงพระวิญญาณทำให้ผมนึกได้ว่าเคยถูกสอนว่าเมื่อไม่รู้ว่าจะอธิษฐานอะไรให้พูดภาษาแปลกๆ(บางคนเรียกภาษาพระวิญญาณ)แล้วพระวิญญาณจะอธิษฐานแทนเราเอง ความเข้าใจนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดหรือถูกครับช่วยอธิบายให้ผมหน่อยครับผมงงจริงๆ ขอบคุณพี่มากๆครับขอบคุณครับ

  • admin

    Mar 08, 2011

    Reply

    ---ภาษาพระวิญญาณผมไม่เคยได้ยินครับ รู้จักตามพระคัมภีร์ว่า เป็นภาษาต่างๆ แต่ภาษาไทยแปลว่าภาษาแปลกๆ ภาษาดั้งเดิมแปลเป็นอังกฤษว่า toungues ที่แปลว่าลิ้นครับ คือหมายถึงภาษาต่างๆนั่นเอง แต่เข้าใจได้เป็นภาษามนุษย์นี่แหละครับ เช่นมีคนหนึ่งพูดว่า What is your mother toungue ไม่ได้แปลว่าแม่ของคุณมีลิ้นแบบใด แต่แปลว่า ภาษาดั้งเดิมบ้านเกิดคุณคือภาษาอะไร ผมก็ตอบไปว่า Thai ก็คือภาษาไทยนั่นเอง คำว่า toungue แปลว่า ภาษาที่ใช้ลิ้นในการบังคับอักขระนั่นเอง ซึ่งเป็นภาษาที่เราเข้าใจไม่ได้แต่มีคนอื่นเข้าใจได้ หรือไม่ก็มีคนแปลให้เขา แบบนี้มีประโยชน์ครับ แต่เกิดมาผมยังไม่เคยเจอมีใครมีของประทานนี้เลยครับ ยกเว้นมิชชั่นนารีบางคนที่พูดภาษาไทยได้เก่งมากภายในเวลาแค่ 3-6 เดือนและสามารถอธิบายเรื่องพระเยซูเป็นภาษาไทยได้ ผมว่าเข้าข่ายมีของประทานที่ว่านี้ ตอบคำถามคุณโซทาโร่ด้วยพระคัมภีร์นะครับ ***คน 4เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด *กัน 9และให้อีกคนหนึ่งมีความเชื่อ แต่เป็นพระวิญญาณองค์เดียวกัน และให้อีกคนหนึ่งมีความสามารถรักษาคนป่วยได้ แต่เป็นพระวิญญาณองค์เดียวกัน 10และให้อีกคนหนึ่งทำการอิทธิฤทธิ์ต่างๆ และให้อีกคนหนึ่งเผยพระวจนะได้ และให้อีกคนหนึ่งรู้จักสังเกตวิญญาณต่างๆ และให้อีกคนหนึ่งพูดภาษาแปลกๆ และให้อีกคนหนึ่งแปลภาษานั้นๆได้ 11สิ่งสารพัดเหล่านี้ พระวิญญาณองค์เดียวกันทรงบันดาลและประทานแก่แต่ละคนตามชอบพระทัยพระองค์ ----สรุปตอบคือ ภาษาแปลกๆคือภาษาต่างๆที่คนเข้าใจได้ ถ้าไม่ได้จะมีคนแปลได้ อันนี้เจ๋งครับ ผมมีของประทานด้านการแปลนะครับ ตอนแปลนี่แปลก ผมจะพูดได้คล่องมาก ถ้าให้มานั่งเขียนแปลทีละข้อ ผมกลับทำไม่ได้ ---แต่อีกเรื่องหนึ่งคนมักเอาไปโยงกันคือ เมื่อพูดภาษาที่เข้าใจไม่ได้ คือพูดแบรัวลิ้น หรือ อีกนัยยะว่าภาษาแปลกๆฟังไม่รู้เรื่อง ไปผสมกับพระคัมภีร์ข้อที่ว่า พระวิญญาณอธิษฐานแทนเรา และก็ผูกเข้าไปเป็นเรื่องเดียวกันว่า พระวิญญาณอธิษฐานแทนเราออกมาเป็นภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง --แต่ควมจริงตามพระคัมภีร์มีดังต่อไปนี้ครับ *26ในทำนองเดียวกัน พระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเรา ในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ 27และพระองค์ผู้ทรงชันสูตรใจมนุษย์ ก็ทรงทราบความหมายของพระวิญญาณเพราะว่า(หรือ ว่า) พระวิญญาณทรงอธิษฐานขอเพื่อธรรมิกชนตามที่ชอบพระทัยพระเจ้า --โซทาโร่เห็นไหมครับว่า ไม่ได้เกี่ยวกันเลย กับการพูดภาษากับเรื่องของพระวิญญาณช่วยขอ พระคัมภีร์บอกว่า บางครั้งเมื่อเราทุกข์ใจ อ่อนระอาใจ เหนื่อยล้าใจแล้วเราพูดออกมาไม่ได้ คือทุกข์เกินกว่าจะพูดอธิบายออกมาได้ ในใจเรามีพระวิญญาณ พระองค์รู้ดีครับว่าจะช่วยเราอย่างไร ก็ให้เราอธิษฐานในใจทั้งน้ำตา พระองค์รู้ดีถึงทุกความคิดก่อนที่ลิ้นเราจพูด ก็มีแค่นั้นเอง คือในความหมาของพระคัมภีร์ตอนนี้คือ แม้เราอธิษฐานในใจ พระวิญญาณซึ่งอยู่ในใจก็สามารถเข้าใจเราได้ และทราบความหมายได้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการพูดภาษาแปลกๆ

  • โชทาโร่

    Mar 08, 2011

    Reply

    ขอบคุณพี่คงศักดิ์มากๆเลยครับ

  • mm

    Mar 10, 2011

    Reply

    ขอแจมนิดนึงครับ ที่โบสถ์ผมมีนักศึกษาต่างชาติเข้ามาอยู่เพื่อใช้ชีวิตในข่าวประเสริฐ 1 ปี ทุกคนที่มาจะพูดไทยไม่ได้เลย พอผ่านไปซัก 4-5เดือน ก้เริ่มพูดกันได้แบบรู้เรื่อง แต่ช่วงที่มีการฟังพระคำ หรือ สามัคคีธรรม จะมีคนแปลให้พวกเขา เวลาผมเห็นสามคนสามัคคีธรรม คนนึงพูดภาษาหนึ่ง อีกคนแปลให้ แล้วอีกคนนึงฟัง ผมก็จะรู้สึกได้ว่า นี่แหละ การพูดภาษาแปลกๆ เหมือนกับที่คุณตี้อธิบายนั่นแหละครับ

  • m2m

    Jun 03, 2011

    Reply

    ดีใจจังที่ได้เจอ web นี้ค่ะ เพราะที่ผ่านมารู้สึกหนักหนากับการฟ้องผิด แม้จะรู้ว่าการฟ้องผิดก็เป็นบาป แต่มันก็หยูดไม่ได้ ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นยอะเลยค่ะแม้จะขายของไม่ดี อิอิ ขอบคุณนะคะ จะติดตามตลอดค่ะ

    • admin

      Jun 04, 2011

      Reply

      อยากจะหนุนจิตใจด้วยพระคัมภีร์ตอนนี้ครับ "33ใครจะฟ้องคนเหล่านั้นที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ พระเจ้าทรงโปรดให้พ้นโทษแล้ว 34ใครเล่าจะเป็นผู้ปรับโทษอีก พระเยซูคริสต์น่ะหรือ ผู้ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว และยิ่งกว่านั้นอีกได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ทรงสถิต ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า และทรงอธิษฐานขอเพื่อเราทั้งหลายด้วย 35แล้วใครจะให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระคริสต์ได้เล่า" พระเจ้ามิได้เป็นพระเจ้าแห่งการปรับโทษ ฟ้องผิด เพราะพระเยซูคริสต์นั่นเอง จึงเป็นที่มาแห่งพันธสัญญาที่สองคือแห่งการอภัย ซึ่งตรงกันข้ามกัน เมื่อพระเจ้าไม่ฟ้องผิดและปรับโทษ ผู้ที่ตรงข้ามกับพระเจ้าจึงเป็นผู้กระทำ ฉะนั้น ใครปรับโทษเรา ใครฟ้องผิดเรา ในเมื่อพระเยซู อภัยให้ ผู้ที่เป็นเจ้าแห่งการมุสาไง ใครคือผู้ที่ตรงข้ามกับพระเจ้า?

  • admin

    Jun 04, 2011

    Reply

    เมื่อมีมนุษย์ฟ้องผิด คนที่ผมรู้จัก เช่นบ้างก็ว่าคนมีบาปอยู่จึงไม่สบาย จึงขายของไม่ดี ผมมักจะตั้งคำถามว่า แล้วคนที่ฟ้องผิดเป็นใคร เป็นพระเจ้า หรือเป็นซาตาน เพราะพระคัมภีร์บอกว่า พระเจ้ามิได้ฟ้องผิด แล้วใครเล่าฟ้องผิด คนนั้นเป็นลูกของใคร? จึงฟ้องผิด หรือกล่าวโทษได้ ก็ลองคิดดูครับ อ่านเพิ่มได้ที่ บทความ คุณเป็นใคร?

  • m2m

    Jun 06, 2011

    Reply

    เป็นพยานเรื่อง jesus ได้อีกครั้ง และได้เข้าใจว่าเสรีภาพคืออะไร ขออนุญาตินำบทความไปสอนลูกแกะ ( ที่เราคิดว่าเรายังไม่อยากจะเป็นพี่เล้ยงแต่คนอื่นเขาอยากให้ราทำ) เพราะคิดว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะให้เขามั่นใจก่อนว่าเขาเป็นใครค่ะ แต่ช่วงนี้ขายของไม่ดีจริงจริงนะคะ อิอิ (อยู่ใจกลางกรุงเทพเลยด้วย)

    • admin

      Jun 07, 2011

      Reply

      สิ่งหนึ่งที่ผมขออยู่เสมอเวลาเครียดหรือขายของไม่ดี หรือเมื่อปัญหาหนักรุมเร้า ผมมักจะไม่ได้อธิษฐานให้ขายของดีขึ้น หรือให้ปัญหาหายไป (แต่ก็มีหลายครั้งที่เผลอลืม) ผมมักจะอธิษฐานขอพระเยซูให้ผมไว้วางใจได้มากขึ้น ให้ปัญหาที่มีอยู่ให้ผมได้ไว้ใจพระเยซูได้มากขึ้น เพราะถ้าผมไม่มีปัญหาเลย หรือขายของดีตลอดเวลา ไม่กลุ้มใจเลย ผมก็จะลืมพระเยซู และไม่มีโอกาสที่จะมอบวางทุกสิ่งไว้แทบเท้า...พระเยซู

  • m2m

    Jun 13, 2011

    Reply

    สวัดดีค่ะคุณคงศักดิ์ ขอรบกวนถามหน่อยนะคะ แต่ที่ถามพราะไม่เข้าใจจริงจริงค่ะ ก่อนหน้านี้ได้อ่านบทความที่คุณคงศักดิ์พูดถึงว่า เมื่อเราเชื่อพระเยซูแล้ว พระองค์ทรงยกโทษทั้ง อคีต ปัจจุบันและ อนาตค และเมื่อเราอ่อนแอทำความบาปอีก สิ่งบาปเหล่านั้นไม่ได้มีผลทำให้เราไม่ได้รับความรอด เชื่อค่ะ แต่ได้มาอ่าน BB ในเอเฟซัส 5 เหตุฉนั้นท่านจงเลียนแบบของพระเจ้าให้สมกับเป็นบุตรที่รัก และจงดำเนินชีวิตในความรัก เหมือนดังที่พระคริสต์ได้ทรงรักเเราทั้งหลาย และทรงประทานพระองค์เองเพื่อเรา ให้เป็นเครื่องถวายและเครื่องบูชาอันเป็นที่โปรดปรานของพระจ้า แต่การเอ่ยถึงการล่วงประเวณี การลามกต่างๆ และการละโมบ อย่ให้มีขึ้นในพวกท่านเลย จะได้สมกับที่ท่านป็นธรรมิกชน ทั้งอย่พูดหยาบคาย พูดเล่นไม่เป็นรื่อง และพูดตลกหยาบโลนเกเร ซึ่งป็นการไม่สมควรแต่ให้ขอบพระคุณดีกว่า ท่านจงรู้แน่ว่า คนล่วงประเวณี คนลามก คนละโลบ(ที่เป็นเหมือนคนที่นันถือรูปเคารพ) จะมีส่วนในแผ่นดินของพระคริสต์และพระเจ้าเป็นมรดกก็หามิได้ ที่เขียนยกข้อพระคัมภีร์นี้เพราะไม่สามารถตีความและเข้าใจด้วยตัวเองได้ ขอรบกวนคุณคงศักดิ์อธิบายด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

  • mm

    Jun 13, 2011

    Reply

    ผมขอแสดงความคิดเห็นนิดนึงนะครับ ผมเองได้รับการชำระบาปและบังเกิดใหม่แล้ว ผมก็ต้องทำตามพระคำ อฟ 5 ด้วย แต่ไม่ว่าผมจะทำได้หรือไม่ได้ ผมก็ไม่มีบาปแล้วนะครับ ตรงข้าม ถ้าคนคนนึงยังไม่ได้รับการชำระบาป คนนั้นก็เป็นคนบาป และถึงแม้คนบาปคนนั้นทำตาม อฟ 5 ได้ เขาก็ไม่ใช่คนที่ได้ไปสวรรค์นะครับ การชำระบาป การบังเกิดใหม่ การได้รับการไถ่โดยสมบูรณ์ มาก่อนการที่เราจะทำหรือไม่ทำตามพระคัมภีร์นะครับ เราต้องได้รับการอภัยอย่างสมบูรณ์แล้วเสียก่อน หลังจากนั้นค่อยมาคิดเรื่องการประพฤติ การกระทำนะครับ ผมจะอุปมาง่ายๆให้เห็นภาพว่า ถ้าเรากระโดดอยู่บนเชื่อกเส้นเดียว ซึ่งหมายถึงการทำตามพระคำ ถ้าเรากระโดดพลาด เราก็ต้องตกลงไป การชำระบาป การได้รับการอภัยอย่างสมบูรณ์ คือ เบาะที่รองรับไว้ เมื่อตกลงมา เราก็จะไม่ตาย แต่ถ้าเรายังมีบาป เพราะคิดว่า การที่เราทำตามพระคำไม่ได้ คือ บาป นั่นหมายความว่า เรากำลังกระโดดอยู่บนเชือกโดยที่เราพยายามไม่ตกลงมานั้น มันเป็นไปไม่ได้ สักวันนึงเราก็ต้องตกลงมา การเชื่อในพระคุณ คือ การที่เราเชื่อว่า พระเจ้าไม่ถือโทษเราแล้ว ไม่ว่าเราจะดีได้หรือไม่ได้ก็ตาม ตามพระคำ ฮบ 10 ข้อ 17 ที่พระเจ้าตรัสว่า จะไม่จดจำบาปและการอธรรมของเราอีกต่อไป หลังจากที่พระเยซูได้ถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาลบบาปแล้ว (ลองอ่านดูใน ฮีบรู 10 )

  • admin

    Jun 14, 2011

    Reply

    ตอบคำถามคุณ m2m นะครับ ก่อนอื่นข้อนี้ต้องอ่านให้ละเอียดก่อนครับ ถ้าหยิบมาคร่าวๆจะมีปัญหานะครับ ในส่วนของคุณ mm ที่ตอบไป ก็เป็นส่วนหลัก แต่ให้ผมอธิบายตามพระคำนะครับ ถ้าคุณ m2m เอามาดูละเอียด จะเข้าใจได้ง่ายครับ " แต่การเอ่ยถึงการล่วงประเวณี การลามกต่างๆและความโลภ อย่าให้มีขึ้นในพวกท่านเลยจะ *ได้สมกับที่ท่านเป็นวิสุทธิชน* 4 ทั้งอย่าพูดหยาบคาย พูดเล่นไม่เป็นเรื่อง และพูดตลกหยาบโลนเกเร ซึ่งเป็นการไม่สมควร แต่ให้ขอบพระคุณดีกว่า 5 เพราะท่านรู้แน่ว่า คนล่วงประเวณี คนโสโครก คนโลภ ที่เป็นคนไหว้รูปเคารพ จะได้*อาณาจักรของพระคริสต์และของพระเจ้าเป็นมรดกก็หามิได้* 6 อย่าให้ผู้ใดล่อลวงท่านด้วยคำที่ไม่มีสาระ เพราะการกระทำเหล่านั้นเอง พระเจ้าจึงทรงลงพระอาชญาแก่*บุตรแห่งการไม่เชื่อฟัง* 7 เหตุฉะนั้นท่านอย่าคบหาสมาคมกับคนเหล่านั้นเลย 8 เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง 9 (ด้วยว่าผลของพระวิญญาณคือ ความดีทุกอย่างและความชอบธรรมทั้งมวลและความจริงทั้งสิ้น) คุณ m2m ต้องดูที่ผมได้ให้ * ไว้ครับ ข้อ 3 กำลังพูดถึงเรา เพราะว่าเราเป็นวิสุทธิชน ได้รับการยกโทษบาปสิ้นแล้ว (โคโลสี 2:13-14, 1 เปโตร 3:18, 1 ยอห์น 2:12, ฮิบรู 9:28, 1 ยอห์น 3:5, และอื่นๆ อีกเช่น โคโลสี 1 และ เอเฟซัส 1 ทั้งบท) แต่ส่วนข้อที่ 4 เปาโลพูดถึงคน เพื่อให้เราไม่ต้องไปทำตามอย่างเขา คือสอนให้เรามีผลแห่งความรัก และ อย่าไปทำเหมือนคนที่หลงหาย เพราะเขาไม่มีทางเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าได้อยู่แล้ว เพราะเขาไม่มีพระคริสต์ คือเปาโลกำลังเปรียบเทียบ เหมือนผมบอกลูกชายว่า แกเป็นลูกผมนะ เมื่อไรก็เป็นลูก ทำยังไง ร้ายยังไงก็เป็นลูกผม แต่อย่าไปติดยาเสพติดเลยนะ ดูเด็กคนนั้นสิ ที่ติดยาเสพติด มันไม่ดี และเขาก็ไม่ได้เป็นลูกผมด้วย แต่ลูกผมไม่ควรติดยาเสพติด นะ แต่ก็ไม่ได้บอกว่า ถ้าแกติดยาเสพติด จะตัดพ่อตัดลูก เป็นลูกผมไม่ได้อีกต่อไป ประมาณนี้ครับ ข้อ 6 ยิ่งยืนยันความหมายนี้ครับ เพราะเปาโลจึงบอกอีกว่า อย่าไปเอาตามอย่างเขา เพราะเขาเป็นบุตรที่ไม่เชื่อฟัง ไม่เชื่อฟังอะไร? ไม่ใช่ไม่เชื่อฟังพระบัญญัตินะครับ เขาไม่เชื่อฟังว่าพระคริสต์ได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อชำระให้เขาเป็นคนบริสุทธิ์เขาเป็นบุตรของซาตาน คือเชื่อฟังซาตานที่หลอกให้เชื่อตัวเอง เป็นบุตรแห่งการไม่เชื่อฟัง เปาโลจึงว่าในข้อ 7-8 ว่า "เมื่อก่อนนี้ท่านก็เป็น คือเป็นบุตรซาตาน แต่เดี๋ยวนี้เป็นบุตรพระเจ้าแล้ว ก็ให้ดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง คือก็ให้หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้น สรุปง่ายๆคือ เปาโลกำลังสอนให้เราดำเนินชีวิตให้ดี เพราะสิ่งเหล่านี้ถึงแม้ไม่พาเราสู่นรก (เพราะได้ล้างหมดสิ้นที่ไม้กางเขน) แต่ก็อาจมีผลต่อชีวิตปัจจุบันได้ เช่น เรากินเหล้า อาจตับแข็ง เราสูบบุหรี่ อาจเป็นมะเร็ง จึงสอนก็มีชีวิตให้ดี ก็ทำให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข และมีความรักกับเพื่อนบ้านได้ เราไม่ขโมย เพราะว่าเรารักเพื่อนบ้าน แต่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสิ่งที่ "เราเป็น" และไม่ได้มีผลต่อความรอดของเรา เพราะเรารอดโดยความเชื่อในพระบุตรของพระคริสต์ที่สิ้นพระชนม์ เพื่อบาปทั้งสิ้นของเรา และให้ชีวิตใหม่กับเราแล้ว เราเป็นคนที่ชอบธรรมแล้ว เราเป็นอย่างนี้เพราะพระเยซู ไม่ใช่เพราะส่ิงที่เราทำ เราตายไปแล้ว พระเยซูเท่านั้นมีชีวิตอยู่ในเรา m2m ต้องมั่นใจในความรอด จะมั่นใจได้ ต้องเชื่อหมดใจในไม้กางเขน และสิ่งที่พระคริสต์ทำเสร็จบริบูรณ์เพื่อเรา ไม่มีที่ติเลย เป็นลูกแกะที่สมบูรณ์แบบแล้วครับ

  • admin

    Jun 14, 2011

    Reply

    ผมว่าเหมือนว่ายน้ำนะ ยิ่งดิ้นรนยิ่งจม อยู่นิ่งๆ ให้น้ำพยุงเราครับ พระคุณของพระองค์เพียงพอสำหรับเราเสมอ เหมือนว่ายน้ำอีกครับ ถ้าจะอยากตั้งใจทำความดี และประพฤติตามธรรมบัญญัติ คือว่ายไปเรื่อยๆครับ โดยคิดว่าจะไม่จมเลย วันหนึ่งก็ต้องหยุด วันไหนที่หยุดก็จม ความดีก็เป็นแบบนั้นครับ วันหนึ่งก็ต้องละเมิด แล้วก็จม คงศักดิ์

  • m2m

    Jun 16, 2011

    Reply

    เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคูณค่ะ ดิฉันพิมพิ์ข้อความยืดยาวจะpost ลงแต่ net ล่มและข้อความหายหมด เซ็งเเลย ไม่มีเวลาแล้วค่ะ เดี๋ยวเร็วๆนี้จะ post ถามนะคะ

  • m2m

    Jun 25, 2011

    Reply

    สวัดดีค่ะ คุณคงศักดิ์ และคุณ mm สบายดีนะคะ วันนี้มีเรื่องใหม่ที่ีกวนใจมากค่ะ นื่องจากตอนนี้ในกลุ่มที่ดิฉันอยู่มีความแตกต่างทางความคิด ( เราอยู่โบถส์ที่ีเคลื่อนในพระวิณญาณมาก) ก่อนหน้านี้เราค่อนข้างจะเห็นพ้องกัน เรื่องมีอยู่ว่า ญาติของดิฉันซึ่งก่อนที่เขาจะมาเชื่อเขาเป็นทอมและก็มีแฟน แต่พอเขามาเชื่อเขาก็นำแฟนเขามาเชื่อด้วย แรกๆก็ค่อนข้างต่อสู้กับความรู้สึกที่เขาทั้งสองจะต้องกลับใจไม่ทำผิดอีก แต่เขาก็ทำได้คือยังคงอยู่ด้วยกัน รักกัน มีความผูกพันกัน แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางเพศ แล้ววันนึงญาติดิฉันเขาบอกว่า เขาได้เห็นนิมิตรจากพระเเจ้าให้ไปทำพันธกิจที่บ้านเกิด จึงได้อธิฐานขอการทรงนำจากพระเจ้า และได้สร้างบ้านเพื่อจะได้เป็นที่ประกาศ ให้ใช้เป็นสถาณที่นมัสการได้ แต่พอทุกอย่างกำลังจะเรียบร้อยสมาชิกได้มีความเห็นว่า การที่ญาติของดิฉันยังคงอยู่ด้วยกันกับแฟนเขา(ซึ่งก็ไม่อยากใช้คำว่าแฟน) จะทำให้คนอื่นสะดุด จึงได้หนุนใจ ( หนักๆ) ที่จะให้เขาแยกกันอยู่ ตอนนี้ญาติดิฉันยังไม่สามารถทำได้จึงรู้สึกกดดันและเหมือนถูกจับผิด จึงไม่มีเสรีภาพในการรับใช้พระเจ้า และได้ถอยออกมาตั้งหลักแต่ก็ไม่ได้ทิ้งพระเจ้า บ้านก็กำลังจะเสร็จแล้ว แต่รู้สึกทุกอย่างอึมครึม พี่น้องคนอื่นก็คิดว่าเป็นการทำงานของซาตานที่ทำให้เกิดการแตกแยกทางความคิดเมื่อเราจะทำงานรับใช้พระเจ้า ดิฉันก็ไม่รู้จะคิดหรือหนุนใจอย่างไร แต่ส่วนตัวแล้วก็เข้าใจทุกฝ่าย ยิ่งดิฉันมาอ่าน web นี้ก้ยิ่งอาจถูกมองว่ากำลังคิดนอกกรอบเพราะดิฉันเป็นแบบนี้จึงชอบอ่าน มึนจริงๆ ทำไมการที่มาเชื่อพระเจ้าน่าจะรู้สึกเบาสบายนะคะ ไม่ใช่หนักๆเเบาๆ อยากขอความคิดเห็นคุณๆให้เบาขึ้นหน่อยค่ะ

  • admin

    Jun 25, 2011

    Reply

    สบายดีครับ ขอบคุณครับ ผมเพ่ิงจะมาจากกลุ่มเรียนพระคัมภีร์เมื่อคืนนี้ ซึ่งดีมากเลยครับ มีผู้คนได้รับการปลดปล่อยจากบาปเมื่อได้พบความจริงของข่าวประเสริฐของพระเยซูอย่างแท้จริง และหลุดพ้นจากการผูกมัดด้วยธรรมบัญญัติ และได้ พ้นจากบาป ขณะเดียวกันก็ กลับใจจากการเชื่อตัวเอง เชื่อความดี เชื่อพิธีกรรม กลับมาเป็นเชื่อพระเยซู และส่ิงที่พระองค์ทำสำเร็จที่ไม้กางเขน ส่วนมากเราจะอยู่ในถ่ินทุรกันดารเสมอ ถึงแม้เราออกจากอียิปต์มาแล้ว แต่ไม่สามารถเข้าในคานาอันได้ เพราะเรากลัว เรามิอาจเชื่อในสิ่งที่พระเจ้าทำให้เราได้ ผู้คนตัดสินว่าใครรับใช้พระเจ้าได้โดยทางการกระทำของคนที่เขาเห็น ไม่ได้จากการกระทำของพระคริสต์บนไม้กางขน เราก็กำลังเชื่อตนเอง เชื่อความดีที่เรามองเห็น ซึ่งจริงๆแล้วไม่เคยมีเลย เราทุกคนรวมถึงคนที่ตัดสินเราด้วยไม่มีความดีเลย แต่เรามักจะคิดว่าเรามีความดี แม้แต่เพียงเล็กน้อยเราก็อยากจะมองเห็นมัน และสรรเสริญมัน คนที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติคือคนที่เชื่อว่า สิ่งที่เขากระทำดี(หรือไม่ดี) มีผลต่อความรักและความพอใจของพระเจ้าที่มีต่อเขามากขึ้น(หรือน้อยลง) คือเขายังอยู่ในธรรมบัญญัติ มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง เมื่อมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางเมื่อใด พระองค์เป็นผู้กำหนดทั้งสิ้น ตั้งแต่ความรอด จนถึงความชอบธรรม ในกรณีญาติของคุณก็เช่นเดียวกัน ก็ไม่แตกต่างเลย คือสมาชิกเหล่านั้นยังไม่พ้นจากภาระหนักแห่งบาป แห่งการกล่าวโทษ แห่งการสาปแช่ง จึง "รู้สึก" ไม่ดี และ ยอมรับไม่ได้ ผมจะขอตอบเป็นสองส่วน ส่วนของสมาชิก: ไม่ว่าบาปใด จะโกหก หรือ กังวล หรือคบทอม ก็เป็นบาปเหมือนกัน และทั้งหมดก็ได้ถูกยกโทษไว้แล้วที่กางเขน ไม่คำนึงถึงอีกเลย ไม่กล่าวโทษอีก ไม่จดจำอีกเลย เขาเชื่อเช่นนี้ไหม ในกรณีนี้ไม่แน่นอน ก็ต้องอธิบายให้เข้าใจ ส่วนของญาติคุณ: ถ้าพระวิญญาณไม่เอื้อให้กระทำการเช่นนี้ คือไม่มีสันติสุขในความเป็นผู้นำในบ้านหลังนี้ ก็ไม่ควรทำเช่นกันครับ จริงอยู่การปราศจากบาปนั้นสำคัญ และการที่เขาสองคนถ้ารู้ว่าเป็นคนที่ถูกยกโทษแล้วก็สำคัญ​(ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า) แต่สำคัญยิ่งกว่า คือความเชื่อที่แสดงออกเป็นความรักนั้นสำคัญที่สุด ถ้าทำกิจการใดไปแล้ว และไม่เป็นความรักแก่ผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นอึดอัดใจ ผมว่าอย่าทำดีกว่าครับ มีวิธีรับใช้ตั้งหลายแบบ หลายทางที่รับใช้พระเจ้าได้ เปาโลว่า ให้เราอยู่อย่างมีสันติสุขดีกว่า เราเป็นคนชอบธรรมทางความเชื่อก็จริง เราเบาและหมดสิ้นภาระหนักแห่งบาปก็จริงอยู่ แต่เราจะยังดำรงในความรักครับ นี่สำคัญที่สุด ความเชื่อที่แสดงออกเป็นความรักนั้นสำคัญ คนที่รักพระเยซูจะประพฤติตามบัญญัติ (รัก) ของพระองค์ เมื่อเรารักเพื่อนบ้าน เราก็เป็นสาวกของพระองค์อย่างแท้จริง แนะนำให้ญาติคุณปฏิบัติกิจด้วยความรัก ถ้ารับใช้แล้วเกิดการแตกแยก อย่าทำดีกว่า ถ้าไม่รับใช้ (หรือทำแบบอื่น) แล้วไม่เกิดความแตกแยก ทำเถิดครับ

  • mm

    Jun 27, 2011

    Reply

    สวัสดีครับ คุณm2m ผมสบายดีครับ เมื่อก่อนนี้ตอนที่ผมเชื่อพระเยซูแรกๆ มันก็รู้สึกดีมาก แต่พอเวลาผ่านไป ผมก็เริ่มเหนื่อยล้าในความเชื่อ จนกระทั่งเริ่มไม่อยากจะไปโบสถ์อีก แต่วันนึงผมได้พบกับข่าวประเสริฐที่แท้จริง ที่ทำให้ความบาปของผมหมดสิ้นไปชั่วนิรันดร์ ตั้งแต่นั้นมาความเหนื่อย ความสับสน ความเข้าใจผิดในพระเจ้าก็หายไปทันที และผมก็ได้เห็นว่า พระคำ มัทธิว11:28 เป็นความจริงตามนั้นจริงๆ "บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข" เมื่อก่อนไปหาพระเยซู แล้วยิ่งเหนื่อย แต่พระคำบอกว่า ไปหาพระเยซูแล้วจะหายเหนื่อย ยิ่งไปยิ่งเหนื่อย ผมก็ไม่รู้ว่า ทำไม ? ผมมารู้ว่าทำไมจึงเหนื่อย ก็หลังจากที่ผมได้พบกับข่าวประเสริฐที่แท้จริงจากโบสถ์แห่งหนึ่ง แถวลาดพร้าว ผมไม่ได้ไปหาเขา แต่เขามาหาผมเอง อาจารย์ท่านนั้นได้อธิบายให้ผมเข้าใจถึง ความเชื่อ ที่แท้จริง ท่านก็ยกพระคำ มัทธิว 11:28 แล้วก็อธิบายว่า "ผู้ที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก" นั้นหมายถึงอะไร ? เมื่อก่อนผมเข้าใจแค่ว่า คนแบบนั้นคือ คนที่เหนื่อยกับงาน กับชีวิต แต่อาจารย์ท่านนั้นบอกว่า ไม่ใช่ แต่มันหมายถึงคนที่แบกธรรมบัญญัติ และพยายามทำตามนั้น ต่างหากล่ะ ! คนที่เหนื่อยจากการพยายามทำดี พยายามรับใช้พระเจ้า ทั้งๆที่ไม่รู้ว่า ตัวเองยังไม่หลุดพ้นจากความบาปเลย แต่ก็ยังพยายามทำอยู่ คนแบบนี้จึงได้แต่เหนื่อยมากขึ้นทุกวันในการไปโบสถ์ คุณ m2m และญาติที่พูดถึงก็กำลังเหนื่อย เพราะว่า ยังไม่ได้พบกับพระเยซูนะครับ ถ้าพบแล้วจะหายเหนื่อยจริงๆ ครับ การพยายามทำงานของพระเจ้า ทั้งๆที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า มันก็จะได้แต่เหนื่อยเท่านั้น คนที่พยายามรับใช้พระเจ้า โดยที่ยังไม่หลุดพ้นจากความบาป นั่นคือ การทำด้วยตัวเองครับ การทำงานของพระเจ้าด้วยตัวเองมันไม่สามารถเป็นไปได้ เพราะ มันยาก ถ้าพระเจ้าไม่อณุญาติ เราก็ทำไม่ได้เลยครับ มนุษย์คนนึงต้องหลุดพ้นจากความบาปเสียก่อน ต้องไปหาพระเยซู ก่อน ไปหาแบบไหนหรือ ? ไปในสภาพที่รู้ว่า เหนื่อยแล้ว เหนื่อยกับการพยายามทำดี เหนื่อยกับกับการที่อยากพยายามทำให้พระเจ้ายอมรับ เพราะ พระเจ้าทรงยอมรับเราแล้วอย่างสมบูรณ์ เมื่อเราไปหาพระเยซู ผมอธิบายเพียงแค่คร่าวๆนะครับ ว่าไปหาพระเยซูแล้วต้องหายเหนื่อยจริงๆ จึงจะพูดได้ว่า พบพระเยซูแล้ว ส่วนที่ว่าจะพบพระเยซูจริงๆได้อย่างไร ในเว็บนี้ คุณคงศักดิ์ก็ได้เขียนไว้มากมายแล้วครับ ลองหาอ่านดูครับ

  • admin

    Jun 27, 2011

    Reply

    ผมอ่านคุณ mm นึกถึงที่ผมเขียนค้างไว้ ในเรื่อง "ข้อเดียวก็เหี่ยวได้" เมื่อเรายังอยู่ใต้บัญญัติ และความดีของตน มองเห็นพระคัมภีร์ข้อไหน ก็แปลเป็นธรรมบัญญัติหมด เห็น มัทธิว11:28 เป็นความจริงตามนั้นจริงๆ “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข” ก็เข้าใจว่า เหน็ดเหนื่อยกับชีวิต กับงาน เลยต้องมาหาพระเยซูทำตามบัญญัติ กลับเป็นยิ่งเหนื่อย เหมือนผมรับลุงคนหนึ่งขึ้นบนรถ เพราะเห็นลุงแบกกระสอบข้าวหน้าเขียวอยู่ พอผมรับลุงขึ้นบนรถไม่นาน หันไปมองกระจกหลัง แทบเป็นลม ลุงยังแบกกระสอบข้าวอยู่ทั้งที่อยู่บนรถ คือยังอยากแบกภาระหนักอยู่ ทั้งๆที่ผมให้พระคุณโดยให้ขึ้นรถแล้ว คนแบบนี้มีอยู่เยอะครับ เห็น โรม 2:13 ก็ตกใจอ้าว ต้องทำตามธรรมบัญญัตินี่นา ทั้งๆที่ยังไม่ได้อ่านทั้งบทเลย เห็น ยอห์น 14:15 "ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา" หรือ 1 ยอห์น 5:2: โดยข้อนี้เราจึงรู้ว่าเรารักคนทั้งหลายที่เป็นบุตรของพระเจ้า เมื่อเราทั้งหลายรักพระเจ้า และประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ ก็ตกใน อ้าว ต้องประพฤติตามบัญญัติ นี่นา โดยไม่ดูว่าบัญญัตินั้น ยอห์นหมายถึง บัญญัติอะไร? ธรรมบัญญัติหรือ ไม่ใช่แน่นอน! บัญญัติรักต่างหาก ยอห์น 13:34 ต่างหาก "เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น" ไม่ใช่ธรรมบัญญัติ John 15:12: "พระบัญญัติของเรา คือให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เราได้รักท่าน I John 3:23: และนี่เป็นพระบัญญัติของพระองค์ คือว่า ให้เราทั้งหลายวางใจในพระนามของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ และให้เรารักซึ่งกันและกัน ตามที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติไว้แก่เรา I John 4:21: พระบัญญัตินี้เราทั้งหลายก็ได้มาจากพระองค์ คือว่าให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องของตนด้วย เดี๋ยวไปเขียนไว้ในหัวข้อ "ข้อเดียวก็เหี่ยวได้" ดีกว่า

  • m2m

    Jun 29, 2011

    Reply

    สวัดดีค่ะ คำตอบจัดมาเต็มๆดีค่ะ ขอบคุณนะคะ ดิฉันได้อ่าน ข้อเดียวก็หี่ยวได้ แล้ว เข้าใจมากขึ้นเลยค่ะและก็ได้คัดไปแบ่งปันด้วยค่ะ เมื่อวานได้ไปอธิฐานบ้านพี่น้องคนนึง ( เชื่อพระจ้ามานาน) แต่เขานอนไม่หลับมานาน บางครั้งหลับไม่กี่ชั่วโมง เคยไปหาหมอก็ไม่รู้สาเเหตุ เขาอธิฐานวิงวอนกับพระเจ้าจนเขาสัมผัสได้ว่า ที่บ้านที่เเขาอยู่กับญาติบูชารูปเคารพมากมาย และเขาถูกรบกวนบางครังก็มาเขย่าเตียง เขาไม่ได้กลัวก็อธิฐานขับไล่ไป แต่ก็ยังนอนไม่หลับ เมื่อวานก็เลยได้ไปกับพี่น้องหลายคนเพื่ออธิฐานขอการปลดปล่อย ไม่ทราบว่าคุณคงศักดิ์ พอจะอธิบายเเกี่ยวกับเรื่องของมาร และอำนาจของมัน แต่ในความเชื่อของดิฉันเองก็เชื่อว่าพระเจ้าชนะมารร้ายแล้วโดยการงานบนไม้กางเขนและเมื่อเราเชื่อในพระองค์ เป็นลูกของพระองค์เราก็มีชัยชนะร่วมกับพระองค์ ( ถูกต้องทั้งหมดไหมคะ) และดิฉันเคยอ่านหนังสือเรื่อง เปิดภาพนรก น่ากลัวมากและทำให้สงสัยว่าใครจะรอด (เคยอ่านไหมคะ) สุดท้าย พี่น้องคนนึงได้ถามมาว่า ถ้าคนที่เชื่อพระเจ้าจริงๆแล้ววันนึงเขาประสบกับบางเเรื่องที่หนักหนาจนเขาฆ่าตัวตายเขาจะรอดไหม? ดิฉันอาจจะมีคำถามเยอะนึดนึงนะคะอย่าบื่อเสียก่อน ทั้งหมดก็ด้วยความเคารพค่ะ

  • admin

    Jun 29, 2011

    Reply

    1. เรื่องผี มาร ผมว่าที่คุณว่านั้นถูกต้องแล้วว่าผู้ที่มีพระเยซู ไม่มีมารมีอำนาจเหนือเราได้แล้ว คนนั้นมั่นใจหรือไม่ครับว่ามีพระเยซูจริง แต่จะเกี่ยวกับนอนหลับหรือไม่หลับ ผมมิอาจทราบได้ สำหรับผมว่าไม่เกี่ยวครับ เราอธิษฐานขอการปลดปล่อยอะไรครับ? ถ้าเราขอการปลดปล่อยก็แปลว่า ยังไม่ได้ถูกปลดปล่อยสิครับ ถ้ายังไม่ได้ถูกปลดปล่อยก็แปลว่ายังถูกขังอยู่กับมัน ยังอยู่ใต้อาณัติของมัน เมื่อเราอธิษฐานแบบนี้่บ่อยๆ ก็เป็นที่เห็นได้ว่า คนๆนั้นยังไม่ได้ถูกปลดปล่อย เมื่อเราเชื่อพระคริสต์​และพระองค์ชำระบาปเรา เข้ามาในชีวิตของเรา ทำให้เราเป็นขึ้นจากตายฝ่ายวิญญาณ เราถูกปลดปล่อยแล้วครั้งเดียวครั้งนั้น ในวันที่เรารับพระเยซู วันที่เรารับการล้างบาปสิ้น ก็ไม่ต้องอธิษฐานปลดปล่อยอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่านิครับ? ทำไมเราขอพระเจ้าถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทำให้เราสำเร็จแล้ว? อาจเป็นเพราะเรายังไม่เชื่อว่าได้เกิดขึ้นแล้วใช่ไหม? ผมว่าสิ่งที่มารอยากทำ มันมีหน้าที่อยู่ และสิ่งที่มันชอบมากที่สุด ไม่ใช่อยากทำให้เราป่วย หรือทำให้เรานอนไม่หลับ หรือทำให้เราสูญเสียบางอย่าง สิ่งที่มันชอบทำมากที่สุด คือให้เราคิดถึงตัวเอง เมื่อเราเสียบางอย่าง หรือไม่สบาย หรือนอนไม่หลับ มันจะหลอกให้เราคิดว่า เพราะว่าเราทำบาป เพราะว่า เราทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัย เพราะว่าความสัมพันธ์แยกจากพระเจ้า คือสิ่งที่มันชอบมากที่สุดคือทำให้เราเชื่อพระเยซูน้อยลง และเชื่อตัวเองมากขึ้น 2. นรกน่ากลัวจริงๆ และถ้าใช้ความดีของเรา และความบาปที่เราทำเป็นตัวตัดสิน คำตอบคือ ไม่มีใครรอดได้เลยครับ ทุกคนก็สูญเสียความรอดหมด ไม่ช้าก็เร็ว แต่ขอบพระคุณพระเจ้า เพราะเราเป็นคนชอบธรรมได้ด้วยความเชื่อ เอเฟซัส 2:8: ด้วยว่าซึ่งเราทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวเราทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ทิตัส 3:5 พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ 3. ถ้าเขาเชื่อจริงๆ (ผมไม่รู้ว่าความหมายของคุณ m2m คือคนไหน) คือเชื่อพระเยซูว่าได้ชำระเขาสิ้น เขาไม่น่าจะฆ่าตัวตายนะครับ แต่ถ้ามีคนหนึ่งทำ ซึ่งเป็นใครก็ได้ อาจเป็นคนไปโบสถ์ เป็นสมาชิกโบสถ์ ฆ่าตัวตาย การฆ่าตัวตายก็เป็นบาปที่ยกได้แล้วมิใช่หรือ? เหมือนกินเหล้าจนตับแข็งตายก็ฆ่าตัวตาย? หรือคนไบโบสถ์แต่ก็สูบบุหรี่ หรือเป็นเกย์ จนติดมะเร็ง หรือ ติดเอดส์ ก็เป็นบาปใช่ไหมครับ? พระเยซูบนไม้กางเขนได้ชำระบาปนี้เช่นเดียวกันใช่ไหมครับ เหมือนกับบาปอื่นๆไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก การที่คนหนึ่งจะไปนรก มิใช่จากการว่าเขาทำบาปชนิดใด เช่นฆ่าตัวตาย ฆ่าคนอื่น หรือ ล่วงประเวณี แต่เพราะเขาไม่เชื่อต่างหาก บาปแห่งความไม่เชื่อในพระคริสต์นั่นต่างหาก จะพาเขาลงนรกครับ บาปอื่นได้รับการยกโทษได้แล้วทั้งสิ้น แต่บาปแห่งความไม่เชื่อต้องกลับใจใหม่เท่านั้น คือกลับจากการเชื่อตัวเอง เชื่อพิธีกรรม เชื่อความดีของตน เชื่อความเป็นโบสถ์ เชื่อศาสนาคริสต์ เชื่อการถวายสิบลด กลับใจใหม่ มาเป็นเชื่อพระเยซูและสิ่งที่พระองค์ทำสำเร็จบนไม้กางเขนครับ ยอห์น 8:24: เราบอกท่านทั้งหลายว่า ท่านจะตายเพราะบาปของท่าน เพราะว่าถ้าท่านมิได้เชื่อว่าเราเป็นผู้นั้น ท่านจะต้องตายในการบาปของตัว" ยอห์น 16:8-9 เมื่อพระองค์นั้นเสด็จมาแล้ว พระองค์จะทรงกระทำให้โลกรู้แจ้งในเรื่องความผิด ความชอบธรรม และการพิพากษา ในเรื่องความผิดนั้น คือเพราะเขาไม่วางใจในเรา

  • m2m

    Jul 02, 2011

    Reply

    ok ค่ะ พรุ่งนี้ ( อาทิตย์ ) อย่าลืมไปเลือกตั้งกันนะคะ อ้อ! เดี๋ยวค่ะ ช่วยสอนวิธีอธิฐานที่ถูกต้องให้หน่อยค่ะเพราะว่ายังเคยชินกับการอธิฐานแบบเดิม บางครั้งก็เลยอธิฐานไม่ออก เช่น เคยอธิฐานขอพระเจ้ายกโทษบาปทุกครังที่สารภาพ หรือ เคยอธิฐานขอการเจิม etc. ดิฉันได้แบ่งปันข้อความของคุณคงศักดิ์ให้ญาติๆฟัง เขาก็เข้าใจมากขึ้นจึงอยากอธิฐานให้ถูกต้อง และก็อยากเรียนพระคัมภีร์กับคุณคงศักดิ์ได้ทางไหนบ้างคะ

Leave a Reply