Wisdom of Life

คำคม ขบคิดของมาร์ติน ลูเธอร์

พวกเราทั้งหลายไปโบสถ์ในนิการโปรแตสแตนท์เกือบทั้งหมด โดยแบ่งแยก (ไม่อยากใช้คำนี้เลย) เป็นนิกายย่อยอีกมากมายตามแต่ รูปแบบ ของแต่ละคริสตจักร และตาม Theme เปลือกนอก ของแต่ละที่ทั้งสิ้น แต่ไม่ว่าเราจะต่างกันอย่างไร เราต้องไม่ลืมบุรุษคนนี้ ที่เป็นรากฐานแห่งพระคุณของพระคริสต์ซึ่งทำให้เรามี แก่นแห่งความเชื่อ ในพระเยซูจนถึงปัจจุบัน หากท่านบอกว่าท่านเป็น โปรแตสแตนท์ ท่านต้องรู้จักคนนี้ และสำคัญต้องรู้ว่า เขาสอนอะไร อะไรเป็นรากฐานแรกเร่ิมแห่ง ความเชื่อของท่าน และเปรียบเทียบดูว่า ผ่านไป 466 ปีหลังจากมาร์ติน ลูเธอร์เสียชีวิต คำสอนที่เราได้ยินวันนี้ เหมือนหรือแตกต่างจากคำสอนดั้งเดิมของท่านที่ได้ยินมาอย่างไร ผมจะยกคำสอนของท่านมาสักเล็กน้อย เพื่อให้ท่านอ่านใน คำคมขบคิด ของมาร์ติน ลูเธอร์

มาร์ติน ลูเธอร์เป็นชาวเยอรมัน เกิดปี 1483 ตายปี 1546 เมื่ออายุได้ 62 ปี ท่านเป็น พระสังฆราชของนิกายโรมันคาทอลิค เป็นครู เป็นศาสนจารย์ ได้รับอิทธิพลในชีวิตของท่านจากงานเขียนของเปาโล ในจดหมายฝากทั้งหมด และ ออกัสตินออฟฮิปโป ในเรื่องพระกิตติคุณเที่ยงแท้ที่เต็มไปด้วยพระคุณของพระเยซู ทั้งตลอดชีวิตที่ท่านเทศนาตลอดไปจนถึงภายหลังชีวิตของท่านเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในความเชื่อของคริสเตียน และเป็น ยอดบุรุษที่รู้จักกันในนาม Protestant Reformation หรือการปฏิรูปต่อต้านศาสนาคริสต์นั่นเอง แม้ขณะนั้นท่านเป็นพระสังฆราชคาทอลิค มาร์ติน ลูเธอร์มีจุดยืนอย่างแข็งแกร่งในการต่อต้านการซื้อ “การอภัยโทษของพระเจ้า” โดยการชำระเงิน แต่ใช้พระคัมภีร์สั่งสอนในเรื่องพระคุณของพระเยซู และการไถ่นิรันดร์ ที่หาซื้อไม่ได้ แต่อาศัยความเชื่อในการเป็นคนชอบธรรม

ท่านถูกตัดการสื่อสารจากศาสนจักร์ในสมัยนั้น และ ถูกสาปแช่งว่าเป็นพวก สอนผิด และ นอกรีต

ท่านสอนว่าความรอดนั้นไม่ได้มาด้วยการกระทำ หรือ แลกมาด้วยความดีของเรา แต่รับมาทางเดียวเป็นของขวัญที่ให้เปล่าของพระคุณพระเจ้าผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ในฐานะผู้ไถ่บาปทั้งสิ้นของเรา สิ่งที่มาร์ตินสอน สั่นคลอนศาสนจักรของโรมันคาทอลิคอย่างยิ่งให่ และท้าทายศาสนจักรด้วยอีกว่า พระคัมภีร์ไบเบิ้ลเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเป็นแหล่งแห่งการเปิดเผยของพระเจ้า ไม่มีเปลือกของศาสนา หรือ รูปแบบใดๆ หรือระบอบพิธีกรรม วัฒนธรรม หรือบทบัญญัติเพ่ิมเติมอื่นใดๆเลย ที่จะนำมาใช้กับมนุษย์ได้ (วิกีพีเดีย มาร์ติน ลูเธอร์)

ลองมาดูคำสอนของท่านบางส่วนที่ได้บันทึกไว้กันครับ ว่าตรงกับที่ท่านได้ยินในโบสถ์ หรืออย่างไรก็มาเสวนากันแบบไม่เครียดครับ

“So when the devil throws your sins in your face and declares that you deserve death and hell, tell him this: “I admit that I deserve death and hell, what of it? For I know One who suffered and made satisfaction on my behalf. His name is Jesus Christ, Son of God, and where He is there I shall be also!”
ฉะนั้นเมื่อมารร้ายยกเอาบาปมาไว้ต่อหน้าท่าน และประกาศก้องว่าท่านสมควรรับความตายและหมกไหม้ในบึงไฟนรก จงบอกแก่มันว่า ฉันยอมรับว่าฉันสมควรตายและไปนรก แต่แล้วไงล่ะ! เพราะว่าฉีนรู้จักผู้หนึ่งผู้ยอมทรมานเพื่อฉัน ผู้รับโทษนั้นแทนฉัน นามของผู้นั้นคือพระเยซู และพระองค์อยู่ที่ไหนฉันก็จะไปที่นั่นด้วย

“To preach Christ is to feed the soul, to justify it, to set it free, and to save it, if it believes the preaching.”

การเทศนาพระเยซูคริสต์คือการให้อาหารแก่จิตวิญญาณ คือการตัดสินจิตวิญญาณ คือการปลดปล่อยจิตวิญญาณให้เป็นอิสระ และ คือการช่วยจิตวิญญาณนั้นให้รอด หากจิตวิญญาณนั้นเชื่อในคำเทศนานั้น

“Reason is a whore, the greatest enemy that faith has; it never comes to the aid of spiritual things, but more frequently than not struggles against the divine Word, treating with contempt all that emanates from God.”

หลักเหตุผลของมนุษย์เป็นดั่งโสเภณีตามซ่อง ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจต่อความเชื่อวางใจ มันไม่มีวันช่วยเหลือสิ่งเกี่ยวกับจิตวิญญาณได้ แต่ตรงกันข้าม มีบ่อยครั้งที่มันต่อต้านถ้อยคำของพระเจ้า และดูถูกถ้อยคำที่พรั่งพรูออกมาจากพระองค์

Forgiveness is God’s command.

การยกโทษคือพระบัญชาของพระเจ้า

“How foolish it was of Christ to purchase for us at the price of his shed blood the Spirit we did not need, in order that we might be given a facility in keeping the commandments, who we already have one by nature.”

จะเป็นเรื่องที่โง่เขลาขนาดไหนที่พระคริสต์ผู้ซึ่งซื้อเราไว้ด้วยราคาแสนแพงโดยจ่ายด้วยโลหิตที่หลั่งไหลออก และให้พระวิญญาณบริสุทธิ์แก่เรา เพียงแค่เพื่อที่จะให้เรามีตัวช่วยในการที่จะรักษาธรรมบัญญัติ ซึ่งเราทุกคนต่างก็มีอยู่แล้วโดยสามัญ

“Therefore, when some say good works are forbidden when we preach faith alone, it is as if I said to a sick man: “If you had health, you would have the use of your limbs; but without health the works of your limbs are nothing”‘ and he wanted to infer that I had forbidden the works of all his limbs.”

ฉะนั้น เมื่อมีคนกล่าวแย้งว่าหากเราเทศนาความเชื่ออย่างเดียว เราก็ลดทอนการการกระทำดีสิ มันก็เหมือนกับที่ข้าพเจ้าตอบกับคนป่วยว่า “หากท่านมีสุขภาพที่ดี ท่านก็จะใช้แขนขาของท่านได้อย่างปกติ แต่หากท่านมีสุขภาพที่ไม่ดี แขนขาของท่านก็ไม่มีประโยชน์อะไร” แต่เขาอยากอนุมานไปเองว่าข้าพเจ้าไปห้ามแขนขาเขาไม่ให้ทำงาน

“The heavenly blessing is to be delivered from the law, sin and death; to be justified and quickened to life: to have peace with God; to have a faithful heart, a joyful conscience, a spiritual consolation; to have the knowledge of Jesus Christ; to have the gift of prophecy, and the revelation of the Scriptures; to have the gift of the Holy Ghost, and to rejoice in God.”

พระพรแห่งแผ่นดินสวรรค์คือการส่งมอบคนหนึ่งออกจากกฏบัญญัติ ความบาปและความตาย เพื่อที่จะตัดสินนับเอาว่าเป็นผู้ที่มีชีวิตใหม่ คืนดีกับพระเจ้า มีหัวใจที่ซื่อสัตย์ มีสำนึกที่ชื่นชมยินดี มีใจโอบอ้อมอารีย์ มีความรู้ในพระเยซู มีของประทานแห่งการเผยพระวจนะ และเปิดเผยความหมายของพระคัมภีร์ มีของประทานแห่งพระวิญญาณ และชื่นขมยินดีในพระเจ้าเสมอ

“To be convinced in our hearts that we have forgiveness of sins and peace with God by grace alone is the hardest thing.”
― Martin LutherCommentary On Galatians

มีสิ่งที่ยากมากๆสิ่งหนึ่งก็คือการที่เราจะเชื่อสุดใจของเราว่า เราได้รับการยกโทษบาปทิ้งสิ้นอย่างสมบูรณ์และคืนดีกับพระเจ้าโดยทางความเชื่อเท่านั้น

“Be a sinner and sin boldly, but believe and rejoice in Christ even more boldly.”

จงเป็นคนบาปที่ทำบาปอย่างกล้าหาญ  แต่จงเชื่อและยินดีในพระคริสต์อย่างกล้าหาญยิ่งขึ้นไปอีก

“Feelings come and feelings go,
And feelings are deceiving;
My warrant is the Word of God–
Naught else is worth believing.

ความรู้สึกมาแล้วก็ไป ความรู้สึกนั้นหลอกลวง ผู้ประกันของฉันคือถ้อยคำของพระเจ้า ที่คุ้มค่าที่จะเชื่อถือยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

I am more afraid of my own heart than of the pope and all his cardinals.  I have within me the great pope, Self.

ผมกลัวจิตใจตัวเองยิ่งกว่ากลัวโป๊ปหรือสังฆราช ผมมีโป๊ปที่ยิ่งใหญ่ในตัวผมคือจิตใจที่เชื่อตัวเอง

Pray, and let God worry.

จงอธิษฐาน และปล่อยให้พระเจ้ากังวลแทนท่าน

“Here I stand; I can do no other.”

ผมมีจุดยืนที่มั่นคงอยู่ที่นี่ และไม่มีวันเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น

“The truth of the matter is rather as Christ says, “He who is not with me is against me.” … He does not say “He who is not with me is not against me either, but merely neutral.”

ความจริงในเรื่องนี้อยู่ที่พระเยซูพูดว่า ผู้ใดที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายเราก็เป็นปฏิปักษ์ต่อเรา ขณะเดียวกัน พระเยซูก็ไม่ได้พูดว่า ผู้ใดที่ไมไ่ด้อยู่ฝ่ายเราก็ไม่ได้เป็นเป็นปฏิปักษ์ เป็นกึ่งกลางก็ใช้ได้

To such a one we must say: Certainly it is true that Christians, so far as they themselves are concerned, are subject neither to law nor sword, and have need of neither.

ต่อคนหนึ่งๆ เราอาจต้องพูดว่า เป็นที่แน่ชัดทีเดียวว่าคริเสตียนเท่าที่เขารู้อยู่ไมไ่ด้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติหรือคมดาบ เพราะเขาไม่ต้องการทั้งสองสิ่งเลย

“People must have righteous principals in the first, and then they will not fail to perform virtuous actions. ”

คนต้องเป็นคนชอบธรรมก่อน เพื่อที่จะกระทำการที่มีคุณธรรมได้

“He [Christ] died for me. He made His righteousness mine and made my sin His own; and if He made my sin His own, then I do not have it, and I am free.”

พระเยซูตายเพื่อผม พระองค์นำเอาความชอบธรรมของพระองค์มองให้ผม และแลกเอาบาปของผมไปให้กับพระองค์ เพื่อที่ผมจะไม่มีบาปอีกต่อไป และ ผมจึงเป็นอิสระจากบาป

“Faith is a living, unshakable confidence in God’s grace; it is so certain that someone would die a thousand times for it.”

ความเชื่อนั้นเป็นความมั่นใจที่มีชีวิตและไม่สั่นคลอนในพระคุณของพระเจ้า ความเชื่อนั้นคือความม่ันใจจนกระทั่งคนหนึ่งอาจตายเป็นพันครั้งเพื่อรักษาความเชื่อนั้น

“He who believes God, recognizes Him as true and faithful, and himself as a liar; for he mistrusts his own thinking as false, and trusts the Word of God as being true, though it absolutely contradicts his own reasoning.”

คนหนึ่งที่เชื่อในพระเจ้า ตะหนักถึงพระองค์ว่า จริงแท้ และสัตย์ซื่อ และตระหนักถึงตัวเองว่าเป็นคนโกหก เพราะว่าเขาได้เลิกเชื่อความคิดของตัวเองหรือถือว่าความคิดของตัวเองนั้นผิด โดยไว้วางใจในถ้อยคำของพระเจ้าว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ถึงแม้ว่าถ้อยคำนั้นจะตรงกันข้ามอย่างสุดขั้วกับเหตุผลในจิตใจตัวเอง

“If then, Moses so distinctly announces that there is in us not only a faculty, but also a facility for keeping all commandments, why are we sweating so much? … What need is there now of Christ or of Spirit? We have found a passage that asserts freedom of choice, but also distinctly teaches that the keeping of the commandments is easy.” 
― Martin LutherThe Bondage of the Will

หากว่าโมเสสประกาศอย่างชัดแจ้งว่าพวกเราทั้งหลายมีคุณสมบัติและความสามารถที่จะรักษากฏบัญญัติทั้งสิ้นได้โดยภายในตัวเรา ทำไมเราจึงเหนื่อยจนเหงื่อไหลขนาดนี้ล่ะ?  หากเราทำได้จริงเราจะต้องการพระเยซูและพระวิญญาณเพื่ออะไร? เราได้พบข่าวดีที่ยืนกรานในเสรีภาพแห่งการเลือก แต่กลับสอนว่าการรักษาธรรมบัญญัตินั้นทำสำเร็จได้ง่าย

Leave a Reply