Wisdom of Life

จงกลับใจเหมือนเด็กเล็กๆ มัทธิว 18:1-4

Turn like a child (คลิปวีดีโอครับ ดูได้)

บางครั้งผมอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไม ความเชื่อของคริสเตียนไทยจึงถูกเจือปนด้วยงานโบสถ์ กิจกรรม และ กฎต่างๆที่ตั้งขึ้นมา จนบ่อยครั้งกลายเป็น “ประเพณี” จนความเชื่อนั้นไม่สามารถสำแดงออกมาได้อย่างเรียบง่าย ดั่งพระเยซูเคยว่า “จงกลับใจเหมือนเด็กเล็กๆ”

ในเวลานั้นเหล่าสาวกมาเฝ้าพระเยซูทูลว่า “ใครเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์” 2พระเยซูจึงทรงเรียกเด็กเล็กๆคนหนึ่งมา ให้ยืนท่ามกลางเขา 3แล้วตรัสว่า “เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย 4เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดถ่อมจิตใจลง เหมือนเด็กเล็กคนนี้ ผู้นั้นจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์

ทำไมการรับใช้ (serving) ในความคิดของคริสเตียนไทย ถูกจำกัดอยู่ที่ โบสถ์ การรับใช้พระเจ้าคือการได้ทำกิจกรรมในโบสถ์ ในโปรแกรมของโบสถ์ จริงๆแล้วเป็นอย่างนั้นจริงๆหรือ เรามีวันอาทิตย์ เช้า บ่าย วันพุธ เย็น มีกลุ่มเซล วันศุกร์มีประชุมอธิษฐาน วันเสาร์โต้รุ่ง เราบอกว่า ถ้าเราทำเช่นนี้ด้วยความสัตย์ซื่อ และทุ่มเท พระเจ้าจะทรงเคลื่อนไหวมากขึ้น และเราก็ทำอย่างนี้มาร่วม 150 ปีในประเทศไทย แล้วเราก็ไม่เห็นมีอะไรมากไปกว่าเท่าที่เห็นตอนนี้ เราบอกว่าคริสตจักรไทย ต้องการการฟื้นฟู เราก็ฟื้นฟูกันอยู่ทุกเมื่อ และก็แสวงหาอาจารย์จากต่างประเทศมา เพื่อหวังว่าพระเจ้าจะเคลื่อนไหวและสำแดงความยิ่งใหญ่แห่งการฟื้นฟูขึ้น ทั้งหมดนี้ ฤาเป็นแค่ความรู้สึกที่ได้รวมตัวกันเป็นคนหมู่มาก ก็แค่นั้น!

พระเจ้าสำแดงกิจการของพระองค์ โดยมีเงื่อนไข ที่เรากระทำการใดได้ใน “ปริมาณที่มากขึ้น” จริงหรือ?

เราเป็นจุดศูนย์กลางที่ผันแปรพระเจ้าได้เพียงนั้นเชียวหรือ

หรือว่าจริงๆแล้ว พระเจ้าต่างหากที่เป็นศูนย์กลาง และเราแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ ดำเนินในความเชื่อนั้น ที่พระเยซูคริสต์ได้สิ้นใจบนไม้กางเขน เพื่อไถ่เราให้พ้นบาปสิ้น ไม่มีเหลืออีกเลย!

พระเยซูคริสต์ อยู่ในพระวิหารกี่ครั้ง ยามที่รับใช้ 3 ปี? แล้วอยู่กับ “คนบาป” กี่ครั้งตลอดชีิวิต 3 ปีของพระองค์ เราเห็นพระองค์ ที่ “โบสถ์” มากกว่าที่ “บ้านคน. จริงหรือ? ไม่จริงแน่นอน พระกิตติคุณไม่ได้ถูกลืมเลือน และไม่ได้เงียบงัน อัตชีวประวัติของพระองค์ถูกบันทึกเป็นพยานได้แน่แท้ทีเดียวว่า พระเยซู อยู่ “กับคน” มากกว่าหลายเท่านัก

แต่ทำไมเราแกล้งลืม?

เมื่อเราต้องการให้คนหนึ่งมาหาความรอด มารู้จักกับพระเยซู เรา นำเอา วิถีชีวิตใหม่ที่โบสถ์ไป “สวม” ให้เขา เมื่อเขาดำเนินชีวิตแบบนี้คือ “คริสเตียน” เขาจะมี ตารางเวลาใหม่ เขาจะต้องเร่ิมทีละน้อยที่จะกลายพันธ์ เป็นคนโบสถ์ มิเช่นนั้น เขาจะเป็นคนมีความเชื่อน้อย เขาจะเป็นคริสเตียนเด็กบ้าง ทารกบ้าง เป็นคริสเตียนที่ขาดพระพรบ้าง ก็ใส่คำนิยามเข้าไป แต่ถ้าเขาทำได้ดี เขาจะได้รับการยกย่อง เป็นที่ยกย่อง เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจ เป็นที่ชื่นชม ว่าเป็น “คริสเตียนเข้มแข็ง” เป็นคริสเตียน “ความเชื่อดี” และหลังจากนั้น เขาจะค่อยๆกลายพันธ์สมบูรณ์ จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ “ร้อนรน” และในที่สุด เพื่อนเดิมของเขา สังคมเดิมของเขา ก็เร่ิมค่อยๆห่างเหินไป เพราะความสัมพันธ์ของคนนั้นกับโบสถ์แน่นแฟ้นขึ้น

ผมว่าแบบนี ป่วย นะ!

มันปลิ้นไปหมด กลับตาลปัตรไปหมดจากพระคัมภีร์บอก

เมื่อคนหนึ่งมาถึงความรอด เขาคือคริสตจักร เขาเป็นพระกายของพระคริสต์ เขามีสังคมของเขาอยู่อย่างเดิมต่างหาก มีเพื่อนเดิมๆ มีสังคมเดิมๆ ถูกต้องแล้ว เพราะพระเจ้าต้องการให้เขาอยู่ที่นั่น เพราะพระเจ้าต้องการให้ “คริสตจักร” ของพระองค์ อยู่ที่นั่น อยู่ท่ามกลางคนบาปนั้น เขาไม่ควรได้รับ “วิถีชีวิตใหม่” แต่ควรได้รับ “ชีวิตใหม่” ต่างหาก ให้เขามีเสรีภาพที่จะรับใช้อย่างที่พระวิญญาณดลใจให้เขาต้องการ และยอมรับในตัวเขา แม้ว่าเขาจะไม่ได้รับใช้อะไรเลยก็ตาม ไว้วางใจพระเจ้าที่พระองค์ได้เร่ิมต้นการดีไว้ในเขา ก็จำสำเร็จดังมุ่งหมายที่พระเจ้าพอพระทัย ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ศูนย์กลาง ไม่ต้องให้เขา “ร้อนรน” แต่ให้เขา “ตกหลุมรัก” พระคริสต์ดีกว่า เดี๋ยวเขาจะทนไม่ไหว ออกมารับใช้เอง ไม่ต้อง “อัดเขา ฟื้นฟูเขา” เขามีสิ่งที่ประเสริฐที่สุดอยู่ในใจ มีชีวิตใหม่ ชีวิตใหม่ในพระคริสต์จะนำพาเขาไปเอง เหมือนลูกนกอินทรีย์ จะบินผงาดฟ้า เขาไม่ใช่ “ไก่” เขาเป็น “นกอินทรีย์” ต่างหาก เพราะเขามีพระคริสต์

พี่น้องที่รัก ท่านป่วยอยู่หรือ เราแสวงหาสิ่งที่มีอยู่แล้ว เราสอนให้เขาขอการยกโทษ ทั้งที่เขาได้รับอยู่แล้ว เราสอนให้เขาขอในสิ่งที่ได้รับอยู่แล้ว เราต้องฟื้นฟูอยู่หรือ มันแปลว่าอะไรครับ? แปลว่าคนนั้นยังแฟบอยู่ หรือว่าจริงๆแล้วในพระคริสต์ เราฟูจนถึงที่สุดแล้ว ไม่มีช่องจะให้เติมอีกแล้ว เพราะล้นไปด้วยพระคุณของพระคริสต์ เราเฝ้าแสวงหาถึงสิ่งที่เราไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า เราเชื่อฝรั่งพูด พยากรณ์ลมแล้ง โดยพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงหรือเปล่า แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือพระคัมภีร์เรากลับไม่สน สิ่งที่พระเยซูพยากรณ์ให้เราเรากลับลืมเลือน เราต้องการ “การอัศจรรย์” ทั้งๆที่การ อัศจรรย์ ที่ดีที่สุดนี้ไว้ให้กับเราแล้วคือพระคริสต์​ เราต้องการ “การเปิดเผย” ทั้งๆที่พระเจ้าบอกว่าพระเยซู เป็น “การเปิดเผยสุดท้าย” (ฮิบรู 1:1)

แต่ถ้าคริสตจักรไทย ยังไม่ได้รับการ “ปลดปล่อย” จากอำนาจของบาป แห่งความไม่เชื่อในไม้กางเขนสมบูรณ์ คริสตจักรไทยก็ไม่มีวันที่จะได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้เลยครับ เราจึงจมอยู่อย่างนี้ ต้องฟื้นฟูอยู่ทุกปีอย่างนี้มาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เพราะว่ามันแฟบจึงต้องฟื้นฟู ทำไมถึงแฟบล่ะครับ เพราะว่าพระเยซูเข้ามาแต่ชื่อ แต่สิ่งที่พระองค์ทำบนไม้กางเขนไม่ได้มาด้วย ไม่ได้ถูกสอน เราต้องการแต่จำนวนคน ต้องการเงินถวาย เรามีนักเทศน์หลายคนที่อ่อนแอ ไม่รู้พระวจนะ ไม่ศึกษา ไม่สอนเรื่องพระเยซู และก็ต้องรอคนจากเมืองนอกมาฟื้นฟู มาประกาศอยู่อย่างนี้ไม่ใช่หรือครับ และเราก็มีปัญหาอย่างที่เห็นในกระทู้มากมายไม่ใช่หรือครับ เราก็เหมือนศาสนาพุทธ เพียงแต่เรามีวิถีชีวิตต่างกันแค่นั้นเอง แต่ก็มีใจกลางเดียวกัน คือ เราบาป และก็ต้องแก้ไขที่ตัวเรา สำหรับพุทธคือไถ่กรรม และก็ทำดี สำหรับเราคือ สารภาพบาป และก็ทำดี

แล้วเราก็นั่งรอเงินสนับสนุน แล้วเราก็วิ่งโร่เข้าไปหา

ป่วยสิ้นดีครับ

Leave a Reply

8 Comments

  • I'm P

    Aug 29, 2009

    Reply

    สวัสดครับ อยากจะทราบเรื่องเกี่ยวกับพระคัมภีร์หลายๆ อย่างแต่ไม่รู้จะติดต่อกับอาจารย์อย่างไร

  • I'm P

    Aug 29, 2009

    Reply

    ชื่นชอบและ เข้าใจมุมมองเรื่องพระคุณของพระเจ้าหลังจากอ่านบทความของอาจารย์มากขึ้นครับ ทราบว่าอาจารย์อยู่ที่เชียงใหม่ อยากจะทราบว่าอาจารย์อยู่โบสถ์ไหนครับ มีโอกาสจะเข้าไปร่วมนมัสการด้วย

  • admin

    Aug 30, 2009

    Reply

    ลองติดต่อกันทางนี้ไปก่อนดีไหมครับ เผื่อจะรู้จักกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น ค่อยตามผมมาโบสถ์ก็ได้ครับ ตอนนี้อยู่โบสถ์เดิมถ้ามีเพื่อนและก็มีความสุขก็ดีนะครับ แต่ถ้ามาอยู่เชียงใหม่ไม่นาน ก็เดี๋ยวคุยกันไปเรื่อยๆสักนิดครับ มีอะไรก็ถามมาได้เลยครับว่า อยากทราบเรื่องพระคัมภีร์อะไรหลายๆอย่าง นี่คืออะไรบ้างครับ จะรอฟัง และจะรอตอบให้ครับ

  • mm

    Sep 22, 2009

    Reply

    ขออนุญาติ แปะบทความ หน่อยนะครับ หมายสำคัญของโยนาห์ คนจำนวนมากกำลังเคว้งคว้างกับความล้มเหลวและความท้อแท้ในชีวิต เพราะพวกเขาไม่รู้จักความจริงที่ว่าเคราะห์ร้ายและคำแช่งสาปเริ่มต้นขึ้นในยุคของอาดัมแล้วก็จบลงในยุคของพระเยซู พวกเขาได้แต่ใช้ชีวิตในความทุกข์ทรมาน ทีนี้เราลองมาดูกันถึงเงาของพระเยซูคริสต์ที่ซ่อนอยู่ในพระคัมภีร์ เราควรต้องทำให้ความรู้สึกเคว้งคว้างในชีวิตของเราหมดไป ในบทของโยนาห์ พระเจ้าบอกให้โยนาห์ไปเมืองนีนะเวห์ และตะโกนบอกประชาชนในเมืองนั้นว่าพระเจ้าจะพิพากษาพวกเขาเพราะความชั่วร้ายของเขา แต่โยนาห์ไม่เชื่อคำพูดของพระเจ้าแล้วก็หนีไปจากพระพักตร์พระองค์โดยนั่งเรือไปเมืองทารชิช เรือที่โยนาห์นั่งพบกับลมพายุ เมื่อเรือเกือบจะแตกเพราะพายุ คนในเรือร้องเรียกพระของตนเพราะความกลัว กัปตันเรือคิดว่ามันแปลกมากที่อยู่ ๆ พายุก็เกิดขึ้น เขาตัดสินใจจับฉลากเพื่อหาว่าใครเป็นต้นเหตุของเหตุร้ายครั้งนี้ ฉลากตกกับโยนาห์ พวกเขาไม่โยนโยนาห์ลงทะเลและพยายามพายเรือเข้าฝั่ง แต่ก็ทำไม่ได้เพราะคลื่นลมในทะเลยิ่งรุนแรงขึ้น พวกเขาไม่มีทางอื่นนอกจากต้องโยนโยนาห์ลงทะเล พายุสงบลงทันทีที่โยนาห์ถูกโยนทิ้งทะเลและคนบนเรือก็ปลอดภัย พระเจ้าได้จัดเตรียมปลามหึมาไว้กลืนโยนาห์เข้าไป และโยนาห์ก็อยู่ในท้องปลาสามวันสามคืน เรื่องของโยนาห์เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่แสดงว่าความบาปเข้ามาในโลกได้อย่างไร และความทุกข์ทรมาน ความยากลำบากเกิดมาเพราะบาปนั้น และความทุกข์ทรมานและความยากลำบากได้รับการแก้ไขได้อย่างไร “...คนชาติชั่วและคิดทรยศต่อพระเจ้าแสวงหาหมายสำคัญ และจะไม่ทรงโปรดให้หมายสำคัญแก่เขา เว้นไว้แต่หมายสำคัญของโยนาห์ผู้เผยพระวจนะ ด้วยว่า โยนาห์ได้อยู่ในท้องปลามหึมาสามวันสามคืน ฉันใด บุตรมนุษย์จะอยู่ในท้องแผ่นดิน สามวันสามคืนฉันนั้น” (มัทธิว 12:39-40) โยนาห์ผู้ไม่เชื่อฟังพระคำของพระเจ้าที่ตรัสให้เขาไปเตือนชาวเมืองนีนะเวห์ถึงคำพิพากษาต่อเมืองนั้น ก็คือเงาของอาดัม ผู้ไม่เชื่อฟังพระคำของพระเจ้าในสวนเอเดน ที่ตรัสห้ามไม่ให้เขากินผลจากต้นไม้ต้องห้าม พายุสงบลงเมื่อโยนาห์ถูกทิ้งลงในทะเลที่โหมกระหน่ำ หมายความถึงการสิ้นสุดลงของความทุกข์ทรมานและความบาปที่ใหญ่ยิ่งของมนุษย์ด้วยการถูกตรึงที่การเขนของพระเยซู พายุใหญ่เกิดขึ้นเพราะการไม่เชื่อฟังของคน ๆ หนึ่งคือโยนาห์ และพายุใหญ่หยุดและคนบนเรือปลอดภัยด้วยการโยนชายคนหนึ่ง คือโยนาห์ลงทะเลที่คลื่นลมโหมกระหน่ำและด้วยความตายของโยนาห์ ทำนองเดียวกันภัยพิบัติและความชั่วร้ายเพราะความบาปเกิดขึ้นกับมวลมนุษย์เพราะความไม่เชื่อฟังของคน ๆ เดียว คืออาดัม และความบาปของโลกก็จบสิ้นลงและความชั่วร้ายได้รับการแก้ไขเพราะการเชื่อฟังของคน ๆ เดียว คือพระเยซู พระเยซูกำลังตรัสบอกเราถึงความจริงที่น่าอัศจรรย์โดยทางหมายสำคัญของโยนาห์ว่าความบาปได้เริ่มต้นขึ้นโดยที่ไม่เกี่ยวกับการกระทำของเรา และความบาปก็จบสิ้นลงโดยไม่เกี่ยวกับการกระทำของเราอีกด้วย “เพราะว่าคนเป็นอันมากเป็นคนบาป เพราะคนคนเดียวที่มิได้เชื่อฟังฉันใด คนเป็นอันมากก็เป็นคนชอบธรรม เพราะพระองค์ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น” (โรม 5:19) คนบนเรือที่โยนาห์ขึ้น เผชิญกับพายุใหญ่โดยที่ไม่เกี่ยวกับการกระทำของเขา และพายุใหญ่ก็หยุดโดยที่ไม่เกี่ยวกับการกระทำของเขาเหมือนกัน คนบนโลกนี้ไม่ได้รับพระพรก็เพราะการทำดี และไม่ได้รับคำแช่งสาปเพราะการกระทำชั่ว มนุษย์ได้รับคำแช่งสาปและคำพิพากษาเพราะอาดัม และมนุษย์เกิดมาจากอาดัม และได้รับอิสระและเสรีภาพเพราะพระเยซูคริสต์ ดังนั้นโยนาห์ที่ไม่ยอมเชื่อฟังจึงหมายถึงอาดัมที่ไม่ยอมเชื่อฟัง และโยนาห์ที่ถูกโยนทิ้งทะเลจึงหมายถึงพระเยซูที่ยอมเชื่อฟัง ทุกวันนี้คนเรายึดติดกับความคิดที่ว่าพวกเขาเป็นคนบาปเพราะทำบาป จึงต้องได้รับคำสาปแช่งและการพิพากษา ซึ่งความเชื่อแบบนี้ตรงข้ามกับที่พระคัมภีร์บอก การที่จะพ้นจากความบาปของตน พวกเขาคิดว่าจะต้องพยายาม ต้องสำนึกถึงการกระทำในอดีต ต้องทำความดีเยอะ ๆ แล้วก็ต้องขยันไปโบสถ์เพื่อเป็นอิสระจากความบาป แล้วก็จะต้องพยายามไม่ทำบาป ตอนนี้เราก็ได้รู้แล้วว่าความคิดแบบนี้ไม่ถูกต้อง เป็นความคิดที่มารซาตานใส่ให้เรา ความยากลำบากและความทุกข์ทรมานเกิดขึ้นจากคน ๆ เดียวคืออาดัม และความปีติยินดีและสันติสุขเกิดขึ้นจากคนๆ เดียวเช่นกันก็คือพระเยซู ทีนี้เราควรจะต้องเข้าใจอย่างถูกต้องว่าความอ่อนแอและความบกพร่องของมนุษย์ไม่สามารถทำให้เรารู้สึกผิดและทุกข์ทรมานได้อีกต่อไป และเราถูกทำให้ชอบธรรมแล้วด้วยความตายของพระเยซูคริสต์ มีเพียงทางนี้ทางเดียวที่เราจะสามารถได้รับความรอดและวางลงซึ่งภาระหนักในชีวิตของเราและคลายความขุ่นข้องใจในชีวิตได้ “นี่แน่ะ เพราะเห็นแก่สวัสดิภาพของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงมีความขมขื่นมากยิ่ง แต่พระองค์ทรงรักชีวิตของข้าพระองค์ ไม่ให้ตกหลุมแห่งความพินาศ เพราะพระองค์ทรงเหวี่ยงบาปทั้งสิ้นของข้าพระองค์ ไว้เบื้องพระปฤษฎางค์ของพระองค์” (อิสยาห์ 38:17)

  • mm

    Sep 22, 2009

    Reply

    ต่อ อีกนิด ครับ พระเยซูผู้จัดเตรียมทุกอย่างไว้พร้อม เมื่ออ่านพระคัมภีร์มีหลายบทที่เข้าใจยาก เราเข้าใจพระคัมภีร์ไม่ได้ด้วยสติปัญญาของเราเพราะว่าจิตใจของเราแตกต่างจากจิตใจของพระเจ้าผู้เขียนพระคัมภีร์ ในอิสยาห์บทที่ 55 บทที่ 8 และ 9 กล่าวว่า “เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีของเรา พระเจ้าตรัสดังนี้ เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น” แต่มีหลายครั้งที่พระคำพระเจ้าที่เราเข้าใจไม่ได้เข้ามาในใจเรา มันเกิดขึ้นเมื่อเราได้รับจิตใจของพระเจ้าและมีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับจิตใจของพระเจ้า ยาโคบและเอซาว เรื่องของยาโคบและเอซาวในปฐมกาล บทที่ 27 ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก อิสอัคและนางเรเบคาห์ภรรยามีลูกชายฝาแฝด ชื่อเอซาวและยาโคบ เอซาวบุตรคนโตเป็นนายพรานมือแม่นซึ่งมีขนดกตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ยาโคบลูกชายคนเล็กเป็นคนเกลี้ยงเกลา เมื่ออิสอัคแก่ตามัวและใกล้จะตายแล้ว ก็เรียกเอซาวมาคุย “ท่านว่า “ดูเถิด พ่อแก่แล้ว พ่อไม่รู้วันตายของพ่อ เจ้าจงเอาอาวุธของเจ้า คือแล่งธนูและคันธนูออกไปที่ท้องทุ่ง หาเนื้อมาให้พ่อ จัดเตรียมอาหารอร่อยมาให้พ่อ อย่างที่พ่อชอบนั้น และนำมาให้พ่อกิน เพื่อจะได้อวยพรแก่เจ้าก่อนพ่อตาย”” (ปฐมกาล 27:2-4) เอซาวก็รีบวิ่งไปล่าสัตว์ที่ท้องทุ่ง แล้วนางเรเบคาห์มารดาได้ยินอิสอัคพูดกับ เอซาว จึงเรียกยาโคบให้ไปหาลูกแพะมาเพื่อนางจะได้ปรุงอาหารอร่อยให้ยาโคบเอาไปให้พ่อเพื่อจะได้รับพร เมื่อได้ยินคำของแม่ ยาโคบพูดว่า “ดูเถิด เอซาวพี่ของฉันเป็นคนมีขนดก และฉันเป็นคนเกลี้ยงเกลา พ่อของฉันคงจะคลำตัวฉัน และเห็นว่าฉันหลอกลวงท่าน แล้วนำการสาปแช่งมาเหนือฉันเอง หาใช่นำพรมาไม่” (ปฐมกาล 27:11-12) แต่นางเรเบคาห์ขอร้องยาโคบว่า “ขอให้การสาปแช่งของเจ้าตกอยู่กับแม่เถิด เชื่อฟังคำของแม่เท่านั้น ไปเอาลูกแพะมาให้แม่เถิด” (ปฐมกาล 27:13) เมื่อยาโคบเชื่อฟังคำของนางเรเบคาห์และไปจับลูกแพะมา นางก็ทำอาหารที่อิสอัคชอบ สวมเสื้อผ้าชุดที่ดีที่สุดของเอซาวให้ยาโคบ ตกแต่งคอและมือที่เกลี้ยงเกลาของยาโคบด้วยหนังแพะ แล้วก็ช่วยให้ยาโคบไปยืนอยู่ต่อหน้าพ่อ เมื่อยาโคบยืนอยู่ต่อหน้าอิสอัคบิดา อิสอัคซึ่งตามัวแล้วตรวจดูว่าเขาคือเอซาวหรือเปล่าโดยจับมือของยาโคบทั้งที่เสียงของยาโคบเองก็ไม่คุ้นหูอิสอัค ตอนนั้นอิสอัครู้สึกว่าขนบนมือของยาโคบเหมือนกับมือของเอซาว และเชื่อว่าเขาก็คือเอซาว แล้วอิสอัคก็กินอาหารอร่อยที่ยาโคบนำมาและให้พรยาโคบ หลังจากนั้นเมื่อเอซาวกลับจากการล่าเนื้อแล้วก็รีบไปทำอาหารให้พ่อ แล้วเขาจึงรู้ว่ายาโคบได้ขโมยพรที่เป็นของเขาไปแล้ว แล้วก็ร้องไห้ออกมาเสียงดังว่า “ขออวยพรผม ขออวยพรผมด้วย” แต่อิสอัคสาปแช่งเอซาวว่า “ที่อาศัยของเจ้าจะอยู่ห่างจากความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน และห่างไกลจากน้ำค้างจากฟ้าเบื้องบน แต่เจ้าจะมีชีวิตอยู่ด้วยดาบ และเจ้าจะรับใช้น้องชายของเจ้า แต่เมื่อเจ้าสลัดหลุดไปได้ เจ้าจะหักแอกของเขาออกจากคอของเจ้า” (ปฐมกาล 27:39-40) เมื่อเราเห็นยาโคบได้รับพรจากการหลอกลวงและเอซาวได้รับคำสาปแช่งแม้ว่าเอซาวจะตั้งใจเชื่อฟังคำสั่งของพ่อ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ด้วยหลักเหตุผลของเรา โดยทางพระคำนี้ พระเจ้าอยากจะให้เราได้เห็นอย่างชัดเจนว่าใครได้รับพรและใครได้รับคำแช่งสาป สรุปก็คือพระองค์หวังให้เราได้เห็นชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณสองแบบ ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณสองแบบ เอซาวเป็นนายพรานมือแม่น เอซาวเป็นคนแข็งแรงและมีกำลังมาก เอซาวไม่ใช่แค่ล่าสัตว์เก่ง แต่ยังทำอาหารเก่งด้วยจนเขาปรุงอาหารที่เขาล่ามาเพื่อให้คุณพ่อทาน การทำอาหารเก่งจำเป็นจะต้องมีความละเอียดลออมาก เอซาวเก่งในทุก ๆ ด้านอย่างที่ผู้ชายควรจะเป็น ดังนั้นคำสั่งของพ่อที่ให้ทำอาหารอร่อยมาให้พ่อเพื่อได้รับพรจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเอซาวเลย เขาต้องยอมเหงื่อตก ออกไปล่าสัตว์ แล้วก็ทำอาหารจากสัตว์ที่ล่าได้เพื่อเอาให้พ่อกิน ยิ่งเขาพยายามเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งทำให้พ่อพอใจมากขึ้น แต่เอซาวไม่สามารถได้รับพรได้จากวิธีนี้ ตรงกันข้ามเขากลับถูกแช่งสาป เขาต้องกลัวจนตัวสั่น แล้วก็ต้องใช้ชีวิตห่างไกลจากน้ำค้างจากฟ้าเบื้องบนและความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน ยาโคบเป็นคนเงียบ ๆ เป็นผู้ชายอ่อนแอที่ไม่มีกำลังเลย เพราะเขาไร้ความสามารถ เขาจึงออกไปไร่นาไม่ได้ แต่ต้องอยู่ในเต็นท์ เมื่อยาโคบได้โอกาสที่จะได้รับพรของพ่อ เขารู้สึกหนักใจมากกว่ามีความสุข เพราะเขาต่างจากพี่ชายมาก เขาเป็นคนเกลี้ยงเกลา แต่เอซาวเป็นคนมีขนดก เขากลัวว่าพ่อจะว่าเขาเป็นคนหลอกลวงแล้วก็สาปแช่งเขาแทนที่จะให้พร เมื่อเขาเผยจิตใจออกมา นางเรเบคาห์บอกเขาว่า “ขอให้คำสาปแช่งของเจ้าตกอยู่กับแม่เถิด เชื่อฟังคำของแม่เท่านั้น” มันฟังดูง่ายที่จะทำตามคำของแม่แล้วก็ไปจับลูกแพะมา แต่ยาโคบไม่สามารถทำตามคำของแม่ได้หากยังเชื่อความคิดของตัวเองอยู่ การที่ยาโคบเชื่อฟังคำของแม่แล้วก็ไปจับลูกแพะมา ทำให้เห็นว่า ยาโคบทอดทิ้งความคิดของตัวเอง หลังจากนี้นางเรเบคาห์ก็เริ่มทำงาน นางเรเบคาห์จัดเตรียมทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับยาโคบผู้ซึ่งไม่มีทางได้รับพรได้เลย เพื่อให้ยาโคบไปหาพ่อแล้วก็ได้รับพร ยาโคบไม่ต้องทำอะไรเลย เพื่อให้ยาโคบได้รับพร แม่วางแผนแล้วก็ทำทุกอย่างตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ถึงแม้ข้อผิดพลาดจะเกิดขึ้น นางก็จะรับผิดชอบทุกอย่างแล้วก็ยอมรับคำแช่งสาปไว้เอง ภาพลักษณ์ของนางเรเบคาห์ก็คือเงาของพระเยซูคริสต์ เพราะอาดัมทำบาป ทุกคนภายหลังสมัยของอาดัมก็ถูกกำหนดให้ต้องพินาศด้วยคำพิพากษาอันยุติธรรมของพระเจ้า ไม่ว่ามนุษย์จะพยายามและอดทนแค่ไหน ก็ไม่สามารถได้รับความชอบธรรมของพระเจ้าซึ่งเป็นเพียงเงื่อนไขเดียวที่จะได้รับพระพรของพระเจ้าได้ เช่นเดียวกับยาโคบที่มีแต่ต้องถูกแช่งสาปถ้าอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าโดยที่เป็นคนเกลี้ยงเกลา มนุษย์ต้องพินาศชั่วนิรันดร์ต่อพระพักตร์พระเจ้าเพราะพวกเขาเป็นมลทินจากความบาป แต่เพราะนางเรเบคาห์เตรียมทุกอย่างให้ยาโคบได้รับพร พระเยซูก็เตรียมทุกอย่างให้เรา โดยพระโลหิตอันมีค่าของพระองค์ เมื่อ 2,000 ปีก่อนพระเยซูหลั่งโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขนซึ่งชำระล้างความบาปของเราและเตรียมทุกอย่างไว้อย่างสมบูรณ์เพื่อให้เรากล้าไปอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า โดยทางแผนการของพระเจ้า พระเยซูเสด็จมาบนโลกนี้ ถูกตรึงกางเขนที่กลโกธา รับความทุกข์ทรมาน และทำงานเพื่อให้มนุษย์ได้รับความชอบธรรมของพระเจ้าจนสำเร็จ โดยที่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับความตั้งใจหรือมุ่งมั่นเป็นคนดีของเรา “แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เขาเป็นผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว” (โรม 3:24) “...การกระทำอันชอบธรรมครั้งเดียวก็นำการปลดปล่อยและชีวิตมาถึงทุกคนฉันนั้น” (โรม 5:18) ความเชื่อของยาโคบในตัวคุณแม่และการทอดทิ้งความคิดของเขาโดยยอมไปอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าก็คือการใช้ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณส่วนที่สำคัญที่สุด เช่นเดียวกับเอซาว คนมากมายพยายามทำให้พระเจ้าพอใจด้วยความพยายามของตัวเอง แต่พระคัมภีร์แสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่าผลลัพธ์ก็คือคำแช่งสาป คนมากมายเชื่อว่าพวกเขาอยู่ในความบาปตั้งแต่เมื่ออาดัมทำบาป พวกเขาเชื่อพระเจ้าที่ตรงกับจิตใจเขา มองหาพาสเตอร์ที่ตรงกับใจเขา เลือกโบสถ์ที่พวกเขาพอใจ แล้วก็เดินบนหนทางของชีวิตฝ่ายวิญญาณที่พวกเขาพอใจ แทนที่จะเปิดพระคัมภีร์เพื่อหาพระประสงค์ของพระเจ้าและใช้ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณแบบที่พระเจ้าพอใจ พวกเขากลับใช้ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณที่ตรงกับใจตัวเอง นี่ก็คือทางของเอซาว พระคัมภีร์ไม่ยอมรับชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณแบบนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะแสวงหาพระพรมากแค่ไหน สุดท้ายก็คือคำแช่งสาป ทุกวันนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่พบคนมากมายปฏิเสธข่าวประเสริฐว่า “จะพูดออกมาได้ยังไงว่าเราชอบธรรมในเมื่อเราทำบาปทุกวัน” มันคือความคิดปกติแต่เป็นความคิดอย่างมนุษย์ แม้มันจะมีเหตุผลที่คนจะคิดว่าตัวเองเป็นคนบาปเพราะทำบาป แต่พระคัมภีร์พูดว่าอย่างไร เหมือนกับที่ยาโคบเชื่อฟังนางเรเบคาห์มารดา และเชื่อฟังคำของแม่โดยทอดทิ้งความคิดของตัวเอง เราเองก็ต้องมีความเชื่อนี้ด้วย เช่นเดียวกับที่นางเรเบคาห์จัดเตรียมทุกอย่างไว้เพื่อให้ยาโคบได้รับพร เมื่อเรามีความเชื่อนี้ เราก็จะมองเห็นพระเยซูยืนอยู่ข้างกายเรา พระองค์ผู้ซึ่งชำระล้างความบาปของเรา ปกป้องเราไว้ด้วยความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ตามที่พระเจ้าทรงบัญชาไว้__ บ

    • Zaiya

      Aug 23, 2012

      Reply

      That's a sensible answer to a challneging question

  • หล่อฟาด

    Mar 26, 2010

    Reply

    ลุงคงศักดิ์ อยู่โบสถ์พระคุณเต็มล้นหรือเปล่า

    • admin

      Mar 26, 2010

      Reply

      ไม่ได้อยู่ครับ เรียกพี่ดีกว่านะ ผมอายุ 39 ครับ ถ้าอยู่โบสถ์เขียนอย่างที่เขียนได้หรือครับ? อิอิ โดนด่าตาย เผลอๆโดนไล่ออกมาครับ