Wisdom of Life

พันธสัญญาที่ประเสริฐกว่าเดิม (ฮิบรู 1-4)

วันนี้นึกครึ้มๆ กำลังเดินทางกลับเชียงใหม่ นั่งคุยกับคนข้างๆ กำลังนั่งอ่านหนังสือธรรมะ ก็เลยชวนเขาคุยด้วย เพราะเครื่อง taxi นานมาก คุยกันได้ออกอรรถรส จนอดไม่ได้ที่จะมาเขียนให้ฟัง เราคุยกันหลายเรื่องและเขาก็วกเข้ามาเรื่องธรรมะ ซึ่งในที่สุดต้องเรียกว่าเพื่อนผมคนนี้เขาก็บอกผมว่า ธรรมะเป็นทางสายกลาง และเป็นระบอบเดียวในศาสนาที่ดีที่สุด แน่นอนผมก็ย่อมไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ก็เลยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แต่ที่จะมาเขียนนี้ไม่ใช่ต้องการเล่าว่า ผมคุยอะไรกับเขาบ้าง แต่จะมาเล่าว่า ระหว่างที่คุยกันนั้น ผมนึกถึงอะไร ผมนึกถึงพระคำของพระเจ้าในหนังสือ ฮิบรู อาจกล่าวได้ว่า ผมรักพระคัมภีร์ทุกตอน แต่ถ้าจะให้เลือกว่า เล่มใดเป็นเล่มที่ผมรู้สึกว่าชัดเจนที่สุด และ โปรดปราน และก็บังคับให้ผมเลือกเล่มเดียว ก็อาจบอกได้ว่าเป็นหนังสือ ฮิบรูนี่แหละครับ

ทำไมจึงเป็นฮิบรูล่ะ? เพราะพระธรรมฮิบรูเป็นหนึ่งในจดหมายฝากที่ไม่ได้เขียนโดยเปาโล และเป็นจดหมายฝากที่ไม่รู้ใครเขียน แต่กลับสอดคล้องกันกับจดหมายฝากของอาจารย์เปาโลทั้งหมดอย่างไม่เห็นข้อโต้แย้งได้เลย

ฮิบรูเป็นจดหมายฝากที่เขียนไปถึงชาวฮิบรู คือชาวยิว ในสมัยนั้นซึ่งรู้จักพระเยซูแล้ว แต่อยากกลับไปใช้ชีวิตในธรรมบัญญัติ ในระบอบปุโรหิต ระบอบฑูตสวรรค์ และโดยเฉพาะในระบอบการถวายเครื่องบูชาแบบเดิม เพื่อจะให้พวกเขารู้สึกว่าบริสุทธิ์ และได้รับการยกโทษอยู่เสมอทุกปี ผู้เขียนหนังสือฮิบรูจึงเขียนไปในคริสตจักรตอนนั้นโดยให้คำนึงถึงว่า พระเยซู “ดีกว่า” ทุกระบอบที่พวกเขาได้รู้จักมาตั้งแต่เด็กในสมัยพันธสัญญาเดิม ถ้าเราอ่านฮิบรูรวดเดียวจนจบทั้งเล่ม เราจะเห็นคำว่า “เหนือกว่า” และ “ใหญ่กว่า” และ “ประเสริฐกว่า” ตลอดทั้งเล่มไม่ต่ำกว่าสิบๆครั้ง ผู้เขียนโดยพระวิญญาณจงใจให้คำว่า “ประเสริฐกว่า” ระบอบการถวายบูชาลบบาปแบบเดิม นั้นเป็นสาระสำคัญไปจนตลอดทั้งเล่ม เพื่อให้เห็นว่า พระเยซูนั้นและการงานที่พระองค์ทำสิ้นสุดบนไม้กางเขนนั้น เป็นคำตอบชีวิตสำหรับทุกดวงวิญญาณที่โหยหาความชอบธรรม และความรอด

วันนี้เลยจัดหนักนิดหนึ่ง หวังว่าคงไม่ว่ากัน โดยผมจะนำ ฮิบรูบทที่ 1-4 มาอยู่ในบทความเดียว ท่านอาจจะว่า ทำได้ไง ก็ไม่รู้อ่ะครับ ก็จัดไปตามนี้ หากท่านมีถ้อยคำดีๆ ที่ได้รับก็มาแบ่งปันกันได้ตามอัธยาศัยครับ วันหน้าจะเอาบทที่ 5-10 มาเหมือนกันมีสาระสำคัญเป็นเรื่อง ของพันธสัญญาใหม่แห่งการไถ่ซึ่งประเสริฐกว่าระบอบแบบเดิมคือการถวายเครื่องบูชาไถ่บาป แต่ความจริงท่านอ่านเองก็ได้ครับ

ในบทที่ 1:1-2 ได้กล่าวถึงการตรัสของพระเจ้าหรือการเปิดเผยพระเจ้าให้มนุษย์รู้นั้นได้โดยหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยโดยผู้เผยพระวจนะ แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร นั่นคือสาเหตุที่เราไม่มีผู้เผยพระวจนะอีกแล้ว เพราะว่าไม่มีสิ่งใดใหม่ที่ต้องเปิดเผยให้เรารู้อีกแล้วที่ดีไปกว่าพระเยซู ทุกสิ่งที่พระเจ้าต้องการเปิดเผยพระองค์ได้เปิดเผยทั้งสิ้นทั้งปวงผ่านทางพระบุตร พระเยซูคริสต์และพระวจนะของพระเจ้า ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับพระเจ้าได้ทรงเปิดเผยทางพระบุตรและบันทึกไว้ในพระวจนะเล่มนี้อย่างสมบูรณ์ 1:3 พระบตรทรงเป็นสภาวะพิมพ์เดียวกันกับพระองค์ และอยู่เหนือฑูตสวรรค์ เป็นแสงสะท้อนพระสิริของพระเจ้า หมายความว่าพระองค์ทรงเป็นเนื้อเดียวกันกับพระบิดา สิ่งที่พระองค์ทำ พระองค์ทำทุกอย่าง พูดทุกอย่าง ตามที่พระบิดาสั่งให้พระองค์พูด พระองค์เสด็จลงมาหามนุษย์คนบาปอย่างเรา

ในบทที่ 3:1-6 ยังกล่าวถึงว่าพระเยซูใหญ่กว่าโมเสส ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจเมื่อมีใครพูดกับชาวยิวอยา่งนั้น และกล่าวถึงว่าเป็นใหญ่กว่าอย่างไร โมเสสใหนฐานะผู้รับใช้ แต่พระเยซูนั้นคือเป็นใหญกว่าโดยฐานะพระบุตร บุตรกับผู้รับใช้ใครใหญ่กว่ากันครับ? (3:5) และโดยพระบุตรคือพระคริสต์นั่นคือความจริงสุดท้ายที่พระเจ้าเปิดเผยให้กับมนุษย์ พระองค์เปิดเผยผ่านทางโมเสสแต่ความจริงส่วนหนึ่ง ซึ่งก็คือบัญญัติสิบประการ คือกฏบัญญัติทั้งปวงที่มนุษย์ต้องทำเพื่อให้ได้ความชอบธรรมผ่านทางกฏหมาย บัญญัติ หรือศีลนั่นเอง แต่ในสุดท้ายพระองค์ตรัสผ่านเราโดยพระบุตร พระองค์ให้ความจริง ให้สัจจะสุดท้ายโดยพระบุตร

(3:7-19) และพระองค์ต้องการให้เราพำนักในความจริงนี้ พระองค์ต้องการให้เราพักผ่อนในความจริงข้อนี้ ว่าพระคริสต์ทรงเป็นที่สุดของทั้งปวง ทรงไถ่เราได้สมบูรณ์ทั้งสิ้น ทรงให้ชีวิตแก่เราซึ่งเป็นคนที่ตายฝ่ายวิญญาณแล้วได้อย่างบริบูรณ์ พระเจ้าไม่ได้ต้องการให้เราเพิ่มอะไรเข้าไปด้วยตัวเองในความจริงนี้ หรือลดทอนอะไรออก ท่านไม่ต้องเพิ่มความชอบธรรมของตัวเองให้พระเจ้าพอพระทัย เพราะว่าพระองค์ต้องการให้ท่านพำนักในความจริงแห่งพระเยซูคริสต์ และพระองค์พอพระทัยท่านด้วยความเชื่อที่ท่านมี ไม่ใช่ด้วยการกระทำของท่าน เมื่อท่านมีความเชื่อในความจริงอันนี้แล้ว ท่านจะมีอิสระภาพ และให้ท่านดำเนินชีวิดด้วยความเชื่อในความจริงข้อนี้

ในบทที่ 3:7-11 กล่าวถึงว่าเมื่อท่านได้ยินแล้วอย่าให้ใจท่านแข็งกระด้างไป เหมือนคนเหล่านั้นที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ที่วนเวียนอยู่อย่างไม่ได้พำนัก และหมดสิทธิ์ที่จะเข้าสู่ที่พำนักในสมัยนั้นคือที่ไหนครับ คือแผ่นดินคานาอัน นั่นเองนั่นคือในสมัยนั้น

3:12-19 ดูก่อน หมายความว่า เมื่อท่านเห็นเช่นนั้นในสมัยนั้น แล้ว ให้ดูตัวท่านในสมัยนี้ ในวันนี้ว่าท่านมีใจชั่วและใจไม่เชื่อ นั่นคือรากแห่งบาปทั้งหลายคือการไม่เชื่อ บาปทุกอย่างนั้นยกให้มนุษย์ได้ แต่บาปเดียวที่ยกให้ไม่ได้คือบาปแห่งการไม่เชื่อ พระคริสต์ตรัสว่า สิ่งที่โลกทำผิดและต้องคำพิพากษาคือที่เขาไม่วางใจในพระเยซู ข้อที่ 13 จึงให้เตือนสติกันใน “วันนี้” เพื่อเราจะมีส่วนร่วมกับพระองค์และยึดความไว้วางใจในตอนต้นให้มั่นคงจนถึงที่สุด (3:13-14) ยึดอะไรครับ ความไว้วางใจ ยึดความเชื่อ เชื่อในอะไรครับ เชื่อในพระเยซู ความเชื่ออย่างเดียวหาได้มีประโยชน์ไม่ ความเชื่อในพระคริสต์ต่างหากที่ทำให้รอด

เพราะฉะนั้นวันนี้เราอย่าทำใจให้แข็งกระด้างเมื่อเราได้ยินความจริง อย่าเย่อหยิ่งว่าท่านดีแล้ว ทำได้พอใช้ ทำดีต่อไป ท่าน OK แล้ว แต่ฝึกอีกนิด อดทนอีกนิด ความอวดตัวและการไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนบาปและตายแล้ว คืออุปสรรคต่อความรอด เพราะพระคัมภีร์บอกว่าไม่สักสิ่งเดียวที่ท่านหรือข้าพเจ้าจะทำได้เพื่อให้ตนเองบริสุทธิ์ชอบธรรมได้ ไม่มีสักสิ่งเดียวที่มนุษย์ทำได้ให้พระเจ้าพอพระทัยได้ พระเยซูเท่านั้นทำให้เราชอบธรรมได้ พระเยซูเท่านั้นทำให้เราบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยได้ ผ่านทางพระองค์ ด้วยความเชื่อ “เพราะถ้าปราศจากความเชื่อแล้วจะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย เพราะผู้ที่มาเฝ้าพระเจ้าได้นั่น ต้องเชื่อว่าพระเยซุทรงเป็นพระเจ้า” ถ้าไม่มีความเชื่อแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้ สิ่งใดทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้ครับ ความชอบธรรม? เราไม่มีเลย ความดี? บัพติสมาด้วยน้ำ? สะบาโต? การถวาย? ถุ้าท่านทำไม่ได้และพยายามด้วยตัวเอง เราไม่มีทางได้เข้าสู่การพำนัก และเมื่อท่านรู้ว่าทำไม่ได้ ท่านต้องพึ่งในพระเยซู และเมื่อท่านรู้เช่นนั้น ท่านจะได้เข้าพำนักพักผ่อน และพักอยู่ในความจริงนี้คือที่พระเยซูทรงเป็นทางเดียวที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัยเราได้ พักในความจริงที่ว่าเราทำไม่ได้ และเราจะได้มาโดยพระเยซูเท่านั้นและเลิกที่จะพยายามด้วยตัวเอง แต่ให้พระเจ้าทำงาน หล่อหลอมชีวิตของท่าน ดำเนินชีวิตกับพระองค์ด้วยความเชื่อในความจริงข้อนี้ที่ท่านทำไม่ได้ และทำได้โดยพระองค์เท่านั้น และให้พระองค์มีชีวิตผ่านชีวิตของท่าน โดยทางความเชื่อ เชื่อในสิ่งใด? พระเยซู ความไม่เชื่อจะทำให้ใจท่านแข็งกระด้าง และไม่ได้เข้าสู่การพำนักนิรันดร์

ความเชื่อถูกกล่าวถึงอย่างผิดๆ มาตลอดเพื่อลวงคนให้หลงผิด ความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่เราเริ่มต้นและให้พระเจ้าตอบสนอง ไม่ใช่สิ่งที่เราทำขึ้นเพื่อคาดหวังพระเจ้าทำให้สมปรารถนา ความเชื่อคือการยอมจำนนต่างหาก ท่านจะเข้าสู่การพำนักพักผ่อนได้อย่างไร ถ้าท่านคิดว่าถ้าท่านทำสิ่งใดเพิ่มขึ้น พระเจ้าจะอวยพรตอบสนอง หรือถ้าท่านทำสิ่งใดลดลงหรือทำไม่ได้ พระองค์จะตอบสนองอีกทางหนึ่ง พระองค์ไม่ได้เป็นผู้ตอบสนอง พระองค์เป็นผู้เริ่มต้น เราต่างหากเป็นผู้ตอบสนองทุกสิ่ง พระองค์อวยพรท่านแล้ว และให้ทุกสิ่งแก่ท่านพร้อมด้วยฤทธิ์เดชของพระองค์ พระองค์ต้องการให้ท่านค้นหาสิ่งนั้นด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ด้วยการ กระทำ ความเชื่อจึงไม่คาดหวัง แต่กลับยอมจำนนต่อฤทธานุภาพของพระเจ้า ให้พระองค์แสดงฝีมือ ไม่ใช่ท่าน ให้พระองค์ได้รับเกียรติ ไม่ใช่เพราะท่านมีความเชื่อมาก แต่พระองค์ยิ่งใหญ่มากต่างหาก

บทที่ 4:1 ด้วยเหตุนี้ พันธสัญญานั้นยังอยู่ หมายความว่า สิ่งนั้นก็ยังคงอยู่ถึงวันนี้ว่าคนที่ไม่เชื่อก็ไม่ได้โอกาสเข้าสู่การพำนักในพระเยซู เหมือนกันกับที่พวกอิสราเอล ไม่ได้เข้าพักในคานาอัน เพราะข่าวประเสริฐที่เขาได้ยิน พระสุรเสียงนั้นไม่ได้เข้าไปในใจของเขา และเขาไม่ได้ยิน เขาได้ยินด้วยหูแต่ไม่ได้ตอบสนองต่อข้อความนั้นด้วยความเชื่อ หมายความว่าไม่ได้ให้ความจริงนั้นเข้าไปในชีวิตข้างใน เป็นแค่ความรู้เท่านั้น

อิสราเอลไม่ได้เข้าสู่การพำนักเพราะเขาไม่ได้เชื่อ และคนปัจจุบันก็ไม่ได้เข้าสู่การพำนักที่ประเสริฐกว่าก็เพราะเขาไม่ได้เชื่อดุจเดียวกัน (4:2) และเรามีตัวอย่างมากมายเดี๋ยวนี้ที่มีคน ได้ยิน ได้ยิน หลายครั้ง แต่ไม่เคยเอาความจริงเรื่องพระเยซูนั้น เข้ามาในชีวิตให้เป็นความเชื่อ ไม่ใชแค่เชื่อในความรู้เท่านั้น พระธรรมยากอบบอกว่า ปีศาจก็เชื่อว่ามีพระเจ้า และเขาก็อธิษฐาน ศาสนาอื่นก็อธิษฐานครับ แต่ไปถึงพระเจ้าไม่ได้ อ่านพระคัมภีร์ หรือพูดภาษาแปลกๆ ใครๆก็พูดได้ หรือกลิ้งในพระวิญญาณ หรือ ล้นด้วยพระวิญญาณ เราแสวงหาสิ่งนี้ทำไมครับ เพราะว่าอะไรครับ? เพราะว่าพระเยซูยังไม่พอ หรือ เพราะว่าจริงๆท่านอาจยังไม่เชื่อพระเยซู ทำไมไม่พำนักอยู่ในความจริงนี้ คือที่พระเยซูเป็นแหล่งแห่งทุกสิ่ง และในพระองค์บริบูรณ์แล้ว สำหรับเราผู้มีความเชื่อแล้วจะได้เข้าสู่การพำนัก คือการพำนักนิรันดร์ (4:3) เข้าพักผ่อนในการพำนักนิรันดร์กับความจริงในพระเยซู และพระองค์เท่านั้น ผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นความรอดสมบูรณ์ ที่ให้เราพำนักได้ และเราจะไม่เพิ่มเงื่อนไขอะไรเข้าไปอีก หรือลดทอนพระกิตติคุณนี้ได้

ความจริงคือมนุษย์นั้นตายแล้ว ตายฝ่ายวิญญาณ เราเกิดมาในฉายาลักษณ์ของอาดัม มีคนสอนว่าเราเกิดมาเป็นลูกของพระเจ้า แต่ไม่ใช่ เราเกิดมาในความบาป และคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้เกิดมาในฉายาของอาดัมคือพระครสิต์เท่านั้น ที่บังเกิดโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์จึงเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่บังเกิดมามีชีวิตฝ่ายวิญญาณช่วยเราให้ที่ตายฝ่ายวิญญาณได้พ้นจากความตายได้ และด้วยความจริงที่ว่ามนุษย์นั้นตายแล้ว สิ่งที่มนุษย์ต้องการคือชีวิต และต้องเป็นชีวิตที่ไม่ตายเพราะบาปอีก

พระเยซูคริสต์จึงเป็นผู้ไถ่ ด้วยความรักพระองค์ทรงรับโทษบาป บาปที่เป็นต้นเหตุแห่งความตายฝ่ายวิญญาณของเรา และพระองค์ทรงทำให้ไม่มีโทษอีก และเราได้คืนดีกันกับพระเจ้า พระองต์ทรงทำลายต้นเหตุแห่งความตายฝ่ายวิญญาณนิรันดร์ ของเราไปแล้วบนไม้กางเขน จึงเป็นไปไม่ได้ที่บาปจะทำให้เราตายอีกได้ พระองค์ไถ่ด้วยบริบูรณ์เสียแล้ว พระองค์ทรงยกโทษให้เรา เมื่อไร? เท่าไร? ทั้งหมดและในข้างหน้าด้วย จะมีการลงโทษสำหรับเราอีกหรือไม่ครับ? ไม่มี โรม 8:1, 2 พระเจ้าทรงถือโทษท่านอีกหรือไม่ พระเจ้าจำหรือไม่ครับ? คร.5:18-19

เมื่อเราไม่มีโทษแล้ว และคืนดีกับพระเจ้าแล้ว เรายังตายอยู่ เราต้องการชีวิต การคืนพระชนม์ของพระคริสต์จึงให้ชีวิตแก่เราได้ เพราะการที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นมานั้นเป็นผลแรกเพื่อให้เราได้รับชีวิตนั้นเป็นของเรา เมื่อพระองค์จะให้ชีวิตนิรันดร์แก่เราได้ พระองค์ต้องทำลายตัวการที่ทำให้เราตายนิรันดร์ก่อน คือบาปนั่นเอง เพราะฉะนั้น ไม้กางเขนจึงเป็นการเตรียมตัวให้มนุษย์สะอาดเสียก่อน เพื่อจะใส่ชีวิตใหม่เข้าไปได้ และเป็นชีวิตนิรันดร์ บริบูรณ์นิรันดร์ เราจึงได้รับการยกโทษบาปโดยไม้กางเขน แต่ได้รับความรอดโดยชีวิตของพระเยซู โรม 5:8-10 พระเจ้าทรงยกโทษบาปให้มนุษย์ทุกคนแล้วแต่ความรอดนั้นได้มาโดยชีวิตของพระเยซูเพราะพระองค์ได้เป็นขึ้นจากความตายเพื่อการนี้

พระกิตติคุณเหมือนการลวกขวดโหล ย่อมต้องมีสองขั้นตอนเสมอ สองส่วนสองขั้นตอนอย่างไร ถ้าภรรยาผมลวกขวดโหลและผมถามว่า “ลวกทำไม” เธอตอบว่า “ลวกไว้อย่างนั้นแหละ” ผมคงงง และถามว่า “ทำอะหยังบ่ฮู้” เมื่อเราลวกโหล เราไม่ลวกเพื่อเก็บไว้ เราลวกเพื่อจะใส่สิ่งของซึ่งสะอาด พระเจ้าชำระบาปเรา ทำเราให้สะอาด และพระองค์ไม่ต้องการวางไว้เฉยๆ บนตู้ พระองค์ต้องการใส่ชีวิตของพระคริสต์ในเรา ซึ่งเป็นชีวิตใหม่ ชีวิตแห่งฤทธานุภาพกับพระเจ้า ชีวิตแห่งสง่าราศีกับพระองค์ ทำงานของพระองค์กับพระองค์ พระคัมภีร์บอกว่าเป็นชีวิตของพระคริสต์ นั่นคือการเข้าสนิทอยู่ในพระองค์ และเมื่อเป็นเช่นนั้น พระคัมภีร์บอกว่าเราจะเกิดผลฝ่ายวิญญาณ ชีวิตของท่านจะเปล่งแสง จะมั่งมีฝ่ายจิตวิญญาณ พระพักตร์ของพระเจ้าจะทอแสงบนใบหน้าของท่าน เอเมน! งานของซาตานมันคือบังตา เรา ล่อลวงเราไม่ให้เห็น คำว่าพระคุณ สง่าราศรี และความสมบูรณ์ของไม้กางเขน คือการอภัยโทษสมบูรณ์ และความจริงแท้ของการเป็นขึ้นจากความตายคือ การไถ่ชีวิตและให้ชีวิตนิรันดร์ ขอให้เราสู้มันด้วยพระวจนะของพระเจ้าซึ่งเป็นความจริง ความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท และพระวจนะของพระเจ้านำเราไปถึงซึ่งความจริงที่มันต้องการปกปิด

พี่น้องที่รักการที่เข้าสู่การพำนักนั้น ไม่ใช่การพำนักสะบาโต ที่เราเข้าใจผิดมาตลอด ถ้อยคำพระเจ้าตอนนี้ไม่ได้กำลังพูดถึงวันอาทิตย์หรือวันเสาร์ ที่เราเข้ามาที่โบสถ์ แต่กล่าวถึงการพำนักนิรันดร์ในพระเยซู เป็นการพักพำนักในทุกวัน ไม่ใช่วันอาทิตย์วันเดียว ในความจริงที่พระองค์ทรงกระทำให้สำเร็จเพื่อเรา และไม่มีส่ิงใดที่ท่านทำได้หรือมีส่วน เรามีหน้าที่แค่ยอมรับหรือไม่ยอมรับเท่านั้น หลายท่านที่นี่อาจกำลังเหมือนกับเขาเหล่านั้นที่วนเวียนอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ไม่เได้เข้าสู่แผ่นดินแห่งการพำนัก และบัดนี้ถิ่นทุรกันดารก็ยังมีอยู่ในใจของท่าน พระองค์ไม่อยากเห็นท่านเหน็ดเหนื่อยในถิ่นทุรกันดาร แต่ต้องการให้ท่านเข้าสู่การพำนัก ไม่ใช่มาโบสถ์วันอาทิตย์นะ แต่พำนักในพระเยซูนิรันดร์ พำนักในพระคุณของพระองค์ ที่ได้กระทำให้เราด้วยความรัก เราเริ่มต้นความรอดด้วย ความเชื่อ และเราดำเนินด้วย? ความเชื่อ และสุดท้ายก็คือความเชื่อ พักในส่ิงนั้น ขอบคุณพระเจ้าในสิ่งนั้น

หากจิตวิญญาณของเราพำนักในพระคุณของพระเยซู เราจะมีชีวิตอยู่ด้วยคำว่าขอบคุณทุกวัน เพราะเราจะไม่คิดอวดอ้างถึงตัวเองว่ามีดีอะไรเลย เราจะอวดอ้างได้แต่พระคุณของพระเยซูเท่านั้น เราจะทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากขอบคุณ

ขอบคุณพระเยซู พระเจ้าเที่ยงแท้

Leave a Reply