Wisdom of Life

ทิตัส 2:11-14

วันนี้ผมเฝ้าเดี่ยวข้อนี้ครับ ใช้เวลากับพระเจ้าข้อนี้ครับ ได้รับพระพรมาก ผมเคยท่อง ทิตัส 3:5-7 แต่วันนี้ ทิตัส 2:11-14 มาเป็นพระเอกเลยครับ อยากแบ่งปันหนุนใจพี่น้องครับ


เพราะว่าพระคุณของพระเจ้าได้ปรากฏแล้ว เพื่อช่วยคนทั้งปวงให้รอด สอนให้เราละทิ้งความอธรรมและโลกียตัณหา และดำเนินชวิตในยุคนี้อย่างมีสติสัมปชัญญะ สัตย์ซื่อสุจริต และตามคลองธรรม คอยความสุข ซึ่งจะได้รับตามความหวังได้แก่การปรากฏของพระสิริของพระเจ้าใหญ่ยิ่ง คือพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา ผู้ได้ทรงโปรดประทานพระองค์เองให้เรา เพื่อไถ่เราให้พ้นจากการอธรรมทุกอย่ง และทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ เพื่อให้เป็นหมู่ชนพิเศษเฉพาะของพระองค์ และเป็นคนที่ขวนขวายกระทำดี

ลองดูด้วยกันนะครับ

เพราะว่าพระคุณของพระเจ้าได้ปรากฏแล้ว เพื่อช่วยคนทั้งปวงให้รอด
อะไรช่วยเราให้รอดครับ? พระคุณของพระเจ้า! ปรากฏแล้วหรือยัง? ปรากฏแล้วที่พระคริสต์บนไม้กางเขนนั้น
พระคุณทำไมจึงรอดได้? เพราะช่วยเราให้พ้นจากความบาปทั้งสิ้น และผลแห่งบาปทั้งสิ้นของเราคือความตาย และการลงโทษนั้นปรากฏสมบูรณ์ที่ร่างกายของพระคริสต์ เพื่อจะให้เราได้รอดอย่างสมบูรณ์ ไม่มีอะไรสาปแช่งเราได้อีกเลย!

สอนให้เราละทิ้งความอธรรมและโลกียตัณหา และดำเนินชวิตในยุคนี้อย่างมีสติสัมปชัญญะ สัตย์ซื่อสุจริต และตามคลองธรรม
พระคุณไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ไม่ใช่ว่าเมื่อรับพระคุณแล้ว เรารอดแล้ว เราพ้นจากอำนาจของบาปแล้ว แต่ใช้ช่องทางแห่งพระคุณเพื่อไปกระทำชั่วอีก ไปกระทำบาปอีก อย่างนี้ก็แย่เลยครับ หรือจะว่า ให้เราทำบาปเถอะ เพราะว่าพระคุณก็มีพอลบบาปทั้งสิ้นของเราอยู่แล้ว เปาโลท่านว่า “อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย” โรม 6:2 พระคุณไม่ได้หยุดแค่ทำให้เราหมดบาป และเป็นคนชอบธรรมทางความเชื่อเท่านั้น แต่พระคุณ “สอน” ให้เราละทิ้งความอธรรม

ESV ว่า say “no” to ungodliness คือให้ปฏิเสธการอธรรมและ worldly passions คือการรักลุ่มหลงสิ่งที่เป็นของโลกนั้นเอง แต่พระคุณทำไมอีกครับ? สอนให้เราดำเนินชีวิตแบบ มีสติ self-control คือควบคุมตัวเองได้ สัตย์ซื่อสุจริต ตามคลองธรรม พระคุณนั้นไม่เพียงชำระบาปเรา แต่สอนให้เราดำเนินชีวิตอย่างมี “คลองธรรม”

ซึ่งจะได้รับตามความหวัง ได้แก่การปรากฏของพระสิริของพระเจ้าใหญ่ยิ่ง คือพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา ผู้ได้ทรงโปรดประทานพระองค์เองให้เรา เพื่อไถ่เราให้พ้นจากการอธรรมทุกอย่ง และทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ เพื่อให้เป็นหมู่ชนพิเศษเฉพาะของพระองค์ และเป็นคนที่ขวนขวายกระทำดี
พระคุณสอนให้เราทำดี ทำสิ่งที่สัตย์ซื่อ และ บอก ว่า “โน” ให้กับความอธรรม ทำไมครับ? เพื่อว่าตอนนี้เรายังรออยู่! รออะไร? รอการกรลับมาอีกครั้งของพระคริสต์ ผู้ช่วยให้รอดของเรา ผู้ได้ประทานพระองค์เองบนไม้กางเขน ยอมทรมานจนตาย เพื่ออะไร?

เพื่อ “ไถ่” เรา เพื่อ redeem เราให้พ้นจากการอธรรมทุกอย่าง พระองค์ได้จ่าย “ค่าบาป” ของผมทุกงวด จนกระทั่งปิดบัญชีไป ไม่มีเหลืออีกเลย พระองค์ไถ่ตัวผมออกจากการถูกจองจำ และชำระ “หนี้บาป” ของผมครบทุกอณู เจ้าหนี้ผมเรียกเก็บผมไมไ่ด้อีกต่อไป ผมเป็นไทในพระคริสต์ สุดสิ้นสมบูรณ์แบบ และพระคุณของพระคริสต์ยัง ชำระ ผมให้บริสุทธิ์แล้ว เป็นหมู่ชนพิเศษเฉพาะของพระองค์

สุดท้าย เพื่อให้ผมเป็นคนที่ขวนขวายการกระทำดี

ผมชอบร้องเพลงหนึ่งครับ ร้องว่า “เดี๋ยวนี้บาปยกแล้ว ไม่คำนึงถึงอีกเลย ใจของข้าโมทนา พระเยซู… สุขสบาย จิตใจข้า สุขสบาย สุขสบาย จิตใจข้า” และไม่ใช่เพื่อทำบาปสุขสบาย ทำชั่วสุขสบาย แต่สุขสบายเพราะบาปหมดแล้ว ไม่ได้คำนึงถึงอีกเลย และให้ผมขวนขวายกระทำดี

พระคริสต์ได้ตายแทนผม เพื่อให้ชีวิตใหม่แก่ผม เพื่อจะดำรงชีวิตผ่านทางชีวิตผม

รักในพระคริสต์
คงศักดิ์

Leave a Reply

7 Comments

  • U151

    Aug 20, 2009

    Reply

    ถูกต้องแล้วครับ พระคุณพระเจ้าสอนให้เราเลิกทำบาป ถ้าเปรียบจริงๆ พระคุณก็เสมือนไม้อ่อนแต่กฎบัญญัติก็เสมือนไม้แข็ง ทั้งสองอย่างนั้นสอนให้เราเลิกทำชั่วเหมือนกัน แต่เราไม่สามารถเลิกได้ในธรรมบัญญัติเพราะวิสัยแห่งบาปของเราที่ว่าด้วยความดื้อด้านเหมือนอย่างภาษิตที่ว่า ยิ่งว่าก็เหมือนยิ่งยุ ยิ่งมีกฎมากมายบาปก็ยิ่งก่อตัวขึ้น แต่พระคุณนั้นไม่เหมือนกัน เพราะพระคุณให้เราเลิกทำบาปได้เพราะความรัก ความรักสามารถเอาชนะได้ทุกสิ่ง คนที่ซาบซึ้งในพระคุณ จิตใจที่อยากทำบาปนั้นจะสลายไปหมดสิ้นเพราะความรักที่เขาได้สัมผัสนั้นชำระล้างเขาให้หายให้ล้มเลิกความคิดที่อยากทำบาป ดังนั้นพระคุณของพระเจ้าจึงเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่เพราะนอกจากจะให้อภัยเราแล้วยังให้โอกาสให้ชีวิตใหม่ที่เราจะหลุดพ้นจากความบาปในชีวิตเดิมอีกด้วย ขอบคุณครับพี่ law ผมเข้าใจบทความของพี่และซาบซึ้งในพระคุณของพระเจ้าแล้ว พระเจ้าอวยพรครับ

  • U151

    Aug 20, 2009

    Reply

    ความบาปนั้นชอบนักแลกับอะไรที่เป็นไม้แข็งเช่นกฎบัญญัติแต่มันจะอ่อนแอและกลัวมากมายกับอะไรที่เป็นไม้อ่อนดั่งเช่นพระคุณความรักของพระเจ้า คนเราเองก็เช่นกันเวลาที่เราถูกใครสักคนต่อว่าอย่างรุนแรงตามวิสัยแห่งบาปที่อยู่ในตัวเราแล้วย่อมไม่มีวันยอมจะต้องเอาคืนหรือไม่ก็เก็บไว้เป็นรากขมขื่นไม่ฟังดื้อด้าน แต่เมื่อใครสักคนที่มาหาเราเตือนสติเราคุยกับเราด้วยความรัก ความบาปความชั่วร้ายตามวิสัยที่อยู่ในตัวเราจะทนไม่ไหวและจะค่อยสลายหายไปเองเพราะฤทธิ์อำนาจแห่งความรัก แต่ความรักนั้นต้องเป็นความรักที่บริสุทธิ์และตามด้วยเหตุผล ความรักของพระเจ้ามาในรูปของพระคุณที่อภัยให้เราได้เสมอแม้ว่าเราจะทำบาปมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก่อนเราอาจจะทำบาปมามากแต่หลังจากได้รับความรักแล้วผมเชื่อว่าไม่มีใครสักคนที่อยากทำบาปอีกเพราะพระคุณความรักนั้นชนะรากแห่งความบาปที่สถิตในใจของเราได้ พระเจ้าอวยพรครับ

  • gracethai

    Aug 20, 2009

    Reply

    ประเด็นที่น่าคิดก็คือ ถ้าคนหนึ่งไม่ได้ "ปิดบัญชี" บาป ก็จะคิดว่ายังมีคงเหลือที่จะต้องจ่ายอีก อุปมาเหมือน ผมผ่อนรถอยู่และสมุดคู่มือทะเบียนรถก็ยังอยู่ที่ไฟแนนซ์ ผมเป็นหนี้ที่ต้องชำระ และวันหนึ่งมีคนมาจ่าย ปิดบัญชี ให้ผมทั้งต้นทั้งดอกเบี้ยจนสิ้น ไฟแนนซ์ก็เอาตัวสมุดมาให้ผมและพูดว่า "จ่ายหมดแล้ว" คุณเป็นเจ้าของรถคนนี้แล้ว ต้นเดือนถัดไป ผมก็ยังเอาเงินไปให้ไฟแนนซ์อยู่ และก็บอกว่า ผมยังต้องจ่ายอีก แต่ไฟแนนซ์ก็ว่า "จ่ายหมดสมบูรณ์แล้ว" paid in full แล้ว แต่สำหรับผมแทนที่จะขอบคุณคนที่จ่าย และสำนึกในบุญคุณเขา ผมกลับไปจ่าย ไฟแนนซ์ อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งๆที่ "จ่ายหมดแล้ว" เมื่อเราไม่สามารถซาบซึ้งในพระคุณของพระคริสต์ที่ให้เราทั้งหมด ทั้งชีวิตของพระเจ้า มอบถวายเป็นเครื่องบูชาให้คนบาปเช่นเรา เราก็ไม่มีวันที่จะขอบคุณพระเจ้าได้จริงๆเลยสักครั้ง ความดีเราไม่มีเลยครับ มีแต่ความดีของพระคริสต์เท่านั้น ที่ทำให้เราเป็นคนดี เมื่อพระคริสต์มีชีวิตผ่านทางเรา เราจึงจะสำแดงความดีได้ ทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ก็เป็นความดีของพระคริสต์ ทั้งสิ้นครับ

  • กุ๊ก

    Aug 20, 2009

    Reply

    อึม.! จริง ได้รับความเข้าใจมากขึ้น ซาบซึ้งในพระคุณเช่นกัน ขอบคุณที่แบ่งปัน

  • gracethai

    Aug 20, 2009

    Reply

    ฝาก 1 เปโตร 2:24 และ 1 เปโตร 3:18-4:2 "พระองค์เองได้ทรงรับแบกบาปของเราไว้ในพระกายของพระองค์ที่ต้นไม้นั้น เพื่อว่าเราทั้งหลายจะตายจากบาปได้ และดำเนินชีวิตตามคลองธรรม" พระเยซูทรงรับแบกบาปของเรา เพื่ออะไรครับ? เพื่อว่าเราทั้งหลายจะ "ตาย"จากบาปได้ ไม่ใช่หยุดกระทำบาปได้ แต่ตายจากบาปได้ คือพ้นจากฤทธิ์ของบาป และสิ่งที่ผลของบาปปรากฏผ่านทางธรรมบัญญัติคือความตายนั่นเอง เมื่อเรา "เชื่อ" หมดใจและวางชีวิตไว้กับพระเยซูที่ตายบนไม้กางเขน เราก็ตายไปกับพระองค์ด้วย คือตายจากบาปนั่นเอง คือโทษแห่งบาปนั้นหมดสิ้นนิรันดร์ ไม่มีเหลืออีกเลย สิ้นสุดสมบูรณ์ทั้งสิ้นด้วยการตายครั้งเดียวที่ต้นไม้นั้น เมื่อเราตายจากบาปได้ จึงจะดำเนินชีวิตตามคลองธรรมได้ เปโตรยังได้กล่าวสนับสนุนต่อไปอีกว่า "ด้วยว่าพระคริสต์ก็ได้สิ้นพระชนม์ครั้งเดียวเท่านั้น เพราะความผิดบาป คือพระองค์ผู้ชอบธรรมเพื่อผู้ไม่ชอบธรรม เพื่อจะได้ทรงนำเราทั้งหลายไปถึงพระเจ้า..ฉะนั้น โดยเหตุที่พระคริสต์ได้ทรงทนทุกข์ทรมานทางพระกายแล้ว ท่านทั้งหลายก็จงมีความคิดอย่างเดียวกันไว้เป็นเครื่องอาวุธด้วย เพราะว่าผู้ที่ได้ทนทุกข์ทรมานทางกายเช่นนี้ก็ไม่สัมพันธ์กับบาปแล้ว..เพื่อจะได้ไม่ดำเนินชีวิตที่ยังเหลืออยู่ในโลกตามใจปรารถนาของมนุษย์ แต่ตามพระประสงค์ของพระเจ้า จงให้เวลาที่ผ่านไปแล้วนั้นเพียงพอสำหรับการกระทำ (ชั่ว).." พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์กี่ครั้งครับ? ครั้งเดียวจริงๆครับ ครั้งเดียว! เพื่ออะไร? เพื่อเราจะ "ตาย"' จากบาปได้ เมื่อเราตายจากบาป และ "ปิดบัญชี" บาปไว้บนไม้กางเขนเมื่อใด เมื่อนั้นเราจะพ้นจากฤทธิ์ของบาป เข้าสู่ร่มพระคุณอย่างสมบูรณ์แบบ เราจะพูดต่อหน้าซาตานได้เสมอว่า "ผมเป็นผู้ได้รับการยกโทษสมบูรณ์แล้ว" คริสเตียนมักคิดว่างานของซาตานคือหลอกให้เรากระทำบาป จริงๆ มันรู้อยู่แล้วว่าเรากระทำบาปเก่ง ไม่ต้องหลอกเราเราก็กระทำบาปเก่ง แต่สิ่งที่มันดีใจมากและเป็นงานหลักของมันคือ หลอกให้เรา "ไม่เชื่อ" ในสิ่งที่พระคริสต์ทำบนไม้กางเขน และมันใช้ช่องนี้ประนามเราว่าชั่วเพราะบาป และจิตใจเราจะเต็มไปด้วยบาป และไม่มีทางที่จะดำเนินชีวิตตามคลองธรรมได้เลย เราต้องสะอาดก่อน เป็นภาชนะที่สะอาดสิ้นก่อน พระเจ้าจึงใช้ภาชนะนี้บรรจุของได้ พระเจ้าอยากจะบรรจุพระวิญญาณบริสุทธิ์ลงมาในเรา ต้องการบรรจุฤทธิ์เดชทั้งสิ้นมาในเรา แต่ถ้าเรายังเชื่อว่า "ฉันสกปรกเพราะบาป" อยู่ จะใส่มาได้อย่างไร? สำหรับผมเแล้ว บาปสิ้นหมดเลยครับ ผมเชื่อทุกอณูว่า บาปผมถูกยกไว้สิ้นแล้วที่ไม้กางเขน ผมดำเนินชีวิตแบบนี้ ด้วยความเชื่อแบบนี้ทุกวัน ไว้วางใจในสิ่งที่พระคริสต์ทำเพื่อผม ผมไม่ได้เชื่อแค่ว่า พระคริสต์ตายบนไม้กางเขนเมื่อ 2000 ปีที่แล้ว เหมือนคริสเตียนส่วนมากที่ผมถาม พอผมถามว่าเขาเชื่อไหมว่า รัชกาลที่ 5 เสียชีวิตในวันที่ 23 ตุลาคม 2453 เขาก็เชื่อเหมือนกัน พอผมถามว่าแล้วต่างกันที่ตรงไหนในชีวิตเขา ส่วนมากตอบไม่ได้เลยครับ ผมเชื่อว่า พระคริสต์ตายบนไม้กางเขนเมื่อ 2000 ปีที่แล้ว เพื่อผม เพื่อให้ผมสะอาดสิ้น บริสุทธิ์สิ้น ให้ผมได้ตายจากบาป เพื่อจะดำรงชีวิตใหม่กับพระองค์ โดยมีพระองค์ประทับอยู่ในชีวิตของผม เมื่อผมนำความเชื่อมาเป็นความศรัทธา ไม้กางเขนก็เกิดเป็นความย่ิงใหญ่ในชีวิตผม ไม่ใช่แค่เป็นความเชื่อว่าจริงในอดีตเท่านั้น รักในพระคริสต์

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    คำว่าพระคุณ (grace) ของพระเจ้านั้น เราเรียกอย่างติดปาก เราร้องเพลงได้ เรา "เชื่อ" ในพระคุณพระเจ้า เมื่อเราร้องเพลง เรามักคิดถึง "สิ่งดี" ที่พระเจ้าให้เราในชีวิตประจำวัน และเราก็จะพูดว่า ขอบพระคุณพระเจ้า สำหรับผมนั้น นั่นคือ พระกรุณา (mercy) ต่างหาก มีไม่มากนักที่ ศรัทธา ในพระคุณของพระเจ้า เมื่อเราศรัทธา หมายความว่า เราเอาชีวิตของเราทั้งชีวิต ไปแขวนไว้บนไม้กางเขนของพระเยซู ตายไปกับพระองค์ และคืนชีวิตมากับพระองค์ เราบอกพระเยซูตอนที่เราตายไปจากบาปว่า "พระเยซูเจ้าข้า ขอทรงโปรดอภัยให้ข้าพระองค์เถิด เพราะข้าพระองค์เป็นคนชั่ว ขอพระเจ้าช่วยข้าด้วย" เมื่อเราขอครั้งนั้นครั้งเดียว เราศรัทธาหมดใจ และไม่สงสัยในไม้กางเขนของพระเยซูอีกเลย นั่นคือศรัทธา เมื่อเราตายไปกับบาปบนกางเขนนั้น พระเยซูล้างเราทั้งสิ้น ไม่มีเหลืออีกเลย ไม่มีตกค้างอีกเลย ทุกอย่างจ่ายอย่างสมบูรณ์บนกางเขนนั้น (paid in full) ไถ่เราด้วยพระคุณ และรักษาความรอดเราไว้ด้วยพระคุณดุจเดียวกัน ผมไม่ต้องผ่อนค่างวดความบาปอีก เพราะพระเยซูจ่ายให้ผมหมดทุกงวดตั้งแต่งวดแรก ถึง งวดสุดท้าย ผมได้ "สมุดจดทะเบียน" ซึ่งมีชื่อผมจดไว้ กลับคืนมา ผมไม่ไปจ่ายอีก และพูดว่า ขอจ่ายเพิ่มอีก ขอจ่ายอีกหนึ่งวด นี่คือความศรัทธา ความเป็นตัวตน ของผมคือ ผมเป็นเจ้าของรถโดยสมบูรณ์ ผมกลับได้ชีวิตที่เสียไปเพราะบาปกลับคืนมาแล้ว เป็นผู้ได้รับการอภัยแล้ว เป็นผู้ชอบธรรมทั้งสิ้น ต่อหน้าพระเจ้า ผมเป็นผู้ที่ถูกคืนดีแล้ว และผม "เป็นอยู่" จำเพาะพระพักตร์ของพระผู้สร้าง ทั้งนี้ทั้งสิ้น คือโดยพระเยซูคริสต์ที่รักเท่านั้น นี่แหละคือการศรัทธาในพระคุณ

  • gracethai

    Aug 22, 2009

    Reply

    คริสเตียน ก. ในวินาทีหนึ่งใดที่ฉัน "หลีกเลี่ยง" การกระทำบาปชั่วได้สำเร็จ โดยมีความเชื่อสำนึกโดยประมาณนี้ว่า "ฉันได้กระทำดีแล้ว ฉันได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าแล้ว ฉันทำให้พระเจ้าพอพระทัย ฉันได้เอาชนะตัวเองได้ และหลีกเลี่ยงบาปได้ ฉันภูมิใจเพราะฉันทำสำเร็จ พระเจ้าไม่ลงโทษฉันแล้ว ฉันมีชัยชนะเหนือบาปได้ ขอบคุณพระเจ้า" ในวินาทีหนึ่งใดที่ฉัน "หลีกเลี่ยง" การกระทำบาปชั่วไม่สำเร็จ โดยมีความเชื่อสำนึกโดยประมาณนี้ว่า "ฉันได้กระทำบาปแล้ว ฉันมิได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ฉันไม่สามารถทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้ ฉันไม่สามารถเอาชนะซาตานและตัวเองได้ ฉันหลีกเลี่ยงบาปไม่พ้น ฉันพยายามแล้วแต่ล้มเหลว ขอพระเจ้ายกโทษให้ฉัน และขออย่าลงโทษฉัน และขอพระเจ้าเสริมกำลังให้ฉันเอาชนะให้ได้ในครั้งหน้า" คริสเตียน ข. ในวินาทีหนึ่งใดที่ฉัน "หลีกเลี่ยง" การกระทำบาปชั่วได้สำเร็จ โดยมีความเชื่อสำนึกโดยประมาณนี้ว่า "ฉันไม่มีดีเลย แม้ในใจฉันคิดจะกระทำ ฉันก็ชั่วแล้ว แต่ขอบคุณพระเจ้า ที่ถึงแม้ฉันกระทำได้ แต่ก็เป็นเพราะพระคริสต์มีชีวิตผ่านทางฉัน แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ฉันจะกระทำได้หรือไม่ได้ ฉันก็เป็นคนชอบธรรมอยู่เสมออยู่ดี เพราะพระคริสต์ไถ่บาปฉันสิ้น ฉันปิดบัญชีบาปแล้ว พระเจ้าพอพระทัยฉันเพราะพระคริสต์ ฉันไม่มีความดีเลย มีแต่ความดีของพระคริสต์ ขอพระเจ้าเสริมกำลังให้ฉัน ส่องแสงพระคริสต์เช่นนี้อีกมาขึ้นทุกวัน" ในวินาทีหนึ่งใดที่ฉัน "หลีกเลี่ยง" การกระทำบาปชั่วไม่สำเร็จ โดยมีความเชื่อสำนึกโดยประมาณนี้ว่า "ฉันขอบคุณพระเจ้า ที่พระเจ้าให้ฉันเห็นความอ่อนแอของฉัน พระเจ้าพอพระทัยฉันไม่ใช่เพราะการกระทำฉัน แต่พอพระทัยฉันเพราะว่าพระเจ้าพอพระทัยพระเยซูคริสต์ และฉันเชื่อวางใจในสิ่งที่พระคริสต์ทำบนไม้กางเขนนั้น ขอบคุณพระองค์ที่พระคริสต์ได้ไถ่บาปนี้ฉันเรียบร้อยแล้วบนไม้กางเขน ไม่มีเหลืออีกเลย ฉันเชื่อสุดใจในพระคุณแห่งกางเขนนั้น ฉันมิได้สงสัยในฤทธิ์แห่งไม้กางเขนนั้นเลย ฉันได้ปิดบัญชีิบาปแล้ว พระเยซูจ่ายแทนฉันทั้งสิ้นแล้ว ขอพระเจ้าเสริมกำลังให้ฉันบอกคนอื่นได้ว่า จงเชื่อในพระคริสต์เถิด เพราะบาปทังสิ้นถูกตรึงไว้ที่กางเขน" คริสเตียน ก. = อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ และ อยู่ในศาสนาคริสต์ คริสเตียน ข. = อยู่ใต้พระคุณ และ อยู่ในพระคริสต์ คริสเตียน ก. = มี ฉัน เป็นจุดศูนย์กลางในความเชื่อ คริสเตียน ข. = มีแต่ พระคริสต์ เป็นจุดศูนย์กลางในความเชื่อ ท่านมีความเชื่อว่าเป็นอย่างไรครับ?