Wisdom of Life

เมื่อคุณไม่ได้เป็นคนบาปแล้ว คุณจะดำเนินชีวิตอย่างไร?

ก่อนคุณจะอ่านเรื่องนี้ ผมอยากบอกคุณก่อนว่า ถ้าคุณยังไม่ได้อ่านเรื่อง “คุณเป็นคนบาปเพราะอะไร” อย่าเข้ามาอ่านครับ เพราะชีวิตความเชื่อคุณจะมั่วหมด รีบออกไปเลยครับ อย่าอ่านเรื่องนี้เลยครับ ผมขอร้อง

ก่อนอื่นใดผมมีเรื่องจะแจ้งให้ทราบ

ผมนัดพบกับบางคนที่อยากพบผมประมาณ 3-4 คน และผมก็อยากเชิญผู้อ่านเช่นท่านมาพบกัน ผ่านทางบทความนี้ว่า ผมจะนัดพบพี่น้องเหล่านี้ในวัน ศุกร์ที่ 10 สิงหาคม เวลา 18.30 น.เป็นต้นไป ที่ ห้องสมุดมารวย อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้สถานีรถไฟฟ้าศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ แล้วเดินเข้าห้องสมุดเลยครับ เข้าฟรี ไม่ต้องกลัวเก็บตังค์ ไผมจะใส่เสื้อสีแดงลายสก็อตแขนยาว กับกางเกงยีนส์ ผมจะทำอะไร?  ผมจะไม่เก็บตังค์ท่าน แต่ผมก็จะไม่ให้ท่านยืมตังค์เพราะเราเพ่ิงจะรู้จักกัน ผมจะไม่ขายอะไรให้กับท่านเพราะผมไม่ใช่พนักงานขายตรง หรือขายอ้อม ผมไม่ขาย iPhone เพราะผมมีร้านขายอยู่แล้ว ผมไม่นำท่านเล่นหุ้นเพราะผมกลัวท่านเจ๊ง ผมไม่มีวาระใดๆ แห่งการตั้งโบสถ์ เพราะตัวท่านเป็นคริสตจักรของพระคริสต์อยู่แล้ว ผมไม่มีพิธีใดๆ ไม่เก็บเงินถวาย ไม่ผ่านถุง ไม่รับและไม่ขอเงินบริจาค ผมไม่ต้องการเงินของท่าน ผมบอกก่อนเพราะว่าแฟร์ ผมไม่มีวาระซ่อนเร้นหาผลประโยชน์ใดๆ นอกจากคำอธิษฐานเผื่อ ถ้าท่านอยากมา ท่านก็มา อย่ามา ถ้าไม่มาก็อย่ารู้สึกผิด

กรุณาอย่ามาด่าผม เพราะผมไม่ต้องการเถียงกันท่าน เพราะว่าเสียงดังไม่ได้เป็นห้องสมุด หากไม่เห็นด้วยกรุณาอย่ามา ผมไม่ใช่การเมืองเป็นสีๆ อ้อ!กรุณาอย่ามาท้าตีผม เพราะผมไม่มีอะไรสู้ท่าน ผมใส่แว่นสายตา ถอดออกผมก็มองไม่เห็นชัด ผมยังปวดคออยู่ด้วย เราต่างคนต่างอยู่ดีกว่าครับ

ผมสัญญากับบางคนไว้ว่าจะเขียนเรื่องนี้ จริงๆจะเขียนเมื่อไรก็ได้ แต่มีประเด็นขัดแย้งเรื่อง “เราเป็นใครในสายตาพระเจ้า เป็นคนบาป หรือเป็นคนชอบธรรม” ถ้าความเชื่อเรื่องนี้ไม่ถูก มาอ่านบทความนี้ก็ไม่มีประโยชน์อันใด

จริงๆแล้วผมไม่เคยมีประเด็นขัดแย้งกับใครเลยในเรื่อง การดำเนินชีวิตหลังได้รับพระคุณ หลังจากที่ล้างบาปนิรันดร์ เป็นคนชอบธรรมแล้ว อันนี้ผมว่าผมเห็นด้วยกับทุกคน และไม่เคยสอนว่า เมื่อได้พระคุณแล้ว เราไปทำบาปด้วยความภูมิใจกันเถอะ แบบนี้ผมว่ายังไม่ได้รับพระคุณเลยต่างหาก ผมกำลังเขียนบทความเรื่อง เราจะดำเนินชีวิตอย่างไรหลังจากที่เราไม่ได้เป็นคนบาปแล้ว

ประเด็นที่ผมขัดแย้งมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา คือ “ก่อน” ที่เราจะเป็นคนชอบธรรมนี่ต่างหาก คือตรงนี้สำคัญที่สุด ก่อนจะไปคิดว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร เราต้องตอบให้ได้ก่อนว่าเราเป็นใคร ถ้าเราข้ามตรงนี้ไป เราจะผิดพลาดอย่างแรง และไม่มีวันแก้ไขได้อีกเลย เราต้องกลับใจใหม่ในส่วนแรกนี้ก่อน ก่อนที่จะไปคิดถึงว่า เราจะดำเนินชีวิตแบบทำบาป หรือ เกลียดบาป

เราต้องชัดเจนส่วนแรก และสอดคล้องกับพระคัมภีร์ก่อน แล้วค่อยคิดถึงส่วนหลัง ไม่งั้นเราก็ยังเป็นคนบาปที่พยายามทำดี เรายังเป็นคนบาปที่พยายามไม่ทำบาป

คนบาปที่ทำความชอบธรรม กับคนชอบธรรมที่ทำความชอบธรรมนั้นไม่เหมือนกัน

คนบาปที่ทำบาป กับคนชอบธรรมที่ทำบาปนั้นก็ไม่เหมือนกัน 

คนบาปที่พยายามทำความชอบธรรม หรือค่อยๆเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ก็ไม่มีทางเป็นคนชอบธรรมได้

ท่านเข้าใจได้ไหมครับ ถ้าไม่ได้ก็อ่านดูใหม่ก็ได้ นี่คือความจริงของพระเจ้า และพระเจ้าสำแดงความรักของพระองค์โดยผ่านทางความจริงข้อนี้ และมอบพระเยซูคริสต์ให้ แต่คนส่วนมากไม่เข้าใจ

เหมือนกับเราเป็นคนไทย พยายามกินแฮมเบอร์เกอร์อย่างไรก็ไม่เป็นคนอเมริกัน ไปย้อมผม เปลี่ยนเป็นสีบลอนด์ ไปทำศัลยกรรมหน้าให้จมูกโด่ง ผิวขาว อย่างไร ก็ไม่ใช่คนอเมริกัน ท่านเข้าใจได้ไหมครับ คนไทยไม่มีทางเป็นอเมริกัน และคนอเมริกันก็ไม่มีทางเป็นคนไทยได้ นอกจากเกิดเป็นคนไทย

คนบาปจะเปลี่ยนสถานะภาพได้ต้องบังเกิดใหม่เท่านั้น

คนบาป ที่ยังเป็นคนบาปอยู่ ก็คือยังตายอยู่ในบาปของตน (เอเฟซัส 2:1-2) จะเชื่อตัวเอง และเชื่อสิ่งที่ตัวเองทำ เชื่อว่าตัวเองชนะได้เป็นบางครั้ง แต่บางครั้งแพ้บาป เขายังเป็นคนบาปที่รักบาปและเกลียดบาปสลับกันไป เขาก็ยังเป็นคนบาปอยู่ดี ตรงนี้คือจุดตายที่สอนผิดกันมาตลอดชั่วอายุคริสเตียนไทย เมื่อคนๆหนึ่งเปลี่ยนศาสนามาโบสถ์ มันไม่ได้มีความหมายอะไรเลยกับพระเจ้า เขายังเป็นคนบาปอยู่ เพราะเขายังเชื่อสิ่งที่ตนเองทำ เขายังไม่เชื่อสิ่งที่พระเยซูทำ คนที่ยังตายอยู่ในบาป เป็นคนบาป ทำกิจการอะไรให้พระเจ้าก็เป็นกิจการแห่งบาป รับใช้อย่างไรก็เป็นการงานแห่งบาปทั้งสิ้น หาได้พระพรไม่เลย เพราะเขาเชื่อในสิ่งที่ตนเองทำ เขาต้องเปลี่ยนสถานะภาพแห่งความเป็นคนบาปเสียก่อน

ทำอย่างไรล่ะ?

เขาต้องกลับใจใหม่เสียก่อน

เชื่อสิ่งที่พระเยซูทำสำเร็จบนไม้กางเขนก่อน คือทำให้ล้างบาปเราทั้งหมด และเราเป็นคนชอบธรรมด้วยความเชื่อ เราตายกับพระคริสต์ ลืมความดีของต้น ทิ้งตัวเองไป และยอมรับพระเยซูเป็นที่พึ่งที่เดียว ไม่มีเราอีกเลย เราต้องเชื่อแบบนี้ให้ได้ว่าเราเป็นคนชอบธรรมแล้ว เพราะพระคัมภีร์บอก ไม่ใช่เพราะเราดูตัวเองว่าทำอะไร เมื่อเราเป็นคนชอบธรรมแล้ว เราก็ไม่ได้เป็นคนบาปอีกต่อไป ในสายตาพระเจ้า เราเปลี่ยนไปแล้ว เรารับพระคุณ กลายเป็นคนชอบธรรม สัญชาติเปลี่ยนถาวร พระเจ้ายอมรับเราได้แล้ว ไม่ใช่เพราะเราเอาชนะบาปได้ หรือค่อยๆ เป็นคนชอบธรรม แต่พระเจ้ายอมรับเราได้ เพราะเรามี พระเยซู พระเยซูเท่านั้นที่เรามี เป็นสิ่งเดียวเท่านั้น ไม่มีอื่นใดอีก

เอเฟซัส 2:12-16 จงระลึกว่า ครั้งนั้นท่านทั้งหลายเป็นคนอยู่นอกพระคริสต์ ขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอล และไม่มีส่วนในบรรดาพันธสัญญาซึ่งทรงสัญญาไว้นั้น ไม่มีที่หวัง และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า แต่บัดนี้ในพระเยซูคริสต์ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกล ได้เข้ามาใกล้โดยพระโลหิตของพระคริสต์ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นสันติสุขของเรา เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง คือการเป็นปฏิปักษ์กัน โดยในเนื้อหนังของพระองค์ ได้ทรงให้ธรรมบัญญัติอันประกอบด้วยบทบัญญัติและกฎหมายต่างๆนั้นเป็นโมฆะ เพื่อจะกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ เช่นนั้นแหละ จึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข และเพื่อจะทรงกระทำให้ทั้งสองพวกคืนดีกับพระเจ้า เป็นกายเดียวโดยกางเขน ซึ่งเป็นการทำให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อกันหมดสิ้นไป

ธรรมบัญญัติโมฆะไป ถ้าผมยังอยู่ในธรรมบัญญัติของโมเสส ผมก็ยังเชื่อในตัวเอง ผมก็ยังเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า ตอนที่ผมกลับใจใหม่ ผมนอนอยู่แล้วร้องไห้ครับ ผมเห็นตัวเองทั้งหมด เห็นสิ่งที่ตนเองทำในโบสถ์และนอกโบสถ์ ใจผมเต็มไปด้วยบาป ตัวผมเต็มไปด้วยบาป สิ่งดีที่ผมทำช่วยอะไรผมไม่ได้เลย เงินที่ถวาย เทศนาที่ทำไป ช่วยรับใช้ ผมเป็นแค่คนบาปที่รับใช้ ผมเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า ผมอยู่ใต้บัญญัติ และมารยังเป็นพ่อผม ผมร้องไห้หาพระเยซู ผมมีอย่างเดียวที่ต้องการคือพระเยซู ผมหันกลับจากตัวเอง ไปหาพระเยซู ผมกลับใจใหม่ตอนนั้น และบัดนั้นจนถึงบัดนี้ร่วม 10 ปี ผมไม่เคยถอยหลังเลย พระเจ้าอยู่กับผมทุกวัน เพราะผมมีพระเยซู ซาตานพยายามมาหลอกผมเป็นบางครั้งว่าผมเป็นคนดี และหลอกตลอดว่าผมทำบาปเป็นคนบาป ให้สารภาพ ขอการยกโทษซะ ผมไม่เคยเชื่อมันเลย ผมไม่มีโลหิตที่จะไปขออภัยจากพระเจ้าได้ ถ้าไม่มีโลหิตก็ไม่มีการอภัยบาป ผมเชื่อในโลหิตของพระเยซูที่ไม้กางเขนแล้ว ผมเชื่อในสิ่งที่พระคริสต์ทำเพื่อผมที่ไม้กางเขน ผมเชื่อในพระคัมภีร์ที่บอกว่า ผมเป็นคนชอบธรรมด้วยความเชื่อในพระคริสต์ ผมเชื่อในการงานที่เสร็จสิ้นของพระเยซูบนไม้กางเขน และที่พระองค์บอกผมว่า “สำเร็จแล้ว” เราล้างบาปเจ้าสำเร็จแล้ว ผมเชื่อในพระคัมภีร์ฮิบรู 10 ที่บอกว่า “และเราจะไม่จดจำบาปกับการอธรรมของเขาทั้งหลายอีกต่อไป เมื่อมีการลบบาปแล้วก็ไม่มีการถวายเครื่องบูชาลบบาปอีกต่อไป ก็ให้เราเข้าไปใกล้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยไว้ใจเต็มที่ มีใจที่ได้รับการทรงชำระให้สะอาดแล้ว และมีกายที่ล้างชำระด้วยน้ำบริสุทธิ์ ขอให้เรายึดมั่นในความหวังที่เราทั้งหลายเชื่อและรับไว้นั้น โดยไม่หวั่นไหว เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงประทานพระสัญญานั้นทรงสัตย์ซื่อ” และข้อ 10-14 ที่ว่า “และโดยน้ำพระทัยนั้นเองที่เราทั้งหลายได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ โดยการถวายพระกายของพระเยซูคริสต์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น….โดยการถวายบูชาเพียงครั้งเดียว พระองค์ก็ได้ทรงกระทำให้คนทั้งหลายที่ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์แล้วนั้นถึงความสมบูรณ์เป็นนิตย์” ผมเชื่อแบบนี้หมดหน้าตัก สุดใจ ผมไม่สงสัยอีกเลย ผมไม่สงสัยในส่ิงที่พระคริสต์ทำอีกเลย ผมไม่สงสัยและสับสนกับสิ่งที่ผมทำอีกเลย เพราะสิ่งที่ผมทำไม่มีความหมายกับพระเจ้า สิ่งที่พระเยซูทำต่างหากมีความหมายกับพระเจ้า

ผมบังเกิดใหม่ตอนนั้น และรับพระเยซูเข้าในจิตใจ

ผมทิ้งศาสนาคริสต์ไป และเทศนาเรื่องพระเยซูหลังจากนั้น

เอาล่ะ เข้าเรื่องเลย

คราวนี้แหละครับ เราจึงจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ เราจะตั้งต้นใหม่ เร่ิมต้นด้วยความเชื่อ และสุดท้ายก็ด้วยความเชื่อ คราวนี้เราจึงจะมาคิดว่า เราจะทำอย่างไรดีกับสันดานชั่วของเรา เราจะหลีกเลี่ยงอย่างไร เราจะหยุดอย่างไร แต่ไม่ใช่เพื่อจะเอาชนะบาป หรือเพื่อความชอบธรรม แต่เพราะเรารักพระเยซู เราจึงไม่ทำต่างหาก เรารักพระวิญญาณ เราจึงหลีกเลี่ยงบาป

เมื่อเราไม่ได้เป็นคนบาปแล้ว เราจะดำเนินชีวิตอย่างไร

เมื่อเราเป็นคนชอบธรรมแล้ว เราจะดำเนินชีวิตอย่างไร

คราวนี้มีข้อพระคัมภีร์มากมายเลยครับ ส่วนใหญ่จะอยู่บทหลังๆของจดหมายอาจารย์เปาโล เช่นเอเฟซัส กาลาเทีย โคโลสี เพราะจดหมายเหล่านี้ในบทแรกจะ จัดการเรื่องการเป็นคนบาปก่อนทุกครั้ง คือต้องหลุดจากธรรมบัญญัติก่อน แล้วจึงสอนเรื่องการดำเนินชีวิตในพระคุณ

เร่ิมเลยละกัน

โคโลสี 3:1-14 ถ้าท่านรับการทรงชุบให้เป็นขึ้นมาด้วยกันกับพระคริสต์แล้ว ก็จงแสวงหาสิ่งซึ่งอยู่เบื้องบนในที่ซึ่งพระคริสต์ทรงสถิตอยู่ คือประทับข้างขวาของพระเจ้า จงเอาใจใส่สิ่งที่อยู่เบื้องบน ไม่ใช่สิ่งซึ่งอยู่ที่แผ่นดินโลก เพราะว่าท่านได้ตายแล้ว และชีวิตของท่านซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของเราทรงปรากฏ ขณะนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในศักดิ์ศรีด้วย เหตุฉะนั้นจงประหารโลกียวิสัยในตัวท่านเสีย มีการล่วงประเวณี การโสโครก ราคะตัณหา ความปรารถนาชั่ว และความโลภ ซึ่งเป็นการนับถือรูปเคารพ  เพราะสิ่งเหล่านี้ พระอาชญาของพระเจ้าก็จะลงมา ครั้งหนึ่งท่านเคยประพฤติสิ่งเหล่านี้ด้วย ครั้งเมื่อท่านยังดำรงชีวิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้ แต่บัดนี้ สารพัดสิ่งเหล่านี้ท่านจงเปลื้องทิ้งเสีย คือความโกรธ ความขัดเคือง การคิดปองร้าย การพูดเสียดสี คำพูดหยาบโลน อย่าพูดมุสาต่อกัน เพราะว่าท่านได้ปลดวิสัยมนุษย์เก่า กับการปฏิบัติของมนุษย์นั้นเสียแล้ว และได้สวมวิสัยมนุษย์ใหม่ ที่กำลังทรงสร้างขึ้นใหม่ตามพระฉายของพระองค์ผู้ทรงสร้าง ให้รู้จักพระเจ้า อย่างนี้ไม่เป็นพวกกรีกหรือพวกยิว ไม่เป็นผู้ที่เข้าสุหนัตหรือไม่ได้เข้าสุหนัต พวกคนต่างชาติหรือชาวสิเธีย ทาสหรือไทก็ไม่เป็น แต่ว่าพระคริสต์ทรงเป็นสารพัด และทรงดำรงอยู่ในสารพัด เหตุฉะนั้นในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน และถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องราวต่อกัน ก็จงยกโทษให้กันและกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใด ท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะความรักย่อมผูกพันทุกสิ่งไว้ให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์

ทิตัส 2:11 เพราะว่าพระคุณของพระเจ้าได้ปรากฏแล้ว เพื่อช่วยคนทั้งปวงให้รอด สอนให้เราละทิ้งความอธรรมและโลกียตัณหา และดำเนินชีวิตในยุคนี้อย่างมีสติสัมปชัญญะ สัตย์ซื่อสุจริตและตามคลองธรรม คอยความสุขซึ่งจะได้รับตามความหวัง ได้แก่การปรากฏของพระสิริของพระเจ้าใหญ่ยิ่งคือ {หรือ และ} พระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดของเรา ผู้ได้ทรงโปรดประทานพระองค์เองให้เรา เพื่อไถ่เราให้พ้นจากการอธรรมทุกอย่าง และทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ เพื่อให้เป็นหมู่ชนพิเศษเฉพาะของพระองค์ และเป็นคนที่ขวนขวายกระทำการดี ข้อความข้างบนนี้ ท่านจงใช้พูด ตักเตือน และว่ากล่าวเขาอย่างหนักแน่น อย่าให้ผู้ใดประมาทท่านได้

จริงผมอยากลอกข้อพระคัมภีร์มากกว่า นี้ เพียงแต่กลัวว่ายาว

ผมเข้าประเด็นเลยครับ พระวจนะสองตอนนี้มีอะไรเหมือนกัน?  ตอบได้ไหมครับลองอ่านดู!  ง่ายมากเลยใช่ไหมครับ สองตอนนี้กำลังสอน “การดำเนินชีวิตคริสเตียน หลังจากรับพระเยซูแล้ว”  รู้ได้อย่างไร รู้ได้ชัดเจนแน่นอน คลส.3:1 ว่า “ถ้าท่านได้รับการทรงชุบให้เป็นขึ้นมากกับพระคริสต์แล้ว”  และในทิตัส 2:11 “เพราะว่าพระคุณของพระเจ้าได้ปรากฏแล้ว” บ่งชี้สอนเราว่า นี่คือกำลังพูดกับคนที่ได้รับการล้างบาปแล้ว คนที่ไม่เป็นลูกของมารแล้ว เป็นลูกของพระเยซู

สองตอนนี้พูดถึงว่าผู้ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว คือได้รับความรอดแล้ว อยู่ในพระคริสต์แล้ว ถ้าท่านยังไม่แน่ใจ ท่านไม่ควรอ่านต่อ ควรจะย้อนไปอ่านกระทู้ชื่อ “คุณเป็นคนบาปเพราะอะไร” ก่อน

เพื่อนครับ เราต้องรู้ว่าพระคัมภีร์กำลังพูดถึงใครในตอนไหน ถ้าเราไม่สับสนเรื่องนี้ เราจะพบพระพรในพระวจนะทุกๆตอนเลยครับ

เมื่อท่านได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว เมื่อผ่านรากฐานนั้นมาแล้ว มีชีวิตใหม่แล้ว ข้ามผ่านกำแพงแห่งความบาปแล้ว ท่านอยู่ในความสว่างแล้ว ท่านไม่มีบาปเหลือในใจแล้ว

ผมไม่อธิบายยืดเยื้อ เพราะพระคัมภีร์ชัดเจนอย่างที่สุด ผมขอจบแค่นี้ดื้อๆ เลยก็แล้วกัน


Leave a Reply

39 Comments

  • Reply

    ผมว่า พระเยซูคริสต์ เคาะที่ประตูใจของเขา แล้วเขาก็เปิดประตูใจ ต้อนรับพระเยซูคริสต์ เข้ามาในจิตใจของเขา ... เขาจะเร่ร่อน พเนจรไป กินตั๊กแตน กะน้ำผึ้งป่า แต่ตัวเลอะเทอะ ไม่อาบน้ำ คน กทม. อย่างคุณ LG จะไปสรุปว่าเขาบาป ผมว่ามันยังไง ๆ อยู่ครับ

  • U151

    Aug 12, 2012

    Reply

    งั้นผมรับเชื่อพระเยซูแล้ว ผมโกรธเพื่อนผม ผมจึงฆ่าเค้าตาย ผมก็ชอบธรรมใช่ไหมครับ

  • Reply

    1 เปโตร 4.15 แต่ว่าอย่าให้มีผู้ใดในพวกท่านได้รับโทษฐานเป็นฆาตกร หรือเป็นขโมย หรือเป็นคนทำร้าย หรือเป็นคนที่เที่ยวยุ่งกับธุระของคนอื่น

  • kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    ตอบคุณ U151 นะครับ ผมเข้าใจดีว่าคุณ U พยายามถามนำให้ผมตอบ คำถามนี้ไม่ได้แตกต่างจาก ยอห์น 8 ตอนที่เขาถามนำพระเยซูว่า จะเอาอย่างไรกับโสเภณีคนนี้ เขาถามพระเยซูโดยมีบัญญัติค้ำอยู่ ถ้าพระเยซูตอบว่า ขว้างหินให้ตายตามบัญญัติว่าไว้ หญิงคนนั้นก็ต้องตายฝ่ายวิญญาณด้วย ตกนรกหมกไหม้ แต่พระเยซูทรงเขียนกฏใหม่ที่พื้นดิน เป็นกฏแห่งความรอด เป็นกฏแห่งพระคุณ แห่งการล้า บาป และอภัยบาปนิรันดร์ เมื่อใช้กฏของพระเยซู ผู้หญิงคนนี้ก็รอด เมื่อใช้กฏของโมเสส ผู้หญิงคนนี้ก็ตาย ผมตอบให้ตามกฏของพระเยซู ใชครับ คนนั้นก็ยังเป็นคนชอบธรรมอยู่ แต่เป็นคนชอบธรรมที่ติดคุก สูญเสียความรัก และมีชีวิตที่ทุกข์ระทม ครับ คราวนี้ผมลองให้คุณ U151 คิดกลับ ถ้าคนนั้นไม่ได้รับพระเยซู แล้วฆ่าคนตาย เขาก็ต้องตกนรกอยู่ดีใช่ไหมครับ แต่โทษที่เขาตกนรก ไม่ใช่เพราะว่าเขาฆ่าคนตาย แต่เพราะเขาไม่มีพระเยซูในความเชื่อต่างหาก การฆ่าคนตายไม่ใช่สาเหตุให้ใครตกนรก การไม่เชื่อพระเยซูที่ยกโทษบาปให้เขาต่างหาก พาให้เขาตกนรก บาปเดียวที่ยกไม่ได้คือบาปที่ปฏิเสธพระเยซู เชื่อตัวเอง เชื่อความชอบธรรมของตัวเอง ที่ทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง ที่นี้ ผมตอบเพิ่ม การที่เรามีพระเยซู และมีความรักของพระองค์เอ่อล้นในหัวใจเช่นนี้ เข้าใจการยกโทษสมบูรณ์เช่นนี้ เราจะไม่ยกโทษให้คนอื่นหรือครับ ผมไม่เป็นเช่นนั้นเลย ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปสิครับ เหมือนพระฉายของพระองค์ ให้ถึงความไพบูลย์ของพระคริสต์ เราจะเต็มไปด้วยความรัก เพราะเป็นคนชอบธรรม เป็นคนที่ได้รับการยกโทษแล้ว เราจะมีความรักที่ยิ่งใหญ่ เพราะตัวเราได้ความรักนั้น แต่ถ้าคนหนึ่งแค่ไปโบสถ์ แต่ยังไม่รอด พระคุณของพระเยซูยังไม่ไปถึงเขา เขาก็แค่คนหนึ่งที่เปลี่ยนศาสนา มาทำกิจการของพระเจ้า แต่เป็นลูกของมาร เขาจะมีความรักให้คนอื่นได้อย่างไร เราจึงมีเหตุในโบสถ์มากมายเหมือนปัจจุบันที่เป็นอยู่ คจ.แตกแยก ทะเลาะกัน เราก็ไม่ทำอะไรหรอกครับ ก็ไปตั้งโบสถ์ใหม่ ศบ.ล่วงประเวณี ศบ.ขโมยเงินคจ. โอยสารพัด เพราะว่าอะไรครับ เพราะไม่ได้มีความรักแท้ไงครับ คุณ​U151 ไม่ต้องเชื่อผม ผมอยากให้คุณ U151 อ่านพระคัมภีร์ดีๆ ครับ อ่านให้ดีๆ อย่าอ่านแต่บางข้อที่เขาบอกให้อ่าน เขาไม่ได้หลอกเรานะครับ แต่เขาไม่รู้จิตใจของพระเจ้า เขาสอนผิด ไม่ใช่เขาหลอกเรา แต่เขาไม่รู้ คุณ​U151 คิดดูสิครับ มีคนว่าผมสอนผิด เบี่ยงเบนข่าวประเสริฐ แต่ใช้พระคำข้อเดียว คือ กาลาเทีย 1:8 ผมจะบ้าตาย คริสเตียนไทยเป็นแบบนี้ คือไม่อ่านพระคัมภีร์ ฟังจากคนอื่นอย่างเดียว ไม่เคยดูข้อต้น หรือ แสวงหาที่จะรู้ว่าทั้งหมดกล่าวว่าอะไร ไม่เคยสนใจแม้กระทั่งเปิดเพื่อดู กาลาเทีย 1:6-8 เลยครับ ว่าพระคัมภีร์เขียนว่าไง พระคำภีร์เขียนว่า คนที่ผินหน้าไปจากพระคุณอันยิ่งใหญ่ต่างหาก เป็นผู้ที่สอนผิด พวกยิวตอนนั้น นำธรรมบัญญัติย้อนกลับไปหายิว โดยการนำพิธีสุหนัตเข้าไป บังคับให้คริสเตียนพระคุณของพระเยซู ที่เป็นสาวกแท้ โดยความเชื่อ ไปเข้าสุหนัตเพื่อได้ความชอบธรรมจากธรรมบัญญัติของโมเสส เปาโลจึงโกรธมาก และว่าพวกนี้ว่าเป็นพวกสอนผิด เป็นพี่น้องจอมปลอม (กาลาเทีย 2:3-4) มาริบรอนเสรีภาพในพระเยซู เปาโลจึงสอนให้พวกเขาละทิ้งธรรมบัญญัติ แต่เป็นคนชอบธรรมโดยศรัทธาในพระคริสต์ (กาลาเทีย 2:16) คือผมจะเทศนาทั้งบทเลยก็ได้ แต่ก็เกรงใจครับ แต่มีคริสเตียนมากมาย อ่านพระคัมภีร์ หรือ จำได้แค่ข้อเดียว หรือบางคนก็จำได้หลายข้อ แต่ไม่เคยรู้ความหมายหลักสำคัญทั้งเล่ม นี่คือความเหนื่อยของผมครับ โปรดเห็นใจเถิดครับ หากท่านทั้งหลายรักพระเจ้าจริง และแสวงหาพระเจ้า ท่านต้องอ่านพระคัมภีร์ เพื่อรู้จิตใจของพระเจ้า เชื่อผมเถิดครับ จิตใจของพระเจ้ามีแต่พระเยซูเท่านั้นที่ให้เรา ไม่มีอื่นใดอีกทั่วใต้ฟ้า พระเยซูเป็นทางนั้น เป็นทางเดียว และเป็นชีวิต (ยอห์น 14:6) เราท่องได้ทุกคน แต่ไม่มีศรัทธาเลย มีแต่ความเชื่อเท่านั้น เมื่อมีพระเยซูและเข้าใจความรักแท้นั้นโดยความเชื่อแล้ว ชีวิตท่านจะเปลี่ยนอย่างย่ิงใหญ่ ท่านจะไม่ขอ แต่จะเป็นผู้ให้ ท่านจะไม่ทำดีเพราะบัญญัติ แต่จะทำเพราะความรัก ท่านจะหลีกเลี่ยงบาป เพราะรักพระเยซู ไม่ใช่เพราะกลัวพินาศ คงศักดิ์ gracethai.com

  • kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    เรามีแต่ความเชื่อเท่านั้น มีแต่ believe แต่ไม่มี faith เลย เราเชื่อแต่ไม่เคยวางใจในไม้กางเขนนั้น ไม่วางใจในสิ่งที่พระเยซูทำสำเร็จเพื่อเรา เราได้แต่เชื่อเพราะมีคนบอกมา ผมเคยเขียนไว้ ผมเชื่อว่าคุณทักษิณ ถูกเนรเทศไปเมื่อ 19 กันยา 2549 ท่านเชื่อไหมครับ? ท่านเชื่อใช่ไหม ผมบอกว่าพระเยซูตายบนไม้กางเขน เมื่อสองพันปีที่แล้ว คนไปโบสถ์ทุกคนก็บอกว่าเชื่อใช่ไหม ความจริงสองข้อนี้มีอะไรแตกต่างกัน ทั้งสองเกิดขึ้นเหมือนกัน ต่างที่วาระเวลา ผมไม่ได้เทียบคุณทักษิณกับพระเยซูนะครับเพราะไม่มีอะไรเทียบกันได้เลย แต่ผมเปรียบเทียบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหตุการณ์สองอย่างนี้มีอะไรแตกต่างกันครับ? ไม่มีเลย! ถ้าเราเชื่อเพราะเป็นความรู้ เราก็มีแต่ความรู้ แต่ไม่มีความเชื่อศรัทธาไว้วางใจ เราเชื่อว่าพระเยซูตายบนไม้กางเขนไม่พอครับ เพราะซาตานก็เชื่อ เราต้องเชื่อศรัทธาไว้วางใจในไม้กางเขนนั้น ว่า...สามารถล้างบาปเราได้นิรันดร์ ให้เราเป็นคนชอบธรรมต่อหน้าพระเจ้าได้...ว่า...สามารถให้เรามีชีวิตโดยการคืนพระชนม์นั้น...ว่าเป็นทางรอดเดียวของเรา คุณ U151 สามารถเห็นความแตกต่างของความเชื่อกับความเชื่อไว้วางใจศรัทธาได้ไหมครับ ผมรักคุณ U151 และก็ทุกท่าน ผมจึงยอมทนถูกด่าอยู่ทุกวันนี้ไงครับ จำคำผมไว้ครับ พระเยซูเท่านั้น เป็นทางเดียว เป็นเป็นชีวิต ไม่มีอื่นใดอีกทั่วใต้ฟ้า ไม่มีตัวเอง ไม่มีความชอบธรรมของเรา ไม่มีธรรมบัญญัติ ต้องพระเยซูเท่านั้น เพราะพระคัมภีร์บอกไว้

  • kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    แรงผลักดันในการประพฤตินั้นต้องมาจากความรักครับ ไม่ใช่ความกลัวบัญญัติ การประพฤติที่มีเหตุจากความรักนั้นมีอำนาจมหาศาล การประพฤติที่มีเหตุจากความกลัวบัญญัติ ก็ถูกสาปแช่งเสมอ เพราะบัญญัติมีเพื่อสาปแช่ง ทำให้ตาย แต่พระวิญญาณนั้นประทานชีวิต (2 โครินธ์ 3:16) การประพฤติตามทิตัส 2:11 โคโลสี 3:1-14 ข้างบนที่ผมเขียนไว้ในบทความนี้ ก็ต้องมีแรงผลักดันจากความรักทั้งสิ้น คือต้องล้างบาปด้วยความรักของพระเยซู่ก่อน ผมชอบสิ่งที่หล่อฟาดเขียนและเห็นว่าตรงกับที่ผมสอน จึงก๊อปมาก่อนอน หล่อฟาดว่านะ ชีวิตคริสเตียนมี 2 ขั้น 1. มนุษย์หายจากการเป็นคนบาปได้อย่างไร 2. เมื่อสะอาดจากบาปแล้วจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร แต่จะข้ามขั้นไม่ได้ ทุกคนจะต้องเริ่มต้นที่ข้อ 1 ก่อนเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่คริสเตียนละเลยไป ไม่สอน ไม่เน้น ไม่เข้าใจอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่เมื่อคนหนึ่งคนอธิษฐา่นหรือเดินออกไปต้อนรับพระเยซู โบสถ์มักจะสอนข้อ 2 เลย คริสเตียนจึงใช้ชีวิตตามแบบวัฒนธรรมคริสเตียน โดยที่ความบาปยังไม่ได้ลบล้างออกไป ยังเป็นคนบาป ยังต้องตกนรกอยู่ โดนอ่ะ อย่างนี้แหละใช่เลย

  • kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    คุณ U151 ครับ ผมเสริมจาก คต.ที่ 3 นะครับ คนส่วนมากถูกสอนตอนไปโบสถ์ว่า เราถูกสร้างมาตามพระฉายาของพระเจ้า เพราะฉะนั้น เรานมัสการพระเจ้าได้ และเมื่อเรานมัสการพระเจ้า เราจะมีความสัมพันธ์กับพระองค์ เราจะได้เชื่อมต่อ เราได้รับกำลังจะไม่ทำบาป อันนี้ผิดครับ พระคัมภีร์สอนตรงกันข้าม พระคัมภีร์โรม 5 บอกว่า อาดัมถูกสร้างมาตามพระฉายาของพระเจ้า เราเกิดมาตามอาดัม ตายมาตามอาดัม (โรม 5:14, 1 โครินธ์ 5:22) เรานมัสการพระเจ้าไม่ได้ ถ้าไม่มีพระเยซู เราเป็นคนบาปที่ตายแล้วในบาปของตน (เอเฟซัส 2:1) ถ้าไม่มีพระเยซูจริง เราก็เป็นคนตายที่ร้องเพลงคริสเตียน ถ้าไม่ล้างบาปให้สิ้นใจ เราก็เป็นคนบาปที่อ้าปากร้องเพลง เราไม่มีทางมีกำลังถาวรได้ เพราะเรายังไม่มีชีวิตของพระคริสต์ เราประพฤติตามใดๆไม่ได้เลย เพราะเราไม่มีสถานะจะทำเช่นนั้นได้ เราจะเป็นแค่คนบาปที่ทำดี เหมือนคนทั่วๆไปในโทรทัศน์ คงศักดิ์ gracethai.com

  • U151

    Aug 12, 2012

    Reply

    จาก ตอบคุณ U151 นะครับ ผมเข้าใจดีว่าคุณ U พยายามถามนำให้ผมตอบ คำถามนี้ไม่ได้แตกต่างจาก ยอห์น 8 ตอนที่เขาถามนำพระเยซูว่า จะเอาอย่างไรกับโสเภณีคนนี้ เขาถามพระเยซูโดยมีบัญญัติค้ำอยู่ ถ้าพระเยซูตอบว่า ขว้างหินให้ตายตามบัญญัติว่าไว้ หญิงคนนั้นก็ต้องตายฝ่ายวิญญาณด้วย ตกนรกหมกไหม้ แต่พระเยซูทรงเขียนกฏใหม่ที่พื้นดิน เป็นกฏแห่งความรอด เป็นกฏแห่งพระคุณ แห่งการล้า บาป และอภัยบาปนิรันดร์ เมื่อใช้กฏของพระเยซู ผู้หญิงคนนี้ก็รอด เมื่อใช้กฏของโมเสส ผู้หญิงคนนี้ก็ตาย แล้วถ้าผู้หญิงคนนี้ยังทำบาปอีกละยังทำแบบเดิมๆอีกละ พระเยซูตรัสว่า ยปเถิดแต่อย่าทำอีก แปลว่าพระเยซูให้อภัยและ ให้เค้ากลับใจถูกไหมครับ แล้วถ้าเค้าไม่กลับใจละครับ?

  • U151

    Aug 12, 2012

    Reply

    อ่อ ผมเข้าใจ point ของท่านละครับ คำว่าชอบธรรมในสายตาของคุณลอ คือความรอดนั่นเอง ใช่ครับ เงื่อนไขความรอดมีแค่เรื่องเดียวคือเชื่อและวางใจ ในพระเยซูไม่เกี่ยวกับการกระทำใดๆทั้งสิ้น เงื่อนไขของคนที่รอดแล้วกลับมาไม่รอดคือเขาปฏิเสธพระนาม พระเยซูดังที่พระเยซูตรัสว่าเราไม่รู้จักเจ้า การกระทำมีผลในเรื่องของพระพรและคำสาปแช่ง ถ้าเราดำเนินชีวิตดีตามทางของพระเยซูเราก็ได้รับพระพร และการอวยพรและยิ่งได้รับการอวยพรมากโอกาสจะหลุดจาก พระคุณนั้นก็น้อยแต่ถ้าเราดำเนินชีวิตไม่ดีสิ่งที่จะได้รับก็คือ คำสาบแช่งและสิ่งนี้จะทำให้เราหลุดจากพระคุณของพระองค์ได้ ยม่ใช่เพราะการกระทำแต่เพราะเราปฏิเสธพระองค์ไปเชื่อพระอื่น

  • U151

    Aug 12, 2012

    Reply

    ผมเข้าใจประเด็นความขัดแย้งละ ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานสติปัญญาให้ คุณลอจะบอกว่าที่โบสสอนผิดเพราะสมาชิกยังไม่ได้รับความรอด ก็สอนชีวิตหลังจากได้รับความรอดแล้วใช่ไหมครับ จริงๆสมาชิกโบสบางกลุ่มก็เข้าใจแล้วนะครับว่าเรารอดโดย พระคุณผ่านพระเยซูคริสต์เราอธิษฐานผ่านทางพระเยซูครับ การทำบาปเป็นเหตุให้ชีวิตเราอยู่ในคำสาบแช่งเราต้องอธิษฐาน ขอกำลัง สติปัญญาเพื่อเอาชนะบาปเพื่อชีวิตจะหลุดพ้นจากคำสาปแช่ง ครับแต่สำหรับโบสที่บอกว่าทำบาปแล้วไม่รอดอันนั้นผมขอยอมรับตรงๆ ว่าผิดชัวๆครับ พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเยซูประทานให้จะช่วยเราให้เรามีทัศนคติ ใหม่และเอาชนะบาปได้ครับไม่ใช่เพื่อปะไรแต่เพื่อให้เราหลุดพ้นจาก การสาบแช่งไงครับ และการสารภาพบาปเมื่อเราทำผิดไม่ใช่เพื่อขอความรอด แต่เพื่อขอการชำระเพื่อแสดงให้เห็นว่าเรากลับใจและเพื่อให้พระเจ้าช่วยให้ เราหลุดพ้นจากคำสาปแช่งครับ คำสาปแช่งไม่ได้หมายถึงการไม่รอดแต่การสาบแช่งเป็นสะพานสู่ความไม่รอด เพราะว่าทนต่อความยากลำบากไม่ไหวเลยทิ้งพระคุณและกลับไปใช้ชีวิตแบบชาวโลก นั่นเองครับ

  • U151

    Aug 12, 2012

    Reply

    คุณไร้นามเน้นคำสอนเพราะเล๊งถึงคำสาบแช่งเป็นหลักแต่คุณลอ เล็งประเด็นที่ความรอดมันเลยขัดแย้งกัน เพราะคุณลอมออใรความรอดเลยหลุดไปว่าการกระทำบาปก็รอด เพราะความรอดอยู่ในความเชื่อ แต่คุณไร้นามเข้าใจว่าคุณลอเน้นพระคุณไม่สอนเรื่องการประพฤติ และคิดว่าคุณลอทำบาปก็ได้ไม่เป็นไรเลยเกิดความขัดแย้งขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วความรอดอยู่ที่ความเชื่อเท่านั้น แต่การกระทำมีผลให้เกิดพระพรและคำสาปแช่ง มันเป็นคนละเรื่องกันเอามาผสมกันเลยเกิดการขัดแย้งขึ้นครับ ผมเข้าใจในสิ่งที่คุณลอนำเสนอจากที่อ่านในส่วนที่ว่าคนชอบธรรม ก็ติดคุกได้ถ้าทำบาป การติดคุกคือการสาบแช่งหรือผลจากการทำบาปนั่นเอง คนนั้นอาจจะไม่รอดถ้าเค้าไม่สำนึกแต่กลับมองว่าพระเจ้าไม่ช่วยเค้า และเค้าก็ทิ้งความเชื่อในพระเจ้าไปเชื่อพระอื่นผลคือเค้าไม่รอด สรุปคือเค้าไม่รอดเพราะเค้าทิ้งพระเยซูไปเชื่อพระอื่นไม่ใช่เพราะเค้าฆ่าคน หรือทำบาป และการทำบาปของเค้าทำให้ได้รับคำสาบแช่งมิได้รับพระพรครับ

  • U151

    Aug 12, 2012

    Reply

    มีหลายคนถามว่าเป็นคริสเตียนทำสิ่งโน้นสิ่งนี้บาปไหม เราตอบตัวเองได้เพราะเรื่องของการกระทำอยู่ที่เหตุและผล เช่นเราเป็นคริสดตียนแต่เราไม่เชื่อฟังบัญญัติของพระเจ้าเรา ไปไหว้พระอื่นผลที่ตามก็คำสาบแช่งผีวิญญาณชั่วก็สามารถ เข้ามาทำลายชีวิตเราได้แต่ถามว่ารอดไหมถ้าเค้าไม่ทิ้งพระนาม พระเยซูเค้ารอดแต่ชีวิตในโลกนี้ได้รับคำสาบแช่งจากการกระทำ บางคนเป็นคริสเตียนแต่รักเงินมากกว่าเมื่อการทดลองมาถึงเค้า ปฏิเสธชีวิตเค้าไม่ได้ก็เลยปฏิเสธพระเจ้าไปสรุปคือเค้าไม่รอด เพราะคนที่ได้รับความรอดคือคนที่จดจ่อในจิตวิญญาณมิใช่เนื้อหนัง

  • kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    ผมเขียนแบบนี้ คุณ U อาจงง ผมขออธิบายเพิ่มครับ "ก่อนที่คุณ U151 จะเกิดมาในโลกนี้ บาปก็ยกโทษสำเร็จหมดแล้ว ไม่ใช่มายกโทษตอนที่คุณ U151 รับเชื่อนิ่ครับ บาปถูกยกโทษ เพราะพระเจ้าบอก ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับเราเชื่อหรือไม่ แต่ถูกยกโทษ เพราะพระเจ้ายกโทษให้ โดยให้พระเยซูแบกบาป แล้วตายแทนเรา" เราถูกสอนผิดว่า "เราได้รับการยกโทษบาปตอนที่เรารับเชื่อ" อันนี้ผิดแบบดูเหมือนน้อย แต่ผลที่ตามมาคนละเรื่องกับพระคัมภีร์เลยครับ คือคนเลยงงไปว่า อ้อฉันได้รับการยกโทษความผิด ณ.ตอนนี้ที่ฉันเชื่อ หลังจากนี้ไปว่ากันตามความประพฤติฉัน และก็เข้าใจผิดอีกว่า "เป็นบาปของฉัน" เห็นไหมครับ อะไรก็เรา อะไรก็ฉ้นหมดเลย คุ้นๆไหมครับ ฉัน ผม เรา มีแต่ตัวเองเป็นแกนกลาง มันผิดตั้งแต่เริ่ม มันก็ผิดหมด ผมจะสอนให้ถูกว่า "พระเยซูยกโทษบาปทั้งสิ้นของมนุษย์เสร็จสิ้นแล้ว" พระคัมภีร์สอนเราแบบนี้จริงๆครับ ดูนะครับ ยอห์น 1:29 วันรุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาทางท่าน ท่านจึงกล่าวว่า "จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย 1 ยอห์น 2:2: และพระองค์ทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา และไม่ใช่แต่บาปของเราพวกเดียว แต่บาปของมนุษย์ทั้งปวงในโลกด้วย เห็นไหมครับ แต่เราถูกสอนมาผิด เราจึงมีตัวเองเป็นแกนกลาง ที่ถูกคือพระเจ้ายกโทษบาปให้มนุษย์ เพราะพระเจ้ารักมนุษย์ มันเกิดขึ้นไปแล้ว สำเร็จแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาสำเร็จเมื่อ 10 ปีก่อนสำหรับ ผม หรือตอนที่คุณ U151 รับเชื่อ หรือตอนหล่อฟาดเชื่อ หรือคนหนึ่งได้รับการวางมือที่โบสถ์ หรือเดินออกมาหน้าธรรมาสน์ กางยกโทษบาปเสร็จสมบูรณ์ที่ไม้กางเขนนั้น เพราะพระเจ้าทำเสร็จ ไม่ใช่พวกเรา เงื่อนไขแห่งความรอด ไม่ได้เกี่ยวกับเราเลย เรามีหน้าที่อย่างเดียวคือเลือกจะเชื่อฟังพระเจ้า หรือ เชื่อฟังซาตาน กับความคิดของเรา อย่าเชื่อผมครับ จงอ่านพระคัมภีร์ แก้ปมแรกให้ได้ก่อน ถ้าคุณ U151 ยังงง ย้อนไปอ่านบทความผมชื่อ "คุณเป็นคนบาปเพราะอะไร"

  • kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    คุณ U151 ครับ คุณ U เขียนว่า "เพราะคนที่ได้รับความรอดคือคนที่จดจ่อในจิตวิญญาณมิใช่เนื้อหนัง" อันนี้ไม่ผิดนะครับ แต่ความหมายคลาดเคลื่อน คนส่วนมากรวมถึงผมเคยเข้าใจว่า เนื้อหนังคือทำบาป จิตวิญญาณคือทำความชอบธรรม จริงๆ ไม่ใช่เลย เนื้อหนังคือเชื่อตัวเอง เชื่อธรรมบัญญัติและส่ิงที่เนื้อหนังเราทำ ทำดีก็ดีใจ เชื่อว่าพระเจ้าพอพระทัย ทำชั่วก็สารภาพ เพราะว่าพระเจ้าไม่พอพระทัย แบบนี้คือเนื้อหนังครับ คือยังอยู่กับตัวเองมีการกระทำของตัวเองเป็นแกนกลาง เป็นเนื้อหนัง เหมือนกับยุคพระคัมภีร์เดิม พันธสัญญาเดิม ต้องดำเนินชีวิตด้วยเนื้อหนัง ที่ถูกอีกก็คือว่า จิตวิญญาณคือเชื่อพระเยซู ไม่เชื่อใจตัวเอง เชื่อสิ่งที่พระเยซูทำ คือล้างบาปสิ้น ถ้าเชื่อใจตัวเองก็คือเนื้อหนัง เชื่อใจพระเยซูคือเชื่อพระวิญญาณ เราเชื่อใจตัวเองไม่ได้เลย จิตใจเป็นตัวล่อลวงเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด คนเล่นไพ่ป๊อกเด้ง เชื่อใจตัวเองไม่ได้เลยว่า ลองอีกครั้ง แล้วฉันจะเลิก ถ้าเลิกได้ก็บอกว่า ว้าวฉันเลิกได้แล้ว ฉันเลิกบุหรี่ได้แล้ว นี่คือเนื้อหนัง

  • U151

    Aug 12, 2012

    Reply

    สรุปว่า เราต้องก้าวเป็น step ถูกไหมครับ 1. ตายต่อตัวเอง สารภาพกลับใจมาเชื่อพระเจ้า 2. อ่านพระคัมภีร์ 3. ชีวิตใหม่จะสำแดงออกมาเอง

  • U151

    Aug 12, 2012

    Reply

    ถ้าอย่างนั้นคนติดบุหรี่ก็ไม่ต้องพยายามเลิกสินะครับ คนชอบล่วงประเวณีก็ทำต่อไป คนชอบโกหกก็โกหกต่อไป คนเลวทำตามใจตัวเองก็ทำต่อไป เพราะยังไงก็รอดแล้วใช่ไหมครับ

  • U151

    Aug 12, 2012

    Reply

    ยามที่เราทำผิดเราอธิษฐานสารภาพกลับใจเพราะว่าเราทำผิด ต่อพระวิญญาณในตัวเรา เราจึงต้องขอโทษและกลับใจ ในพระคัมภีร์ก็มีบอกหนิครับ ผู้เชื่อจะได้รับพระวิญญาณ และอย่าทำให้พระวิญญาณเสียพระทัย บาปที่ยกให้ไม่ได้คือบาปที่หมิ่นพระวิญญาณ การดำเนินชีวิตเป็นตัวบ่งบอกด้วยว่าเราเชื่อฟังพระเจ้ารึป่าว พระคัมภีร์เป็นดาบไว้ปราบมารและไว้ควบคุมชีวิตเรามิใช่มีไว้ เพื่อโอ้อวดและห้ำหั่นกันเองนะครับ พระคัมภีร์มีไว้เพื่อเป็นช่องทาง หนึ่งที่พระเจ้าจะตรัสกับเราครับ คุณลอ สอนถูกครับถ้าหากว่าพระวิญญาณบริสุทธ์์ไม่มีอยู่จริง เพราะแค่เชื่อและวางใจในความรักของพระเยซูพอแล้วจบ แต่ความจริงคือพระวิญญาณบริสุทธิ์มีพระชนม์ครับ มีสภาพบุคคล พระองค์จึงมีความรู้สึก พระองค์เป็นพระเจ้าด้วย คริสเตียนเราไม่ได้ดำเนินชีวิตตามบัญญัติแต่ตามพระวิญญาณครับ พระวิญญาณตรัสกับเราหลายทางครับและทางพระคำด้วย เราอ่านพระคำเพื่อให้พระองค์ตรัสกับเราครับและเพื่อเราจะเข้าใจ และดำเนินชีวิตได้ถูกต้องครับ พระวิญญาณบริสุทธิ์เสมือนเข็มทิศ ของชีวิตครับ นี่คือชีวิตใหม่หลังจากได้รับความรอดครับ ชีวิตเก่าไม่มี พระวิญญาณและการอภัยบาปครับ

  • Reply

    เห็นกลัวกันจังว่าถ้าดำเนินในพระคุณ ตามกฎของพระเยซู แล้วจะทำบาปอะไรก็ได้ ไม่มีบาปไม่สารภาพ สอนให้สนุกกับบาป ไม่ต้องทำความดี ให้ทำความชั่ว หล่อฟาดถามหน่อย หญิงล่วงประเวณีที่เกือบถูกหินขว้างตาย เค้าไม่รู้เหรอว่ามันบาป เค้าต้องการสนุกกับบาปเหรอ เป็นไปไม่ได้ที่เค้าจะไม่รู้ ในสังคมยิวไม่มีใครที่ไม่รู้เรื่องนี้ เพราะยิวเค้าเคร่งศาสนามาก ทั้งฟาริสี ธรรมจารย์ สะดูสี และผู้นำศาสนาก็พร่ำสอน ชาวยิวก็นำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัดแทบทุกลมหายใจ ฟาริสีพร่ำสอนและเน้นเรื่องพวกนี้มากกว่าคริสเตียนไม่รู้ตั้งกี่เท่า แล้วนำพาไหม ถ้ามันนำพาจริง พระเยซูก็ไม่ต้องเขียนกฎใหม่ พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกว่า หลังจากหญิงล่วงประเวณีรอดจากหินขว้างแล้ว เค้ากลับไปล่วงประเวณีอีกหรือไม่ แต่คุณก็ลองนึกภาพเอาเองแล้วกันว่าหนึ่งครั้งในชีวิตที่รอดตายเพราะบาปโดยความรักพระเยซูแล้วคุณอยากจะทำบาปอีกหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องจินตนาการเอา แต่ที่รู้แน่ๆคือกฎของโมเสสที่ฟาริสีธรรมจารย์พร่ำสอนไม่ได้ช่วยให้ไม่ทำบาปได้เลย

  • kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    โหมาเยอะจัง สงสัยโมโห ใจเย็นครับ ฟังให้ละเอียดก่อน คต.24 ข้อ 3 ชีวิตใหม่ก็จะสำแดงออกมาเอง ไม่ได้ออกมาเอง ครับ ไม่เห็นเขียนตอนไหนเลยว่าจะออกมาเอง ผมบอกว่า ชีวิตใหม่แห่งการประพฤติจะถูกพลังแห่งความรักขับเคลื่อนจากภายในจิตวิญญาณ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะรัก จะพยายามก็ไม่ผิดหนิครับ จะหลีกเลี่ยงควรจะทำครับ เช่น ผมอยากสูบบุหรี่ แต่ซื้อบุหรี่ แล้วก็บอกว่า อยากจะเลิก ผมจะฆ่าคน จะล่วงประเวณี ผมก็ไม่ไปร้านนั่งเล่นที่เอกมัย ผมไม่เอาตัวเองไปล่อเป้าก็เท่านั้น คต.25 ไม่ใช่ครับ ตอบข้างบนแล้วครับ แต่ต้องเป็นคนชอบธรรมหมดจดก่อนนะ อย่าข้ามขั้น คต. 26-27-29 ถามผมเรื่องพระวิญญาณ แล้วก็ยกความเห็นว่า หน้าที่คือ เป็นเข็มทิศเพื่อให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง อย่าให้พระองค์เสียพระทัย อย่าหมิ่นพระวิญญาณ คุณ U151 เรียนมาเยอะ ตอนไหนในพระคัมภีร์ที่บอกว่าพระวิญญาณเป็นเข็มทิศ เพื่อให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ตอนที่ว่าหมิ่นพระวิญญาณก็ออกนอกพระคัมภีร์หมดเลย ใจเย็นนะครับ ลองดูพระคัมภีร์ข้อที่คุณ U151 พูดถึงแบบชัดชัดกัน จะได้ไม่ใช้ความคิดของเรา หรือ สิ่งที่เราเรียนมา พระคัมภีร์กล่าวว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์มีอยู่จริง พระองค์คือ 1 ในตรีเอกานุภาพ มาหลังพระเยซู เป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว ถูกเผงครับ แต่ไม่ใช่สิ่งที่คริสเตียนเข้าใจ เราต้องไม่ใช้ความคิดของเรา แต่ต้องใช้ความจริงจากพระคัมภีร์ พระองค์ประทานฤทธิ์เดชอะไรให้เราครับ คุณ U151 ลองคิดถึงยอห์น 16 สิครับว่าพระวิญญาณมีหน้าที่อะไร เป็นเข็มทิศให้เราดำเนินชีวิตให้ดีขึ้นตอนไหนครับ พระคัมภีร์ว่าอย่างนี้ครับ พระเยซูตรัสถึงพระวิญญาณว่า ยอห์น 16:9, 13-14 พระองค์จะทรงกระทำให้โลกรู้แจ้งในเรื่องความผิด ความชอบธรรม และการพิพากษา ในเรื่องความผิดนั้น คือเพราะเขาไม่วางใจในเรา.... เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัส สิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น ทุกสิ่งที่พระบิดาทรงมีนั้นเป็นของเรา เหตุฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า พระวิญญาณทรงเอาสิ่งซึ่งเป็นของเรานั้น มาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย พระองค์มีหน้าที่ในการเปิดเผยสิ่งที่พระเยซูทำ นำสิ่งที่พระเยซูทำมาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย อยู่กับเราทุกวัน คือชีวิตใหม่ในพระวิญญาณไงครับ พระเยซูทำอะไร ล้างบาปเราไงครับ การหมิ่นพระวิญญาณไม่ได้แปลว่ากระทำบาปจึงหมิ่นพระวิญญาณ ไม่เช่นนั้น เราก็หมิ่นทุกคน จริงๆข้อนี้มาจาก มาระโก บทที่ 3:29 ครับ เขียนว่า "แต่ผู้ใดจะกล่าวคำหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะโปรดยกให้ผู้นั้นไม่ได้เลย แต่ผู้นั้นมีกรรมชั่วแห่งบาปเป็นนิตย์" U151 เห็นพระวจนะไหมครับ พระวิญญาณคือพระเยซูที่ไม่ได้อยู่ในร่างกายมนุษย์อีกต่อไป แต่คือพระเจ้า พระบุตร พระวิญญาณ​สามสถานะภาพในหนึ่งเดียว เหมือน น้ำแข็ง น้ำ และ ไอน้ำ ก็ยังเป็นน้ำ พระวิญญาณคือพระเยซูนั่นเองแต่สถิตย์อยู่ในเราได้นิรันดร์ ไม่ได้เข้าออกเหมือนซาอูล หรือ ดาวิด จะอยู่ได้ ต้องล้างบาปก่อนครับ พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าจะอยู่ในคนบาปได้อย่างไร? อยู่กับซาอูลยังต้องออก คนที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณ ไม่ได้หมายถึงคริสเตียนที่ทำบาป พระเยซูหมายถึงผู้ที่ไม่เชื่อพระเยซูไงครับ พระเยซูจึงสอนว่า เขาอยู่ในกรรมชั่วแห่งบาปเป็นนิตย์ ยกโทษไม่ได้เลย บาปนี้บาปเดียวยกโทษให้ไม่ได้ คือบาปแห่งการปฏิเสธพระเยซูคริสต์ บาปแห่งการหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งก็คือพระเยซูนั่นเอง ผมอยากให้คริสเตียนไทย ฟังน้อยลง แล้วแสวงหาความจริงมากขึ้น อ่านเองเลยครับ ใช้เวลากับพระคัมภีร์ เพราะพระคำต่างหากเป็นเข็มทิศชี้ทางให้เราเข้าใจจิตใจพระเจ้า ชี้ทางความจริงให้แก่เรา ผมไม่ได้เขียนคำต่อคำ ว่าคุณ U151 นะครับ หรือพยายามเอาชนะ ผมตัวคนเดียวยังไงก็แพ้ครับที่นี่ผมแทบไม่มีคนช่วยผมเลยครับ ผมพยายามใช้พระคัมภีร์ตอบคุณ U151 นะครับ ผมเชื่อว่าพระคัมภีร์เท่านั้นจะวินิจฉัยจิตใจ ความคิดของเราได้ ผมเคารพในความเห็นของท่าน ท่านเขียนมาในกระทู้ ผมก็ตอบในกระทู้นะครับ หวังว่าคงจะเข้าใจ

  • kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    คุณ U151 โปรดพิจารณาด้วยครับ ยอห์น 16:7-9 อย่างไรก็ตามเราจะบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลาย คือการที่เราจากไปนั้นก็เพื่อประโยชน์ของท่าน เพราะถ้าเราไม่ไป องค์พระผู้ช่วยก็จะไม่เสด็จมาหาท่าน แต่ถ้าเราไปแล้ว เราก็จะใช้พระองค์มาหาท่าน เมื่อพระองค์นั้นเสด็จมาแล้ว พระองค์จะทรงกระทำให้โลกรู้แจ้งในเรื่องความผิด ความชอบธรรม และการพิพากษา ในเรื่องความผิดนั้น คือเพราะเขาไม่วางใจในเรา ลองตีความหมายแบบตรงๆ ไม่ใช้ความคิดมาเกี่ยวนะครับ เริ่มเลยข้อที่ 7 พระเยซูบอกความจริงก็ต้องเชื่อใช่ไหมครับ เพราะพระเยซูบอก ผมไม่เชื่อตัวเอง ผมเชื่อที่พระเยซูบอก เชื่อว่าอะไร? เชื่อว่า ที่พระองค์จากไปคือตายแล้วเป็นขึ่นมาไปอยู่กับพระเจ้ารอเรา ก็เพื่อประโยชน์ของเรา เพราะอะไรล่ะ? เพราะเพื่อให้องค์พระผู้ช่วย คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่จะประทับอยู่ในคริสเตียน พระองค์มาทำอะไร? มีหน้าที่อะไร? พระองค์จะทรงกระทำให้โลกรู้แจ้งเรื่องความผิด คุณ U151 ได้ยินไหมครับ? หน้าที่ของพระองค์ไม่ใช่มาสาปแช่งเราว่าผิดบาป เป็นเข็มทิศ แต่มีหน้าที่แต่กระทำให้โลกรู้เรื่องความผิด คือความผิดบาปอะไรครับ? สำคัญมาก ไม่ใช่ความผิดบาปล่วงประเวณี โกหก กินเหล้า การพนัน สูบบุหรี่ อย่างแน่นอน ผิดบาปนั้นคือที่เขา "ไม่วางใจในเรา" บาปอย่างอื่นยกโทษให้มนุษย์ได้หมดแล้ว ยกเว้นอย่างเดียงคือบาปที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระองค์แจ้งให้เรารู้เรื่องความผิดบาปที่ไม่วางใจในพระเยซู อันนี้แหละครับ คือบาปที่ยกให้ไม่ได้ ต้องกลับใจใหม่เท่านั้น คนเราเชื่อตัวเองเป็นอย่างยิ่ง เรามีอาจารย์เยอะ ใส่เสื้อสูท ใส่เสื้อกาวน์ เดินไปไหน ก็ถือพระคัมภีร์ไป ผมเจอที่สนามบินบ่อย ผมแอบฟังเพราะนั่งข้างๆ มีคนโทรเข้าหาก็กระดิกเท้า และก็รับ ผมอาจารย์... ครับ ในสายก็ถามว่า เขาเป็นผู้รับเหมาสร้างบ้าน แต่มีปัญหา กลุ้มใจมาก อาจารย์ใช้พระคัมภีร์ข้อไหนรู้ไหมครับ? ผมนั่งอยู่ข้างๆ ฟังแล้วตะลึงเลย แกบอกทางโทรศัพท์ว่า "ถ้าพระเจ้าไม่ได้สร้างบ้าน คนที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า" โอ้ ผมตกใจเลยครับ ข้อพระคัมภีร์ข้อนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องการสร้างบ้านรับเหมาเลย โอมายก้อดแล้วไปบอกว่า เขาเหนื่อยเปล่า อย่างมั่ว มั่วสุดใจ แล้วสักพักก็เดินเข้าช่อง business class การบินไทย ผมไปนั่งจ๋องอยู่ท้ายลำ อาจารย์นั่งหน้าลำ ผมคิดในใจว่า ถ้าไม่ได้เป็นอาจารย์ คนที่เทศนาก็เหนื่อยเปล่า คุณ U151 อย่าเชื่อผม ค่อยๆ อ่านสิ่งที่ผมเขียน ค่อยๆ ย่อย แต่ถ้ามีคำถามก็ถามมาได้ครับ ผมก็เชื่อเหมือนกันว่า คริสเตียนก็ต้องมีชีวิตที่เป็นแบบอย่าง ผมไม่สอนให้ใครไปทำบาปด้วยความภูมิใจ เพราะว่ามีพระคุณอยู่หรอกครับ ไม่เคยสอน และก็ไม่เคยสอนด้วยว่า ทำบาปก็ไม่ได้เรียกว่า บาป ไม่ต้องสารภาพ เพราะไม่ใช่เป็นบาป ผมก็งงว่ามาได้อย่างไร คือผมเข้าใจครับว่า คนเรามีจิตใจอยู่อย่างหนึ่ง เช่น ถ้าผมไม่ชอบคนนี้ที่เดินเข้ามาสัมภาษณ์งาน สิ่งที่เขาพูดก็ไม่เข้าหูทั้งหมด มันขัดทั้งหมด ผมต้องขอโทษถ้าผมเป็นคนพูดตรง เขียนตรง ฟาดงวงฟาดงาบ้าง ตามประสามนุษย์ คนเลยไม่ชอบผมเป็นบางครั้ง แต่พอเจอ พูดคุยกัน ก็เป็นอีกอย่าง ผมว่าคนเราต้องมองตา พูดคุย ฟังกัน เหมือนแต่งงาน อยู่บน fb จะรักกันได้อย่างไร ก็แค่หลงเท่านั้น มันต้องเจอกัน ไปเที่ยวกัน รู้จักกัน ไม่พอใจก็เลิกได้นิครับ มีสิทธิ์นี่ครับ

  • kkk

    Aug 12, 2012

    Reply

    คุณlaw.... ทำไม??? คุณไม่ออกไปประกาศข่าวประเสริฐ มีคนที่ไม่เคยรู้จักพระเยซูคริสต์ มากมายในประเทศไทย อีกหกสิบกว่าล้านคน ต้องการพระเยซู ผู้ช่วยให้รอด คิดว่า ที่นี่เขาเชื่อพระเยซูดีอยู่แล้ว เราคงไม่สามารถเอาตัวเองเป็นเกณฑ์ ว่าเราเคยถูกสอนผิด แล้วคนที่คจ.อื่นทุกคนจะรับคำสอนผิดเหมือนที่คุณเคยเจอ จริงบ่อ? ทุกคนที่เชื่อจริง เขามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์จะทรงสอนเขาแต่ละคนให้เชื่ออย่างถูกต้องเอง หากเขาเชื่อไม่ตรงตามความจริง ชีวิตเขาจะมีปัญหาแน่.. เขาเองก็จะค้นหาพระองค์จนพบเองแหละ

  • kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    คต 34 เป็นคำถามที่ดีสุดยอด ผมก็เคยถามตัวเองเหมือนกัน ครับคุณ kkk สวัสดี ตอบคือเพราะผมคิดไม่เหมือนคุณ kkk ครับ คนข้างนอกผมก็ประกาศอยู่ทุกวัน ป้ายรถเมล์เอย แท๊กซี่เอย แต่ผมคิดถึงคนไปโบสถ์ เพราะพวกเขาแสวงหาพระเจ้าจากจิตใจของเขา เพียงแต่เขาไปไม่ถึง คนเหล่านี้น่ายกย่อง เพราะว่าเข้ามาใกล้แต่มาไม่ถึง เขาไม่ได้แสวงหาซาตาน และอยากได้ความรอด แต่เขามาไม่ถึง ผมนึกถึงอิสราเอลหน้าแผ่นดินคานาอัน สิ่งที่พวกเขาต้องทำก็เพียงแต่ใช้ความเชื่อและเดินเข้าไปในแผ่นดิน แต่เขากลับไม่เชื่อ และกลัวคนตัวใหญ่ คริสเตียนโบสถ์อยากรับใช้ อยากเชื่อฟัง อยากสรรเสริญ ปรารถนาพระเยซู แต่ดันเจอโบสถ์... เพราะโบสถ์... ก็แยกออกมาจากโบสถ์... ถูกต้ังด้วยอาจารย์ที่แยกกับ....ปวดหัว แล้วคริสเตียนไทยจึงเป็นแบบนี้ คืออ่านพระคัมภีร์ไม่เข้าใจ เพราะไม่มีใครสอนให้อ่าน มีแต่คนเทศนา ผมเคยไปโบสถ์หนึ่ง ชีช้ำมากครับ ทั้งโบสถ์เป็นห้องติดแอร์ มืดมาก เก็บเสียง ผมคงไม่ต้องอธิบายบรรยากาศ แต่คุณ kkk ครับ คนที่มาโบสถ์ไม่นำพระคัมภีร์มาสักเล่มเดียว คนเป็นร้อย ไม่มีเลย ผมยังงงว่าผมประหลาดหรือเปล่าเนี่ย ผมหันไปมองจริงๆครับ ทุกๆเก้าอี้ ไม่มีเลย แล้วมิหนำซ้ำ อาจารย์ก็ยังเทศนาโดยใช้ macbookpro ที่ผมขายนี่แหละครับ และไม่มีพระคัมภีร์สักข้อ สอนแต่ความรัก สอนแต่มิชชั่น สอนแต่รับใช้ สอนแต่ถวาย สอนแต่ฤทธิ์เดช สอนแต่ sh.t ขอโทษเถิดครับ ไม่มีคำว่าพระเยซูเลย ผมอึ้งงงไปหมด เขาสอนแบบนี้ทุกสัปดาห์ ไม่มีสิ่งที่พระเยซูทำ ไม่มีอะไรที่เป็นพระเยซูเลย แต่กลับมีคนไปมาก เพราะนมัสการถึงใจ สถานที่ดี มีข้าวกินกลางวัน ผมตอบคำถามคุณ kkk แล้วครับ ว่าทำไม ผมถามคุณ kkk บ้างได้ไหมครับ ถามง่ายๆ "คุณ kkk ยังมีบาปในจิตวิญญาณไหมครับ" ไม่ต้องตอบผมก็ได้ ลองตอบตัวเองดูครับ

  • kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    พระเยซู...เป็นหัวใจของข่าวประเสริฐ พระเยซู...เป็นหัวใจของความรอดนิรันดร์ พระเยซู...ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นมัดจำในชีวิตผู้เชื่อแท้ทุกคน คุณlaw ไม่ต้องเป็นห่วงเราดอก.. น่าห่วงคนนอกมากกว่า ที่ไม่เคยได้ยินเรื่อง พระเยซูเลย โรม 10:14. แต่ผู้ที่ยังไม่เชื่อในพระองค์จะทูลขอต่อพระองค์อย่างไรได้ และผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้ และเมื่อไม่มีผู้ใดประกาศให้เขาฟัง เขาจะได้ยินถึงพระองค์อย่างไรได้?????????????????????????????????

  • Reply

    ใน 36 เหมือนโบสถ์หล่อฟาดเลยคับ เท่าที่พอมองเห็นได้ ไม่มีใครพาพระคัมภีร์มาเหมือนกัน แปลกนะ ใส่ตุ้มหูไม้กางเกน ใส่เชิ้ตผูกไทด์รูปไม้กางเขน พวงกุญแจ God bless U แต่ไม่มีพระคัมภีร์ ไปประกาศถึงบ้านผู้สนใจ มีโอกาสแล้วเต็มๆ ก็พูดเรื่อง ลูกสอบติดจุฬาเพราะมาเป็นคริสเตียน แต่ญาติสอบไม่ติด ได้งานบริษัทใหม่เงินเดือนสูงเพราะพระเจ้าอวยพร ตอนนี้ได้รับการอวยพรให้ได้ไปต่างประเทศ เรามาใหม่แต่ได้เป็นหัวหน้าก่อนคนเก่าเพราะพระเจ้ายกเราขึ้น ฯลฯ ไม่มีคำว่าพระเยซูปรากฏอยู่เลยคับ

  • Reply

    ผมว่า ไปถาม G เถิดครับ ว่า นายคนโน้น นายคนนี้ ยังมีบาป ฝ่ายจิตวิญญาณไหม? มันน่าจะเป็นเรื่องของ G จะโปรดใคร ไม่โปรดใคร ไม่ใช่ว่า เขาคิดว่าตัวเองเขาบาป หรือคุณ LG ไปคิดเผื่อให้เขา ว่าเขาบาป เขาเลยต้องบาป ...

  • Kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    ถ้าเข้ามาจริง ผมจะสรุปไปว่าเขาบาปทำไมล่ะครับ คุณ ลูกสิทธิ์ก็มั่วไปเรื่อย ผมกลัวแต่เข้ามาแต่ศาสนาคริสต์อ่ะดิ มีตั้ง 19 นิกายในบ้านเรา ของคุณลูกสิทธิ์อะไรล่ะครับ แล้วคุณลูกสิทธิ์ล่ะครับ ยังมีบาปอยู่ในจิตวิญญาณไหมครับ? ผมไม่ตัดสินได้หรอกครับว่าใครยังเป็นคนบาปอยู่ พระเจ้ารู้ครับ และตัวเขาก็รู้ครับถ้าถูกถาม

  • Z

    Aug 12, 2012

    Reply

    พระบัญชาอันยิ่งใหญ่ของพระเยซูคริสต์แล้วสาวกสิบเอ็ดคนนั้นก็ได้ไปยังแคว้นกาลิลี ถึงภูเขาที่พระเยซูได้ทรงกำหนดไว้ 17 และเมื่อเขาเห็นพระองค์จึงกราบลงนมัสการพระองค์ แต่บางคนยังสงสัยอยู่ 18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้ แล้วตรัสกับเขาว่า "ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดี ทรงมอบไว้แก่เราแล้ว 19 เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ 20 สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกท่านไว้ ดูเถิด เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นโลก เอเมน"

  • Z

    Aug 12, 2012

    Reply

    13 วิบัติแก่พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี (มก 12:38-40; ลก 20:47)วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด ด้วยว่าพวกเจ้าปิดประตูอาณาจักรแห่งสวรรค์ไว้จากมนุษย์ เพราะพวกเจ้าเองไม่ยอมเข้าไป และเมื่อคนอื่นจะเข้าไป พวกเจ้าก็ขัดขวางไว้ 14 วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด ด้วยพวกเจ้าริบเอาเรือนของหญิงม่าย และแสร้งอธิษฐานเสียยืดยาว เพราะฉะนั้นพวกเจ้าจะได้รับพระอาชญามากยิ่งขึ้น 15 วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด ด้วยพวกเจ้าเที่ยวไปตามทางทะเลและทางบกทั่วไปเพื่อจะได้แม้แต่คนเดียวเข้าจารีต เมื่อได้แล้วเจ้าก็ทำให้เขากลายเป็นลูกแห่งนรกยิ่งกว่าตัวเจ้าเองถึงสองเท่า 16 วิบัติแก่เจ้า คนนำทางตาบอด เจ้ากล่าวว่า `ผู้ใดจะปฏิญาณอ้างพระวิหาร คำปฏิญาณนั้นไม่ผูกมัด แต่ผู้ใดจะปฏิญาณอ้างทองคำของพระวิหาร ผู้นั้นจะต้องกระทำตามคำปฏิญาณ' 17 คนโฉดเขลาตาบอด สิ่งไหนจะสำคัญกว่า ทองคำหรือพระวิหารซึ่งกระทำให้ทองคำนั้นศักดิ์สิทธิ์ 18 และว่า `ผู้ใดจะปฏิญาณอ้างแท่นบูชา คำปฏิญาณนั้นไม่ผูกมัด แต่ผู้ใดจะปฏิญาณอ้างเครื่องตั้งถวายบนแท่นบูชานั้น ผู้นั้นต้องกระทำตามคำปฏิญาณ' 19 คนโฉดเขลาตาบอด สิ่งใดจะสำคัญกว่า เครื่องตั้งถวายหรือแท่นบูชาที่กระทำให้เครื่องตั้งถวายนั้นศักดิ์สิทธิ์ 20 เหตุฉะนี้ ผู้ใดจะปฏิญาณอ้างแท่นบูชา ก็ปฏิญาณอ้างแท่นบูชาและสิ่งสารพัดซึ่งอยู่บนแท่นบูชานั้น 21 ผู้ใดจะปฏิญาณอ้างพระวิหาร ก็ปฏิญาณอ้างพระวิหารและอ้างพระองค์ผู้ทรงสถิตในพระวิหารนั้น 22 ผู้ใดจะปฏิญาณอ้างสวรรค์ ก็ปฏิญาณอ้างพระที่นั่งของพระเจ้าและอ้างพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น 23 วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด ด้วยพวกเจ้าถวายสิบชักหนึ่งของสะระแหน่ ยี่หร่าและขมิ้น ส่วนข้อสำคัญแห่งพระราชบัญญัติ คือการพิพากษา ความเมตตาและความเชื่อนั้นได้ละเว้นเสีย สิ่งเหล่านั้นพวกเจ้าควรได้กระทำอยู่แล้ว แต่สิ่งอื่นนั้นไม่ควรละเว้นด้วย 24 คนนำทางตาบอด เจ้ากรองลูกน้ำออก แต่กลืนตัวอูฐเข้าไป 25 วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด ด้วยเจ้าขัดชำระถ้วยชามแต่ภายนอก ส่วนภายในถ้วยชามนั้นเต็มด้วยโจรกรรมและการมัวเมากิเลส 26 พวกฟาริสีตาบอด จงชำระสิ่งที่อยู่ภายในถ้วยชามเสียก่อน เพื่อข้างนอกจะได้สะอาดด้วย 27 วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เพราะว่าเจ้าเป็นเหมือนอุโมงค์ฝังศพซึ่งฉาบด้วยปูนขาว ข้างนอกดูงดงามจริงๆ แต่ข้างในเต็มไปด้วยกระดูกคนตายและการโสโครกสารพัด ถ้าเราเป็นแบบนี้ต้องอธิษฐานกลับใจใหม่ เพราะความเชื่อในพระเยซูหายไปแล้ว พระเจ้าพระบิดามองไม่เห็นพระเยซูในจิตวิญญาณเราแล้ว เราจะพาพี่น้องไปทางไหนหรือ

  • Kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    คุณลูกสิทธิ์ครับ ผมไม่ได้มาตัดสินใคร ผมให้ข้อคิดให้จากพระคัมภีร์แล้วเปรียบเทียบกับสิ่งที่คนเราถูกสอนมาในโบสถ์ หากความเป็นคนบาปไม่ได้รับการแก้ไข เพราะคิดแต่สิ่งเดียวคือทำอย่างไรให้ชอบธรรม รับใช้อย่างไร ปฏิบัติตนอย่างไร ประพฤติอย่างไร แล้วก็ติดกับดักแห่งฤทธิ์เดช ไร้การพิสูจน์ มีคนเขียนถามในกระทู้ ว่าถามว่า "....การรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิต...สุดใจ....สุดกำลัง..และความคิดเป็นอย่างไร ช่วยตอบให้เห็นภาพเลยนะผมอยากไปถึงจุดนั้นนะ ตอนนี้ที่ทำอยู่ก็ เริ่มไปโบสถ์(หายไปตั้งหลายปี) อ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน เป็นพยานทำแบบที่พระเจ้าสั่งเลย ผมอยากมีประสบการณ์แบบสิ้นสุดจิตสุดใจสุดกำลังสุดความคิด ถ้าทำแล้วนี่แหละใช่เลย" ท่านอ่านแล้วมีความคิดอย่างไร จิตใจคนนี้อยู่ที่ใดท่านรู้ไหม สิ่งที่เขาถามวนเวียนอยู่ที่สิ่งที่เขาต้องทำ จะรักอย่างไร ความคิดเป็นอย่างไร ผมไปโบสถ์แล้ว อ่าน อธิษฐาน อยากมีประสบการณ์ เป็นพยาน แล้วทำไง ทุกอย่างยังอยู่ที่ตัวตนของคนถาม ไม่สังเกตุบ้างหรือครับ จิตใจเขายังอยู่ที่ตัวเอง คนตอบก็ตอบว่าให้พยายามสิ ให้อ่านพระคัมภีร์ ให้ไปโบสถ์ ให้สารภาพบาป เขายังไม่ได้บอกเลยว่าเขาทำบาปอะไร แต่ทุกคนที่มีความคิดแบบมนุษย์เข้าใจทันทีว่า คนแบบนี้คือคนอ่อนแอ ต้องสารภาพบาปที่ทำ ผมไม่กล้าพูดเพราะไปตัดสินคนอื่น คนนี้เป็นคนบาป หรือ คนชอบธรรมท่านลองคิดดู พระเจ้าเห็นจิตใจภายใน ผมไม่เห็นแต่ผมฟังได้จากสิ่งที่เขียน สิ่งที่พูดออกมาจากใจ คนบาปก็เป็นคนบาปอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าจะทำดีหรือทำบาป ไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหน ก็ไม่มีทาง คำถามข้างบนและคำตอบทั้งหมด ไม่มีพระเยซูเลยสังเกตุไหม พวกท่านไม่แปลกใจหรือ? ไม่มีพระเยซูเลยใช้ไหม ท่านสังเกตุไหม ไม่แปลกใจหรือ? กระทู้ของเราทั้งหมด มีกี่กระทู้ที่พูดเรื่องพระเยซู มีกี่กระทู้ที่พูดเรื่องจะดำเนินชีวิตอย่างไร? หากท่านไม่เข้าใจสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อท่านบนไม้กางเขน และการเป็นขึ้นจากตาย เราจะไปพูดเรื่องการดำเนินชีวิตคริสเตียน จะไปแนะนำคนอื่นอย่างไรได้ คนตาบอดนำทางคนตาบอดได้หรือ คนหลงทางนำทางคนหลงทางได้หรือ เรากลัวสูญเสียความรอด จึงเฝ้าถามว่า ถ้าคนบาปกระทำบาปซ้ำๆกัน จะรอดได้ไหม คือคนบาปก็เห็นบาปเป็นชิ้นๆ เป็นครั้งๆ เป็นใหญ่เล็ก แต่พระเจ้าเห็นซาตาน พระเจ้าเห็นความตายนิรันดร์ เมื่อวานคนไปโบสถ์คนหนึ่งเลิกบุหรี่ เขาดีใจ เขาเลิกโกหกได้ไหม หรือ ท่านหยุดช่วยตัวเองทางเพศหนึ่งวัน ท่านดีใจ ท่านหยุดกระทำซ้ำๆกันได้หรือ สิ่งนี้เรียกว่าบาปซ้ำๆ กันใช่ไหม แล้วท่านจะหาคำตอบได้อย่างไร เราเห็นอะไร จิตใจเราเห็นการลงโทษ การลดพระพร พระเจ้าเห็นความตาย และบอกให้เราเรื่องพระเยซู เราเชื่อฟังไหม? มีข้อแตกต่างระหว่าง สัญญาซื้อขายรถ กับ พินัยกรรมมอบรถให้ สัญญาซื้อขายไม่ได้เร่ิมด้วยการให้เปล่า และ ต้องมีสัญญาบังคับการกระทำ เร่ิมต้นก็ต้องใช้การกระทำเป็นเงินดาวน์ และก็ต้องไม่ผิดนัดชำระ ถ้าไม่จ่ายก็ไม่เกิดการครอบครองรถ พินัยกรรมนั้นเป็นสัญญาแห่งรัก เป็นสัญญาที่ไม่มีเงื่อนไข เป็นพันธสัญญาของพระเจ้าที่ให้เราโดยพระเยซู ไม่มีเงื่อนไข เป็นความรักแท้แบบ agape ไม่มีว่า หากไม่ทำอะไรแล้วจะไม่ได้รถ เราไม่ได้รับความรอดสืบเนื่องจากการกระทำ แล้วจะสูญเสียความรอดด้วยการกระทำได้อย่างไร เราเชื่อความคิดของตัวเองเสมอ เราประพฤติตามความรอดเพราะเรารักพระเยซูต่างหาก เราสำนึกในพระคุณของพระองค์เราจึงแสดงความรักออกมาเป็นการกระทำ ไม่ใช่เพื่อรักษาความรอด ผมไม่ต้องการให้เชื่อผม แต่ขอให้อ่านพระคัมภีร์ อย่าอ่านหนังสือ อย่าอ่านมานาประจำวัน อ่านพระคัมภีร์ประจำวัน ก่อนจบผมอยากฝากข้อความที่เขียนไว้บนต้นไม้ที่เชียงใหม่มีเยอะมากเวลาขับรถขึ้นดอย มันเขียนว่า "คนบาปจงระวังพระเจ้า" ท่านยังเป็นคนบาปอยู่หรือเปล่า หรือว่าเป็นคนชอบธรรมทางพระโลหิตของพระเยซู ท่านอาจกระทำบาปกันทุกคน แต่ป้ายไม่ได้บอกว่า คนกระทำบาปจงระวังพระเจ้า ป้ายบอกว่า "คนบาปจงระวังพระเจ้า" คงศักดิ์ gracethai.com

  • U151

    Aug 12, 2012

    Reply

    คนเชื่อพระเยซู ชอบธรรมแล้ว แต่ไม่ค่อยอ่านพระคัมภีร์ อย่างนี้ชอบธรรมไหม แบบนี้ถือว่าเขาเชื่อจริงไหม มีไหม คนเชื่อพระเยซูแต่ไม่ชอบอ่านพระคัมภีร์

  • Kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    น้อง U151 ครับ คนชอบธรรมที่อ่านพระคัมภีร์ กับ คนบาปที่อ่านพระคัมภีร์ ไม่เหมือนกันนะครับ คนชอบธรรมที่ไม่อ่านพระคัมภีร์ ก็มีอยู่ คนบาปที่ไม่อ่านพระคัมภีร์ก็มีอยู่ ก็ไม่เหมือนกันนะครับ เมื่อผมถามคนหนึ่งว่าคุณบาปไหม คนนั้นตอบว่าบาป เขาก็ยังเป็นคนบาป พระเยซูไม่ได้ล้างบาปของเขาเลย เพราะเขาไม่เชื่อ ต่อให้เขาไปโบสถ์ ถวายสิบลด นมัสการ ก็ยังเป็นคนบาปอยู เพราะเขายังมีบาป ยังเป็นคนบาป ก็พระคัมภีร์บอกใน Hebrews 10:18,12,14: และจะไม่จดจำบาปและความชั่วช้าของเขาอีกต่อไป"' ดังนั้นเมื่อมีการลบบาปแล้วก็ไม่มีการถวายเครื่องบูชาไถ่บาปอีกต่อไป แต่เมื่อพระคริสต์ทรงถวายพระองค์เองเป็นเครื่องสัตวบูชา เพราะบาปเพียงครั้งเดียวเป็นเครื่องบูชาที่ลบบาปได้ตลอดไป โดยการถวายบูชาเพียงครั้งเดียว พระองค์ก็ได้ทรงกระทำให้คนทั้งหลายที่ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์แล้วนั้นถึงความสมบูรณ์เป็นนิตย์ ผมพูดถูกไหมครับ? ถูกต้องใช่ไหมครับ เราต้องเชื่อให้ถูกก่อน เราจึงจะประพฤติตนตามความเชื่อได้ ถ้าเราเชื่อผิด เราก็เป็นคนบาปอยู่ จะประพฤติตนให้ชอบพระทัยพระเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อผู้ประพฤติยังเป็นคนบาป ผมไม่ได้ว่าใครเป็นคนบาปนะคับ ผมให้ลองพิจารณาในใจตัวเองดู

  • Reply

    ท่าน LG ครับ ถ้าท่านมาจาก G จริง ท่านต้องตัดสินผู้อื่นครับ ...

  • Kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    ลูกสิทธิ์ครับ 1 โครินธ์ 4:5: เหตุฉะนั้นท่านอย่าตัดสินสิ่งใดก่อนที่จะถึงเวลา จงคอยจนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมา พระองค์จะทรงเปิดเผยความลับที่ซ่อนอยู่ในความมืดให้แจ่มกระจ่าง และจะทรงเผยความในใจของคนทั้งปวงด้วย เมื่อนั้นทุกคนจะได้รับคำชมเชยจากพระเจ้าตามสมควร 1เปโตร 4:5: คนเหล่านั้นจะต้องให้การแก่พระองค์ ผู้พร้อมแล้วที่จะทรงพิพากษาทั้งคนเป็นและคนตาย ยากอบ 4:12: มีผู้ทรงตั้งธรรมบัญญัติและผู้ทรงพิพากษาตัดสินแต่เพียงองค์เดียว คือพระองค์ผู้ทรงสามารถช่วยเราให้รอดได้ และทรงสามารถทำลายเราได้ แต่ท่านเป็นผู้ใดเล่า ท่านจึงตัดสินเพื่อนบ้านของท่าน

  • Reply

    1 โครินธ์ 6:2 ท่านไม่รู้หรือว่าวิสุทธิชนจะพิพากษาโลก และถ้าพวกท่านจะพิพากษาโลก ท่านไม่สมควรจะพิพากษาความเรื่องเล็กน้อยที่สุดหรือ

  • Kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    1 คร. 6:2 เปาโลหมายความถึงพวกเราที่คนคนที่ชอบธรรมคือวิสุทธิชนมีข่าวประเสริฐอยู่กับเรา เราบอกคนบาป เราก็ช่วยเขา ควาหมายคือเรามีคำพิพากษาของมนุษย์อยู่กับเราคือการที่เขาคนหนึ่งจะรับข่าวประเสริฐหรือไม่ ไม่ใช่ว่าตัวเราเป็นผู้พิพากษา คำว่าพวกท่านจะพิพากษาโลก คือว่าพวกท่านมีพระเยซูไปบอกให้คนอื่น เพื่อเขาจะรับหรือไม่รับเขาจะถูกพิพากษาตามนั้น เปาโลจึงสอนอีกให้เขาว่าความต่อกันและกัน คือตัดสินใจบางเรื่องที่ทะเลาะกัน ผมไม่ได้เป็นผู้พิพากษาหรอกครับเรื่องคนหนึ่งเป็นคนบาปหรือไม่ และผมก็ไม่เคยอยากจะพิพากษาใคร เรารู้ตัวเราเองดีที่สุด ว่าเราเป็นคนบาปที่มีความชอบธรรม หรือเป็นคนชอบธรรม

  • Reply

    หล่อฟาดก็คิดว่าจะได้รู้เรื่อง การดำเนินชีวิตอย่างไรหลังจากรอดบาป แต่กลับกลายเป็นว่าทุกคนกลับไปสู่จุดเดิมอีก กลับไปนับหนึ่งใหม่ เรื่องความรอดคืออะไร คิดว่าคนบอร์ดนี้ผ่านจุดนี้ไปไม่ได้จริงๆ ยังไม่พร้อมกันจริงๆที่จะตั้งกระทู้ การดำเนินชีวิตหลังรอดบาป หล่อฟาดบอกตรงๆนะ เจ็บปวดใจจริงๆเวลาอ่านคำพยานคริสเตียนบางคน มันบ่งบอกว่า เค้าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพระเยซูเลย เค้าไม่ได้เชื่อพระเยซู เค้าเพียงแค่สนใจในพระเยซูเท่านั้นเอง อ่านไม่ได้เลยจริงๆ จิตใจมันปวดร้าว

  • U151

    Aug 12, 2012

    Reply

    มาคุยกะคุณลอบ้างเดวเหงาซะก่อน 555 ความรอดเป็นเรื่องที่ง่ายเพราะเกิดจากการที่เราจำนนและ เชื่อพระเยซูเราก็รอดแล้วแต่รักษาความรอดไม่ได้ง่ายๆ เพราะความรอดอยู่ที่ความเชื่อถ้าความเชื่อเปลี่ยนความรอด ก็เปลี่ยนด้วย เมื่อเราเป็นคนชอบธรรมผ่านทางความเชื่อแล้ว เราก็ต้องดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟังพระคำพระเจ้าด้วย เพื่อพระพรพระเจ้าจะอยู่กับเราตลอดไป และใจต้องจดจ่อไปที่แผ่นดินของพระเจ้า ทำตามที่พระเยซูตรัสนั่นคือ จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของ พระองค์ก่อนแล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ ให้ ดังนั้นเมื่อเรามาเป็นคนชอบธรรมและได้รับการอวยพร จากพระเจ้าแล้วเราก็สมควรที่จะรักษาพระพรของพระเจ้า ผ่านการรับใช้ต่างๆที่เราสามารถทำได้โดยใจต้องไม่จดจ่อ กับผลตอบแทนที่ได้และตามกำลังที่เราสามารถให้ได้ เราทำสิ่งนี้เพื่อ 1. รับพระพร 2. หลีกเลี่ยงคำแช่งสาป และชีวิตของเราจะมีความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้าครับ ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านครับ

  • Kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    ส่วนคำตอบที่ 56 ของคุณ U151 ผมก็ยังไม่สามารถเห็นด้วยกับคำสอนนี้ทั้งหมดครับ ผมขออนุญาติแก้ไขดังนี้นะครับ หวังว่าคงไม่ว่ากัน ความรอดเป็นเรื่องที่ง่ายเพราะเกิดจากการที่เราจำนนและ เชื่อพระเยซูเราก็รอดแล้วแต่รักษาความรอดไม่ได้ง่ายๆ เพราะความรอดอยู่ที่ความเชื่อถ้าความเชื่อเปลี่ยนความรอด ก็เปลี่ยนด้วย อันนี้เหมือนจะถูกนะครับ เรารักษาความรอดด้วยการกระทำไม่ได้เลย เพราะเราไม่ได้รับความรอดมาจากการกระทำ เราไม่ได้รับค่าจ้างแห่งความรอด แต่เราได้รับของประทานความรอด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเราเลย ความเชื่อที่แท้จริงเปลี่ยนไม่ได้เลยถ้าหากเชื่อถูกว่าพระเยซูเป็นความรอดของเรา การที่คนหนึ่งดูเหมือนว่าความเชื่อเปลี่ยน จริงๆแล้ว เขาไม่เคยมีความเชื่อเลยต่างหาก เขาแค่ "ดูเหมือน" เท่านั้น เมื่อเราเป็นคนชอบธรรมผ่านทางความเชื่อแล้ว เราก็ต้องดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟังพระคำพระเจ้าด้วย เพื่อพระพรพระเจ้าจะอยู่กับเราตลอดไป และใจต้องจดจ่อไปที่แผ่นดินของพระเจ้า พระเจ้าอยู่กับเราตลอดไป เพราะพระเจ้าสัญญากับเรา ไม่ใช่เพราะเราเชื่อฟังพระคำ เราเชื่อฟังพระคำของพระเจ้าที่ว่า พระคริสต์ทรงชำระเราทั้งสิ้นบนไม้กางเขน นั่นคือใจของพระเจ้าที่เราต้องเชื่อฟัง การปฏิบัติตามพระคำ ไม่ได้แปลว่า ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติเพื่อให้พระเจ้าจะมีพระพรให้เรา แต่แปลว่า ปฏิบัติตามความรักที่พระเยซูรักเราก่อน เมื่อเรารัก เราก็ไม่ทำบาปกับคนอื่น แต่พระพรนั้นให้เราทางพระเยซู สมบูรณ์สิ้นแล้วครับ ทำตามที่พระเยซูตรัสนั่นคือ จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของ พระองค์ก่อนแล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ ให้ ดังนั้นเมื่อเรามาเป็นคนชอบธรรมและได้รับการอวยพร จากพระเจ้าแล้วเราก็สมควรที่จะรักษาพระพรของพระเจ้า ผ่านการรับใช้ต่างๆที่เราสามารถทำได้โดยใจต้องไม่จดจ่อ กับผลตอบแทนที่ได้และตามกำลังที่เราสามารถให้ได้ หามิได้ครับ พระคัมภีร์ข้อนี้สังเกตุว่า จงแสวงหาความชอบธรรมของใครครับ? ของพระเจ้าหรือของเรา? ของพระเจ้าใช้ไหมครับ? ถ้าใช่ความชอบธรรมก็ไม่มีเป็นของเรา เราคิดขึ้นมาเอง มนุษย์ไม่เป็นคนชอบธรรมเลย ไม่มีคนชอบธรรมเลยสักคนเดียว โรม 3:23 ถ้าหากเราต้องทำเพื่อรักษาพระพร หรือเพื่อหลีกพ้นคำแช่งสาป เราก็ยังมีความชอบธรรมของเราอยู่ และเราก็จะขึ้นลงตามลำดับความชอบธรรมของเราที่เปลี่ยนไปตอนที่เราทำบาป จงแสวงหาความชอบธรรมของพระเจ้า พระคัมภีร์สอนเราให้แสวงหาความชอบธรรมของพระเจ้า มาจากไหน? มาจากความเชื่อในพระเยซู โดยความเชื่อเราจึงเป็นคนชอบธรรม เหมือนอับราฮามที่เชื่อก็เป็นคนชอบธรรม เราเชื่อตัวเองที่ทำบาปก็บอกว่าเราเป็นคนบาป เราเชื่อพระเยซูที่ล้างบาปเรา ก็เชื่อว่าไม่มีบาป เพราะล้างหมดแล้ว เมื่อไม่มีบาปเราก็เป็นคนชอบธรรม ข้อนี้เราร้องเพลงได้ แต่เข้าใจผิดหมดเลย พระเจ้าให้เราแสวงหาความชอบธรรม "ของพระเจ้า" ก่อน และพระองค์จะทรงเพิ่มเติมส่ิงทั้งปวงให้ เราทำสิ่งนี้เพื่อ 1. รับพระพร 2. หลีกเลี่ยงคำแช่งสาป เราทำสิ่งเหล่านี้ ปฏิบัติตนตามความรอด ไม่ใช่เพื่อรับพระพร หรือหลีกเลี่ยงคำแช่งสาป แต่เพราะเราอยู่ในบัญญัติรัก เรารักเพื่อนบ้าน เพราะเรารักพระเยซู พระพรมาถึงเราสมบูรณ์ในพระเยซูแล้ว เราไม่หลีกเลี่ยงคำแช่งสาป ด้วยสิ่งที่เราทำ เพราะสิ่งที่พระเยซูทำบนไม้กางเขนทำลายความแช่งสาปของเราไปหมดสิ้นแล้ว คือบาปนั่นเองเป็นต้นเหตุแห่งคำแช่งสาป คงศักดิ์ gracethai.com

  • Kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    คุณ U151 ครับ เมื่อเราเขียนออกมาก็เห็นความเชื่อของเรา คริสเตียนไทยโดยรวมอ่านพระคัมภีร์น้อยมาก แต่จำพระคัมภีร์ได้แม่น เราจำในข้อที่เราอยากจำ แล้วก็โยงเข้ากับความคิดของตัวเอง เมื่อเราทำเช่นนั้น เราก็จะมีตัวเราเป็นศูนย์กลาง แล้วเอาพระคำพระเจ้ามาสนับสนุนเรา ผมอยากเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนให้อ่านพระคัมภีร์ หากเราอยากรู้ความจริง เราต้องเริ่มอ่านเป็นเล่ม เช่น โรม หรือ กาลาเทีย หรือ ยอห์น โดยให้อ่านรวดเดียวจบ แล้วจับใจความเป็นตอนๆ ว่าเปาโลต้องการสอนอะไร สิ่งไหนเป็น ใจความสำคัญ เกิดอะไรขึ้นตอนนั้น เราจะรู้ว่าพระคุณของพระเจ้านั้นชัดเจนจริงๆในพระคัมภีร์ และไม่สามารถประนีประนอมเป็นอย่างอื่นได้เลย