Wisdom of Life

คุณเป็นคนบาปเพราะอะไร?

เรื่องนี้อาจเป็นสิ่งที่ผมเขียนได้ยาวที่สุด แต่อาจดีที่สุด (อาจเพราะผมหลงตัวเอง) ไม่รู้เพราะอะไรผมจึงคิดอย่างนั้น ท่านอาจด่าผมในใจตั้งแต่ย่อหน้าแรก แต่ผมอยากให้ท่านอ่านให้จบก่อนอย่างละเอียดก่อน ผมอยากให้ท่านอดทนถ้าท่านอยากรู้ความจริง แล้วจะด่าผมก็เชิญเลยครับ

ท่านเคยสงสัยไหมว่า ถ้าท่านไม่เคยไปโบสถ์ ทำไมท่านทำดีแค่ไหน ความชั่วก็พร้อมผุดขึ้น ทำไมท่านจึงขมขื่นใจ ทำไมท่านร่ำรวยแต่รู้สึกแห้งแล้ว ทำไมชีวิตมีแต่ความกลัว ท่านกลัวตาย เพราะท่านมีตังค์!  ถ้าท่านเคยไปโบสถ์ ทำไมเป็นคริสเตียน ไปโบสถ์ ทำตามอาจารย์สั่งแล้วยังไม่หายทุกข์ ยังขมขื่นใจ ยังยากจนฝ่ายวิญญาณ ไม่มีสันติสุขอย่างที่ว่าเลย ไม่เห็นได้รับพระพร?  เอหรือว่าเรายังไม่ได้รับฤทธิ์เดช? ทำไมล่ะ และคนที่รับฤทธิ์เดชแล้วอย่างที่ว่า พอถามเข้าไปในใจ เขาก็เป็นเหมือนกัน  ทำไมผมก็มีฤทธิ์เดชแล้วนี่ ทำอัศจรรย์ได้ และพูดภาษาแปลก ภาษาพระวิญญาณแล้ว ผมเอาชนะบาปได้เพราะมีฤทธิ์เดช แต่เมื่อสำรวจดูใจลึกๆ ทำไมความรักมันเจือจาง มันแห้งแล้งอยู่เหมือนแผ่นดินแห้งแล้ง มันยังเบื่อ มันยังเซ็งชีวิต เมื่อเวลาผ่านไป ทำไมอยู่โบสถ์ตั้งนานไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง ทั้งตัวท่าน และก็ทั้งโบสถ์ ยกเว้นมีคนมากขึ้น หรือ น้อยลง หรือ คนเก่าไปคนใหม่มา วนอยู่อย่างนั้น เพราะอะไร? เพราะอะไรพระเจ้าจึงไม่ทำงานในจิตใจคน และ ที่โบสถ์? คำตอบอยู่ที่นี่ครับ คุณเป็นคนบาปอยู่ โหแรงจัง! แต่ไม่ต้องกลัวครับ เพราะถ้าคุณรู้สาเหตุ และคุณเกาถูกที่คัน ความบาปที่คุณมีจะมลายหายไปได้ แต่ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่าคุณเป็นใครไงครับ จะได้รู้จักตัวเองจริงๆ และเป็นคนบาปเพราะอะไร ผมจะอธิบายให้ฟังและใช้พระคัมภีร์สอนคุณ

ก่อนอื่นผมอยากบอกความลับบางอย่าง แต่ผมจะไม่เปิดเผยความลับ แต่จะไปเปิดเผยตอนท้าย ท่านเคยรู้ไหมครับว่าทำไม เราออกกำลังกายเล่นกล้ามจึงไม่เกิดซิ๊กแพ็ค มีแต่พุง ทำไมเราลงแว๊กซ์รถแล้วไม่เงาทั้งๆที่ของเราก็แพง ทำไมเราจึงต้องล้างดินจึงเห็นทอง ทำไมเราต้องเจียระไนเพ็ชรจึงจะเงางาม ทำไมตอนน้ำท่วมต้นไม้ถึงตาย ทำไมเราไม่เห็นดาวตอนที่สว่างทั้งๆที่ดาวอยู่นั่น แต่พอตกกลางคืนเราเห็น เรื่องเหล่านี้มีความลับของชีวิตซ่อนอยู่

ตามหัวข้อข้างบนชื่อเรื่อง เพราะมีคนถามผมว่า คนเราบาปเพราะอะไร บาปคืออะไร? ความบาปหมายความว่าอะไร? และเขายังมีคำถามต่อไปว่า เขาจะหลุดพ้นบาปได้อย่างไร ในเมื่อเห็นอยู่ว่ายังกระทำบาปอยู่

ก่อนตอบผมต้องบอกก่อนว่า เขาจะตอบคำถามหลังไม่ได้เลยถ้าเขาไม่รู้คำตอบของคำถามแรก

ส่วนมากคนในโบสถ์ก็ตอบแบบนี้ครับ และผมเองก็เคยตอบแบบนี้ โหง่ายจัง! ผมตอบเลย คนเราบาปเพราะว่าเรากระทำบาปอยู่เสมอ เราบาปเพราะเรากระทำชั่ว เราต้องสารภาพและกลับใจใหม่จากความบาป เพื่อจะไม่ทำบาปนั้นอีก เราจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความชอบธรรม พระเจ้าพอพระทัยคนเช่นนี้

ตอบแบบนี้ฟังดูขลังมาก และฟังดูเหมือนดี ฟังเหมือนเป็นคริสเตียนมานาน แก่กล้าในวิชาความรู้ และมีความเชื่อที่ทรงพลังมาก คนฟังก็พยักหน้าว่า เออจริง! เพราะมันฟังดูดีอ่ะ มันฟังแล้วมันจี้ไปที่สิ่งที่ตัวเองทำ และ กำหนดว่า ถ้าเราไม่ทำ เราก็จะเอาชนะบาปได้ และเราก็จะได้รับพระพร

แต่อนิจจา ท่านหาข้อพระคัมภีร์ตอบไม่ได้เลย ท่านเคยสงสัยต่อไปไหมว่า เอทำไมผมหรือฉันไม่มีปัญหาความอยากฆ่าคนเลย แต่ทำบาปโกหกอยู่เสมอ ทำไมฉันจึงไม่มีปัญหาล่วงประเวณีเลยเพราะฉันเป็นผู้หญิง แต่พวกผู้ชายนี่หื่นตลอด แม้กระทั่งในโบสถ์ก็มิวายมองเสียจนแทบละลาย ทำไมคนหนึ่งจึงไม่แพ้บาปอย่างหนึ่งแต่อีกคนแพ้ตลอด คนหนึ่งโกหกแต่ไม่เคยขโมย คนหนึ่งขโมยแต่ไม่เคยล่วงประเวณี คนหนึ่งล่วงประเวณีแต่ไม่เคยโกหก บางคนเป็นหมดเลย บางคนไม่เป็นเลย แต่เป็นเกย์ ท่านเคยถามต่อไปไหมว่า คนทั้งหมดนี้มีอะไรเหมือนกัน พระเจ้ามองเขาอย่างไร คนที่โกหกแต่ไม่เคยขโมย และคนที่ขโมยแต่ไม่เคยโกหก ก็มีค่าเท่ากันใช่ไหมครับ? คือคนบาปทั้งสิ้น ถ้าฟังจากคำตอบข้างบน มีคริสเตียนเป็นอันมากจำแนกบาปด้วย “ความบ่อย” ในการกระทำบาปนั้นๆ เช่นถ้าสูบบุหรี่ ถ้าเป็นเกย์ ขึ้ขโมยแปลว่า อยู่ในบาปอันเป็นนิสัย เพราะทำบ่อย แบบนี้ต้องกลับใจมาก แต่ถ้า “เผลอทำ” เป็นครั้งคราว อันนี้สารภาพาบาปก็โอเค สำหรับผมความคิดแบบนี้โง่เขลาสิ้นดี เรากำลังมองสิ่งที่เราเป็นในสายตาของเรา และไม่เคยไปดูพระคัมภีร์จริงๆว่าพระเจ้ามองเราเช่นไร

เมื่อเราแพ้ต่อบาปอย่างหนึ่งเขาเสียใจสารภาพขอให้พระเจ้ายกโทษ เมื่อเขาชนะบาปอีกอย่างเขาบอกว่าเขาชื่นชมยินดีเพราะพระเจ้าช่วยเขาให้กำลังเขา

ความชื่นชมยินดีและความขมขื่นใจล้วนมาจากตัวเขาเองทั้งสิ้น ไม่ได้มาจากพระเยซูเลย

อนิจจา คนแบบนี้ เชื่อพระเยซูแต่ปาก แต่ในใจเชื่ีอตัวเอง และ เชื่อในสิ่งที่ตัวทำอยู่เสมอ ไม่ว่าดีหรือชั่ว จิตใจมีแต่ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง เพราะมีแต่คำว่าเรา เรา ฉัน กู แบบนี้ เมื่อใจยังมีแต่ตัวเองก็คิดไปว่า อ้อ เมื่อเราเอาชนะบาปได้ พระเจ้าได้รับเกียรติ เราได้เป็นแสงสว่างแล้ว ผมลองยกตัวอย่างให้ท่านคิดตามดูแบบนี้ครับ ว่าท่านเป็นแบบนี้หรือเปล่า ท่านขับรถอยู่ ชิดเลนขวา เลนที่สวนมาท่านเห็นผู้หญิงสวยคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์มาแต่จอดติดไฟแดงอยู่ในระยะที่ท่านมองเห็น ท่านก็อธิษฐานในใจว่า ผมจะไม่มอง ผมต้องเอาชนะให้ได้ แต่ผู้หญิงคนนั้นที่ท่านเห็นอยู่แต่ไกลสวยมาก และกระโปรงก็สั้นมากด้วย และขาก็ขาวมาก หน้าตาก็สวนเป็นวัยรุ่น ใส่สายเดี่ยว แต่ท่านเป็นคริสเตียนไปโบสถ์ ท่านก็บอกตัวเอง (หรืออาจคิดว่าบอกพระวิญญาณ) ว่า ผมจะไม่มองตอนที่เธอคนสวยกำลังขี่รถผ่านเข้ามาใกล้ท่าน

ท่านมีสองสถานการณ์ที่เกิดขึ้่นในจิตใจ

1. ท่านอยู่ในกระจกรถที่มืด ต่อให้ท่านมองแว่บหนึ่งก็ไม่มีใครเห็น หรือเมียท่านก็ไม่รู้ เพราะท่านใช้วิธีเหลือกตามอง แต่คอไม่หัน ท่านก็อธิษฐานในใจว่า ไม่นะ ผมจะไม่มอง เพราะมันผิด จะทำให้ผมล่วงประเวณีในใจ เกิดกำหนัด เป็นบาป พอเจ้าหล่อนขี่รถเข้ามาใกล้ ตาท่านก็ค่อยๆขยับ ท่านก็ห้ามอีกว่า โอไม่ได้นะ อย่านะ แต่ในที่สุด ท่านก็เอาชนะบาปไม่ได้ ท่านมองแว่บหนึ่ง แล้วท่านก็เสียใจ อธิษฐานต่ออีกว่า พระเจ้าผมได้ทำบาปแล้ว ขอพระเจ้ายกโทษให้ผมด้วย

2. ท่านอยู่ในกระจกรถที่มืดเหมือนกัน เมียก็นั่งอยู่เหมือนเดิม แฟนท่านก็อยู่ข้างๆ เมื่อหล่อนขี่รถออกไฟแดงมา ท่านก็อธิษฐานว่า ขอพระเจ้าให้กำลังผม ผมจะไม่มอง ขอพระวิญญาณช่วยผม (ท่านเข้าใจว่าอย่างนั้น) แต่แล้วเมื่อเธอเข้ามาใกล้ ท่านก็หลับตาลงเสีย หล่อนก็ขี่รถผ่านไป ท่านก็ถอนหายใจ เฮ้อ เฮือกใหญ่ และบอกกับพระเจ้าว่า ขอบคุณพระเจ้า ผมไม่ได้ทำบาป แล้วท่านก็แอบภูมิใจเล็กๆในสิ่งที่ท่านทำ บางท่านอาจบอกว่า พระเจ้าขอทรงพอพระทัยในเครื่องบูชาที่ผมทำให้พระองค์เถิด ขอทรงโปรดยอมรับผมด้วยเถิด

ในสถานการณ์แรกท่านทำไม่ได้ ท่านทำบาป และท่านขอให้พระเจ้ายกโทษ ในสถานการณ์ที่สองท่านทำได้ และท่านบอกว่าให้พระเจ้ารับเครื่องบูชา ท่านดีใจและขอบคุณพระเจ้า

พี่น้องที่รัก ทั้งสองสถานการณ์ ท่านทำบาปทั้งสองแบบ เพราะท่านเชื่อว่า ถ้าทำบาปพระเจ้าเสียใจ ท่านเชื่อว่าความสัมพันธ์เสียไป ถ้าทำได้ดี เอาชนะบาปได้ พระเจ้าพอพระทัย ท่านกำลังเชื่อตัวเอง และเชื่ีอในสิ่งที่โบสถ์สอนท่านผิด ผมให้ท่านไปชกมวยกับนักมวย เฮฟวี่เวต แล้วท่านขึ้นเวทีไป แล้วอยากชกด้วย ท่านก็โง่เต็มที่ ท่ี่ท่านต้องทำคือ “โยนผ้ายอมแพ้” แล้วบอกว่า ผมไม่ไหวครับ ผมต้องการผู้ช่วย ท่านกำลังสู้กับซาตาน ท่านสู้ได้หรือครับ เพียงแค่ท่านไปโบสถ์ และทำอย่างคริสต์ พระเยซูได้ชนะซาตานแล้ว ท่านเชื่อได้ไหมครับ พระองค์ได้ทำลายความบาปไปแล้ว ท่านเชื่อได้ไหมครับ

ผมบอกว่าท่านไปผิดทาง ท่านเชื่อไหมครับ ผมใช้ถนนสุขุมวิทขาเข้าจะไปสยาม ทั้งๆที่ผมอยากไปอ่อนนุช ต่อให้ผมขับช้าชิดซ้ายอย่างระมัดระวัง แค่ไหน ผมก็ไปผิดทาง ต่อให้ผมเปลี่ยนเลนไปวิ่งเลนขวา ผมก็ไปผิดทาง ต่อให้ผมเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า ผมก็ไปผิดทาง เพราะอะไร? ง่ายครับ เพราะผมไปผิดทาง ผมต้องทำอะไร ผมต้องกลับหลังหัน และ ยูเทิร์น เพื่อกลับรถ กลับใจใหม่ ไปอีกทางหนึ่งที่ตรงข้ามกั้น จิตวิญญาณก็เหมือนกันที่พระเจ้าบอก ผมเป็นลูกของมาร ผมทำดีอย่างไรก็เป็นลูกของมาร ผมทำบาปน้อยลงอย่างไรผมก็เป็นลูกของมารอยู่วันยังค่ำ ผมต้องกลับใจใหม่ หันออกจากความคิดของตัวเอง ไปหาความคิดจิตใจของพระเจ้า ผมต้องหันออกจากความบาปของตัวเองไปหาความชอบธรรมของพระเยซู แล้วผมจึงจะไปถูกทาง

ผมจะตอบคำถามแต่ผมจะใช้พระคัมภีร์ตอบเพื่อให้ท่านไปถูกทาง

คำถามคือ คนเราบาปเพราะอะไร บาปคืออะไร? ความบาปหมายความว่าอะไร?

1. เราเป็นคนบาปเพราะเราเป็นคนบาป… โหจิงดิ ก็รู้อยู่แล้ว ตอบแบบนี้กวนนี่นา แต่ลองคิดดูนะครับ ผมไม่ได้ตอบว่า เราเป็นคนบาปเพราะเราทำบาป แต่ผมตอบว่าเราเป็นคนบาปเพราะเราเป็นคนบาป ไม่เหมือนกันนะครับ!

เพราะเราเกิดมาในอาดัม ตัวตนของเราเป็นแบบนั้นตั้งแต่เกิดมา ยอห์น 8:14 พระเยซูบอกว่า “ท่านทั้งหลายมาจากพ่อของท่านคือมาร  และท่านใคร่จะทำตามความปรารถนาของพ่อท่าน  มันเป็นผู้ฆ่าคนตั้งแต่ปฐมกาล  และมิได้ตั้งอยู่ในสัจจะ  เพราะมันไม่มีสัจจะ  เมื่อมันพูดเท็จมันก็พูดตามสันดานของมันเอง  เพราะมันเป็นผู้มุสา  และเป็นพ่อของการมุสา

โรม 5:14 บอกว่า “ความตายก็ได้ครอบงำตลอดมาตั้งแต่อาดัมจนถึงโมเสส  แม้คนที่มิได้ทำบาปอย่างเดียวกับการละเมิดของอาดัม”

1 โครินธ์ 5:22 “เพราะว่าคนทั้งปวงต้องตายเกี่ยวเนื่องกับอาดัม” ข้อ ที่ 21 บอกว่า “เพราะว่าความตายได้อุบัติขึ้น เพราะมนุษย์คนหนึ่งเป็นเหตุฉันใด”

โรม 5:16 “เกิดจากบาปของคนนั้นคนเดียว เพราะว่าการพิพากษาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการละเมิดเพียงครั้งเดียวนั้น ได้นำไปสู่การลงโทษ 12 เช่นเดียวกับที่บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆเดียว และความตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น

ท่านเห็นไหมครับ พระวจนะบอกเราว่า เราเป็นคนบาป เรามีบาป เพราะว่าเราเป็นคนบาป สาเหตุไม่ได้อยู่ที่เรากระทำบาป แต่เกิดจากบาปของคนนั้นคนเดียวคืออาดัม เพราะความตายได้อุบัติขึ้นเพราะอาดัมเห็นเหตุ

เมื่อท่านรู้อย่างนี้แล้ว ท่านกลับใจจากการกระทำบาปสักกี่ครั้ง ท่านขอพระเจ้ายกโทษสักพันครั้ง ท่านเอาชนะบาปอีกพันครั้ง ท่านก็มีบาปอยู่ดี ท่านก็เป็นคนบาปอยู่ดี เพราะสาเหตุแห่งรากมันไม่ใช่ตัวท่าน ผมปวดท้องเพราะไส้ติ่งอักเสบ ผมกินยาแก้ปวดมันหายไหมครับ? มันไม่หาย เพราะว่าอะไร? เพราะว่าผมไม่ได้แก้ที่สาเหตุ ผมไปแก้ที่ปลายเหตุ ผลก็คือผมตายเพราะไส้ติ่งแตกตาย คนหนึ่งมีเนื้องอกแต่ไปกินยาแก้อักเสบ จะหายไหมครับ?

พี่น้องที่รักเราเป็นลูกของมาร จงยอมรับ และยอมแพ้ ท่านต้องการผู้ช่วย ที่ไม่ใช่ท่านเอง ท่านสู้พ่อของท่านที่เป็นมารได้หรือครับ เอาชนะได้หรือครับ?  มันอาจยอมแพ้ให้ท่าน เหมือนผมเล่นงัดข้อก้บลูก ผมยอมแพ้ให้ลูก ลูกดีใจที่ชนะผม ผมดีใจกว่าเพราะหลอกลูกได้ จะได้เลิกเสียที ลูก 7 ขวบจะชนะผมได้อย่างไรครับ งัดอีก 100 ทีแกก็แพ้ เช่นเดียวกัน พ่อของเราคือมารซาตานดีใจที่ท่านเอาชนะบาปได้ ท่านละเว้นบาปได้หนึ่งอย่างท่านดีใจ มันก็ดีใจ เพราะว่ามันรู้ว่ามันหลอกท่านได้ ท่านเข้าใจไหมครับ? ก็ท่านยังเป็นลูกของมาร ท่านชนะไม่ได้เลย ท่านไม่มีวันชนะ มันเป็นพ่อแห่งการโกหก หลอกลวง มันมิได้ตั้งอยู่ในสัจจะ เพราะมันไม่มีสัจจะ มันเป็นพ่อของการมุสา เราเกิดมาจากท้องแม่ก็เป็นลูกของมัน เราโกหกตั้งแต่ 3 ขวบเมื่อเราพูดได้ ไม่ต้องมีใครสอนเราโกง เราโกงเอง เราอยากชนะ ลูกผม 7 ขวบเป่ายิ้งฉุบ ผมออกฆ้อน แกออกกรรไกร แล้วแกก็รีบเปลี่ยนเป็น กระดาษ โกงสิ้นดี เพราะพ่อของเขาคือมาร ท่านต้องเข้าใจตัวตนของคนเหมือนอย่างที่พระเจ้าเข้าใจ ท่านเอาชนะมันไม่ได้ เพราะท่านเป็นลูกของมัน มีทางเอาชนะได้อย่างเดียว พระวจนะบอกไว้ คือ ท่านต้องเปลี่ยนพ่อใหม่ โดยการบังเกิดใหม่ฝ่ายจิตใจ จิตวิญญาณท่าน

ท่านต้องเปลี่ยนพ่อก่อนครับ  ต้องบอกมันว่า จะไม่เชื่อมันอีก ไม่ขอเชื่อตัวตน ความดีความชั่วในตัวเราที่มันหลอกให้เชื่อ และ หันไปหาพ่อคนใหม่ ่บังเกิดใหม่ในพ่อคนใหม่ที่ชื่อว่าพระเยซู บอกมันว่าท่านมีพ่อใหม่แล้ว ท่านไม่เชื่อมันอีกต่อไป เพราะความบาปที่ได้จากอาดัม ถูกทำลายทั้งสิ้น ไม่มีเหลืออีกเลย ที่ไม้กางเขน พระเจ้าไม่จดจำบาปท่านเอีกเลย มารอยากจดจำก็ปล่อยมันไป แต่พระเยซูช่วยให้ท่านพ้นบาปแล้ว และชำระให้ท่านบริสุทธิ์ถึงความสมบูรณ์เป็นนิตย์ ฮิบรู 10:14 โดยการถวายบูชาเพียงครั้งเดียว  พระองค์ก็ได้ทรงกระทำให้คนทั้งหลายที่ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์แล้วนั้นถึงความสมบูรณ์เป็นนิตย์

ท่านจะหลุดออกจากต้นเหตุแห่งการเป็นคนบาปได้ ท่านต้องมาหาพระผู้ช่วยคือพระเยซูคริสต์เท่านั้น

เข้าใจได้ไหมครับ!

2. เพราะว่าเราถูกขายไว้ใต้บาป

โรม 7:14เรารู้ว่าธรรมบัญญัตินั้นเป็นมาโดยฝ่ายพระวิญญาณ  แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ถูกขายไว้ให้อยู่ใต้บาป

โรม 7:17 ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมิใช่ผู้กระทำ  แต่ว่าบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้ทำ

พี่น้องที่รักและเคารพครับ ตัวท่านเมื่อเกิดมาถูกขายไว้ใต้บาป เราถูกกดอยู่ใต้บาปของอาดัม ทำให้เรามีใจปรารถนาชั่วอยู่เสมอ เราไม่มีความดีเลย อาจารย์เปาโลรู้เรื่องนี้ดีที่สุด เพราะท่านเคยเป็นฟาริสีที่ชอบธรรมที่สุด ท่านกล่าวสอนเราว่า

โรม 7:18-20 ด้วยว่าในตัวข้าพเจ้า คือในตัวของข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำการดีนั้นข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่ ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่ ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะทำ ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำ แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้กระทำ

บาปต่างหากที่อยู่ในตัวเราเป็นผู้กระทำ ท่านเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ไหมครับ เรามักคิดว่า อ้อ ตัวฉันทำบาป อ้อ ตัวฉันทำดี แม้กระทั่งเราเป็นคริสเตียนแล้ว นมัสการแล้ว ร้องเพลงแล้ว แต่เราก็ยังเป็นมนุษย์ผู้ถูกขายไว้ใต้บาป ยังไม่เคยหมดบาป รู้ได้ไงอ่ะพี่! ท่านถามตัวเองสิ หรือ ให้คนถามท่านก็ได้ว่า ท่านมีความบาปไหม? แล้วท่านก็ลองตอบดู ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร เป็นอาจารย์นักเทศน์ หรือเป็นศาสนาจารย์ หรือเป็นสมาชิกธรรมดา ท่านสำรวจตัวเองได้ ถ้าท่านตอบว่า ผมไม่มีบาป เพราะผมเป็นคนดี ผมทำดี และสารภาพบาป ขอให้พระเจ้ายกโทษ ผมเลยเป็นคนดี ท่านก็ลวงตนเอง และสัจจะไม่ได้อยู่ในท่านเลย คนหนึ่งถ้ายังมี่บาป บาปก็ครอบงำเขา ตรวนเขาไว้จนถึงแดนมรณา เขาอธิษฐานพระเจ้าได้ยินได้อย่างไร มีคนบอกผมว่า ผมยังทำบาปอยู่เลย ผมยังมีบาป ผมถามว่าบาปอะไร เขาตอบว่าผมสูบบุหรี่อยู่ ท่านเห็นไหม เขาไม่เข้าใจตัวเอง เขาเชื่อว่าการสูบบุหรี่เป็นบาป ความจริงคืออะไร? สูบบุหรี่ไม่ทำให้เขาตกนรก แต่ บาปต่างหากทำให้เขาตกนรก เนื่องจากบาปยังไม่ได้ออกไปจากตัวเขา เพราะว่าเขายังไม่เชื่อว่าการงานที่สิ้นสุดของพระเยซูบนไม้กางเขนสามารถชำระล้างบาปทั้งสิ้นของเขาได้! ท่านเข้าใจไหมครับ

 3. เพราะเราไม่เชื่อในพระเยซู. ยน 16

 ยอห์น 16:9 ในเรื่องความผิดนั้น คือเพราะเขาไม่วางใจในเรา
พี่น้องที่รัก ถ้าบาปไม่หมดไป และท่านเขื่อว่าท่านยังไม่ได้เป็นผู้ชอบธรรม เพราะท่านกระทำบาปอยู่และกำลังเอาชนะอยู่ แต่เอาชนะบางอย่างได้ แต่แพ้บาปบางอย่าง หรือท่านคิดว่า กิจกรรมคริสเตียนบางอย่างเช่น การล้มลง การนมัสการ การอ่านพระคัมภีร์อย่างถูกต้อง การรู้ภาษากรีก การถวายสิบลด การมีฤทธิ์เดช จะทำให้ท่านมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ดีขึ้น และเอาชนะบาปได้เก่งขึ้น ผมจะบอกให้ท่านคิดดู กิจกรรมเหล่านั้นมาจากพระเจ้าหรือ? พระเจ้าทำงานในคนบาปได้อย่างไร?  เพราะบาปกั้นเรากับพระเจ้าอยู่ อิสยาห์ 59:1-2 สอนเราว่า “ดูเถิด พระหัตถ์ของพระเจ้ามิได้สั้นลง ที่จะช่วยให้รอดไม่ได้ หรือพระกรรณตึง ซึ่งจะไม่ทรงได้ยิน แต่ว่าความบาปชั่วของเจ้าทั้งหลายได้กระทำให้เกิดการแยก ระหว่างเจ้ากับพระเจ้าของเจ้า และบาปของเจ้าทั้งหลายได้บังพระพักตร์ของพระองค์เสียจากเจ้า พระองค์จึงมิได้ยิน” แล้วพระเจ้าจะทำงานในคนที่ยังมีบาปอยู่ได้อย่างไร ให้พระเจ้ามองท่านหรือ สงสารท่านหรือ?  ท่านมีอะไรเป็นตัวแทนหรือยัง?  พระเยซูเป็นตัวแทนของท่านหรือยัง โลหิตของพระเยซูปกคลุมท่านอยู่ไหม และบาปของท่านยังถูกจดจำอยู่หรือเปล่า ถ้าท่านตอบว่า มีบาปอยู่ ขอพระเจ้ายกโทษให้ ขอพระเจ้าให้ฤทธิ์เดช ให้พระพร ขอพระเจ้าให้เกิดการฟื้นฟู ท่านจะได้รับได้อย่างไร เพราะท่านยังเป็นคนบาป ใจท่านเต็มด้วยบาป จะฟื้นฟูได้ไง ฤทธิ์เดชจึงไม่มาเมืองไทย การฟื้นฟูจึงไม่เกิด เพราะเรามัวแต่ทำกิจการอันเลวทรามของคนบาป แรงไปป่ะ!
ผลของต้นไม้ที่ชอบธรรมก็ออกผลที่ชอบธรรมเสมอ เรารู้จักต้นไม้ก็ด้วยผลของมัน ถ้าต้นไม้ยังเป็นต้นไม้บาป ผลก็บาปเสมอ ท่านจะออกผลได้อย่างไร ท่านจะออกผลพระวิญญาณตามกาลาเทีย 5:22-23 ได้อย่างไร เราจะทำตามข้อที่ 25 ว่า “ถ้าเรามีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณก็จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณด้วย” ได้อย่างไร ถ้าท่านยังเป็นคนบาป ท่านยังไม่มีพระวิญญาณ เพราะพระวิญญาณอยู่ในคนบาปไม่ได้ อาจอยู่ได้ชั่วคราวแล้วก็ไปเหมือนอย่างซาอูลที่บอกว่า พระวิญญาณพรากไปจากเขาเสีย เพราะอะไรครับ?  เพราะบาปยังไม่ตายไปที่ไม้กางเขน
เมื่อรู้แล้วว่า บาปคืออะไร ผมก็เลยอยากตอบคำตามที่เหลือ ซึ่งสำคัญมาก คำถามต่อมาคือ เขาจะหลุดพ้นบาปได้อย่างไร ในเมื่อเห็นอยู่ว่ายังกระทำบาปอยู่
คำตอบคือ ท่านต้องทำลายความชอบธรรมของตนเองก่อน เพื่อจะยอมรับความชอบธรรมที่ได้มาจากความเชื่อของพระเยซูได้ ท่านต้องตายกับตัวเองก่อน จึงจะบังเกิดใหม่ได้จริงๆ ท่านต้องยอมร้บก่อนว่าท่านเป็นคนบาปเพราะอาดัม และถูกขายไว้ใต้บาป เชื่อแต่ตัวเอง เชื่อแต่สิ่งที่อาจารย์สอน เชื่อการเอาชนะการทำบาป เชื่อสิ่งที่ตัวทำ ท่านต้องยอมรับโดยดุษฎีว่าท่านยอมแพ้มาร ท่านจบแล้ว ท่านโยนผ้าขาวกับตัวเอง ท่านอยู่ในความมืดมิด และ เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านต้องการผู้ช่วย!  ท่านต้องการใครสักคนมาโอบอุ้มท่านและยกโทษบาปให้แก่ท่านนิร้นดร์ ไม่มีเหลืออีกเลย ไม่จดจำอีกเลย และ ผู้นั้นมีผู้เดียวคือองค์พระเยซูคริสต์
ความรอด การบังเกิดใหม่ การมีชีวิตกับพระเจ้า ท่านต้องไปกับพระเยซูเท่านั้น เพราะพระองค์เป็นตั๋วเดียวของท่านที่จะพาท่านไป คนตรวจตั๋วไม่ได้สนใจว่าท่านได้ตั๋วมาได้อย่างไร เขาสนใจแต่ว่าท่านมีตั๋วไหม?  ท่านเข้าใจสิ่งที่ซ่อนอยู่ไหมครับ เรามีตั๋วไปสู่แผ่นดินของพระเจ้า ไม่ใช่เพราะเราทำเอง และพระเจ้าก็ไม่สนด้วยว่าท่านทำได้ไหม พระเจ้าสนว่าท่านมีตั๋วไหม พระเจ้าให้พระเยซูเป็นตั๋วให้ท่านฟรี ท่านรับไว้ไหม

โรม 4:4 “ฝ่ายคนที่ทำงานก็ไม่ถือว่าค่าจ้างที่ได้นั้นเป็นบำเหน็จ แต่ถือว่าเป็นค่าแรงของงานที่ได้ทำ” ท่านเห็นไหมครับ คนที่ทำงานแล้วได้ค่าจ้าง จะเรียกว่าโบนัสได้อย่างไร ก็ฉันทำงานมาอ่ะ ไม่ได้ได้รับเงินมาฟรี! เขาถือว่าเป็นค่าแรง

โรม 4:5 “ส่วนคนที่มิได้อาศัยการประพฤติ แต่ได้เชื่อในพระองค์ผู้ทรงโปรดให้คนผิดเป็นคนชอบธรรมได้ เพราะความเชื่อของคนนั้นพระเจ้าทรงถือว่าเป็นความชอบธรรม” โอ้อะไรกันนี่ พระเจ้าใช้ตรรกะอะไรมาสอนผม  นั่นสิ ตรรกะแห่งพระคุณไง ไม่ใช่ตรรกะแห่งบัญญัติ พระคุณคือยกโทษให้ ให้เปล่า เป็นโบนัส ไม่ได้เป็นค่าแรง พระเจ้าทรงให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นคนชอบธรรมได้ เพราะความเชื่อของคนนั้น พระเจ้าทรงถือว่าเป็นผู้ชอบธรรม โดยไม่ได้อาศัยการประพฤติ เลย ถ้าประพฤติแล้วได้ ก็เรียกว่าค่าแรง แต่นี่เชื่อเท่านั้นก็ได้ แต่คำถามคือเชื่ออะไร? ข้อนี้บอก่า เชื่อในพระองค์ผู้ทรงโปรดให้คนผิดเป็นคนชอบธรรม เห็นไหมครับ คนส่วนมากเข้าใจว่า เชื่อพระเยซู ผมก็ไปโบสถ์ แต่ไม่รู้ว่าเชื่ออะไรของพระเยซู พระเยซูมาทำอะไรให้เขา คือแค่เชื่อในสมองเท่านั้นว่าพระเยซูมาตายบนไม้กางเขน แล้วไงต่อ ผมถึงบอกว่าคนส่วนมากยังไม่ได้เชื่อศรัทธา เขาแค่มีความรู้เท่านั้น

ความรอดของเราไม่ใช่ที่เราต้องทำเพื่อให้ได้มา ความดีของท่านช่วยได้หรือ?  ในเมื่อความชั่วของท่านมีอยู่เต็ม ความชอบธรรมสักนิดเดียวจะทำให้น้ำโคลนแห่งความบาปใสได้หรือ เราทำไม่ได้เลย เราต้องทิ้งตัวเองไปเท่านนั้น มันเสียไปแล้ว มันจบแล้วเพราะมันเกิดมาในบาปของอาดัม ต้องทิ้งมันไป และหาพ่อใหม่ ที่ต่างหากคือการกลับใจใหม่ ไม่ใช่กลับใจใหม่จากการกระทำบาปอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็บอกว่าดี พระเจ้าพอพระทัย แล้วบาปอื่นล่ะ?
การกล้บใจใหม่คือการทิ้งตัวเองต่างหาก ไม่เชื่อในตัวเอง ไม่เชื่อมารซาตาน ไม่เชื่อในความดีของตน เชื่อในความดีของพระเยซูเท่านั้น พระเยซูเท่านั้นมีความชอบธรรม และพระเจ้ามองที่ความชอบธรรมของพระเยซูเมื่อพระเจ้ามองมาที่เรา
กาลาเทย 2:20 คนส่วนมากท่องได้ แต่คนส่วนมากไม่เข้าใจความหมาย “ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว  ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป  แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า  ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้  ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า  ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า  และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า” อาจารย์เปาโลบอกว่าท่านได้ตายแล้ว ตัวท่านเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว ไม่เกี่ยวกับการกระทำ ท่านหมายถึงจิตวิญญาณท่าน ตัวตนของท่านตายไปแล้ว ท่านทำลายความดีของตัวเองไปแล้ว ท่านเห็นว่าตัวเองมืดมิดดั่งกลางคืน เพีื่อท่านจะเห็นแสงสว่างของพระคริสต์ได้ ท่านเข้าใจไหมครับ!
ผมสรุปให้อย่างนี้ครับ
เพราะเรามองคนละมุมกับพระเจ้าตามพระคัมภีร์

เรามองว่าเราเป็นคนบาปเพราะเราทำบาป พระเจ้ามองว่าเราเป็นคนบาปเพราะเราเกิดจากความบาป เป็นคนบาปอยู่ พระคัมภีร์บอกให้เรายอมแพ้ และต้องการผู้ช่วยคือพระเยซู แต่เราบอกว่าเราจะเอาชนะ เราจะพยายาม เราบอกว่าเราเป็นคนดีบ้าง พระเจ้าบอกว่าเราเป็นลูกของมาร เราบอกว่าเราชนะได้ (เป็นบางครั้ง) พระเจ้าบอกว่าเราแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้แข่ง 

พรพเจ้าสร้างความมืดก่อนความสว่าง ทําไมเราไม่เห็นดาวในกลางวัน เพราะยังสว่างอยู่ เม่ื่ออยู่ในกลางคืนเราจึงเห็นแสง ถ้าท่านไม่ยอมรับว่าท่านเป็นกลางคืน ท่านจะเห็นแสงสว่างของความชอบธรรมได้อย่างไร ท่านจะเห็นพระเยซูได้อย่างไร ถ้าใจยังสว่างอยู่ ยังมีความดีอยู่

ความชอบธรรมของพระเจ้ากับความชอบธรรมของมนุษย์เข้ากันได้ไหมครับ ของเราเป็นของปลอม และผสม โดยใส่ความชอบธรรมของตัวเองเข้าไปผสมกับงานของพระเจ้า งานของพระเยซูกับงานของเราผสมกันดีไหมครับ ได้หรือครับ? ของเราเน่าสิ้นดี ของพระเยซูประเสริฐ เอามาผสมกันได้หรือครับ?

ความชอบธรรมของเราต้องถูกทําลายให้ล้มลงก่อน

พระเจ้าทรงให้น้ําออกจากแผ่นดิน เปิดเผยแผ่นดินออกมา เมื่อพระเจ้าทําลายนํ้าออกจากใจของเรา เอาสิ่งที่ปกคลุมจิตใจของตนออกไป ทําลายความดีของเรา ก็จะเห็นตัวตนของเราที่ชั่วช้า แต่เราอยากเก็บความดี

เมื่อเราอยู่โดยมีความดีของตนอยู่ พระเจ้าทํางานไม่ได้ พัดนํ้บออกไปทีละนิด  ฉันเป็นอย่างนี้นี่เอง ฉันคิดว่าฉันดี ต้องทิ้งจิตใจตัวเอง

ยรม 17:9 จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมดมันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียว ผู้ใดจะรู้จักใจนั้นเล่า

ทิ้งจิตใจของเราไป เพราะมันล่อลวงเรา แล้วรับจิตใจของพระเยซู รับจิตวิญญาณของพระเยซู พระวิญญาณจะนำเราสู่ความสว่าง

ปฐมกาล 1:10-11 บอกว่าพระเจ้าสร้างน้ำก่อนสร้างแผ่นดิน เมื่อนํ้าหมดไป พระเจ้าทําอะไร ปลูกพืชได้ เพื่อพร้อมจะปลูกพืชได้ ปลูกพืชบนน้ําได้ไหม นํ้าท่วมปลูกพืชได้ไหมครับ? จิตใจท่านยังมีตัวเอง ยังมีบาป พระเจ้าจะปลูกพืชได้อย่างไร

ยิ่งมีความมืดมาก แสงสว่างจากดวงดาวก็สว่างขึ้น

โรม 5:20-21 เมื่อมีธรรมบัญญัติ ก็ทำให้มีการละเมิดธรรมบัญญัติปรากฏมากขึ้น แต่ที่ใดมีบาปปรากฏมากขึ้น ที่นั้นพระคุณก็จะไพบูลย์ยิ่งขึ้น เพื่อว่าบาปได้ครอบงำ ทำให้ถึงซึ่งความตายฉันใด พระคุณก็ครอบงำด้วยความชอบธรรมให้ถึงซึ่งชีวิตนิรันดร์ โดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราฉันนั้น

ยิ่งเรารู้จักตัวเองว่าชั่วแค่ไหน ไม่มีคนชอบธรรมเลย เราก็จะเห็นพระคุณพระเยซูสว่างขึ้น ยิ่งเรารู้ว่าชั่วแค่ไหน พระคุณก็ยิ่งเรืองรองขึ้น ยิ่งเรารู้ว่าเราดีแค่ไหน พระคุณก็ไม่สว่างเลย ครอบงำเราไม่ได้เลย ท่านเห็นความลับที่ซ่อนอยู่ไหมครับ

พระเจ้าไม่แช่งสาปเราเลย เพราะสะอาดแล้ว พระเจ้าจะปลูกพืชต่างหาก พระเจ้ากําลังพัดนํ้าออกไป

เราเล่นกล้ามแต่ไม่ขึ้นเพราะไขมันมันบังอยู่ เราแว๊กซ์รถแต่ไม่เงาเพราะฝุ่นมันเกาะอยู่ ต้องลงดินน้ำมันลูบฝุ่นออกไปก่อน เราต้องเอาดินล้างออกไป จึงร่อนดินออกจึงเห็นทอง เราต้องเอาความหมองของเพ็ชรออกไปโดยการเจียระไน จึงเงางามได้ ต้นไม้ตายเพราะน้ำท่วมเนื่องจากน้ำบังท่ออาหารของมัน เราไม่เห็นดาวในตอนสว่างเพราะความสว่างมันสว่างกว่าดาว ต้องรอให้มืดก่อนจึงเห็นแสงสุกใส

ท่านเห็นความลับของชีวิตซ่อนอยู่ในนี้ไหมครับ ถ้าเราไม่เอาตัวการบาปออกไปจากใจเรา ต่อให้เราทำดีอย่างไร เราก็ไม่ได้พระพรเลย เรายากจนฝ่ายจิตวิญญาณ เพราะเรายังมีชั้นแห่งความบาปปกคลุมใจอยู่ มันล็อคเราอยู่ มันกดเราอยู่ เราต้องเอาฝุ่นออก เราไขมันออก เอาน้ำออก เอาดินออก เอาความสว่างของเราออก เมื่อเรายอมรับว่าเรามืดมิด เราจึงเห็นความสว่างได้ ท่านเข้าใจความลับที่ีผมเปิดเผยไหมครับ

พีน้องที่รัก ผมรักท่าน ผมพูดเรื่องแก่ท่านหากท่านไม่เคยพบพระเยซูเลย และแสวงหาอยู่ ผมพูดแก่ท่านด้วยเหมือนกันที่บอกว่าเป็นคริสเตียนแล้วแต่ยังไม่เคยยอมรับตัวเอง ยังเชื่อตามที่คนอื่นสอน ยังมีความบาปอยู่ทั้งที่ปฏิบัติทุกอย่างเหมือนคริสเตียน ผมพูดแก่ท่านด้วยสำหรับท่านที่ไปโบสถ์ ที่มีฤทธิ์เดช ที่มีความชอบธรรมอยู่ ที่มีของประทานแห่งฤทธิ์เดช แต่ยังมีบาปอยู่ ยังเอาชนะบาปอยู่ ผมพูดแก่ท่านที่เทศนา ให้คนรู้สึกผิด ก้มหน้าลง ดูตัวเอง และบอกว่าพระเจ้าไม่ชอบเขา เพราะว่าสิ่งที่เขาทำ ท่านเทศนาให้เขาละอายใจ ผมเคยเข้าใจผิดเหมือนท่าน แม้ว่าผมบอกว่าผมเป็นคริสเตียน บัดนี้ผมเห็นแล้ว เมื่อก่อนผมตาบอดอยู่ เมื่อก่อนผมตาบอดอย่างไร ตอนไปโบสถ์ผมก็ยังตาบอดเหมือนเดิม แต่คิดว่าเห็นนิดหน่อย ตอนนี้ผมสว่างแล้วครับ

พระเยซูครับ ผมรักพระองค์ ผมจะยึดพระองค์เท่านั้น พระเยซูเท่านั้น เป็นสมอเรือ ผมจะพยายามต่อไม่ว่าจะต้องเขียนจนมือหลุด หรือพูดจนปากพัง ขอพระเยซูให้พลังผม ให้ผู้คนได้ยอมรับตัวเอง และยอมร้บพระองค์ได้

คงศักดิ์

gracethai.com

Leave a Reply

67 Comments

  • george

    Jun 14, 2012

    Reply

    Thanks I have read through this and appreciate it. Will pass along to others.

  • Kongsak

    Jun 14, 2012

    Reply

    ทุกคนบอกว่าเราต้องเชื่อฟัง obey แต่ไม่เคยมีใครบอกว่าเราต้องเชื่อฟังว่าอะไร? ทุกคนบอกว่าเราต้องเชื่อฟังพระเจ้า แต่ไม่เคยมีใครบอกว่าเราต้องเชื่อฟังอะไรที่พระเจ้าบอก? อาจารย์ที่โบสถ์บอกผมว่าเพราะว่าท่านไม่เชื่อฟังไง ผมก็ถามว่าแล้วให้เชื่อฟัง "ว่าอะไร" อาจารย์ก็บอกว่าเชื่อฟังพระวิญญาณ ก็แล้วเชื่อฟัง "ว่าอะไร" ผมบอกลูกว่า เชื่อฟังสิ ลูกก็ถามผมว่า ก็แล้วป๊าให้ผมเชื่อฟังว่าอะไร? พระเจ้าบอกเราว่าอะไรครับ? พระเจ้าให้เราเชื่อฟังอะไร? เชื่อฟังพระเยซูไง พระเยซูเป็นสาส์นเดียวที่มาถีงเรา เป็นตั๋วแบบเดียว ชนิดเดียว เราเชื่อฟังบัญญัติและคำสอนของดาวิดของโมเสสของซาโลมอนไม่ได้เลย เราต้องเชื่อฟังพระคริสต์เท่านั้น ท่านเข้าใจไหมคร้บ? ที่นี้เชื่อฟังอะไร อะไรเป็นสาส์นสำคัญที่สุดของพระคริสต์ พระเจ้าต้องการบอกอะไรเรา? ง่ายมากครับ พระเจ้าต้องการบอกเราว่าเจ้าตายแล้วในการบาป ทำดีอย่างไรก็บาป เพราะเป็นลูกของมาร เราเกิดมาก็บาปแล้ว อาการมันฟ้องตลอดเพราะมีโรคบาปอยู่ในจิตวิญญาณ พระเจ้าบอกเราอีกว่า พระเจ้ามีทางแก้ให้ คือให้เป็นคนชอบธรรม เราเชื่อฟังไหม? เราเชื่อฟังไหมว่าพระเจ้าบอกว่าเราจะทำพันธสัญญาใหม่แก่เจ้า และ บาปของเจ้าเราจะไม่จดจำอีกเลย บาปที่แดงอย่างเลือดจะสะอาดเหมือนหิมะงาม เราเชื่อฟังไหม? คำถามที่เราต้องตอบให้ไม่ใช่ว่าเราเชื่อฟังหรือไม่ เราต้องตอบคำถามว่า เราเชื่อฟังอะไร? เราเชื่อฟังถูกไหม? ถ้าเรามีความดีสักนิดหนึ่ง ความชอบธรรมของพระเยซูก็มีไม่ได้เลย พระเจ้าไม่มองสิ่งที่ท่านทำหรอกครับ พระเจ้ามองสิ่งที่พระคริสต์ทำ ถ้าท่านอยู่ในพระคริสต์ ท่านก็เป็นของพระองค์ พระเจ้าก็มองท่านเหมือนอย่างที่มองพระเยซู ท่านเข้าใจเรื่องการเชื่อฟังได้ไหมครับ?

  • Kongsak

    Jun 18, 2012

    Reply

    ผมใช้ถนนสุขุมวิทขาเข้าจะไปสยาม ทั้งๆที่ผมอยากไปอ่อนนุช ต่อให้ผมขับช้าชิดซ้ายอย่างระมัดระวัง แค่ไหน ผมก็ไปผิดทาง ต่อให้ผมเปลี่ยนเลนไปวิ่งเลนขวา ผมก็ไปผิดทาง ต่อให้ผมเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า ผมก็ไปผิดทาง เพราะอะไร? ง่ายครับ เพราะผมไปผิดทาง ผมต้องทำอะไร ผมต้องกลับหลังหัน และ ยูเทิร์น เพื่อกลับรถ กลับใจใหม่ ไปอีกทางหนึ่งที่ตรงข้ามกั้น จิตวิญญาณก็เหมือนกันที่พระเจ้าบอก ผมเป็นลูกของมาร ผมทำดีอย่างไรก็เป็นลูกของมาร ผมทำบาปน้อยลงอย่างไรผมก็เป็นลูกของมารอยู่วันยังค่ำ ผมต้องกลับใจใหม่ หันออกจากความคิดของตัวเอง ไปหาความคิดจิตใจของพระเจ้า ผมต้องหันออกจากความบาปของตัวเองไปหาความชอบธรรมของพระเยซู แล้วผมจึงจะไปถูกทาง ท่านเห็นความลับที่ซ่อนอยู่ไหมครับ?

  • shino

    Jun 18, 2012

    Reply

    เข้ามาอ่านครับ... มีคำถามที่จะถามคุณคงศักดิ์ และก็มีข้อสงสัยใน คำเฉลยด้วย...ครับ.... 1. เรื่อง สาวสวยนุ่งสั้น...ขี่มอเตอร์ไซด์.... ถามว่า...คุณคงศักดิ์จะมองเธอหรือเปล่าครับ....หรือว่าไม่มองเลยสักแว๊บเดียว 2. เปรียบเทียบว่า...ถ้า...เป็นสาวหน้าตาปากเบี้ยว จมูกแหว่ง หัวเถิก ผิวเป็นตะปุมตะปำ นุ่งสั้น...ขี่มอเตอร์ไซด์ ถามว่า..คุณคงศักดิ์จะมองเธอหรือเปล่าครับ...หรือว่าไม่มองเลย 3.จาก ข้อ 1 และ 2 ....ต่างกันอย่างไร ถ้าเพียงแค่ว่าเรา."..มอง..". จะผิดหรือถูกอย่างไร.. 4.แล้วการมอง...การจ้อง การเห็น....สิ่งที่สวยงามน่ารักน่ามอง กับสิ่งที่ดูแล้วน่าเกลียดไม่สวยแต่ก็มอง....มันผิดตรงไหน...ครับจึงทำให้เกิดเป็นความบาป... 5.คุณคงศักดิ์และเราผู้ชายทุกคน จะชนะปัญหา...ของการมอง..การเห็นสาวสวยน่ารักนุ่งสั้น. ด้วยท่าทีอย่างไร...ครับถ้าต้องมอง...(ไม่มองไม่ได้เพราะเป็นภาพสุะดุดตามากๆ) แล้ว...ถ้าคุณผู้ ญ ทั้งหลายมองผู้ชายหล่อๆ สมาร์ท...จะได้ไหม...?(ไม่มองไม่ได้เพราะสะดุดตา)เหมือนกัน ....ทุกคนจะมีท่าทีอย่างไร...ครับ 6.เนื้อหาพระคัมภีร์ที่ยกมา....ซึ่งเชื่อว่า...เราคุริสเตียนทุกคนก็เข้าใจ เรื่องการเป็นคนบาปเพราะคนคนเดียว และเราก็ได้เป็นคนชอบธรรมเพราะคนคนเดียวกันอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดปัญหา(ปัญหาตัวอย่างการมองสาวสวย) การมอง การดุ การเห็น...เราควรมีท่าทีอย่างไรบ้างครับ..(คำถามคล้าย ข้อ 5. แต่ไม่คล้ายครับ) 7. อ่านมาจนจบแล้ว...รอคำเฉลยของความลับที่บอกว่าจะเฉลย.... ผิดหวังครับ...เพราะรู้แล้วตั้งแต่ตอนถาม (เพราะคำตอบอยู่ในคำถาม).. แถม..ยังเป็นคำตอบที่ผิดตรรกะ...ทางด้านวิทยาศาสตร์ด้วยครับ อ่านแล้วก็งงครับ ...................... เราเล่นกล้ามแต่ไม่ขึ้นเพราะไขมันมันบังอยู่ เราแว๊กซ์รถแต่ไม่เงาเพราะฝุ่นมันเกาะอยู่ ต้องลงดินน้ำมันลูบฝุ่นออกไปก่อน เราต้องเอาดินล้างออกไป จึงร่อนดินออกจึงเห็นทอง เราต้องเอาความหมองของเพ็ชรออกไปโดยการเจียระไน จึงเงางามได้ ต้นไม้ตายเพราะน้ำท่วมเนื่องจากน้ำบังท่ออาหารของมัน เราไม่เห็นดาวในตอนสว่างเพราะความสว่างมันสว่างกว่าดาว ต้องรอให้มืดก่อนจึงเห็นแสงสุกใส ท่านเห็นความลับของชีวิตซ่อนอยู่ในนี้ไหมครับ ถ้าเราไม่เอาตัวการบาปออกไปจากใจเรา ต่อให้เราทำดีอย่างไร เราก็ไม่ได้พระพรเลย เรายากจนฝ่ายจิตวิญญาณ เพราะเรายังมีชั้นแห่งความบาปปกคลุมใจอยู่ มันล็อคเราอยู่ มันกดเราอยู่ เราต้องเอาฝุ่นออก เราไขมันออก เอาน้ำออก เอาดินออก เอาความสว่างของเราออก เมื่อเรายอมรับว่าเรามืดมิด เราจึงเห็นความสว่างได้ ท่านเข้าใจความลับที่ผมเปิดเผยไหมครับ .......................... แต่ที่งง....คือว่า... 1. เล่นกล้ามแล้วไม่ขึ้น ไม่มี 6 pack ถ้าเหตุผลมันคือ ไขมันบังอยู่ แล้วจะเล่นทำไม?...เพราะว่า เราเล่นกล้ามเพื่อต้องการละลายไขมันหน้าท้อง 2.ล้างรถลงแว๊กแล้วไม่เงา ถ้าเหตุผลมันคือ...มีฝุ่นเกาะอยู่ แล้วจะทำ ทำไม? ิเพราะว่า...เราล้างรถลงแว๊ก เพื่อต้องการเอาฝุ่นออก 3.ต้นไม้ถูกน้ำท่วมตาย เพราะน้ำบังท่ออาหาร...หรือ เพราะว่ารากแช่น้ำและไม่มีอากาศในดินจึงตาย ? ฉะนั้นเหตผลที่ คุณยกพระธรรมปฐมกาลมาตีความจึงไม่เป็นเหตผลกันครับ 4.เรามองดวงดาวในที่สว่างไม่ได้เพราะว่า ความสว่างรอบข้างมีมากกว่า เราจะมองเห็นแสงสว่างของดาวได้...เราต้องลงไปในความมืดหรืออย่างไร??? ทำไมเราต้องทำตัวเองให้มืดมิด ด้วย...ในเมื่อเราพบแสงสว่างแล้ว.. . พระเยซูจึงบอกให้เราเป็นแสงสว่าง เหมือนที่พระองค์ทรงเป็น ฉะนั้นแล้ว.... "เราเป็นน้ำแห่งชีวิต" "เราเป็นแสงสว่างแห่งชีวิต" จะหมายถึงอะไร??? ถ้าน้ำ และ แสงสว่าง คือ สิ่งที่บดบังชีวิตของเรา แล้วที่คุณกล่าวมา ................................. ยิ่งเรารู้จักตัวเองว่าชั่วแค่ไหน ไม่มีคนชอบธรรมเลย เราก็จะเห็นพระคุณพระเยซูสว่างขึ้น ยิ่งเรารู้ว่าชั่วแค่ไหน พระคุณก็ยิ่งเรืองรองขึ้น ยิ่งเรารู้ว่าเราดีแค่ไหน พระคุณก็ไม่สว่างเลย ครอบงำเราไม่ได้เลย ท่านเห็นความลับที่ซ่อนอยู่ไหมครับ ................................. แสดงให้ห็นว่า...บทความที่คุณเขียน...กับ ..สิ่งที่แสดงออกของคุณคงศักดิ์ ขัดแย้งกันครับ... ขัดแย้งกัน คือ...ตอนนี้คุณเห็นสว่างหรือยัง....และพร้อมที่จะเป็นแสงสว่างแบบพระเยซูหรือไม่ หรือ ยังต้องมองว่าตนเองชั่วยังต้องจมอยู่กับความมืดมิดมากๆ แล้วจะเห็นพระเยซู....ครับ ขัดแย้งกันคือ...คุณบอกว่าเป็นคนชอบธรรมแล้วด้วยการตายของพระเยซู หรือ คุณยังต้องมองว่าตนเองยังเป็นคนบาปอยู่เพื่อจะเป็นคนชอบธรรม คุณคงศักดิ์....ครับ.. เราผ่านการวางรากฐานมาแล้ว คือ การกลับใจ(เชื่อในข่าวประเสริฐ) เราจึงต้องเป็น น้ำ แสงสว่าง อาหาร ฯลฯ เหมือนที่พระองค์ทรงเป็นครับ เพื่อจะนำพระพรไปสู่ผู้อื่นได้... ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ

  • Reply

    ความคิดของผม (โดยผมคิดว่า พระเยซูสถิตย์กับผม) ผมว่า งานเขียนของคุณ LG เป็นวรรณกรรมคริสเตียนที่ดีนะครับ เช้าวันนี้ ผมเดินไปติดต่อเพื่อนร่วมงานตามปกติ ผมคิดว่า ผมให้พระเยซู นำผมไปพบเพื่อนร่วมงาน ผมส่ง Fax ผมคิดว่าพระเยซู ช่วยผมส่งด้วย ผมไม่รู้จะพูดอะไรกับเพื่อนร่วมงาน ผมเลยยิ้มให้หลาย ๆ คน ผมเลยชวนเขาไปโบสถ์วันอาทิตย์ ... ผมคิดว่าพระเยซู อยู่กับผมตลอด เพราะผมเป็นของพระองค์ ผมใช้พระองค์เปลืองเกินไปไหมครับ ? ... (พระองค์บอกไม่เปลือง เพราะท่านทรงเป็น G)

  • Reply

    แล้วคุณ จะเชื่อไหมครับ ว่า พระเยซูสถิตย์กับผม ?

  • Reply

    คุณชินครับ ขอโทษด้วยที่ไม่ค่อยได้ตอบคำถามท่าน แต่ก็ไม่ใช่ไม่อยากตอบ แต่ผมไม่ค่อยได้เข้ามาอ่านบ่อยๆ พอผมทำเรื่องอื่น ผมก็จะลืมครับ เรื่องความลับแว็ก กับ กล้ามท้อง ที่ผมเขียนและที่ท่านถามมา จริงๆผมตอบแล้วตอนท้ายๆ ครับ แต่ผมจะตอบให้ชัดขึ้นครับ จริงๆเป็นเรื่องบ้านๆ ในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งที่ผมอยากสื่อความหมายก็คือ มนุษย์กับพระเจ้ามักจะมองคนละทาง ตรงข้ามกันเสมอ ผมสังเกตแม้กระทั่งบอกว่าเป็นคริสเตียนแล้ว (ผมกล่าวทั่วไปนะ ไม่ได่ว่าท่าน) สิ่งที่ผมอยากบอกในเรื่องความลับนั้นก็คือ "สิ่งที่เราเห็นว่าดี จริงๆแล้วไม่ดีเลย" และ "มีบางอย่างกั้นระหว่างเรากับพระเจ้าอยู่ ซึ่งก็คือความดี ความชั่ว การงานของเราเอง ซึ่งก็คือความบาปนั่นเอง" สิ่งนี้เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดหรือคริสต์ เพียงแต่เขาไม่ได้อ่านพระคัมภีร์เข้าใจ ผมไม่คิดว่าอาจารย์ในโบสถ์ตั้งใจจะสอนผิดนะ เพียงแต่เขาก็อาจถูกสอนมาอย่างนั้น มันเป็นความจริงใจที่เข้าใจผิดครับ ผมจะตอบเรื่องความลับของแว็กและอื่นๆให้ท่านครับ เมื่อผมล้างรถ ผมคิดว่าสะอาดแล้ว ผมลงแว็ก แต่ทำไม รถเงาแปบเดียว ไม่ลื่น แม้ไปล้างอัดฉีดก็ตาม ไม่เหมือนเวลาผมเอาไปเข้า ศูนย์ โอ้โหออกมามันเงานานและลื่น ผมก็ไปโทษยี่ห้อแว็กแล้วก็ซื้ออันใหมที่แพงกว่า ผมซื้อของดี มันก็ไม่เงาเลย ผมรู้ทีหลังว่าต่างกันตรงไหน มีคนบอกให้ผมหลังจากล้างรถและหลังจากลงแว็กที่แสนแพง ลองลูบดูว่ามันสากไหม ผมก็ว่าใช่ เขาก็บอกว่าตอนล้างรถต้องเอาดินน้ำมันบริสุทธิ์ลูบฝุ่นก่อนตอนเปียกราคาร้อยห้าสิบ เพราะว่าล้างรถธรรมดา ฝุ่นที่ติดอยู่บนแว็กชั้นเดิม มันยังอยู่ครับ ผมก็ลองทำดู โอ้โหมันอยู่ได้นานเป็น 3 สัปดาห์แล้วก็ลื่นมาก ใช้ยี่ห้ออะไรก็ได้ไม่ต้องแพง ก็เงาเหมือนกัน เรื่องนี้มีอะไรซ่อนอยู่ คนเราทำในสิ่งดีจึงคิดว่าดี และทำบาปก็คิดว่าไม่ดี สิ่งที่เราคิดว่าดีในสายตาพระเจ้านั้นแย่มาก สิ่งที่เราต้องทำคือ ทิ้งความคิดจิตใจของเราออกไป ตายกับตัวเอง จึงบังเกิดใหม่ในพระคริสต์ได้ ความดีของศาสนาหนึ่งอาจเป็นตักบาตร ความดีของคริสต์อาจเป็นถวาย อาจเป็นฤทธิ์เดช แต่จริงๆแล้วพระเจ้าไม่มองเลย มองแต่พระเยซูเท่านั้น เราจึงจำเป็นต้องใช้ตั๋วแห่งพระเยซูเท่านั้น พระองค์เท่านั้นคือผู้ชอบธรรมที่แท้จริง แต่คนเราเชื่อพระเยซู แต่ยังเชื่อใจตัวเองอยู่ เรายังมีฝุ่นแห่งความบาปกั้นเราอยู่ จึงไม่เห็นความยิ่งใหญ่อัศจรรย์ของพระเจ้า เราต้องยอมรับก่อนว่ามีฝุ่น แล้วให้พระเยซูผู้บริสุทธิ์ ลบออกทั้งหมดเพียงครั้งเดียวให้หมดสิ้น มลายไป และรับเอาความชอบธรรมบริสุทธิ์ของพระองค์เข้ามาได้ทั้งตอนนี้และภายภาคหน้าทั้งชีวิต แต่ถ้าไม่ยอมลบบาป ยังมีฝุ่นอยู่ ทำยังไงก็ไม่เงางาม เรื่อง six pack ก็ไม่ได้ต่างกันครับ เมื่อมีชั้นไขมันที่พุง ต่อให้ผมบริหารกล้ามเนื้อท้องอย่างไร มันก็ไม่ขึ้นครับคุณชิโน คนส่วนมากเข้าใจผิดว่าก็เราบริหารกล้ามเนื้อท้องเพื่อให้พุงหายไป มันไม่เกี่ยวกัน และไม่มีทางหายครับ และกล้ามเนื้อท้องก็มองไม่เห็นออกมาได้ เพราะมีไขมัน "บังอยู่" สิ่งที่เราต้องทำคือไม่บริหารกล้ามเนื้อท้อง แต่ต้องบริหารทุกส่วน เพื่อทำลายไขมัน เราต้องทำลายสิ่งที่บังเรากับพระเจ้า พระเจ้ามีของดี มีพรให้เราเสมอ แต่บาปของเรากั้นอยู่ เราพยายามผิดที่ เราพยายามเอาชนะบาป แต่ไม่ได้เลย เพราะเราคิดว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นถูก และ ดี สิ่งซึ่งมนุษย์เห็นกับพระเจ้าเห็นจึงต่างกัน มนุษย์มองที่ความบาปตัวเอง และความดีของตัวเอง (ทั้งคริสเตียนส่วนมากและที่ไม่ใช่) ผมอยากกล่าวอย่างง่ายๆว่า เราไม่มีความดีเลย เรามีแต่ความดีของพระเยซูเท่านั้นที่ไปสวรรค์ได้ เราไม่มีตั๋วเลย เราต้องการตั๋วคือพระเยซู คนตรวจตั๋วก็ไม่สนใจด้วยว่าเราได้ตั๋วมาได้อย่างไร หามาด้วยหยาดเหงื่อการงานของตนเอง หรือมีคนให้มา เขาแค่ต้องการรู้ว่าเรามีตั๋วหรือไม่ เราจะไปหาพระเจ้าและมีความสัมพันธ์กับพระองค์ เห็นฤทธิ์เดช และพระพรอันยิ่งใหญ่ได้ เราต้องมีตั๋วเดียวคือพระเยซู ตั๋วนี้พระคัมภีร์บอกว่าได้มาด้วยหยาดการงานความดีของตนไม่ได้เลย และก็จะไม่ได้ตลอดไป ต้องมีพระเยซูอยู่ทุกนาทีที่เราดำเนินชีวิต อยู่ในร่มพระคุณของพระองค์ตลอดเวลาเท่านั้น สิ่งที่ผมพร่ำสอนคนก็คือเรื่องเดียวกันครับ เขาพบพระเยซูจริงๆไม่ได้เลย เพราะเขายังมีความบาปแห่งการไม่ยอมรับตัวเองอยู่ จริงๆแล้วพระกิตติคุณของพระเจ้าบอกมนุษย์ง่ายๆคือให้ จำนนต่อตัวเอง ต่อสิ่งที่ตัวเองทำตามบัญญัติ แล้วมองเห็นว่า ไม่มีทางชนะเลย แล้วเมื่อนั้นเมื่อเราอยู่ในความมืดในจิตใจ เข้าใจตัวตนของเราทุกวัน เราจะร้บพระเยซูได้ และผมจะบอกให้ พลังแห่งการมีพระวิญญาณที่แท้จริง จะเกิดขึ้นพร้อมกับการบังเกิดใหม่ และเราจะเห็นคริสตจักร และคริสเตียน รุ่งเรือง ได้พบกับความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าทางความเชื่อ เรื่องความมืดที่ท่านสงสัย ก็หมายความว่า เมื่อคนเราต้องมืดก่อน ต้องรู้จักตัวเองว่าตนเองนั้นไม่มีดีเลย เมื่ออยากทำดี ชั่วก็พร้อมผุดขึ้น เรามีความดีนิดหนึ่งก็ทำให้น้ำที่เต็มไปด้วยโคลนสะอาดไม่ได้เลย น้ำในแก้วเราสกปรกมาก เติมน้ำใสลงไปก็ไม่ช่วยให้หายสกปรก พระเจ้าบอกเราผ่านทางพระคัมภีร์ว่า เราจะสะอาดได้ทางเดียว คือเชื่อพระเยซู ไม่ใช่เชื่อฟังพระคัมภีร์ บัญญัติของโมเสส ดาวิดนะครับ แต่เชื่อฟังพระเยซู เชื่อพระเยซูเท่านั้น เชื่อฟังว่าพระเยซูบอกอะไรแก่เรา คุณชินครับ เรื่องความบาปเป็นสิ่งสำคัญมากที่กั้นคนส่วนมากไม่ให้เห็นพระพรอันยิ่งใหญ่ และไม่ได้เดินในพระเยซู พระเจ้าสัญญาว่า ถ้าเจ้าเชื่อเจ้าจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แต่คุณชินคิดว่าคนส่วนมากเชื่อจริงๆ ไหมครับ? หรือเขาเชื่อพระเยซูแค่ความรู้เท่านั้น เหมือนผมก็เชื่อว่าบิล ลาเดนตายแล้ว คุณทักษิณถูกปฏิวัติ คนส่วนมากเชื่อความรู้ว่าพระเยซูมาบังเกิดแล้วตายเพื่อไถ่บาปเขา แล้วไงต่อ แล้วทำไมเขายังมีความบาปล่ะครับ ในใจเขายังมี เขาขอให้พระเจ้ายกโทษให้เขาในโบสถ์ ตกลงเขาเชื่อแค่ความรู้ หรือเขาเชื่อศรัทธาครับคุณชินลองคิดดู ผมเองเคยเทศนา เคยนำกลุ่มเซล เคยนำนมัสการ เคยพูดภาษาทูตสวรรค์ เคยรักษาโรค ในนามพระเยซู ซึ่งผมขอบคุณพระเจ้ามา แต่มีคนถามผมว่าคุณยังมีบาปอยู่ไหม ผมมึนเลยครับ คุณรู้ได้อย่างไรว่าเป็นกิจการของพระเจ้า ไม่ใช่กิจการของซาตานที่คุณกำลังทำอยู่ แรงมาก! เขาบอกผมว่า ถ้าบาปกั้นคุณจากพระเจ้า คุณจะทำงานของพระเจ้าได้อย่างไร? พระเจ้าจะทำงานผ่านทางคนบาปได้หรือ หลังจากพระคริสต์ตายบนไม้กางเขน? ผมอึ้ง แล้วผมเริ่มคิด และผมไม่ไปต่อครับ ผมไม่เปลี่ยนเลนด้วย ผมกลับรถเลย ตอนนั้นเอง ผมสารภาพบาปครั้งสุดท้าย และกลับใจใหม่จากการเชื่อฟังตนเอง มาเชื่อฟังพระเยซู บัดนี้ผมยังเทศนาอยู่ นำร้องเพลงได้ ผมปฏิบัติกิจเหล่านั้นอยู่แต่ไม่ทั้งหมด ด้วยหัวใจที่ทรงพลังไม่เหมือนเดิมเลยครับ พระพรนับไม่ไหว ที่มีคนที่เหมือนผมเมื่อก่อนหลั่งไหลจากถนนแห่งตัวเอง ไปสู่ถนนที่พระเจ้าบอก ไปทางเดียวกันกับพระเจ้า แล้วเราจะวิ่งในอีกมิติหนึ่งครับ ชีวิตมันจะสนุก และท้าทาย ผมมีเรื่องให้อธิษฐานทุกวัน คุณชินลองคิดดูนะครับง่ายๆ มีสองคนตบมือ กระทืบเท้า หน้ายิ้มทั้งคู่ คนหนึ่งได้ยินเสียงเพลงเขามีความสุข อีกคนหนึ่งหูหนวก ไม่ได้ยินแหล่งเสียงใดๆ แต่พอมองจากภายนอก ทั้งสองคนดูมีความสุขเหมือนกัน แต่ในใจจริงๆ คนหูหนวกที่ทำตามไม่ได้มีความสุขเลย เรามอบสันติสุขให้แก่ท่าน ไม่เหมือนที่โลกให้ พระเยซูบอก ทำไมเราไม่มี ก็เราไปโบสถ์ คนลำบากเหน็ดเหนื่อยจงมาหาเรา เราจะให้ท่านหายเหนื่อยและได้หยุดพัก ทำไมคริสเตียนส่วนมากไม่หายเหนื่อย ทำไมไม่ได้หยุดพักจากความบาปเลย ไม่ได้พักในพระเยซู เพราะต่อสู้อยู่เสมอ แพ้บางชนะบ้างก็ เสียใจและภูมิใจ แต่เหนื่อยอยู่ ผมรู้ว่าผมพูดถูก เพราะผมอยู่โบสถ์มานาน ผมรู้จักคนเยอะ ผมคิดว่าคุณชินก็เห็นเหมือนผม เราเห็นการแก่งแย่งลูกแกะ เห็นโบสถ์แห้งแล้ง ไม่มีพระพร สมาชิกไปขอไปที กลัวโบสถ์ กลัวอาจารย์จะว่าอ่อนแอ เราเห็นคจ.แตกแยก ไปเปิดโบสถ์ใหม่ ก็ล้วนแต่เป็นโบสถ์แห่งความบาปทั้งสิ้น จะเจริญได้อย่างไร พระเจ้าอวยพรบาปได้หรือ? ไม่แน่นอน เพราะเข้ากันไม่ได้ คริสตจักรไทย คือคนไทยที่เชื่อต้องได้รับการล้างบาปในจิตใจให้มลายหายสิ้นก่อน ต้องไปทางเดียวกับพระเจ้าก่อน ผมบ่นมากเดี๋ยวท่านว่าผมอีก ผมขอกินซูชิต่อนะครับ ที่เค วิลเลจมีร้านหนึ่งชื่อ Miyatake อร่อยมาก ใคร email มา ผมจะเลี้ยงครับ ฮ่าฮ่า ที่ kongsak แอท gracethai.com ครับ คงศักดิ์ gracethai.com

  • Reply

    ผมว่า ถึงคุณ LG คิดว่าตนเองรู้ความลับ...แง่มุมนี้ ผมว่าผู้เชื่อทุก ๆ คน เขาก็คิดว่าเขาเองรู้ความลับของเขากับ G ในแง่มุม ของตนเองเช่นกัน ส่วนเขาจะเหล่สาว ขาว ๆ นุ่งสั้น แล้วหลับตา หรือดูแว๊บ ๆ คงเป็นเรื่องของเขา กะ G ซะมากกว่า แต่ถ้าคิดในแนวทางคุณ LG แล้วสบายใจ ก็คิดไปเถอะคับ ...อิอิ

  • kkk

    Jun 18, 2012

    Reply

    ความหมายของคุณ คงศักดิ์ คือคต.แท้ ต้องตายต่อตัวเอง ให้ถือว่า เราตายไปแล้ว ที่มีชีวิตอยู่ไม่ไช่ตัวเรา แต่เป็นของพระเจ้า เราจึงจะไม่ทำบาป ส่วน..ของคจ.ทั่วไป คือเรารับพระวิญญาณเข้ามาในชีวิตเรา จำนน เชื่อฟังพระวิญญาณ ชีวิตใหม่ในพระเจ้าก็จะบังเกิดผลในเราได้ ความเชื่อในแบบไหน??? ก็ถูกทั้งสิ้น(เฉพาะในเว็ปบอร์ด ที่คุยกัน) เพียงแต่วิธีคิด แนวความคิด รูปแบบ อาจแตกต่างกันบ้าง ใช้คำว่าบ้าง.. เพราะก็ไม่หลุดจากหลัก คือยึดที่พระเยซูคริสต์องค์เดียวเท่านั้น ...อาเมน

  • Reply

    ความหมายของคุณ คงศักดิ์ คือคต.แท้ ต้องตายต่อตัวเอง ให้ถือว่า เราตายไปแล้ว ที่มีชีวิตอยู่ไม่ไช่ตัวเรา แต่เป็นของพระเจ้า เราจึงจะไม่ทำบาป ส่วน..ของคจ.ทั่วไป คือเรารับพระวิญญาณเข้ามาในชีวิตเรา จำนน เชื่อฟังพระวิญญาณ ชีวิตใหม่ในพระเจ้าก็จะบังเกิดผลในเราได้ kkk ครับ ผมไม่แน่ใจว่าที่ kkk สรุปของผมน่ะ ถูกป่าว แต่ก็ขอบคุณครับ ผมก็ไม่อยากกระทำบาปเหมือนทุกคนแหละครับ เอาไว้ผมจะเล่าให้ฟังว่า ชีวิตหลังจากที่เชื่อแล้วดำเนินช่ีวิตอย่างไร อีกครั้ง แต่ผมไม่อยากจะบอกว่าจะดำเนินชีวิตในพระคริสต์อย่างไร หลังจากเป็นคนชอบธรรมในพระเยซูแล้ว "ถ้าหากว่า" เขายังไม่ได้เป็นคนชอบธรรมในพระเยซู เพราะถ้าขืนผมบอกตอนนี้ ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ก่อนที่เราจะถามว่าหลังจากเราสะอาดแล้วดำเนินชีวิตอย่างไร เราควรให้แน่ใจก่อนว่าเราสะอาดแล้ว สำหรับผมเรื่องบาปเป็นเรื่องใหญ่มากครับ เพราะบาปนี้มนุษย์จึงอยู่คนละฝั่งกับพระเจ้าและไม่มีทางไปด้วยกันได้เลย บางคนคิดว่าเขาสะอาดแล้ว แต่จริงๆในใจยังไม่สะอาด เขาต้องสำรวจใจตนเองให้ได้ก่อน kkk อย่าลืมนะครับ บาปทำให้เราตายฝ่ายวิญญาณ การรู้จักพระเยซูไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย หากเราไม่เชื่อในสิ่งที่พระองค์ทำ พระองค์ล้างบาปเรามลายสิ้น ถ้าเราเชื่อ เรื่องบาปต้องยุติในใจเราให้ได้ครับ คือเมื่อสำรวจใจต้องบอกว่าชอบธรรมทั้งสิ้น เพราะพระเยซูชำระได้สิ้น ปัญหาของมันคือ เราเชื่อในการล้างบาปนั้นไม่ได้เลย ถ้าใจเรายังมีความดีอยู่ นี่คือสิ่งที่ผมสอน อันนี้เป็นเรื่องจริงนะครับ kkk ลองคิดดู หากเรายังมีตัวเราอยู่ พระเยซูเข้ามาไม่ได้ เราต้องยอมรับว่าเราเป็นใคร เป็นลูกมาร มืดมิด ไม่ว่าจะทำดีแค่ไหนในโบสถ์ ก็มืดมิด เราแค่คิดว่าเราตามพระวิญญาณ แต่เราไม่มีพระวิญญาณเป็นไปได้ไหมครับ? เราจะมีได้อย่างไร ถ้าเรายังเป็นบาปอยู่ พระวิญญาณอยู่ในคนบาปได้อย่างไร kkk พระวิญญาณยังพรากจากซาอูลเลย เราต้องทิ้งตัวเอง ต้องทำลายความชอบธรรมของตนเอง เมื่อนั้น เราจะรับพระเยซูเข้าเต็มหัวใจได้ เมื่อนั้นพระวิญญาณจะเข้ามาได้เพราะสะอาดแล้ว kkkว่าเป็นความจริงตามพระวจนะไหมครับ? คงศักดิ์ graceforthai.com

  • Reply

    ลูกสิทธิ์ครับ เขาอาจไม่มีชีวิตนิรันดร์เลยก็ได้ครับ อย่าลืม ยอห์น 3:16 สิครับ ต้องผู้ที่วางใจในพระบุตรนั้น จึงจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ คนที่วางใจในตัวเอง เชื่อตัวเอง หรือแค่เชื่อแต่ความรู้ว่าเคยมีพระเยซูมา แต่ไม่ได้วางใจในการงานของพระเยซูบนไม้กางเขน ก็ไม่ได้วางใจในพระองค์ คนเหล่านี้บอกว่าเชื่อ แต่ในใจหาเชื่อไม่ เขาคิดว่ามีพระวิญญาณ แต่จริงๆไม่มีหรอกครับ เขายังบาปอยู่ไงครับ วันสุดท้ายสิ่งที่เขามีก็มีความความดีนิดหนึ่ง และความบาปเต็มกระบุง บางคนอาจมีความดีมากหน่อย รับใช้มากหน่อย มีฤทธิ์เดชมาหน่อย แต่เข้าไปในแผ่นดินพระเจ้าไม่ได้เลย เพราะไม่มีพระเยซู วันนั้นพระเจ้าจะถามเขาว่า ใบผ่านทางของเจ้าอยู่ไหน เขาจะตอบไม่ได้เลย คงศักดิ์ gracethai.com

  • shino

    Jun 18, 2012

    Reply

    ขอบคุณครับ.... สำหรับคำตอบใน คห.28 ก็รู้ความลับ เรื่อง ลงแว๊ก(ไม่รู้จริงนะเนี่ยว่าต้องใช้ดินน้ำมันด้วย) ส่วนเรื่อง บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องเพื่อลดพุง...อย่างเดียวไม่ได้ต้องทำหมดดทุกส่วน....หว๊า..มิน่าหละ..ทำไมพุงเราถึงไม่ลดสักที....หลงsit-up อยู่ด๊าย... ขอบคุณครับ... แล้วเรื่อง....มองสาวสวยกับสาวขี้เหล่หละครับ.....ผมมองหมดเลยครับ บางทีไม่ได้ตั้งใจมองหรอกนะ....แต่ตาไปโฟกัสเอง...เพราะว่ามันสะดุดตา สวยก็มอง ขี้เหล่ก็มอง...แต่ไม่ได้ไปจ้องแบบไม่ได้ละสายตาไปทางอื่น... อันเนี่ย....คุณศักดิ์....มีท่าทีความคิดอย่างไร....ในมุมมอง(หลักข้อเชื่อทางศาสนศาสตร์ และศลีธรรม และพฤติกรรม) ของคุณครับ.. ตอบให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ

  • kkk

    Jun 18, 2012

    Reply

    คณlow.... ปัญหาอยู่ที่ "ความเชื่อ" เชื่อใคร??? เชื่ออะไร??? เชื่ออย่างไร??? เชื่อทำไม??? เรื่องนี้...มนุษย์ไม่สามารถรู้ได้ดอกว่า ภายในใครเชื่อจริงหรือไม่? ใครเชื่ออะไร??และใครเชื่ออย่างไร??? เชื่อพระเจ้าทำไม???คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะตัดสินได้ "แผ่นดินของพระเจ้า เป็นสิ่งที่ต้องชิงเอา และผู้ที่มีใจร้อนรนเท่านั้น จึงจะเป็นผู้ชิงเอาได้ " ถ้าไม่กระตือรือร้น ไม่เอาจริงเอาจัง ไม่แสวงหา ไม่ค้นหา ไม่อยากรู้จักพระเจ้า จะพบพระองค์ได้อย่างไร??? สิ่งนี้เราคงไม่สามารถไปยัดเยียดให้ใครได้ คงต้องตัวใครตัวเอง เท่านั้นที่จะเรียนรู้ได้ จิงบ่อ????

  • Reply

    ผมค่อยๆตอบละกันนะครับ คห.ของคุณลูกสิทธิ์ ที่ 26 ผมไม่บังอาจรู้ได้หรอกครับว่าพระเยซูอยู่กับคุณลูกสิทธิ์หรือเปล่า ผมหวังว่าเขาจะประดิษฐ์ เครื่องเอ๊กซเรย์จิตใจ เหมือนกับที่ เอ๊กซเรย์ร่างกายเรา แต่จริงๆเรามีแล้วคือพระคัมภีร์ตรวจจิตใจเราได้ พระวจนะบอกว่า ใจเราเป็นตัวล่อลวงเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด ใครจะรู้จักใจนั้นได้เล่า ถ้าให้พระคัมภีร์ตรวจจิตใจเรา เราจึงจะรู้ได้ว่า เราอยู่ในพระคริสต์ หรือ นอกพระคริสต์ บางครั้งคนเราใช้ความรู้สึกมาก คิดมาก จินตนาการเอาว่า ตอนนี้ฤทธิ์เดชลงมา เกิดการนมัสการ เกิดการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณ โน่นนั่นนี่ บ้างก็ว่าเกิดการฟื้นฟูในใจ เป็นความรู้สึกทั้งสิ้น และความรู้สึกนั่นเองปิดบังความจริงครับ ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีฤทธิ์เดชนะครับ แต่ฤทธิ์เดชต้องมาบนความจริง ไม่ใช่ความรู้สึก ถ้าคนหนึ่งยังมีบาป เขาก็มีการงานของเขาอยู่ เขายังหาเชื่อวางใจในการงานที่สิ้นสุดของพระเยซูไม่ พระวจนะบอกว่า ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชี่วิต ผู้ที่ไม่มีพระบุตรก็ไม่มีชีวิต ลูกสิทธิ์ต้องไม่ใช้ความรู้สึกครับ แต่ใช้ความเชื่อจากความจริงในพระวจนะ เราเชื่อฟังพระคำหรือเปล่า เหรือเราเชื่อฟังตัวเอง ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อเรามองผู้หญิง เกิดกำหนัดใช่ไหมครับ เราบาปใช่ไหมครับ งานของเราไม่ดีเลยใช่ไหมครับ พอเราใช้ความรู้สึก เราพยายามผสมงานของเราเข้าไป เราก็เลยยอมรับว่า เราบาป เราก็เลยสารภาพบาปและขอให้พระเจ้ายกโทษ แต่ความจริงว่าอย่างไรในพระวจนะ เราเชือ่ไหมครับ ความจริงบอกว่า โอจงดูพระเมษโปดก ผู้ทรงนำเอาความบาปผิดของโลกไปเสีย และยังบอกใน ฮิบรู 10 อีกว่าพระองค์ตายเพื่อชำระให้เราบริสุทธิ์เป็นนิตย์ ตลอดไป เราต้องเลือกเชื่อว่าจะเชื่อความรู้สึกตัวเอง หรือ เชื่อพระวจนะ ถ้าเราผ่านพ้นตรงจุดนี้ได้ ความจริงมันง่ายอย่างที่หล่อฟาดพูด แต่มันเขียน มันเลยงง ต้องมานั่งคุยกัน ผมเคยถูกสำรวจใจ ผมกลัวมาก กลัวเขาจะรู้ว่าผมยังมีบาปในใจ ผมตื่นเต้นมาก แต่เมื่อพระวจนะแทงเข้าไปในใจผม ผมตื่นขึ้นครับ บาปผมไม่มีเหลือเลย เพราะพระเยซูชำระสิ้นแล้ว ผมกล้าพูดแบบนี้ทุกนาที ทุกวินาที ไม่ใช่เพราะผมไม่ได้ทำบาป แต่เพราะผมไม่มีบาป นี่เป็นความลับครับ ผมพูดอีกครั้ง ผมเป็นคนชอบธรรม ไม่ได้เพราะว่าผมไม่ได้ทำบาป แต่เพราะผมไม่มีบาป ผมไม่ได้เป็นคนบาปแล้ว เพราะโลหิตของพระเยซู ลูกสิทธิ์ลองอ่านประโยคบนดูซ้ำๆกันสิคร้บ คุณลูกสิทธิ์จะรู้ว่าความลับนั้นไม่มีเลย เพียงแต่ซาตานปิดตาเราไว้เท่านั้น ถ้ามันยังบังตาอยู่ลองกลับขึ้นไปอ่านบทความนี้อีกครั้งอย่างละเอียด ทีละประโยค แล้วคิดตาม ขอพระเจ้าเปิดใจของท่าน ไม่ต้องเชื่อผม แต่กลับไปดูพระวจนะครับ คงศักดิ์ gracethai.com

  • Reply

    คุณชินครับ ตอบคำถามท่านจากความเห็นที่ 35 เช้านี้ผมดูหนังเรือง The Help เป็นเรื่องการเหยียดผิวของชาวอเมริกันในยุคปี 1960 ผมน้ำตาไหลเลยครับ ตอนใกล้จะจบ คนใช้ผิวดำผู้หญิงซึ่งถูกกดขี่มาทั้งชีวิตบอกนายหญิงคนผิวขาวของเธอว่า You are Godless, aren't you getting tired of it. Aren't you getting tired of it เธอมันคนไม่มีพระเจ้า เธอไม่เหนื่อยหรือในหัวใจของเธอ เธอไม่เหนื่อยบ้างหรือ ตอนสุดท้าย เธอถูกไล่ออก เธอเดินออกจาสนามหญ้าและพูดว่า when I started telling the truth about myself, I am free. เมื่อฉันเร่มจะพูดความจริงเกี่ยวกับตัวฉัน ฉันเป็นอิสระได้ ทำให้ผมคิดถึงคำของพระเยซูที่ว่า สัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท ตรงกันข้ามกับสัจจะก็คือการหลอกลวงของมาร จะทำให้เราติดกับดัก พระเยซูบอกว่า มันไม่เคยมีสัจจะเลย มันไม่ต้งอยู่ในสัจจะ เพราะมันไม่มีสัจจะเลย ยอห์น 8.14 มันหลอกเราตลอด มันครอบงำเรา มันเข้าสิงคนส่วนมากอยู่ และคนส่วนมากเป็นทาสของมัน ถ้าผมจะบอกว่าคนส่วนมากนี้คือคนส่วนมากที่ไปโบสถ์และกระทำกิจการคริสต์ด้วยท่านจะโกรธผมไหมครับ ผมต้องขออภัยที่ต้องบอกแบบนี้ เพราะผมเคยถูกมันเข้าสิงทุกวัน คุณชินลองฟังความจริงข้อนี้นะครับ แล้วมันจะตอบเรื่องการมองผู้หญิงที่คุณชินถามผม เมื่อเราอยู่ใต้อำนาจของมาร เราก็อยู่ใต้พระคุณพระเยซูไม่ได้ มันหลอกเราว่า เอาชนะบาปได้คือความดี ถ้าแพ้บาปคือการบาป อาจารย์สอนแบบนี้เราเสมอ ถวายสิบลดได้คือความดี พระเจ้าพอพระทัย ถวายไม่ได้เป็นการโกงพระเจ้า คือการบาป ต้องสารภาพ ความเชื่อถดถอยจะทำให้เราไกลพระเจ้า เพราะเราทำบาป เมือคงศักดิ์มองผู้หญิง ผมทำบาป ไม่ดี แต่ถ้าผมไม่มองได้ ผมทำดี รับใช้พระเจ้า สอนอย่างนี้จริงใช่ไหมครับ เพราะผมเคยสอน ผมเข้าใจผิดหมดเลย คุณชินเห็นอะไรซ่อนอยู่ในการโกหกของมันครับ มันหลอกให้เราเชื่อฟังตัวเอง มันหลอกเราว่า ให้เราดูที่เราเองสิ ดูที่การงานของเรา ดูที่สิ่งที่เราทำ น่าชื่นใจหรือน่าผิดหวัง ถ้าน่าผิดหวัง มันให้เราขอให้พระเจ้ายกโทษให้เรา ถ้าน่าชื่นใจ น่าขลัง น่ายกย่องว่าจิตวิญญาณสูงส่ง มันก็หลอกให้เราว่าเราดีนะ พระเจ้าพอใจในเรา พระเจ้าจะอวยพรเรา มันต้องการให้เรามองตัวเอง เพื่ออะไรครับ? ง่ายมากครับ เพื่อเราจะไม่มองไปที่การงานของพระเยซูที่สำเร็จแล้วบนไม้กางเขน ในทุกวัน ทุกนาทีที่เราทำบาป หรือ ไม่ทำบาป มันหลอกเราเสมอ มันดีใจเมือ่เห็นว่าเราพึ่งตัวเอง มันกลัวถ้าเราพึ่งพระเยซู มันรู่ว่าถ้าหลอกเราด้วยความดี ความชั่ว จะสำเร็จได้ เพราะร่างกายเราถูกขายไว้ใต้บาปไงครับ เมื่อฉันเริ่มพูดความจริงเกี่ยวกับตัวเอง ฉันเป็นอิสระได้ สัจจะจะทำให้ท่านเป็นไท ลองพูดความจริงกับตัวเองสิครับ พี่น้องทั้งหลาย ถามตัวเองในใจ ว่าตัวเองดีจริงหรือหลังจากที่ไปโบสถ์ และดีจริงหรือก่อนไปโบสถ์พรุ่งนี้ พูดความจริงกับตัวเอง ส่องดูตัวเองอย่างถี่ถ้วน ว่าเป็นเหมือนพระวจนะบอกหรือไม่ ไม่มีคนชอบธรรมเลยสักคนเดียว เชื่อไหม ท่านเชื่อไหม ถ้าท่านค้นหาความจริงในตัวเองพบ ซึ่งไม่ยากเลย มีคำตอบอยู่แล้วใจพระวจนะ เพียงแต่ท่านต้องยอมรับความจริง และ ไปทางเดียวกับพระเจ้า ยอมรับว่าตัวเองมืดมิด ยอมรับตัวเองก่อน เราต้องนำตัวเราไปถึงจุดต่ำสุด คือบอกตัวเองให้ได้ว่า พระเจ้าครับ ผมยอมแพ้แล้ว ผมไม่มีความดีเลย พระเจ้าอย่าดูผมนะ ขอพระเจ้าดูที่พระเยซู ผมมีอย่างเดียวเท่านั้นที่ช่วยผมได้ คือพระเยซู ผมมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าไม่ได้เลย ถ้าไม่มีพระเยซู ผมต้องหมดจากบาปก่อน ผมต้องไม่มีบาปก่อน ขอพระเยซูเจ้าช่วยชำระบาปผมตอนนี้ให้สิ้นไป มลายหายไป สะอาดดั่งหิมะงาม คุณชินครับ ผมก็เหมือนท่าน และก็เหมือนคนอื่น ผมก็มองผู้หญิงเหมือนทุกคน บางครั้งผมก็ไม่อยากมอง เพราะผมรู้ว่าพระเจ้ารักหล่อน แต่ผมก็พลาดเป็นร้อยหน แต่ผมไม่ยอมให้มารหลอกผมอีกต่อไป ผมขอบคุณพระเยซูในความอ่อนแอของผมทุกวัน เพราะฤทธิ์เดชแห่งไม้กางเขนก็เต็มขนาดในชี่วิตผมทุกวัน มารหลอกผมไม่ได้ ผมต่างกับคนส่วนมากที่ไปโบสถ์ และบอกว่าเขาเป็นคริสนเตียน เพียงแต่ผมยอมรับความเป็นตัวตนของผม ผมจึงพึ่งพระเยซูได้ทุกวัน ความรอดเป็นเรื่องของตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องของวันที่รับเชื่อ พระเยซูต้องอยู่กับเราทุกนาที พระองค์ไปไหนผมไปด้วย มากรุงเทพกับผม กลับเชียงใหม่กับผม เหมือนโทรศัพท์มือถือกับผม ไปไหนไปด้วยกัน พระองค์ไปสวรรค์ผมก็ได้ไป เพราะว่าผมไม่มีบาป ไม่ได้เป็นคนบาปแล้ว ซาตานหลอกผมไม่ได้ มันพยายามหลอกทุกวันว่า เอ็งไม่ได้ทำบาป เองเลยไม่บาปไง ผมตอบมันว่า ไม่ใช่หรอกไอ้จอมโกหก ผมไม่บาป เพราะพระเยซูล้างผมต่างหาก พระองค์ทำให้ผมบังเกิดใหม่ ผมไม่ได้เป็นลูกแกอีกต่อไป แต่เป็นลูกพระเจ้า ผมบอกมันทุกวันแบบนี้ร่วม 3 ปี มันก็ไม่กล้ามารบกวนผมอีกต่อไปเลย มันอาจมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว แต่ผมไม่เคยสนใจมันเลย คงศักดิ์ graceforthai.com

  • Reply

    บางคน พบ G ในแง่ ความจริง ในแง่การยกบาป ในแง่ฤทธิ์เดช ... แต่ "ความรัก" ชนะทุกสิ่ง ...

  • เต้ย

    Jun 18, 2012

    Reply

    พอดีเหลือบมาเห็นประโยคนี้ของคุณคงศักดิ์ "ผมพูดแก่ท่านด้วยสำหรับท่านที่ไปโบสถ์ ที่มีฤทธิ์เดช ที่มีความชอบธรรมอยู่ ที่มีของประทานแห่งฤทธิ์เดช แต่ยังมีบาปอยู่ ยังเอาชนะบาปอยู่" ลำพังแค่การเอาตัวมาโบสถ์ที่ "เชื่อเรื่องฤทธิ์เดชพระวิญญาณ" (เช่นโบสถ์ใจสมาน) แต่ใจไม่คิดที่จะเชื่อฟังพระเจ้า ไม่อยากจะกลับใจใหม่จากบาป ถ้าคิดแบบนั้นอยู่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรหรอกครับ ถ้าคิดแบบนั้น ต่อให้ไปโบสถ์ของผู้รับใช้พระเจ้าที่มีการเจิมของพระวิญญาณในระดับโลก อย่าง TB. Joshua หรือ Benny Hinn ก็ไม่ได้รับการปลดปล่อยจากบาปหรอกครับ ไปก็เสียเวลาเปล่าๆ เปลืองค่ารถ เพราะ......... "พระเจ้าไม่สามารถอวยพรคนที่ดื้อและไม่เชื่อฟังพระองค์"

  • Reply

    เต้ยครับ มีกี่คนที่เชื่อฟังได้หมดครับ ในชีวิตจริงเมื่อสํารวจตัวเอง มีคนที่เชื่อฟังพระวิญญาณได้ทั้สิ้นหรือครับ. ผมเข้าใจความหมายของน้องเต้ยดี. และมิเคยคิดดูหมิ่นในความเห็นที่ต่างกัน. เต้ยลองหลับตาและถามพระเจ้าเกี่ยวกับตัวเองสิครับ เพราะเรารู้ดีที่สุด. ผมไมได้เขียนถึงใคร หรือ คจ ใดเจาะจง. ผมเขียนถามจิตใจคนทุกคนไม่ว่าเขามาจากศาสนาใด นิกายใด แนวใด มันไม่สําคัญเลยต่อพระเจ้า เพราะพระเจ้ามองเราเหมือนกันหมด ในสายตาพระเจ้า มนุษย์มีแค่สองประเภทเท่านั้น สองประเภทคืออะไรในพระวจนะ? มนุษย์เข้าใจว่า คือ พท อสล กับคริสต์ ยิวกับต่างชาติ มนุษย์คริสเตียนก็บอกว่า สองประเภทคือใกล้ชิดกับห่างไกล. เชื่อฟังกับไม่เชื่อฟัง. มีพระวิญญาณกับไม่มี. มีฤทธิ์เดชในพระวิญญาณกับไม่มี แต่สําหรับพระเจ้าแล้ว มีสองประเภทเท่านั้น คือคนบาปที่ตายแล้ว กับ คนชอบธรรมที่มีชีวิตอยู่ พระวจนะ บอกเราแบบนี้จริงๆ คนที่ยังไม่ชอบธรรมก็คือคนบาป คนบาปก็คือคนที่ไม่ชอบธรรม คนตายก็คือไม่มีชีวิต ไม่มีผสมกัน พระเจ้าไม่เคยผิด เราต่างหากเข้าใจผิด พระเจ้าไม่เคยสับสนว่าเราเป็นใคร เราเองต่างหากที่สับสน คนบาปที่ตายแล้วจะมีพระวิญญาณได้อย่างไร? เขาจะรับฤทธิ์เดชได้หรือ? คงศักดิ์ gracethai.com

  • Reply

    ลูกสิทธิ์พูดไม่ผิดครับ คนชอบธรรมที่ล้นไปด้วยพระวิญญาณก็จะล้นด้วยความรักของพระเยซู. ความรักของคนบาปก็เป็นผลบาปวันยังคํ่าไงครับ เพราะยังเป็นต้นไม้บาป. ผมไม่ได้พูดถึงท่านนะครับ ผมพูดให้ทุกคนส่วนมากลองคิดดู. เราต้องเชื่อฟังพระเจ้าเรื่องสถานะภาพของเราก่อน รู้ว่าเราเป็นลูกใคร เราเป็นใครจริงจริงแล้ว และกลับใจใหม่จากการไม่เชื่อฟังพระเจ้าเรื่องความบาป มาหาพระเยซู. นั่นแหละคือการเชื่อฟัง. นั่นแหละคือการกลับใจจากความบาป

  • เต้ย

    Jun 18, 2012

    Reply

    ไม่มีใครทีสมบูรณ์ ไม่มีใครที่ไม่เคยบกพร่อง ไม่มีใครไม่เคยพลาด ไม่มีใครไม่เคยทำบาป แต่ผู้เชื่อ "ทุกคน" สามารถ "ตัดสินใจ" ได้ว่า หลังจากที่เขาพลาด "ทำบาป" ไปแล้ว เขาจะ "ยอม" ให้พระเจ้าช่วยเหลือหรือไม่ แค่ "ตัดสินใจเลือก" เด็กอนุบาลก็ทำได้ครับ เด็กๆ สามารถตัดสินใจเลือกเชื่อฟังพ่อแม่หรือไม่ก็ได้ ฉันใด คุณก็ "ตัดสินใจ" ได้เองว่าจะ "เลือก" เชื่อฟังพระวิญญาณหรือไม่ เช่นกัน ไม่ว่าจะพลาดกี่ครั้ง เขาก็ยังสามารถตัดสินใจ "เริ่มต้นใหม่" กับการเชื่อฟังพระเจ้าได้อีก เหมือนที่พระคัมภีร์เขียนใว้ว่า "คนชอบธรรมล้มเจ็ดครั้งก็ยังลุกขึ้นได้อีก" เพียงแค่อย่าไปฟัง "คำกล่าวโทษ" ความคิดที่ปรักปรำตนเอง" ของซาตาน

  • Reply

    ตรงที่เต้ยว่าผมเห็นด้วยครับ ไม่มีประเด็นเลย เต้ยกำลังพูดถึงคนที่หลังจากรับพระเยซูแล้ว (ซึ่งรับแล้วหรือยังเราอาจเชื่อต่างกันอยู่บ้าง) ซึ่งผมกำลังพูดกับคนที่ไม่รับพระเยซู หรือคิดว่ารับแล้ว แต่จริงๆยังไม่เลย เขายังอยู่ในบาปของตน คือผมกำลังสอนถึงคนที่ "เข้าใจไปว่า" เขามีพระเยซูแล้ว โดยการสอนที่ผิดไป หรือเข้าใจผิด หรือนิกายที่สอนผิด ผมกำลังชี้ให้เห็นถึงจิตใจของเขา ทั้งก่อนหน้าและบัดนี้ว่าเขาจำเป็นต้องพึ่งพระเยซูเสมอ ถ้าเขาไม่ดำดิ่งลงลึกสู่ความมืดมิดของตัวเอง เขายังมองว่าตัวเองยังมีความดี และมีบาปบ้าง เขาพบพระเยซูไม่ได้เลย เขาคิดว่าเขาพบแล้วแต่ตรวจดูได้ว่าเขาชอบธรรมหรือยังเมื่อถามเขา ส่วนเรื่องชีวิตหลังรอด เต้ยไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่พลาดที่จะเขียนหรอกครับ เพียงแต่ตอนนี้ผมอยากให้มันสะเด็ดน้ำจริงๆ เรื่องความบาปของมนุษย์ ว่าเพราะอะไรเราจึงบาป เมื่อเรารู้ว่าคันตรงไหน เราจะเกาถูกที่ครับ เมื่อเรารู้ว่าเราเป็นมะเร็งที่ไหน เราจะรักษาถูกจุด หลังจากนี้ผมจะเขียนเรื่อง เมื่อพระเยซูล้างบาปเราหมดแล้ว เราจะดำเนินชีวิตคริสเตียนอย่างไร โดยผมจะวางรากฐานอยู่บนพระธรรมโคโลสี บทที่ 3 ครับ เมื่อเปาโลอธิบายความรอดในบทที่ 1-2 แล้ว ว่าพระคริสต์เท่านั้นตรึงกฏหมายและบัญญัติทั้งสิ้นบนไม้กางเขน ไม่มีเหลืออีกเลยในจิตวิญญาณของเรา เปาโลสอนเราว่า เราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ตอนนี้แหละครับ ผมว่าจะถูกใจเต้ยที่พยายามเขียนในหัวข้อนี้ ผมย้ำอีกครั้งนะครับเต้ย ผมกำลังเขียนถึงคนที่ยังไม่ได้รอดครับ คือเขายังมีชีวิตอยู่ในบาป ไม่ใช่บาปที่เขาทำนะครับ แต่เป็นบาปที่เขาเป็นลูกของมาร บาปที่เขาได้จากอาดัม หลังจากพระเยซูล้างบาปเขาแล้ว เขาต้องหมดจากบาป และขาวดั่งหิมะงาม แล้วผมจึงจะเขียนว่า เขาจะมีช่ีวิตอยู่ต่อไปกับพระเยซูอย่างไรในช่ีวิตใหม่ หวังว่าเต้ยคงเข้าใจนะครับ

  • Reply

    ผมคิดว่าคุณชินก็เข้าใจประเด็นผมผิดเหมือนกัน คือทุกคนมองแต่ว่า อ้าวแล้วดำเนินชีวิตในความมืดหรือ? เมื่อเราพบพระคริสต์แล้ว ไม่อย่างแน่นอนครับคุณชิน แต่ประเด็นที่ผมอยากให้แตกในจิตวิญญาณของคนส่วนมากก่อนคือ คนเราพบพระเยซูจริงๆแล้วหรือ? เมื่อเขาทำศาสนกิจต่างๆ เมื่อเขายังมิได้พบ เขาก็บอกว่าสิ่งที่เขาทำเป็นความดีไงครับ คนเราคิดว่าเขาเชื่อแล้ว จริงๆเขาเชื่อหรือยัง ถ้าเขาเพียงแค่มีความรู้นั้นไม่มีประโยชน์เลย คนส่วนมากก็ไปทางประตูกว้าง คนหาพบก็มาก คือผมกำลังสอนจิตใจคนส่วนมาก ผมไม่ได้เขียนถึงคุณชิน หรือเต้ยเฉพาะเจาะจง ผมกำลังสอนคนที่ไปโบสถ์แล้วมาโพสท์ว่า ทำไมฉันไม่มีสันติสุข ทำไมอาจารย์จึงขโมยเงินถวาย ทำไม ทำไม ทำไม ง่ายมาครับ เพราะเขายังอยู่ในบาป รากบาปยังไม่หมด อาการของบาปก็ปรากฏอยู่ตลอด มะเร็งตับไม่หายไป ก็ปวดท้องตลอดเวลา คุณชินไม่ต้องห่วงครับ เหมือนผมตอบเต้ย ผมจะเขียนแน่ครับ เรื่องการดำเนินชีวิตคริสเตียนหลังจากที่มีจิตใจที่ขาวดั่งหิมะงาม ไม่มีบาปหลงเหลืออยู่เลยตลอดเวลา แล้วเมื่อนั้นเราจะดำเนินชีวิตไปกับความยิ่งใหญ่ ของฤทธิ์เดชแห่งไม้กางเขนครับ ตอนนั้น คุณชินค่อยด่าผมต่อนะครับ คงศักดิ์ gracethai.com

  • Reply

    ตอนนี้เราต้องตีกระทู้ให้แตกก่อนว่า เราเป็นคนบาปเพราะอะไร? ถ้าจะบอกความเห็นต่างก็บอกมาเลยว่า ไม่ใช่ เราเป็นคนบาปเพราะเราทำบาปต่างหาก เราเป็นคนบาปเพราะเราทำผิดพลาด เพราะเราห้ามใจตัวเองไม่ได้ เพราะพระวิญญาณไม่ช่วยเรา ไม่ใช่แบบที่คุณคงศักดิ์เขียน แล้วก็ยกพระคัมภีร์ขึ้นมาแย้งผม แบบนี้ ผมชอบครับ เพราะผมได้เห็นความเห็นที่ต่างแต่อยู่บนประเด็นเดียวกันจริงๆ และคนอ่านก็ได้พระพร และได้รับการเสริมกำลัง คงศักดิ์ gracethai.com

  • Reply

    ส่วนการเป็นขึ้นมาที่ท่านว่าผมไม่ได้พูดถึบ สาเหตุที่ผมไม่ได้พูดเรื่องการเป็นขึ้นจากตาย เพราะว่า ผมต้องการให้คนเราที่อ่านนั้น สะเด็ดน้ำ และ จำนน ตายต่อความบาปก่อน ถ้าเขาไม่ตายก่อน เขาเป็นขึ้นมากับพระเยซูที่เป็นขึ้นมาไม่ได้เลย เพราะตัวเขายังอยู่ พระเยซูต้องตายก่อน เป็นขึ้นมา เราก็เหมือนกัน เปาโลบอกว่าข้าพเจ้าตายไปแล้วในการบาป ข้าพเจ้าไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป โรม 6:6-11 เราทั้งหลายรู้แล้วว่า ตัวเก่าของเรานั้นได้ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวที่บาปนั้นจะถูกทำลายให้สิ้นไป และเราจะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป 7: เพราะว่าผู้ที่ตายแล้วก็พ้นจากบาป 8: แต่ถ้าเราตายแล้วกับพระคริสต์ เราเชื่อว่าเราจะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ด้วย 9: เราทั้งหลายรู้อยู่ว่า พระคริสต์ที่ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากตายนั้นแล้วจะหาตายอีกไม่ ความตายหาครอบงำพระองค์ต่อไปไม่ 10: ด้วยว่าซึ่งพระองค์ได้ทรงตายนั้นพระองค์ได้ทรงตายต่อบาปหนเดียวเป็นพอ แต่ซึ่งพระองค์ทรงชีวิตอยู่นั้น พระองค์ทรงชีวิตสนิทกับพระเจ้า 11: เหมือนกันเช่นนั้นแหละ ท่านทั้งหลายจงถือว่าท่านได้ตายต่อบาป และมีชีวิตสนิทกับพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ คุณชินลองดูข้อ 7 สิครับ คือความลับของพระคัมภีร์ไม่มี แต่ซาตานบังตาคนส่วนมากไม่ให้เห็น doctrine ของโบสถ์ อย่างที่เต้ยว่าบังตาเขาไม่ให้เห็นพระคุณของพระเยซู พระธรรมตอนนี้ต้องสอนคนที่ยังไม่รอดครับ คือ "เขาคิดว่า" เขาถูกแล้ว เขารอดแล้ว แต่ไม่ใช่เลย คุณชินลองดูข้อ 11 สิครับ พระคัมภีร์ไม่ต้องการให้ผมอธิบายให้ชัดเจนกว่านี้ได้อีกแล้ว คงศักดิ์ gracethai.com

  • Reply

    ข้อ 6 ว่าไงครับ เราตายกับพระคริสต์ที่ไม้กางเขนเพื่อ "ตัวบาป" นั้นจะถูกทำลายให้สิ้นไป และเราจะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป เราเปลี่ยนเจ้านายได้ครับ แต่ถ้าบาปยังมีอยู่ในจิตวิญญาณเรา ก็เป็นทาสของมันอยู่เสมอ และมันก็ยังเป็นนายเราอยู่ คงศักดิ์ gracethai.com

  • Reply

    คนส่วนมากเชื่อว่า เขารับพระเยซู ณ.เวลาหนึ่ง บาปเขาล้างแล้ว รับพระวิญญาณ แล้วหลังจากนั้นเป็นเรื่องการเอาชนะบาป การรักษาความรอด โดยอาศัยพระวิญญาณ พระวจนะบอกว่า ความรอดนั้นเป็นเรื่องของทุกนาที ไม่มี tense ไวยากรณ์บ่งบอกกาลเวลา จุดใดจุดหนึ่ง ความรอดคือการมีชีวิตกับพระเยซู ในพระคุณของพระเยซูทุกนาที ทุกลมหายใจ พระวจนะบอกว่า เริ่มต้นก็ด้วยความเชื่อ สุดท้ายก็ด้วยความเชื่อ คนชอบธรรมจะดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อ ฮาบากุก 2:4: ดูเถิด ผู้ที่จิตใจผยองขึ้นก็ไม่เที่ยงธรรม แต่ว่าคนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ โรม 1:17: เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้นความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้แสดงออก โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่มีเขียนไว้แล้วว่า `คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ' จากพระคำตอนนี้ ชีวิตในพระเยซูเกิดขึ้นทุกนาที ไม่ใช่วันที่รับเชื่อ บาปไม่ได้ล้างตอนที่รับเชื่อเท่านั้น แต่ล้างตลอดไปจนถึงอนาคตสุดปลาย บาปทั้งหมดของโลกในถูกล้างแล้ว มนุษย์ไม่อาจเชื่อฟังได้เพราะง่ายเกินไป มนุษย์ชอบอะไรที่เข้าข้างตัวเอง พระคำว่า บาปถูกล้าง ผมก็เชื่อฟัง ผมเชื่อฟังง่าย เพราะคนที่พูดคือพระเจ้า ผมเชื่อฟังก็แค่นั้น ผมไม่สงสัย ไม่คิดหาเหตุผล ผมเชื่อว่า พระองค์ทรงนำบาปผิดทั้งหมดของโลกไปเสีย ผมไม่สนใจว่าตัวผมคิดอะไร ซาตานบอกอะไร คนอื่นสอนอะไร ผมขอเชื่อฟังพระเจ้าเรื่องนี้ดีกว่า พระเจ้าบอกเราคืนดีกันทางพระเยซู ผมก็เชื่อฟัง พระเจ้าบอกพระเยซูเป็นมหาปุโรหิตผู้นำเอาโลหิตไถ่เราจากบาปทั้งหมด บาปอย่างโลหิตก็สะอาดดั่งหิมะ ผมก็เชื่อฟัง ก็แค่นั้น พระวจนะบอกให้ผมทิ้งภาระหนักแห่งบาป และเข้าสู่การอภัยในดินแดนพักผ่อน ผมก็ทิ้ง ผมเชื่อฟังตามที่พระเจ้าบอก ผมทิ้งทุกอย่างที่เป็นรากขมขื่นในใจผมไปเพราะมันมีสมควรอยู่แล้ว พระเยซูยกมันทิ้งไปแล้ว ผมจะเก็บไว้ทำไม ผมเชื่อฟังแบบนี้ แล้วพระคุณก็บังเกิดขึ้นทุกวัน ทุกนาที ไม่ใช่แต่ตอนที่รับเชื่อเท่านั้น แต่ตอนที่ดำเนินชีวิตด้วย เริ่มต้นก็ด้วยความเชื่อ สุดท้ายก็ด้วยความเชื่อ คนชอบธรรมจะดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อ ข้อนี้บอกว่าใครเป็นคนชอบธรรม คนที่เชื่อไงครับ ไม่ใช่คนที่ทำความชอบธรรม คนที่ทำความชอบธรรมไม่มีความเชื่อเลย เชื่อฟังพระเจ้าเถิดครับ พระเจ้าไม่เคยผิด เราต่างหากที่ตาบอด คงศักดิ์ gracethai.com

  • Reply

    ไม่มีสิ่งใดในโลก ที่จะทำให้เราขาดจาก "ความรัก" ของ พระเยซูคริสต์ ได้ โรม 8 33 - 39 ใครจะฟ้องคนเหล่านั้นที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ พระเจ้าทรงโปรดให้พ้นโทษแล้ว ใครเล่าจะเป็นผู้ปรับโทษอีก พระเยซูคริสต์น่ะหรือ ผู้ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว และยิ่งกว่านั้นอีกได้ทรงถูกชุบ ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ทรงสถิตณเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า และทรงอธิษฐานขอเพื่อเราทั้งหลายด้วย แล้วใครจะให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระคริสต์ได้เล่า จะเป็นความทุกข์ หรือความยากลำบาก หรือการเคี่ยวเข็ญ หรือการกันดารอาหาร หรือการเปลือยกาย หรือการถูกโพยภัย หรือการถูกคมดาบหรือ ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เพราะเห็นแก่พระองค์ ข้าพระองค์จึงถูกประหารวันยังค่ำ และนับว่าเป็นแกะ สำหรับจะเอาไปฆ่า แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า แม้ความตาย หรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใด ๆ อื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลาย ขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้

  • 33Tq

    Jul 30, 2012

    Reply

    ถ้าหาก เรากระทำบาปแล้ว เรายอมรับ ว่าเราเป็นคนบาป เราสามารถยืดอกยอมรับว่าเราเป็นคนบาป และกระทำบาปได้อยากภาคภูิมิ เพราะ เราทำบาปเราจึงได้รับพระหรรษทาน พระพร จากพระเจ้า เราไม่สามารถ หลีกหนี เลี่ยง จากการคิดบาป ทำบาปได้เลย ฉนั้น วิธีง่ายที่สุดคือ ยอมรับถึงบาป และยอมรับความช่วยเหลือ จากพระเจ้า ผ่านทางพระคริสต์

  • Kongsak

    Aug 01, 2012

    Reply

    ผมเห็นด้วยกับย่อหน้าที่สองครับ แต่ยังงงๆ กับย่อหน้าแรก ผมไม่คิดว่า การกระทำบาปอย่างภาคภูมิเป็นสิ่งที่พึงมี มันเป็นอย่างไรครับ หมายความว่า มีพระคุณแล้ว ได้รับความช่วยเหลือจากพระคริสต์แล้ว ก็คือไม่มีบาป เพราะอภัยแล้ว และใช้ช่องทางนี้ทำบาปอย่างภาคภูมิ ผมไม่คิดว่า การสอนเช่นนี้ถูกต้องครับ เปาโลสอนเราในพระธรรม โรม 6 ไว้ Romans 6:1: ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะว่าอย่างไร ควรเราจะอยู่ในบาปต่อไป เพื่อให้พระคุณมีมากยิ่งขึ้นหรือ Romans 6:2: อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย พวกเราที่ตายต่อบาปแล้วจะมีชีวิตในบาปต่อไปอย่างไรได้ เราซึ่งได้รับชีวิตใหม่ซึ่งเป็นชีวิตที่แยกออกจากร่างกาย เพราะเป็นชีวิตใหม่ฝ่ายวิญญาณซึ่งไม่มีใครชิงไปได้ ถูกกำกับไว้ด้วยพระโลหิตของพระคริสต์เป็นมัดจำ เมื่อเรารู้เช่นนี้แล้ว เชื่อเช่นนี้แล้ว เราทำบาปอย่างภาคภูมิไม่ได้หรอกครับ คงศักดิ์

  • U151

    Aug 01, 2012

    Reply

    อย่างที่คุณ L&G บอกแต่ถูกแค่ครึ่งนึงครับ ที่ถูกคือ เราเป็นคนบาป เราจึงทำบาปครับ แล้วพระเจ้าก็ทรงรู้และเข้าใจและพระองค์ไม่ประสงค์ ให้เราอยู่ในความบาปครับพระคุณของพระองค์เข้ามาในชีวิตเราเพื่อช่วยเรา ให้เราเปนไทจากบาปกล่าวคือเราจะเป็นไทได้เราต้องเติบโตเราต้องเริ่ม เกลียดชังความบาปและชีวิตจึงจะค่อยๆเปลี่ยนครับ

  • Kongsak

    Aug 01, 2012

    Reply

    U151 ครับ ผมเขียนไป และมีพระคำให้ด้วยว่าทำไมผมจึงบอกเช่นนั้น คุณบอกว่าผมถูกครึ่งเดียว ถ้าผมถูกครึ่งเดียว พระคัมภีร์ก็ถูกครึ่งเดียว ผมอยากให้คุณหาข้อพระคัมภีร์ อธิบายว่าทำไม "ที่ถูกคือ เราเป็นคนบาปเราจึงทำบาปครับ" จึงถูกทั้งหมดล่ะครับ มีไหมครับ หรือคิดไปเอง ลองคิดตามดีๆสิครับ ถ้าเราทำบาปและเราเป็นคนบาป หรือ เราเป็นคนบาปอยู่และเราทำบาป คุณ U151 ก็ยังเป็นคนบาปอยู่ เพราะท่านก็ทำบาป ไม่จำเป็นต้องมีพระเยซูเลย เพราะเราเป็นคนบาป เราจึงทำบาป เราก็เป็นคนบาปอยู่วันยังค่ำ มันสาปแช่งเราอยู่เสมอ ใครสาปแช่งเราครับ ซาตานมิใช่หรือ มันกำเราไว้ เพราะมันเป็นพ่อแห่งความบาป พระคัมภีร์บอกเราอีกอย่างว่าเราเป็นคนบาป เพราะเราเป็นคนบาป การทำบาปก็คืออาการของคนบาป เราต้องยอมรับให้ได้ เพราะเราเป็นอย่างนั้น เราต้องให้พระคำนำจิตใจเราไปสู่จุดต่ำสุดของการเชื่อตัวเราเอง เมื่อนั้นเราจะเชื่อพระเยซูได้สุดใจ ชีวิตของคนจะค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นคนชอบธรรมไม่ได้เลย เราเป็นคนบาป หรือเราเป็นคนชอบธรรม ก็แค่นั้น A หรือ B ในพระคำภีร์ไม่มีค่อยๆ ครับ ถ้าท่านเชื่อตัวเอง ท่านก็เป็นคนบาปอยู่วันยังค่ำ ทำดีก็เป็นความบาป ทำบาปก็เป็นความบาป เพราะท่านเป็นคนบาป ถ้าท่านเชื่อพระเยซู ท่านก็เป็นคนชอบธรรมอยู่วันยังค่ำ ทำดีก็เป็นความชอบธรรม ทำบาปก็ยังเป็นความชอบธรรม เพราะบาปถูกยกทั้งสิ้นที่ไม้กางเขน ความเป็นคนบาปหรือเป็นคนชอบธรรมของท่านไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่ท่านทำ หรือ ค่อยๆเปลี่ยนการกระทำ แต่เกี่ยวกับว่าท่านวางใจใคร วางใจตัวเอง หรือวางใจพระเยซู และสิ่งที่พระองค์ทำที่ไม้กางเขน ส่ิงที่เราเชื่อกำหนดปลายทางของเรา เมื่อเราได้เป้าหมายปลายทางแล้ว เราก็จะดำเนินชีวิตได้ถูกตามนั้น แต่ถ้าเรายังเดินทางผิด เราจะดำเนินชีวิตให้ดีอย่างไรก็ผิด ท่านเข้าใจไหมครับ แต่เมื่อเราเชื่อพระเยซู เราก็เป็นคนชอบธรรมโดยสมบูรณ์แล้ว และ การกระทำของเราก็จะเข้าข้างพระเยซูครับ ไม่เข้าข้างซาตาน พระเจ้าไม่นำให้เราทำบาป ซาตานต่างหากที่ทำ และเราเกลียดสิ่งที่มันหลอกเรา เราไม่ฟังมัน เราฟังพระเยซู และสิ่งที่พระองค์บอก และสิ่งที่พระวิญญาณช่วยเราดำเนินชีวิตให้พ้นจากความบาป แต่เราต้องเป็นคนชอบธรรมก่อนครับ คงศักดิ์

  • Kongsak

    Aug 01, 2012

    Reply

    ผมเป็นคนไทย คุณโอบามาเป็นอเมริกัน ผมไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย ที่จะค่อยๆเปลี่ยนผมเป็นคนอเมริกัน ผมยังเป็นไทยแท้อยู่วันยังค่ำ ไม่มีครึ่งกลาง สิ่งเดียวที่ผมทำได้เพื่อจะให้เป็นอเมริกัน คือผมต้องเกิดเป็นอเมริกัน ท่าน U151 เข้าใจไหมครับ ผมเกิดมาเป็นคนบาป ผมเป็นคนชอบธรรมไม่ได้เลย ต่อให้ผมทำดีอย่างไรก็ไม่ได้เลย ผมไม่สามารถ "ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นคนชอบธรรมได้" ผมทำได้ก็คือเชื่อสิ่งที่พระเยซูทำ และ บังเกิดใหม่ เป็นคนชอบธรรม พระเจ้าให้สิทธิ์ที่เราเลือกว่า จะเป็นคนชอบธรรมหรือคนบาป คนชอบธรรมก็ดำเนินชีวิตในความเชื่อ เป็นคนชอบธรรมอยู่เสมอ มีชีวิตกับพระเยซูโดยพระวิญญาณ คนบาปก็ดำเนินชีวิตในการกระทำ เป็นคนบาปอยู่เสมอ มีชีวิตกับซาตานโดยอำนาจของมัน เลือกได้แค่สองอย่าง อยู่ตรงกลางไม่ได้ ความเป็นคนบาป หรือคนชอบธรรมไม่มีตรงกลาง เมื่อเราอยู่ต่อหน้าพระเจ้า พระเจ้าไม่ถามท่านว่า คนเป็นคนที่ค่อยๆเปลี่ยนเป็นคนชอบธรรมมากพอหรือยัง พระเจ้าจะถามว่าท่านเป็นคนชอบธรรมหรือไม่ ตั๋วของท่านคืออะไร? คือตัวเอง หรือคือพระเยซู พระเยซูยิ่งใหญ่ขึ้น ข้าพเจ้าต้องด้อยลง คงศักดิ์ gracethai.com

  • Kongsak

    Aug 02, 2012

    Reply

    ถูกต้องครับ 4U น้อง U151 ครับ ผมไม่เคยมีประเด็นขัดแย้งกับใครเลยในที่นี้ในเรื่อง การดำเนินชีวิตหลังได้รับพระคุณ หลังจากที่ล้างบาปนิรันดร์ เป็นคนชอบธรรมแล้ว อันนี้ผมว่าผมเห็นด้วยกับทุกคน และไม่เคยสอนว่า เมื่อได้พระคุณแล้ว เราไปทำบาปด้วยความภูมิใจกันเถอะ แบบนี้ผมว่ายังไม่ได้รับพระคุณเลยต่างหาก ผมกำลังเขียนบทความเรื่อง เราจะดำเนินชีวิตอย่างไรหลังจากที่เราไม่ได้เป็นคนบาปแล้ว ประเด็นที่ผมขัดแย้งมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา คือ "ก่อน" ที่เราจะเป็นคนชอบธรรมนี่ต่างหาก คือตรงนี้สำคัญที่สุด ก่อนจะไปคิดว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร เราต้องตอบให้ได้ก่อนว่าเราเป็นใคร ถ้าเราข้ามตรงนี้ไป เราจะผิดพลาดอย่างแรง และไม่มีวันแก้ไขได้อีกเลย เราต้องกลับใจใหม่ในส่วนแรกนี้ก่อน ก่อนที่จะไปคิดถึงว่า เราจะดำเนินชีวิตแบบทำบาป หรือ เกลียดบาป เราต้องชัดเจนส่วนแรก และสอดคล้องกับพระคัมภีร์ก่อน แล้วค่อยคิดถึงส่วนหลัง ไม่งั้นเราก็ยังเป็นคนบาปที่พยายามทำดี เรายังเป็นคนบาปที่พยายามไม่ทำบาป เหมือนกับเราเป็นคนไทย พยายามกินแฮมเบอร์เกอร์อย่างไรก็ไม่เป็นคนอเมริกัน คนบาป ที่ยังเป็นคนบาปอยู่ จะเชื่อตัวเอง และเชื่อสิ่งที่ตัวเองทำ เชื่อว่าตัวเองชนะได้เป็นบางครั้ง แต่บางครั้งแพ้บาป เขายังเป็นคนบาปที่รักบาปและเกลียดบาปสลับกันไป เขาก็ยังเป็นคนบาปอยู่ดี ตรงนี้คือจุดตายที่สอนผิดกันมาตลอดชั่วอายุคริสเตียนไทย เมื่อคนๆหนึ่งเปลี่ยนศาสนามาโบสถ์ มันไม่ได้มีความหมายอะไรเลยกับพระเจ้า เขายังเป็นคนบาปอยู่ เพราะเขายังเชื่อสิ่งที่ตนเองทำ เขายังไม่เชื่อสิ่งที่พระเยซูทำ เขาต้องกลับใจใหม่ เชื่อสิ่งที่พระเยซูทำสำเร็จบนไม้กางเขนก่อน คือทำให้ล้างบาปเราทั้งหมด และเราเป็นคนชอบธรรมด้วยความเชื่อ เราตายกับพระคริสต์ ลืมความดีของต้น ทิ้งตัวเองไป และยอมรับพระเยซูเป็นที่พึ่งที่เดียว ไม่มีเราอีกเลย เราต้องเชื่อแบบนี้ให้ได้ว่าเราเป็นคนชอบธรรมแล้ว เพราะพระคัมภีร์บอก ไม่ใช่เพราะเราดูตัวเองว่าทำอะไร เมื่อเราเป็นคนชอบธรรมแล้ว เราก็ไม่ได้เป็นคนบาปอีกต่อไป ในสายตาพระเจ้า เราเปลี่ยนไปแล้ว เรารับพระคุณ กลายเป็นคนชอบธรรม สัญชาติเปลี่ยนถาวร พระเจ้ายอมรับเราได้แล้ว ไม่ใช่เพราะเราเอาชนะบาปได้ หรือค่อยๆ เป็นคนชอบธรรม แต่พระเจ้ายอมรับเราได้ เพราะเรามี พระเยซู พระเยซูเท่านั้นที่เรามี เป็นสิ่งเดียวเท่านั้น ไม่มีอื่นใดอีก คราวนี้แหละครับ เราจึงจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ เราจะตั้งต้นใหม่ เร่ิมต้นด้วยความเชื่อ และสุดท้ายก็ด้วยความเชื่อ คราวนี้เราจึงจะมาคิดว่า เราจะทำอย่างไรดีกับสันดานชั่วของเรา เราจะหลีกเลี่ยงอย่างไร เราจะหยุดอย่างไร แต่ไม่ใช่เพื่อจะเอาชนะบาป หรือเพื่อความชอบธรรม แต่เพราะเรารักพระเยซู เราจึงไม่ทำต่างหาก เรารักพระวิญญาณ เราจึงหลีกเลี่ยง แต่คนบาปจะมีพระวิญญาณได้อย่างไร เขาคิดไปเองทั้งสิ้น พระวิญญาณอยู่ในคนบาปได้หรือ? U151 เห็นไหมครับ มันเป็นคนละโลกกับคริสเตียนโบสถ์ปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง คงศักดิ์ gracethai.com

  • Reply

    ก็อย่างที่หล่อฟาดบอกไป คริสเตียนไม่ได้เชื่อพระเยซูจริง แต่ต่อต้านพระเยซูอยู่เสมอ พอไม่ได้เชื่อพระเยซู เขาก็เป็นคนบาปอยู่เสมอ พอเป็นคนบาปก็เกิดความรู้สึกผิดลึกๆในจิตใจ จึงอยากจะทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อชดเชย กลบเกลื่อน ความบาปนั้น อยากมีความดี กระหายหาความชอบธรรม เมื่อกระหายความชอบธรรมแล้ว แทนที่จะหันไปหาพระเยซู กลับหันมามองตัวเอง สร้างความชอบธรรมจากการกระทำของตนเอง จึงร้อนรนที่จะดำเนินกิจกรรมชา่วคริสต์อย่างเคร่งครัด ไม่ขาดโบสถ์ รับใช้เยอะๆ ทำเยอะๆ มุ่งมั่นร้อนรน วิ่งเต้นทำกิจกรรมนั้นกิจกรรมนี้ในโบสถ์ไม่หยุด ดูเหมือนมีความเชื่อมากๆ ดูมีความเชื่อสูง แต่แบบนี้คือได้แต่ต่อต้านต่อสู้พระเยซูอยู่เสมอ เหยียบย่ำพระโลหิตที่ชำระเขาให้บริสุทธิ์ว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย

  • Z

    Aug 12, 2012

    Reply

    อ่านตั้งแต่ต้น เข้าใจเรื่องความรอดมากขึ้น ครับ ชอบความเห็น ที่ 93 ครับ U151 รักพระเยซู ก็ต้องพยายามดำเนินชีวิตตามที่พระองค์สอนด้วย ลำพังตัวเองคงลำบาก ถ้าไม่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพระผู้ช่วย อัครทูตยังต้องรอพระวิญญาณบริสุทธิ์ก่อนออกไปประกาศ กิจการ บทที่ 1 ข้อ 4-8 ผู้เชื่อในพระเยซูจะเป็นพยานฝ่ายพระองค์ก็ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ส่วนตัวผมอยากให้พระเยซูรู้ว่าผมก็รักพระองค์ ก็ต้องพยายามปรับปรุงตัว ไม่ใช่พูดอย่างเดียว พระวิญญาณอยู่กับเราพระองค์ก็ช่วยเราด้วยครับ ผมเข้าใจอย่างนี้ ขอบคุณทุกท่านที่แบ่งปันข้อพระคำครับ

  • 4U

    Aug 12, 2012

    Reply

    ท่านlaw. ตอบ98 ด้วย ได้โปรด

  • Kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    4 U ผมไม่เห็นครับ ขอโทษที ตอบให้สั้นๆ และให้คุณ 4U ไปอ่านบทความเรื่อง "เมื่อคุณไม่ได้เป็นคนบาป แล้วจะดำเนินชีวิตอย่างไร" ผมตอบคุณ U151 ด้วยคำถามคล้ายๆกันอย่างมากครับ เขาถามว่า แล้วเรา ผมตอบนะ ถ้าคุณ 4U เข้าใจความรอดตรงตามพระคัมภีร์สอนจริงๆ เราไม่มีทางล้มลงในความบาปได้ครับ เพราะบาปไม่ได้เป็นเจ้านายเรา เราไม่เป็นอย่างนั้นเลย คุณ 4U ลองอ่านพระคัมภีร์ตอนนี้ดูครับ เรากำลังพูดถึงความบาปนะครับ ไม่ใช่กระทำบาป แต่ผมเข้าใจว่า คุณ 4U กำลังถามว่า ถ้ามีคนหนึ่งกระทำบาปซ้ำๆกันเมื่อรอดแล้วเป็นอย่างไรมากกว่า ซึ่งผมก็เลยให้ไปอ่านในอีกกระทู้หนึ่งซึ่งผมตอบคุณ U151 ไป เราไม่มีทางล้มลงในความบาปได้ เพราะว่า "เราทั้งหลายรู้แล้วว่า ตัวเก่าของเรานั้นได้ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวที่บาปนั้นจะถูกทำลายให้สิ้นไป และเราจะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป" โรม 6:6 "แต่ถ้าเราดำเนินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างพระองค์ทรงสถิตในความสว่าง เราก็ร่วมสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ก็ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น" 1 ยอห์น 1:7 การดำเนินในความสว่างเหมือนที่พระองค์ทรงสถิตในความสว่าง ไม่ได้แปลว่าการไม่กระทำบาปนะครับ แต่คือเดินในคามสว่างของพระเยซู ไม่ใช่ของเรา คนที่เราเห็นว่าเขามาโบสถ์ เขาเชื่อ และเขาไปติดเหล้า ไหว้พระ แบบนี้ไม่ใช่เขาสูญเสียความรอดหรอกครับ เขายังไม่ได้รอดตั้งแต่แรก คือยังเป็นคนบาปที่มาโบสถ์ ที่ร้องเพลง ที่อธิษฐาน ก็แค่นั้น คงศักดิ์ gracethai.com

  • 4U

    Aug 12, 2012

    Reply

    ก้อคุณlaw. พูดแต่ด้านความเชื่อ. ไม่เน้นการกระทำ มันจึงยังไม่สมบูรณ์ ใช่. ในความจริงเรารอดด้วยความเชื่อไม่เกี่ยวกับการกระทำ และแม้เราจะยังมีความบาปในด้านของการกระทำ พระคุณพระเจ้าก้อมีมากเพียงพอ แต่คำสอนที่ไม่ครบองค์ประกอบ สอนด้านเดียว จะช่วยให้มนุษย์มีชีวิตที่ครบถ้วนบริบูรณ์ได้ฤา พระคำว่าจะรู้จักเขาโดยผลของเขา หากผลแห่งการกระทำไม่สำแดงออกอย่างที่เชื่อ ความเชื่อเราจะมีประโยชน์อย่างไรได้ เราเข้าใจคุณว่า สิ่งที่คุณกำลังบอกเป็นพื้นฐาน เป็นด่านแรกของการรับพระคุณ และความรอด แต่ขืนคุณเน้นสอนด้านเดียว จะทำให้ผู้อื่นสับสน ที่จริงแล้วคุณไม่ได้สอนผิด แต่สอนไม่ครบ. จึงเป้นปัญหาในการพูดคุยกันณ. ที่นี่ หากคุณสอนให้ครบถ้วน เหมือนกินอาหารครบหลัก5หมู่. มันจะดีมากเลย แต่ดูเหมือนคุณ ไม่ชอบกินผัก. ก้อเลยเขี่ยๆออกนอกจาน ไม่ว่าคุณจะชอบผักหรือไม่ แต่ผักก้อมีประโยชน์อยู่มิใช่น้อย และเราจะขาดเสียก้อมิได้

  • U151

    Aug 12, 2012

    Reply

    ถูกต้องแล้วครับ อย่างที่ 4U บอกแหละครับ คุณ Law เราจะต้องทำให้สองอย่างสมดุล ความเชื่อและการกระทำ ต้นไม้ที่ดีต้องออกผลดีเท่านั้นครับ คุณมาเชื่อพระเยซูผลที่ตามมา ต้องเป็นผลของพระวิญญาณที่พระเยซูคริสต์ประทานให้ด้วยครับ

  • Kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    4U ไม่ใช่สอนไม่ครบครับ แต่ถ้าไม่สอนเรื่องความรอดก่อน เขาจะกระทำไม่ได้เลย คือคุณ 4U ผมเคยเป็นคนบาปที่มีบาป และ รับใช้พระเจ้า และกระทำดี แต่ผมก็ยังเป็นคนบาป ผมไม่อยากให้คนไปโบสถ์เป็นแบบผม เราต้องเปลี่ยนตัวบาปให้จบเป็นอันดับแรกก่อน ต้องปลดปมนี้อย่างถาวรก่อน ต้องล้างบาปให้สะอาด ให้ขาวเหมือนหิมะงาม เป็นนิตย์ ไม่มีเหลืออีกเลย ไม่จดจำอีกเลย ตรงนี้มันไม่ชัดเจนก็ต้องขอคุยให้ชัดก่อน ท่าน4U ไม่ใช่ไม่สมดุล คือ ขั้นตอนแห่งความรอดเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด หากเข้าใจผิดแล้ว ก็จะตั้งต้นผิดหมดเลย เหมือนกับผมเคยบอก หากเราจะไปสยาม เราใช้รถไฟฟ้า แต่ใช้ขาออกสุขุมวิท ต่อให้เราใช้ขบวนไหนก็ผิด เราขับรถก็ผิด นั่งมอไซค์ก็ผิด เพราะเราผิดทางตั้งแต่แรก เราใช้ความคิดของเราประเมินพระคำของพระเจ้า โดยไม่ให้พระคัมภีร์เผยความจริงตามตัวอักษร พระเจ้าบอกว่า ความคิดของมนุษย์ แตกต่างจากความคิดของพระองค์ อย่าเอามา ให้เชื่อฟัง ผมไม่ได้ไม่อยากสอนการประพฤติ แต่ถ้าไม่เข้าใจเรื่องความรอด สอนไปก็ไม่มีประโยชน์ คือ 4U และ U151 เข้าใจไหมครับ ผมบอกว่าไข่ใบนี้ข้างในมีไข่แดงที่สุกแล้ว แต่ถ้าไม่กระเทาะเปลือกไข่ ก็ไม่เห็นไข่ข้างใน จะเข้าใจไม่ได้ ตรรกะของพระเจ้าก็เป็นแบบนั้น ไม่ใช่ตรรกะของเรา การประพฤติดี การกระทำตอบสนองความเชื่อนั้นดีอยู่ ถ้าหากถูกกระทำโดยคนชอบธรรม แต่ถ้าถูกกระทำโดยคนบาป มันไม่มีค่าอะไรเลยในสายตาพระเจ้า เราเป็นใครสำคัญมากกว่า เราทำอะไร เราเป็นใครเมื่อพระเยซูมองดูเราสำคัญมากกว่าเราทำอะไร เมื่อเราเป็นคนชอบธรรมทางความเชื่อ คำอธิษฐานก็จะมีพลังทำให้เกิดผล พระคัมภีร์สัญญาว่า คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมมีพลังทำให้เกิดผล ผู้ไม่ชอบธรรมทำอย่างไรก็ไม่เกิดผล ใช่ไหมครับ ตามนั้นเลย ผมอาจเขียนวกไปวนมา อาจไม่สมดุล ก็เพราะผมต้องการปักมีดให้จม ฆ่าให้ตายกับตัวเอง เพื่อจะบังเกิดใหม่ ไม่งั้น มีดมันปักครึ่งเดียว เจ็บปวดทรมานทั้งชีวิต ดิ้นรนกระเสือกระสน ไม่ได้เข้าพำนัก พักผ่อนในพระเยซูได้เลย

  • Kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    เมื่อตายแล้ว บังเกิดใหม่แล้ว ชอบธรรมแล้ว มาเลยครับ คราวนี้มาดูกัน คราวนี้ก็คุยกันได้เต็มปากเลย ใครจะพาคนไปทำบาป คือใครจะสอนให้ไปทำบาปแบบภูมิใจว่ามีพระคุณ ผมไม่เคยสอนครับ ไม่เคยสอนด้วยว่า ทำบาปไม่ใช่บาป ไม่ต้องเรียกว่าบาป ไม่ต้องสารภาพ เพราะไม่ใช่บาป คนละเรื่องกันครับ แบบนั้นผมเคยเห็นครับ เอ้าไปทำบาปกัน บาปยังไงก็ไม่บาป ยกโทษแล้ว ไปรัชดาเร็ว ผมเคยเห็นคนติดไพ่ เพราะผมเกิดที่บ่อนไพ่ ผมเคยเห็นคนที่กำลังล้างไพ่นกกระจอกขณะที่เขามี 2 นิ้ว อีกสามนิ้วเขาสับนิ้วตัวเองทิ้ง และสักกำกับไว้ที่หลังมือว่า "อย่าเล่น" คนเราไม่มีทางพ้นอำนาจซาตานได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เขาต้องเปลี่ยนพ่อก่อนครับ เปลี่ยนชนชาติ เปลี่ยนสัญชาติจากคนตายมาเป็นคนเป็น เปลี่ยนจากคนบาปมาเป็นคนชอบธรรมก่อน ไม่ใช่เปลี่ยนวิถี พิธีแห่งศาสนาอย่างเดียว ต้องเปลี่ยนสถานะภาพ คนบาปเป็นลูกซาตานอยู่เสมอ มันบอกอะไรเขา เขาก็เชื่อมัน มันบอกให้สับนิ้วทิ้งสิ แล้วจะเลิกได้ เขาก็เชื่อ มันบอกให้สัก จะได้เตือน เขาก็เชื่อ แต่เขาก็ยังเป็นทาสของมัน เพราะเขาเป็นลูกของมัน คุณ U กับคุณ 4U เข้าใจได้ไหมครับ ถ้าเขาเป็นลูกพระเจ้า ซาตานทำอะไรเขาไม่ได้ เพราะอาวุธที่มันใช้คือบาป บาปหมดแล้วที่ไม้กางเขน มันก็หมดฤทธิ์ คนหนึ่งต้องไม่เดินเข้าไปในบ่อนไพ่ก็เท่านั้น ไม่นำตัวเข้าไปเสี่ยงต่อสิ่งที่ตัวเองเป็นจุดอ่อนก็เท่านั้น ง่ายๆ แต่มันยากถ้ายังเป็นลูกของซาตาน มันจะใช้ความดีหลอกเรา มันหลอกว่า นี่ไง หยุดได้ 1 วันแล้ว หยุดได้ 2 วันแล้ว พระเจ้าพอใจดีมาก มันพูดอะไรเราก็งงหมด เพราะเราอยู่ใต้อำนาจของมัน คนบาปกับคนชอบธรรมนั้นต่างกัน ที่เขาเชื่ออะไร ไม่ใช่ที่เขาทำอะไร

  • mm

    Aug 12, 2012

    Reply

    เข้ามาอ่านแล้ว ก็ขอคุยด้วยคนนึง ความชอบธรรม มีอยู่ 2 อย่าง คือ ความชอบธรรมของตัวเรา กับ ความชอบธรรมของพระเจ้า เวลาเราทำบาป ความชอบธรรมของใครที่ถูกทำลายครับ ? ความชอบธรรมของเราใช่ไหมครับ ที่ถูกทำลาย ความชอบธรรมของพระเจ้าไม่สามารถถูกทำลายได้ ถ้าคริสเตียนมีเพียงแค่ความชอบธรรมของพระเจ้า เวลาทำบาป ก็ยังพูดได้ว่า เป็นคนชอบธรรมนะครับ แต่คริสเตียนส่วนมากมีความชอบธรรมของตัวเองด้วย ทั้งๆที่บอกว่า ตัวเองไม่มีความดี ความชอบธรรมเลย มีเพียงพระคุณ แต่เวลาทำบาป ความชอบธรรมที่เป็นของตัวเองและของพระเจ้าถูกทำลายทั้งหมดเลย จึงไม่มีความเชื่อว่าตัวเองชอบธรรม อย่างที่คุณ คงศักดิ์บอก มันต้องเข้าใจเรื่องความชอบธรรมที่แท้จริงเสียก่อน แล้วค่อยพูดเรื่องการกระทำ คำว่า ล้มลงในความบาป ที่คุณ 4u พูดถึง คงหมายถึงการทำบาป แสดงว่า คนที่เชื่อพระเยซู ต้องไม่ทำบาปเลยหรือครับ เราเชื่อพระเยซู เพื่อจะไม่ทำบาปเลยหรือครับ หรือว่า เพราะ เราได้แต่ทำบาป เราจึงต้องเชื่อพระเยซูครับ ผม และคุณคงศักดิ์ มีจุดเปลี่ยนที่เหมือนกัน คือ เราเชื่อว่าเราไม่สามารถที่จะไม่ทำบาปได้เลย เราทำบาปทุกวัน แม้เราจะตั้งใจพยายามแค่ไหนที่จะไม่ทำบาป แต่เราพบว่า เราทำบาปอยู่เสมอ เพราะว่า พระคำ ก็บอกแล้วว่า ทำผิดข้อนึง คือ ผิดทั้งหมด ถึงแม้เราไม่ได้ฆ่าคน ไม่โกหก ไม่ล่วงประเวณี ไม่ขโมย ไม่ ๆๆๆๆๆๆๆ แต่เราเย่อหยิ่งนิดนึง เราก็เป็นคนที่ผิดทั้งหมด แล้วมีใครจะไม่ล้มลงในความบาปได้บ้าง เพราะ เราล้มลงในความบาป อยู่แล้วไง เราจึงเชื่อพระเยซู ถ้าเรามีหนทางที่จะเป็นคนดีได้ เราก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อ พระเยซู ผมเชื่อว่า เราต้องล้มลงในความบาป แน่ๆ เพราะ ในตัวเรา ในจิตใจของเรา มีความสารพัดบาปอยู่ ในแต่ละวัน เราก็ไม่รู้ว่า นิสัยบาปอย่างไหนจะปรากฏออกมา บาปใหญ่ๆ เช่น ฆ่าคน ขโมย ล่วงประเวณี พวกนี้ เราทำยากอยู่แล้ว ถ้าเรามีเงิน เราก็คงไม่ไปขโมยใคร ถ้าไม่มีใครมาทำร้ายเรา เราก็คงไม่ฆ่าเขาเพื่อป้องกันตัว อยู่ดีๆไม่มีใครลุกขึ้นไปฆ่าคนหรอก ใช่ไหม แต่มันมีนิสัยบาปอีกมากมายที่แฝงอยู่ในเรา นิสัยบาปเหล่านี้ เรารู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง และแม้ว่าเรารู้ เราก็แก้ไขไม่ได้ เช่น ความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความอวดตัว ความเย่อหยิ่ง สิ่งเหล่านี้เราแก้ไขไม่ได้แน่ๆ เราเลิกเป็นคนโลภไม่ได้แน่ๆ เราเลิกอวดตัว ก็ไม่ได้ เราเลิกเย่อหยิ่งก็ไม่ได้ เราเปลี่ยนสัณชาตญาณของเราพวกนี้ไม่ได้ เราต้องยอมรับ ถ้าพูดตรงๆ ผมเชื่อว่าผมบาปอยู่เสมอ ถ้าดูจากตัวเองแบบนี้ แต่ว่า โดยความเชื่อ ผมเชื่อว่า พระเยซูอภัยบาปผมทั้งหมดแล้ว เพราะ ผมมีแต่บาป ผมจึงเชื่อว่าไม่มีบาปแล้วเพราะ พระเยซู แต่ถ้าเรามีความดี เหลืออยู่ เราก็ไม่สามารถหมดจากบาปได้ เพราะว่า เราบาปทั้งหมด ไม่มีความชอบธรรมของตัวเอง เราจึงรับความชอบธรรมของพระเจ้ามาทั้งหมด แต่ถ้าเรามีความชอบธรรมของตัวเอง เราจึงรับความชอบธรรมของพระเจ้ามาไม่ทั้งหมด เรารับเพียงแค่ที่เราขาดไป เรารับมาเพื่อทำให้ความชอบธรรมของเราสมบูรณ์เท่านั้น เมื่อเราทำบาป ความชอบธรรมของเราก็ดูเหมือนพร่องไป เราจึงคิดว่าต้องทำดี แล้วพระเจ้าจะให้ความชอบธรรมเพิ่มขึ้นเท่าเดิม แต่พระเจ้าให้ความชอบธรรมกับเราโดยสมบูรณ์แล้ว พระคำ คือ หลักฐาน เช่น ถ้าเราอ่านใน โคโลสี 1 ข้อ 15-23 เราจะเห็นว่า พระคำได้บอกถึง ความสมบูรณ์ของพระคริสต์ ในข้อ 19 บอกว่า "เพราะว่า พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะให้ความบริบูรณ์ทั้งสิ้นธำรงในพระองค์" ข้อ 20 "และโดยพระองค์ ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้า...." ข้อ 21 "และพวกท่าน ซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่ถูกกันกับพระเจ้า...." ข้อ 22 "บัดนี้พระองค์ทรงโปรดให้คืนดีกับพระองค์ โดยความตายแห่งพระกายเนื้อหนังของพระองค์ เพื่อจะได้ถวายท่านแด่พระเจ้าให้เป็นผู้บริสุทธิ์ไร้มลทิน และปราศจากตำหนิ" เห็นไหมครับว่า มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ความชอบธรรมของเราเลย ความสมบูรณ์นั้นอยู่ในพระคริสต์แล้ว เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์เพื่อเรา เราก็บริสุทธิ์ไร้มลทิน ปราศจากตำหนิแล้ว พระคำไม่ได้พูดถึงเราว่า ต้องทำอะไรเพื่อให้ปราศจากมลทินเองเลย และที่สำคัญ พระคำเน้นย้ำว่า ข้อ 23 "แต่ท่านต้องดำรงและตั้งมั่นอยู่ในความเชื่อ และไม่โยกย้ายไปจากความหวังใจในข่าวประเสริฐซึ่งท่านเคยได้ยินแล้ว..." สิ่งแรก และสิ่งเดียวที่สำคัญมากก็คือ ข้อ 23 พระคำข้อ 23 มีคำว่า "แต่" มันมีนัยยะสำคัญ มาจาก ข้อ15-22 ข้อ 15-22 บอกถึงความสมบูรณ์ของพระคริสต์ที่ทำเพื่อเรา แต่.. เราต้องตั้งมั่นอยู่ในความเชื่อเรื่อง ความสมบูรณ์ที่พระคริสต์ทรงทำเพื่อเรานี้ เพราะว่า นี่คือ ข่าวประเสริฐ ที่เราต้องประกาศอยู่ ถ้าความชอบธรรมของพระเจ้าจะถูกทำลายไปจากเราได้ ก็ต่อเมื่อ เราไม่เชื่อพระคำ ต่างหากล่ะ ถ้าเราไม่เชื่อพระคำ โคโลสี 1:15- 23 แม้ว่าเราทำดีแค่ไหน เราก็เป็นแค่คนที่ต่อต้านพระคำของพระเจ้า ถ้าเราไม่เห็นด้วยกับพระคำของพระเจ้า เราก็กำลังจะบอกว่า พระเจ้าผิด แต่เราถูก และ นี่มันไม่ใช่ ความบาปที่แท้จริงหรือครับ ผมและคุณคงศักดิ์เข้ามาที่นี่ ไม่ได้มีเจตนาที่จะมาตัดสินใครผิดถูก แต่เรารู้ว่า ความบาปที่แท้จริง คือ การไม่เชื่อพระคำ ถ้าพระคำบอกเราว่า เราชอบธรรมแล้ว เราก็ควรพูดว่า ชอบธรรมแล้ว แม้ว่าเราจะทำบาปหรือไม่ แต่ถ้าพระคำบอกว่า เราชอบธรรมแล้ว แต่เรา ไม่เชื่อ เพราะว่า เราทำบาปอยู่ เราก็กำลัง ทำบาปที่ใหญ่กว่าเดิม ผมจึงอยากจะอธิบายเรื่องความชอบธรรมของพระเจ้านี้ ให้ทุกคนได้เชื่อ ความชอบธรรมที่พระเจ้าให้กับเรานี้ ไม่มีวันเปลี่ยนไป ไม่ว่าเราจะทำบาปหรือไม่ เราต้องรู้ว่า เมื่อเรามีความคิดไม่ตรงกับพระคำ คนที่ผิดก็คือ เราเอง เราก็ต้องทิ้งความคิดของเรา แล้วรับเอาพระคำนั้นเข้ามาเป็นของเรา เราจึงเป็นคนที่มีชีวิตอย่างชอบธรรมอย่างแท้จริง ขอบคุณที่ตั้งใจอ่านนะครับ

  • kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    คุณ mm รู้ไหม โคโลสี 1:15-23 สมัยก่อนที่ผมเป็นคนบาปเทศนาอยู่ผมเคยเทศนา โคโลสีบทที่ 1:23 ผมท่องได้ด้วย บทที่ 1 ได้แทบทั้งหมดพอๆกับเอเฟซัสบทที่ 5 แต่ mm รู้ไหม ผมไม่เคยมองเห็นข้อ 22 เลย มันเหมือนคนตาบอดสี มองไม่เห็นสีแดง เห็นแต่สีอื่น ผมมองเห็นทุกข้อแต่ไม่เคยมองเห็นข้อ 22 ทั้งๆที่ข้อ 22 เป็นข้อที่บอกถึงข้อ 23 ว่าคือข่าวประเสริฐที่ผมไม่เคยเข้าใจในตอนนั้น ก็แปลกดี ขอบคุณพระเจ้าที่ตอนนี้เห็นข้อ 22 แล้ว ข้อ 22 "บัดนี้พระองค์ทรงโปรดให้คืนดีกับพระองค์ โดยความตายแห่งพระกายเนื้อหนังของพระองค์ เพื่อจะได้ถวายท่านแด่พระเจ้าให้เป็นผู้บริสุทธิ์ไร้มลทิน และปราศจากตำหนิ"

  • 4U

    Aug 12, 2012

    Reply

    M&M รู้ด้วยนะ ว่า.... ตั้งใจอ่าน อิอิ ขอใช้สิทธิพาดพิงหน่อยคะ ท่านประธาน ที่เราถามใน98 "เมื่อคุณล้มลงในบาป คุณจัดการกับมันอย่างไร ในเมื่อคุณเชื่อว่าตนชอบธรรมแล้ว !!!!! " แค่อยากรู้ว่า...ท่าทีของเราจะเป้นอย่างไร? คือเรา มิได้รับหรือปฏิเสธ อันที่จริงเราคุยกัน คนละบาปนะ คต.ทุกคนก็เชื่อว่าตนชอบธรรมแล้วโดยความเชื่อ พระโลหิตพระเยซูมีฤทธิ์อำนาจเพียงพอในการล้างบาปผิดได้อย่างสะอาดหมดจด ไร้ข้อกังขา แต่ที่เราพูด หมายถึงบาปแห่งการกระทำ มิใช่บาปแห่งการไม่เชื่อ บาปมี2ประเภทคือ 1.บาปที่นำไปสู่ความตาย (ความไม่เชื่อ) 2.บาปที่ไม่นำไปสู่ความตาย (การประพฤติ) คุณ จัดการกับบาปข้อ2 อย่างใด เท่าที่เคยอ่านของคุณ mm คือ เชื่อสุดใจว่า ไม่บาป และไม่ต้องสารภาพบาป ถ้าเราไม่ยอมรับว่าเราทำผิด เราจะเปลี่ยนแปลงการประพฤติได้ฤา เพราะมันไม่ผิด ฉันไม่ผิด พระเจ้ายอมรับฉันอย่างที่ฉันเป็น เรามีชัยชนะเหนือความผิดบาปทั้งหมด เราคงไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรตัวเองอีกต่อไป เยี่ยงนี้ฤา สิ่งที่คูณพูด ใน111 เราเข้าใจ นั้นเป็นรากฐานแห่งความชอบธรรม คือ พระเจ้าทรงชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย แต่หากเราไม่ขยายความต่อ แล้วจบลงตรงความเชื่อ อย่างเดียว มันจะไม่สมบูรณ์แบบ ตามอย่างที่พระเจ้าต้องการ คือ พระเยซูมาเพื่อเราจะได้ชีวิต และ ชีวิตที่ครบถ้วนบริบูรณ์ เราจะเอาแต่ ความเชื่อ ความรอด ความชอบธรรมฝ่ายวิญญาณ แล้ว ชีวิตที่อยู่บนโลก ความบริบูรณ์บนโลกนี้ เราไม่เอากันฤา จะ ดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ ไม่ต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลง ทำผิด แล้วเฉยๆ ไม่ต้องสนใจ ไม่มีอะไรต้องเปลี่ยนแปลง คนที่เขาไม่เชื่อพระเจ้าจะมองชีวิตเราเป็นอย่างไร (พระเจ้าลำเอียงไหม) เราจะเป็นที่ถวายเกียรติพระเจ้าอย่างไร ในเมื่อผลแห่งการกระทำมันฟ้องอยู่ จะให้พระเจ้าอวยพรโน้น นี่ นั่น ทั้งที่เรายังทำผิดอยู่ คุณคิดว่าพระเจ้าจะตอบไหม ถ้าพระเจ้าไม่ตอบ คุณจะขมขื่นไหม ถ้าพระเจ้าตอบ พระองค์ยังยุติธรรมชอบธรรมไหม ความจริง ถ้าคุณคิดว่าชอบธรรมแล้ว เราคงไม่ต้องอธ.ขอ สิ่งใดทั้งสิ้น เพราะถ้าเราชอบธรรม พระพรจะตามมาทันผู้นั้นเอง แต่ที่คต.ทุกวันนี้ ทุกข์ ยาก ลำ บาก เพราะอะไร เพราะ บาปแห่งการกระทำ ใช่ไหม ตรงนี้แหละ ที่เป้นปัญหาถกเถียงกันอยู่

  • mm

    Aug 12, 2012

    Reply

    คุณ 4U ไหนบอกว่าตั้งใจอ่านแล้ว แต่ทำไมยังเข้าใจผมผิด ผมบอกไปแล้วว่า ผมเชื่อว่าผมเป็นคนที่ผิดบาปอยู่ตลอดเวลา แล้วเวลาผมทำบาปที่นำไปสู่ความตายและไม่นำไปสู่ความตาย ผมจะไม่รู้สึกได้อย่างไรกัน ไม่มีใครสามารถลบความรู้สึกผิดในใจเองได้หรอกครับ ศาสนาไหนในโลกนี้ก็ลบให้ไม่ได้ แต่ผมลบมันเพราะ พระเยซู พระคำมากมาย บอกถึงการลบล้างความบาปทั้งหมดแล้ว ลบคำแช่งสาปที่เราต้องได้รับทั้งหมดแล้ว การไม่ทำบาป ไม่ต้องมีพระเยซู ใครๆเขาก็รู้นะครับ ศาสนาไหนก็สอนว่า ไม่ทำบาป ให้ทำดี ถ้าพระเยซูสอนแค่นี้ เราไม่ต้องเปลี่ยนศาสนาก็ได้ อย่างคุณเอง ถ้าคิดว่าเชื่อถูกต้องแล้ว แล้วคุณยังทำบาปอยู่ไหมครับ อย่างเวลาคุณสารภาพบาป คุณแน่ใจหรือว่า คุณจะไม่ทำบาปนั้นอีก มีบาปอะไรบ้างที่คุณเลิกมันได้อย่างเด็ดขาด และหายไปจากจิตใจของคุณแล้ว แล้วถ้าคุณไม่ทำบาปเลย คุณจะไปสวรรค์เพราะ คุณไม่ทำบาปเลยหรือเปล่าครับ คือว่า ชีวิตหลังจากความเชื่อของผม ก็ไม่ต่างจากคุณเลยครับ อย่างที่ผมอธิบายไปแล้ว บาปใหญ่ๆพวก ฆ่าคน ล่วงประเวณี ขโมย อะไรพวกนี้ เราไม่ทำอยู่แล้ว ตอนผมยังไม่เชื่อพระเยซู ผมก็ไม่อยากทำอยู่แล้ว แต่ความเย่อหยิ่ง อวดตัว เกลียดชังคนอื่น ผมก็ยังเป็นอยู่นะครับ คุณก็เป็น อย่างน้อยคุณก็คงเกลียดผมไปหลายครั้งแล้วแน่ๆ ชีวิตหลังจากเราเชื่อพระเยซู เราก็ยังขึ้นๆลงๆเหมือนเดิมแหละครับ เราต่างกันแค่ ความเชื่อเท่านั้น คุณเชื่อว่า พระเจ้าไม่พอใจคุณ ถ้าคุณทำบาป แต่ผมเชื่ออยู่เสมอว่า ไม่ว่าผมจะเป็นอย่างไร พระเจ้าก็พอใจผม คุณเชื่อ พระเจ้า ไม่ให้คุณทำบาป แต่ผมเชื่อว่า พระเจ้าเห็นว่า ผมได้แต่ทำบาป และช่วยตัวเองไม่ให้ไม่ทำบาปได้ คุณเชื่อว่า ถ้าทำบาป ต้องสารภาพสำนึกผิด และตั้งใจใหม่ที่จะไม่ทำ แต่ผมเชื่อว่า ผมมีแต่บาป สารภาพอย่างไรก็ไม่หมด ผมสำนึกว่าตัวเองผิดบาปทั้งหมด คุณเชื่อว่า พระเยซู ไถ่บาปให้คุณแล้ว ผมก็เชื่อ อย่างนั้น แต่ผมเชื่อตั้งแต่ยังไม่ทำบาป เชื่อตั้งแต่บาปยังไม่ปรากฏออกมา คุณเชื่อว่า ต้องกลับใจจากการทำบาป เป็นไม่ทำบาป แต่ผมเชื่อว่า ผมต้องกลับใจจากการไม่เชื่อว่า พระเยซูลบบาปผมทั้งหมดแล้ว เราต่างกันตรงนี้ แต่เราทั้งคู่ก็ยังทำบาปแน่นอนครับ ไม่อย่างใดก็อย่างนึงในแต่ละวัน คุณเชื่อว่าต้องทำอย่างใดอย่างนึง หลังจากทำบาป แต่ผมเชื่อพระคำที่บอกว่า "เราจะไม่จดจำบาปและการอธรรมของเขาทั้งหลายอีกต่อไป"(ฮบ10:17) พอก่อนนะครับ มีธุระ

  • Z

    Aug 12, 2012

    Reply

    ก่อนอื่น ผมขออธิบายก่อนนะครับ ผมเป็นเพียงผู้ผ่านทาง เริ่มต้นจาก search google พระเจ้าอยู่เหนือกาลเวลา ผมไม่เก่งในพระคัมภีร์เหมือนทุกท่าน ผมเป็นแค่สมาชิกในโบสถ์ต่างจังหวัดทางภาคอิสาน ผมถูกใจทุกท่าน เพราะให้ความรู้แก่ผม และพาผมเรียนไปด้วย จนถึง วันนี้ ขอขอบคุณท่านทั้งหลาย ผมเข้าใจว่า ความรอดที่ผมได้รับ มาจากการทรงเรียก..ให้ผมวางใจในพระเยซู ทั้งที่เมื่อก่อนเหมือนเงาลางๆเพราะบาปซ้ำซาก ถ้าเปรียบยุคท่านโมเสส คงเป็นคืนที่ผมอยู่แต่ในบ้านที่มีเลือดแกะทาที่ประตู รอคำพิพากษาว่าจะผ่านพ้นหรือไม่ ถ้าคืนนั้น อิสราเอลไม่เชื่อในเลือดลูกแกะแล้วออกมาอยู่นอกบ้าน ก็คงไม่รอด ....สำหรับวันนี้ที่เราเชื่อในพระเยซู..คำถามก็เกิดหลังการรับเชื่อว่า ถ้าทำบาปอีกจะทำอย่างไร..ในวันนี้เมื่อผมเชื่อในพระเยซูแล้ว ผมเชื่อว่า ผมอยู่ในบ้านของพระองค์ เหมือนอิสราเอลอยู่ในบ้านที่มีเลือดลูกแกะทาที่ขอบประตู ผมรอดแล้ว...แต่ถ้าบาปที่ทำใหม่นั้นหลังจากความรอดนั้นมันเข้าไปอยู่ในพระคำข้อนี้......10:29 ท่านทั้งหลายคิดดูซิว่าคนที่เหยียบย่ำพระบุตรของพระเจ้า และดูหมิ่นพระโลหิตแห่งพันธสัญญาซึ่งชำระเขาให้บริสุทธิ์ว่าเป็นสิ่งชั่วช้า และประมาทต่อพระวิญญาณผู้ทรงพระคุณ ควรจะถูกลงโทษมากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด....สิ่งนี้คงเกิดขึ้น....10:26 เมื่อเราได้รับความรู้เรื่องความจริงแล้ว แต่เรายังขืน...ทำผิด.....อีก เครื่องบูชาไถ่บาปก็จะไม่มีเหลืออยู่เลย... ผมยังสงสัยประโยค.....ท่านทั้งหลายคิดดูซิว่าคนที่เหยียบย่ำพระบุตรพระเจ้าและดูหมิ่นพระโลหิตแห่งพันธสัญญาซึ่งชำระเขาให้บริสุทธิ์ว่าเป็นสิ่งชั่วช้าและประมาทต่อพระวิญญาณผู้ทรงพระคุณ... จะรวมการกระทำแบบนี้หรือไม่ ไม่เชื่อในการยกบาปครั้งเดียวของพระองค์ แต่ยังประพฤติเหมือน บัญญัติ วันลบบาปที่ต้องทำทุกปี ตามที่บัญญัติไว้ในพระธรรมเลวีนิติ คิดและกระทำเหมือนพระโลหิตและการไถ่บาปที่มาจากพระเจ้าเป็นเหมือนยางลบ หรือ ลิควิดเปเปอร์ มองเห็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่เหมือนไม่เห็น เอากำลังตัวเองเป็นใหญ่ ไม่มีใครที่อยากเห็นคันประทีปถูกยกออก..ผมก็เหมือนกัน ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกท่าน

  • Z

    Aug 12, 2012

    Reply

    อ้อ อีกข้อนึงครับ..สำหรับ การปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระบิดาที่พระเยซูกล่าวถึง ในมุมมองของผม คือ การเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดครับ.. มัทธิว 7:21 มิใช่ทุกคนที่ร้องแก่เราว่า.. พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า.. จะได้เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้...ผลคือการเข้าอาณาจักรสวรรค์ครับเงื่อนไข และเงื่อนไขที่จะเข้าอาณาจักรพระเจ้าได้สำหรับมนุษย์บาปแบบเรา คือ เชื่อในพระเยซู.....เท่านั้นครับ

  • Kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    คุณ​ Z ที่เคารพครับ ทั้ง คต.123-124 ถือว่าพระเจ้าได้ให้ความรอดมาถึงท่าน เราเหมือนอิสราเอลที่ทำอะไรไม่ได้เลย พึ่งใครไม่ได้เลย ความตายรอเราอยู่อย่างแน่นอน สิ่งเดียวที่ทำให้เรารอดได้คือ โลหิตที่ทาประตู โลหิตนั้นคือพระคริสต์ ท่านมาถูกทางแล้วครับ แต่ที่ท่านติดอยู่คือ ฮิบรู 10:26 และ 10:29 ซึ่งผมอ่านแล้วก็ยิ้ม เพราะว่าเป็นข้อที่ผมเคยติดเหมือนกัน ยังมีฮิบรู 6 และ ยากอบ 2 อีกครับ และ 1 ยอห์น 2 อีก ซึ่งทั้งหมดนี้ไปทางในเดียวกันคือ เรื่องของการประพฤติเพื่อรักษาความรอด แต่ที่หนักสุดก็คือ ฮิบรู 10:26,29 นี่แหละครับ ที่มาแบบถ้าอ่านแยกข้อ แล้วยิ่งมีคนบนโบสถ์มาบอกเราอีก โอ้โห เราจะรู้สึกว่า พระคุณใช้ไม่ได้เลย จริงๆแล้ว 2 ข้อนี้ผมจะบอกให้ครับ ยิ่งทำให้เราพึ่งพระคุณพระคริสต์ ฟังดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ และผมไม่ได้กำลังบิดความหมายพระคัมภีร์ด้วย Hebrews 10:26: เมื่อเราได้รับความรู้เรื่องความจริงแล้ว แต่เรายังขืนทำผิดอีก เครื่องบูชาไถ่บาปก็จะไม่มีเหลืออยู่เลย Hebrews 10:29: ท่านทั้งหลายคิดดูซิว่าคนที่เหยียบย่ำพระบุตรของพระเจ้า และดูหมิ่นพระโลหิตแห่งพันธสัญญาซึ่งชำระเขาให้บริสุทธิ์ว่าเป็นสิ่งชั่วช้า และประมาทต่อพระวิญญาณผู้ทรงพระคุณ ควรจะถูกลงโทษมากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด ข้อนี้อ่านดูเผินๆ เหมือนกับว่าการทำบาป คือการทำผิด การไถ่บาปก็ไม่มีเหลือใช่ครับ ไม่ใช่เลย แสดงว่าไปนรก เพราะเราทำผิดทุกคน ผมต้องบอกว่าท่านสุดยอดครับ ตอนแรกผมกะว่าผมจะอธิบายให้ทันที ซึ่งจริงผมเคยอธิบาย ฮิบรู 10 ไปแล้ทั้งหมดที่ website ผม แต่ผมไม่รู้อยู่หน้าไหน เดี๋ยวจะไปหามาให้ครับ แต่ผมต้องเอาลูกนอนก่อน แต่ผมคิดไปคิดมา ทีนี้ผมมีเรื่องขอร้องท่าน เพราะถ้าผมอธิบายไป ก็มาจากผมใช่ไหมครับ ผมอยากให้คุณ​ Z ทำอย่างนี้ครับ เพื่อจะให้สิ่งที่พระเจ้าเปิดเผยทางพระวิญญาณได้ ถ้าทำตามที่ผมบอกแล้วยังไม่เข้าใจ ผมสัญญาว่าจะยกมาอธิบายให้ครับ ผมตื่นเต้นมากที่เห็นคนแสวงหาพระคัมภีร์เช่นนี้ 1. คุณ Z ต้องอย่าเพ่งไปที่ข้อ 26 และข้อ 29 อย่าอ่านพระคัมภีร์แค่ข้อ หรือ 2 ข้อที่ห่างกัน 2. จะไขความลับเรื่องพระคุณต้องอ่านตั้งแต่บทที่ 10:1 ไปเรื่อยๆ โดยไม่คำนึงถึงข้อหนึ่งข้อใดเป็นพิเศษ จนจบบท ผมจะลองให้ความหมายคร่าวๆ เพื่อเป็นการนำทางนะครับ อย่าเชื่อผม เชื่อพระคัมภีร์นะ พระคัมภีร์ตอนนี้พูดถึงพระคุณของพระเยซู เปรียบเทียบกับ การถวายเครื่องบูชาแบบเดิม แต่อิสราเอลตอนนั้น รับพระเยซูแล้ว แต่อยากกลับไปถวายเครื่องบูชาเพื่อลบบาปอีก การกระทำอย่างนี้หมายความว่า เขาดูหมิ่นสิ่งที่พระเยซูทำสำเร็จให้เขา การทำผิดในที่นี้หมายถึง การที่เขากลับไปใช้เครื่องสัตวบูชา ทั้งๆที่การไถ่นั้นสำเร็จสมบูรณ์แล้ว ตามข้อต้นๆ ของ ฮิบรู 10 การเหยียบย่ำในข้อที่ 29 ไมได้แปลว่า ไปโกหก ไปกินเหล้า ทำบาปแล้วเหยียบย่ำพระบุตร ผู้เขียนกำลังบอกว่า ความผิดแห่งการดูหมิ่นที่ยิ่งใหญ่คือ ดูหมิ่นสิ่งที่พระคริสต์ทำสำเร็จบนไม้กางเขนเพื่อเขา พวกเขาตอนนั้นมีปัญหาในข้อ ที่ 1-4 คือกลับไปใช้พิธีไถ่บาปเดิมอีก ทั้งๆที่มีข้อที่ 5 แล้ว สิ่งนี้ทำให้ผู้เขียนปวดใจ และ สอนพวกเขาตั้งแต่บทที่ 9 เป็นต้นมาโดยต้องการให้เขารู้ว่า การที่มีพระเยซูนั้น ครบบริบูรณ์แล้ว และ "ประเสริฐกว่า" พิธีกรรมแบบเดิมตามธรรมบัญญัติ ลองดูก่อนนะครับ ถ้าไม่ได้ผมจะมาช่วยให้ครับ

  • Kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    เรียนคุณ Z ข้อกุญแจอยู่ที่ข้อ 26 คือคำว่าการทำผิด ในข้อ 26 ไม่ได้แปลว่าทำผิดอีก โดยการจงใจหรือไม่ หรือทำซ้ำหรือไม่ หรือบาปหนักหรือเปา การทำผิดในข้อนี้มาจากข้อที่ 10:6 ครับ คือพวกเขากลับไปหาเครื่องบูชาไถ่บาปแบบเดิมอีก ทั้งๆที่มีพระคุณของพระเยซู ทำให้พวกเขาบริสุทธิ์เป็นนิตย์แล้ว คือล้างบาปสิ้นสมบูรณ์ 10:12-14 ปัจจุบันก็ยังเหมือนเดิมครับ คนยังไม่เชื่อในพระโลหิตที่ไถ่เราได้ตลอดไปเป็นนิตย์ แต่ยังเชื่อในพิธีกรรมการไถ่บาป เช่นการสารภาพบาปทุกเช้าวันอาทิตย์ หรือไปเข้าตู้ไม้เพื่อสารภาพบาป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พระเจ้ายกโทษให้เขา พระเจ้ายกโทษให้เขาแล้ว แต่เขาไม่เชื่อ พิธีกรรมเหล่านั้นก็เหมือนกับในตอนนั้นที่เขาถวายเครื่องบูชาโดยการเผา ก็เหยียบย่ำพระบุตรของพระเจ้า และดูหมิ่นเลือดของพระเยซู เพราะกลับไปใช้เลือดของโคอีก ลองอ่านดูนะครับ จริงๆไม่มีอะไรเลย พระคัมภีร์อธิบายสิ่งที่พระเจ้าบอก จุดอ่อนของคริสเตียนอยู่ที่ อ่านข้อเดียว จำข้อเดียว ไม่อ่านทำบริบท ก็เลยไม่เข้าใจ อ่านข้อเดียวก็ตกใจ โอยเราทำบาป พระคุณไม่พอ เพราะว่าเรากำลังเหยียบย่ำพระโลหิต ดูหมิ่นพระโลหิต ตายแล้ว ผมโกหกนี่นา ผมทำผิดอีกซ่ำๆอีกแล้ว เครือ่งบูชาลบบาปก็หมดไป ก็ผูกเรื่องเองไปหมด แล้วก็ปฏิเสธพระคุณด้วยข้อนี้ จริงแล้วข้อนี้ยิ่งเห็นพระคุณมากขึ้นไปอีกว่าโลหิตของพระคริสต์นั้น สมบูรณ์แบบเพียงใด ฮาเลลูยา คงศักดิ์ gracethai.com

  • Kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    คุณZ ไปตามลิงค์ นี้นะครับ ข้างหน้าต้องใส่เวริล์ดไวด์เว็บไปด้วยนะครับ ผมพิมพ์ได้ไม่เต็มเพราะว่าเขาไม่ให้ใส่ gracethai.com/ข้อเดียวก็เหยวได้ (ผมตั้งใจพิมพ์ไม่มี ห+สระอี+ไม้เอก เนื่องจากระบบที่นี่มองเห็นว่าเป็นคำไม่สุภาพ ไม่อนุญาติผมพิมพ์ แต่พอคุณไปพิมพ์เองใส่สระอี+ไม้เอกลงบน ห. ไปด้วยครับ เพราะมันจะหาลิ้งก์ไม่เจอ) ผมรวบรวมข้อพระคัมภีร์ที่ผู้คนเข้าใจว่า พระคัมภีร์บอกว่าพระคุณไม่พอต่อความรอดของเรา โดยข้อเหล่านี้เขาอ่านแค่บางข้อ และก็เอามาผูกเรื่องกัน เพื่อนำมา สนับสนุนความคิดของตน และก็สอนผิดโดยไม่รู้ตัว หรือก็อาจเป็นมีอาจารย์สอนมาตอนเทศนาก็เลยจำไว้ นอกจากฮิบรู 10:26, 29 ก็มี ฮิบรู 6 ที่บอกว่า เมื่อได้ชิมแล้วหลงไปก็เหลือวิสัยที่จะกลับมาใหม่ได้ โดยคนอ่านแค่ข้อเดียวหรือถูกสอนมาให้เข้าใจว่า เมื่อได้ชิมพระคุณแล้ว กลับไปทำบาปซ้ำๆอีก ก็สูญเสียความรอด กลับใจกลับมาอีกไม่ได้ อันนี้ถ้าเขาก็เข้าใจผิด ผมก็อธิบายไว้ด้วย หากเราอ่านพระคัมภีร์โดยอ่านทั้งบทต่อครั้ง ไม่จำข้อได้ข้อหนึ่ง แต่อ่านเพื่อจับใจความนัยยะสำคัญที่พระคัมภีร์ตอนนั้น หรือ บทนั้น เราก็จะรับพระคัมภีร์อย่างที่เป็น ไม่บิดเบือนไปจากความจริงที่พระคัมภีร์ต้องการจะสอนเรา คงศักดิ์ gracethai.com

  • kkk

    Aug 12, 2012

    Reply

    คุณlaw...อธิบายให้ความรอดของพระเจ้า หนักยิ่งกว่าธรรมบัญญัติอีก ถ้าพระเจ้าเชื่อยากขนาดนี้ ถามว่าใครจะรอดได้ แล้วคุณหล่อฟาด คิดว่าตัวเองนำพาตัวเองได้ซักแค่ไหน? หรือไปถึงไหนแล้วมิทราบได้ วันๆนั่งตำหนิคนโน้น คนนี้ หันกลับไปดูไม้ทั้งท่อนที่ตาตัวเองดีกว่า การเชื่อในพระเจ้า เป็นเรื่องส่วนตัวของทุกคน ไม่ไช่นั่งมองหรือนั่งติเตือนผู้อื่น หากพระเจ้าถามว่า แล้วคุณล่ะ??? คุณจะตอบว่าอย่างไร? ส่วนคุณlaw จะเชื่ออย่างไร? คุณก็เชื่อไป แต่อย่าตัดสินว่า คนอื่นเชื่อผิดหมด ตีความผิดหมด คุณแน่ใจ เราก็แน่ใจ แล้ววันนั้นไปยืนหน้าบังลังก์ต่อหน้าพระเจ้าก็แล้วกัน ให้พระเจ้าเป็นผู้ตัดสินเอง ไม่ไช่ใคร? ปวดหัว

  • kkk

    Aug 12, 2012

    Reply

    คุณ kkk รู้มะ ฮิบรู 10.29 ทำให้หล่อฟาดเจ็บปวดแค่ไหน หล่อฟาดไม่ได้เจ็บปวดกับตัวเองหรอกนะ แต่เจ็บปวดกับคริสเตียน ที่ได้แต่เหยียบย่ำพระโลหิตที่ชำระเขาให้บริสุทธิ์ว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย ใช้ชีวิตต่อสู้พระเยซูและเหยียบย่ำพระโลหิตกันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในโบสถ์ หล่อฟาดทนไปโบสถ์ไม่ได้เลย ทุกวันนี้ เพราะมันเป็นเพียงสถานที่ที่คริสเตียนมารวมตัวกันเพื่อเหยียบย่ำพระโลหิต หล่อฟาดก็ไม่หวังว่าคุณจะเข้าใจความหมายหล่อฟาดหรอก คนที่เหยียบย่ำพระโลหิตเค้าก็ไม่รู้ตัวเองหรอก เพราะเค้าคิดว่านั่นเป็นการปรนนิบัติรับใช้ คุณกลัวว่าคริสเตียนจะเหยียบย่ำพระโลหิตโดยการทำบาป แต่หล่อฟาดเ้ห็นส่วนใหญ่ คริสเตียนก็เหยียบย่ำพระโลหิตด้วยความดีของตนเองกันทั้งนั้น ถ้าเราเชื่อในความดีของเรา เราก็ดูหมิ่นพระเยซูแล้ว เนี่ยะแหละ ผลของการรับเชื่อแบบง่ายๆ โดยที่ยังไม่เข้าใจอะไร บอกว่าความเชื่อเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นความสัมพันธ์ส่วนตัว ในที่สุดเป็นไง ก็สลัดสิ่งที่ซาตานใส่ฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆไม่พ้น ยังรับเสียงพ่อแห่งการมุสาอยู่ ไม่ไหวตัวรู้ได้ว่าความคิดที่ติดมาแต่เกิดนั้นผิด ถ้ายังเปลี่ยนพ่อกันไม่ได้ ก็ให้มารซาตานสอนพระคัมภีร์กันทั้งนั้น

  • Z

    Aug 12, 2012

    Reply

    คจ ที่ผมเข้านมัสการ ก็ไม่มีพิธีแบบวันลบบาปนะครับ พระทัยพระเจ้าคือให้เราได้รับความรอดในพระเยซูครับ พระเจ้ายกเลิกพระบัญญัติวันลบบาป ที่อิราเอลทำกันมานานเพราะไม่เกิดผลตามที่พระองค์ตั้งใจ อิสราเอล ก็ยังคง ผิดแล้วผิดอีก บาปบังเกิดตลอดเวลา ฮีบรู 10:11-18 วันแล้ววันเล่าที่ปุโรหิตทุกคนยืนปฏิบัติศาสนกิจ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาถวายเครื่องบูชาแบบเดียวกันซึ่งไม่สามารถลบล้างบาปให้สิ้นไปได้เลย ข้อ14 เพราะพระองค์ได้ทรงกระทำให้บรรดาผู้ที่กำลังรับการทรงชำระให้บริสุทธิ์นั้นบรรลุความสมบูรณ์พร้อมพร้อมเป็นนิตย์โดยการถวายบูชาครั้งเดียว ข้อ16 นี่คือพันธสัญญาที่เราจะทำกับเขาทั้งหลายหลังจากสมัยนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนั้นคือเราจะใส่บทบัญญัติของเราในหัวใจของพวกเขาและจะจารึกบทบัญญัตินั้นบนจิตใจของพวกเขา ยอห์น 14 ข้อ 15-30 และยอห์น บทที่ 15 ทั้งบท ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกท่านครับ

  • Kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    คุณ kkk ครับ 40 ปีก่อนตอนเด็กมีครูไทยคนหนึ่งสอนผมว่า cow แปลว่า ควาย ผมเข้าใจเช่นนี้จนถึง ป.3 พอครูฝรั่งที่โรงเรียนดลพิทยา สอนผมว่า cow แปลว่าวัว ผมก็เลยเข้าใจ ตอนเรียนป.ตรีปีหนึ่งจนจบได้เกียรตินิยมภาษาอังกฤษ ตอนปีหนึ่งผมพึ่งจะรู้ว่า ตัว H ต้องออกเสียงว่า เอช แต่ผมเรียนมาสิบกว่าปีครูสอนว่า เฮ็ด มาตลอด สิ่งที่เราเรียนมาอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูก คุณ kkk เข้าใจได้ไหมครับ คนที่สอนเราก็อาจไม่ถูก เราต้องฟังจากเจ้าของภาษา เรื่องพระคุณเราต้องฟังจากพระคัมภีร์ คงศักดิ์ gracethai.com

  • Z

    Aug 12, 2012

    Reply

    ขออภัยไม่ได้ตอบคุณคงศักดิ์ครับ ผมขอเป็นพยานนะครับ วันนี้ คือวันที่ 8 สิงหาคม วันที่ 6 ผมเขียนโพสต์ คืนวันที่ 6 ผมฝัน ว่าผมทำกุญแจรถหาย วันที่ 7 ไฟฟ้าดับตั้งแต่ ประมาณ 8 โมงเช้า ถึงประมาณ 4 โมงเย็น ผมวนเวียนนั่งอ่านพระคัมภีร์ทั้งวัน ตกเย็นมา ไฟฟ้าติดแต่อินเตอร์เน็ตล่มทั้งตำบล เพิ่งจะใช้ได้ ประมาณ ชั่วโมงที่ผ่านมา เมื่อผมกลับเข้ามาก็ได้อ่านอีกหลายกระทู้ แล้วมองกลับไปที่ตัวเองย้อนหลังจากอดีตมาถึงปัจจุบัน ผมดีใจและยินดีที่ผมเชื่อพระเยซู แต่การเสริมสร้างในชีวิตผมเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ผมขอเป็นพยานตรงนี้ว่า ถ้าไม่มีพระญาณบริสุทธิ์เป็นพระผู้ช่วยแล้ว ชีวิตผมคงหลงหายไปจากพระเยซูแน่นอน แล้วสุดท้ายเมื่อผมไม่อยู่ในพระองค์ ชีวิตผมสำแดงพระองค์ไม่ได้ มีแต่รอพระเมตตาเท่านั้น อยู่ที่น้ำพระทัยพระองค์เท่านั้นที่จะประทานความรอดให้ผมหรือไม่ ทุกวันนี้ผมก็ยังทำผิดบ้างถูกบ้าง แต่ผมจะไม่ย่อท้อและเดินตามพระองค์ต่อไป กางเขนของผมก็ต้องแบก หนามใหญ่ทิ่มแทงบางครั้งก็เจ็บปวดรุนแรง แต่กำลังและความตั้งใจไม่เคยหมดเพราะทูลขอพระองค์อยู่เสมอ ขอพระเจ้าอวยพระพรอีกครั้งหนึ่งครับ

  • Reply

    การที่คนๆนึงจะสามารถพูดได้ว่า ตนเองเป็นคนชอบธรรม บริสุทธิ์ และไม่มีบาปนิรันดร์ ได้นั้น คนๆนั้นต้องก้าวเข้าสู่โลกของความเชื่อก่อน คนที่เข้าสู่โลกของความเชื่อแล้วเหมือนกันเท่านั้นจึงจะคุยกันรู้เรื่อง ......................... ก็อย่างที่หล่อฟาดเคยบอกไป คนนึงอยู่ในโลกของความเชื่อ ที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ VS อีกคนอยู่ในโลกของการกระทำ ความประพฤติ มิติทางศาสนา

  • Reply

    ความคิดที่ติดตัวมาแต่เกิดนั้นมาจากมารซาตานคับ มารซาตานใส่ฝังหัวมาตั้งแต่เราเกิดแล้ว และหล่อเลี้ยงความคิดนี้ให้กับเราอยู่ตลอดเวลา เพราะมารมันไม่ต้องการให้เราพบพระเยซูคับ หรือเหมือนจะพบแต่ก็ไม่พบ เหมือนจะเชื่อแต่ก็มาถึงแค่ศาสนา ........................... ท่านทั้งหลายมาจากพ่อของท่านคือพญามาร และท่านใคร่จะทำตามความปรารถนาของพ่อท่าน มันเป็นฆาตกรตั้งแต่เดิมมา และมิได้ตั้งอยู่ในความจริง เพราะความจริงมิได้อยู่ในมัน เมื่อมันพูดมุสามันก็พูดตามสันดานของมันเอง เพราะมันเป็นผู้มุสา และเป็นพ่อของการมุสา ........................... เราต้องหลุดจากการครอบงำทางความคิดก่อน

  • Z

    Aug 12, 2012

    Reply

    ลูกา 7:47-50 ตามคุณ winwinwin เลยครับ ...หญิงนั้นเป็นนางบาป แต่แหวกวงล้อมเข้ามาบ้านฟาริสีด้วยความตั้งใจ ความรัก ความเชื่อ ความกล้าหาญ เพื่อมาร้องไห้สารภาพกับพระเยซู ด้วยความเชื่อและความรัก ไม่ใช่บังเอิญมาเจอ แต่เธอคงเตรียมตัวมาแล้ว....ฟาริสีแค่นึกในใจ พระเยซูก็สอนแล้ว หญิงนั้น ไม่เอ่ยปากเลย มีแต่การกระทำแสดงออกมา พระเยซู บอกเธอว่า...บาปของเธอได้รับการอภัยแล้ว ......ความเชื่อของเจ้าทำให้เจ้ารอด จงไปเป็นสุขเถิด....สุดท้ายจิตใจของผู้นั้นจะบอกต่อพระเยซูเองว่าเขาเชื่อและรักพระองค์จริงหรือ.....ผมก็เช่นกัน...ไม่มีใครปิดบังพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเราได้ แต่พระองค์มาอยู่กับเราไม่ได้มาจับผิดเรา แต่พระองค์มาช่วยเรา...ในพระธรรมยอห์น พระเยซูกล่าวว่า พระองค์จะทูลขอพระวิญญาณบริสุทธิ์จากพระบิดาเพื่อมาช่วยเรา และมัดจำเราให้อยู่ในพระองค์ ขอบคุณพระองค์ ในพระคุณที่พระองค์มอบให้ ในพระนามพระเยซูคริสตเจ้า อาเมน

  • Reply

    เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ตั้งแต่เข้าใจอย่างชัดเจนเรื่องความรอด ชีิวิตก็หาสันติสุขจากการไปโบสถ์ไม่ได้อีกเลย อาจาีรย์ที่เคยรักเคยชื่นชอบ แท้จริงก็เป็นแค่ฟาริสี เพื่อนในโบสถ์ที่เคยนั่งอธิษฐานด้วยกัน ไปประกาศด้วยกัน จริงๆก็แค่คนบาปที่มาทำกิจกรรมคริสต์ก็แค่นั้น ก็แค่คนบาปที่มายืนร้องเพลง และรับใช้ ไม่เกี่ยวอะไรกับพระเจ้า พิธีในโบสถ์ล้วนแล้วแต่สกปรก เพราะคนที่มลทินจับต้องอะไรก็มลทิน โบสถ์เต็มไปด้วยคนที่ยังตายอยู่ และเหยียบย่ำพระโลหิตที่ชำระเขาให้บริสุทธิ์ว่าชั่วร้าย มารซาตานหลอกได้อย่างแนบเนียนคับ เนียนจนคนคิดว่า ตนเองถึงพระเจ้าแล้ว เจ็บปวดแทบทุกครั้งที่อ่านคำพยานของคริสเตีัยน เจ็บปวดแทบทุกครั้งเมื่อคริสเตียนอธิบายพระคำ ใน 166 ก็เป็นอีกคำตอบที่หล่อฟาดเจ็บปวดเหลือเกิน

  • Reply

    มนุษย์เกิดมาบนโลกนี้เป็นเนื้อหนังที่บาป ตายแล้วฝ่ายวิญญาณ ขาดจากพระเจ้า มนุษย์คนบาป ไม่ได้แปลว่าจะทำแต่บาปตลอดเวลา บางครั้งก็ทำดี บางครั้งก็ทำบาป บางวันก็นิสัยดี บางวันก็ปรากฎความชั่วร้าย บางเวลาก็รัก บางเวลาก็เกลียด บางเวลาขอบคุณพระเจ้า บางเวลาก็บ่น บางเวลาก็เสียสละ บางเวลาเอาตัวรอด สลับๆกันไปตามแต่เหตุและปัจจัยกระตุ้น ณ ขณะที่คุณทำความดีคุณก็รู้สึกว่าคุณเป็นคนดี ณ ขณะที่คุณปรากฎความบาปคุณรู้สึกว่าเป็นคนบาป ไม่ว่าคุณจะมองตนเองอย่างไร แต่ โรม 3.23 , ปฐม 6.8 คือสิ่งที่พระเจ้ามองคุณ พอทำความดีก็คิดว่าพระเจ้าดีใจ พอทำความชั่วก็คิดว่าพระเจ้าเสียใจ พอทำดีก็คิดว่านั่นเป็นความเชื่อ พอทำบาปก็คิดว่าไม่ได้ดำเนินในความเชื่อ แมลงสาปรักกันคุณดีใจหรือ แมลงสาปทะเลาะกันคุณร้องไห้เสียใจหรือ ลูกปลิงกตัญญูต่อแม่ปลิงคุณซาบซึ้งจนต้องเอาปลิงมาเลี้ยงในตู้ปลาหรือ ปลิงมันต่อสู้กันคุณผิดหวังในปลิงหรือไม่ งูเห่าถือศีลมังสะวิรัตคุณจะเอามานอนกอดในห้องหรือไม่ ....................................... มนุษย์ที่ไม่มีพระเยซูย่อมไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับพระเจ้า เป็นเพียงความดีของมนุษย์เอง เป็นเรื่องของมนุษย์เอง ..................................... จงระวังผู้พยากรณ์เท็จที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจสุนัขป่า ท่านจะรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา ไม่ว่าสภาพภายนอกคุณจะเป็นอย่างไร ทำความดีเก่งแค่ไหน ดูขาวสะอาด ปรนนิบัติรับใช้ด้วยความตั้งใจจนน้ำตาไหล แต่ถ้าไม่ได้บังเกิดใหม่มีพระเยซูในใจ คุณก็สกปรกและมีสุนัขป่าในสายพระเนตรพระเจ้าอยู่ดี งูเห่าที่ตั้งใจดีเป็นมิตรกับกบและกินแต่ผัก.....ยังไงๆก็ยังเป็นงูเห่าวันยันค่ำ .................................

  • Z

    Aug 12, 2012

    Reply

    สุดท้ายก็จะมานั่งเถียงกัน ว่า ความเชื่อจำเป็นต้องแสดงออกมาเป็นการกระทำหรือไม่ หรือ เป็น ออโตเมติกเชิงบวกที่แสร้งทำไม่ได้ และหรือแสดงออกอย่างไร แล้วก็วนมาจุดเดิม น่าจะมีจุดร่วมนะตรงนี้ ผมขอสารภาพเลยว่า ผมเคยปฏิบัติแบบเนื้อหนัง คิดเป็นหน้าที่ ที่ไม่ค่อยนำพาและขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณ ไร้การคร่ำครวญและติดสนิททางวิญญาณ ดูสวยภายนอกแต่ข้างในกลวงโบ๋...ผมจึงไม่ตัดสินพี่น้อง ..ผมว่าเรามาหนุนใจซึ่งกันและกันดีกว่า ไม่มีใครรู้จิตใจของพี่น้องหรอกครับว่า ความเชื่อเขาเป็นอย่างไรในขณะเดียวกัน ในการแสดงออกของพี่น้องไม่ว่าเรื่องๆใดๆ ไม่สามารถเอามาวัดความบริบูรณ์ในความเชื่อของเขาได้......ทั้งหลายกรณีก็เป็นสิ่งดีที่มาโต้แย้งกัน แต่ไม่เห็นมีใครบอกไม่เชื่อพระเยซู เอาเป็นกรณีศึกษา ผมไม่รู่ว่าใครได้อะไรจากกระทู้นี้บ้าง แต่ผมได้ใคร่ครวญมากกับกระทู้นี้ ขอบคุณ ทุกท่าน คุณชิน คุณMM คุณLG คุณ4U คุณu151 คุณwinwinwin คุณหล่อเหลือคณานับ admin คุณลูกสิทธิ์ และอีกหลายท่านในกระทู้ใกล้เคียง สุดท้ายคือ พระเยซู พระเจ้าของเราทั้งหลาย ขอบพระคุณพระองค์ ด้วยความชื่นใจในพระคุณ อาเมน

  • Reply

    มนุษย์สะอาดเพราะเชื่อพระเยซู ไม่ใช่เพราะทำดี มนุษย์สกปรกและชั่วร้ายเพราะเกิดมาเป็นคนบาป ไม่ใช่เพราะทำบาป คุณต้องแยกเรื่องการเชื่อพระเยซู กับ การทำดี ให้ออก .................... บรรทัดแรกสุดหล่อฟาดบอกว่า มนุษย์เป็นเนื้อหนังที่บาป ไม่ว่ามนุษย์จะทำหรือไม่ทำอะไร เขาก็เป็นเพียงเนื้อหนังที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับพระเจ้า แต่เมื่อมนุษย์เชื่อพระเยซูและบังเกิดใหม่ พระเจ้าจะชำระจิตวิญญาณให้สะอาด จิตวิญญาณนี้แหละจะไปอยู่กับพระเจ้า เรามีความเกี่ยวข้องกับพระเจ้าผ่านทางจิตวิญญาณที่ได้รับการชำระนี้ ส่วนเนื้อหนังก็ไม่มีประโยชน์ เสื่อมสลายเมื่อเราตายไป คนที่ไม่ใช่คริสเตียนแม้เขาทำความดี แต่ก็เป็นเนื้อหนังที่ตายไม่ได้เชื่อมสัมพันธ์กับพระเจ้า ................... แต่คริสเตียนมีความสับสน คิดว่า พอทำดี นั่นคือ พระวิญญาณ พอทำบาป นั่นคือ เนื้อหนัง จึงได้แต่พยายามทำดี และไม่ทำบาป พอทำดีก็สันติสุขใจ พอทำบาปก็เศร้าใจ กลับใจไปทำดีใหม่ สลับไปมาอยู่เรื่อยๆ จดจ่ออยู่แต่กับสิ่งที่ตนเองทำ ไม่สนใจพระเยซู นั่นคือ หมกมุ่นอยู่แต่กับเนื้อหนังที่ตายแล้ว พยายามปรับปรุงแก้ไขเนื้อหนังที่พระเจ้าทิ้งแล้ว ไม่สนใจแล้ว คนแบบนี้แม้จะทำความดีเก่งมาก รับใช้เยอะ มีบทบาทในโบสถ์ แต่ชีวิตก็ยังเป็นเนื้อหนังที่ตายอยู่ ยังไม่บังเกิดใหม่ ไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า พระเจ้าไม่รู้จัก ฉะนั้น จงเอาใจใส่สิ่งที่อยู่เบื้องบนไม่ใช่สิ่งซึ่งอยู่ที่แผ่นดินโลก จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้าผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ ฯลฯ .................................................. หล่อฟาดไม่ได้สนับสนุนให้ทำบาป หรือไม่ต้องทำดี แต่การกระทำของเราจะมีความหมายเมื่อเรามีพระเยซูในใจครับ พระเจ้าอวยพรทุกคน มนุษย์ ที่เกิดมาเป็นเนื้อหนังที่บาปนั้น มีนิสัย 2 ด้าน 1. นิสัยดี ....VS... 2. นิสัยบาป ซึ่งมนุษย์ทุกคนมีทั้ง 2 นิสัย สลับกัน พอทำนิสัยดีก็คิดว่าพระเจ้าพอใจ พอทำนิสัยบาปก็คิดว่าพระเจ้าไม่พอใจ แต่ไม่ว่าจะทำนิสัยไหน เขาก็เป็นเนื้อหนังที่บาปและยังตายอยู่ ไม่เกี่ยวข้องใดๆกับพระเจ้า ...................... เพราะมนุษย์เกี่ยวข้องกับพระเจ้าทางจิตวิญญาณที่ชำระให้บริสุทธิ์แล้วเท่านั้น

  • kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    หล่อฟาดเขียนได้ดีกว่าผมอีก เข้าใจง่าย ผมเองแย่มากเขียนยาวและวกวนไปมา ผมขอบคุณพระเจ้าสําหรับชีวิตหล่อฟาดในพระเยซู ขอให้ยึดความเชื่อไว้และประกาศพระคุณพระเจ้าไปทั่วทุกแห่งครับ รักในพระเยซู

  • U151

    Aug 12, 2012

    Reply

    ก็อย่างที่ คุณลอ mm หล่อ บอกมา ถูกครับความรอดมีทางเดียวคือทางพระคุณ ไม่เกี่ยวกับการกระทำเพราะถ้าเกี่ยวโจรที่กางเขนคงไม่รอด คนใกล้ตายแล้วเพิ่งมารับเชื่อพระเยซูคงไม่รอด ผมว่าการกระทำจะออกมาทีหลังเมื่อเราเชื่อและยึดมั่น ในพระคุณของพระองค์ การกระทำนั้นคือผลของพระวิญญาณ จะออกมาผ่านทางความเชื่อของเรา อยู่ที่ความเชื่อของเรา ถ้าเราเชื่อมากเราก็รักพระองค์เมื่อรักมากผลพระวิญญาณ ก็เกิดมากเมื่อเราเชื่อน้อยหรือไม่เชื่อความรักในพระองค์ก็จะ น้อยเมื่อความรักน้อยผลพระวิญญาณก็จะน้อย ดังนั้นสรุปง่ายๆว่าการดำเนินชีวิตขึ้นกับความเชื่อของเรา ผลของพระวิญญาณจะเกิดในชีวิตของเราได้ขึ้นกับความเชื่อ ของเรา โอเคไหมครับ

  • Kongsak

    Aug 12, 2012

    Reply

    คุณ u151 ครับ จาก 177 ผมเชื่อว่าคุณได้เห็นพระคุณของพระเยซูอยู่ แต่ยังมองเห็นตัวเองอยู่ ผมอยากเปรียบเทียบแบบนี้ครับเวลาพระคําพูดถึงผลแห่งพระวิญญาณจากกาลาเทีย ตัวเราเหมือนดินเหนียว ปลูกลิ้นจี่จักรพรรดิ์ไม่ได้เลย ไม่ใช่ผลลิ้นจี่หรือต้นไม่ดี แต่เพราะดินใช้ไม่ได้ มนุษย์นั้นชั่วช้าก็เอาแต่ของชั่วออกมาจากคลังแห่งความเชื่อของตน ดินเหนียวคือดินเลว ผลดีจะออกมาจากดินเลวไม่ได้เลย เราต้องเปลี่ยนแผ่นดินก่อน ไปอยู่เป็นดินของพระเจ้า เป็นคนชอบธรรมก่อนโดยความเชื่อในการอภัยบาปทั้สิ้นของพระเยซู ดินร่วนจึงจะออกผลได้ เราเป็นใครสําคัญมาก เพราะมันกําหนดผลของสิ่งที่เราทํา

  • mm

    Aug 14, 2012

    Reply

    ขอบคุณครับ คุณ z คุณเข้าใจได้ดีมากครับ คนส่วนมากเข้าใจว่า พระเยซูสงสาร ลาซารัส สงสารมารีย์มารธา ที่ร้องไห้ อย่างใน ข้อ 36 พวกยิวกล่าวว่า "ดูซิพระองค์ทรงรักเขาเพียงไร" คือ มีคนที่คิดแบบนี้มากมาย แต่ผมได้เข้าใจอย่างชัดเจนตรงที่ว่า พระเจ้าอยากให้เรารู้ถึงจิตใจของพระองค์ในเรื่องของความเชื่อ และพระเจ้าอยากให้เราได้รู้ว่า พระองค์เสียใจกับเราเพราะอะไร ? แต่ก่อนที่เราจะเข้าเรื่องพระเยซูกรรแสง ผมขอพูดถึง เรื่อง ความบาป ก่อนนะครับ เพราะ มันเกี่ยวโยงกัน เวลาเราทำบาป เรามักจะคิดว่า พระเจ้าเสียใจกับเรามาก แต่เราไม่รู้ว่า อะไรคือ ความบาปที่แท้จริง เราจึงโฟกัสไปที่การทำหรือ ไม่ทำบาป เราโฟกัสผิด ภาพมันก็จะเลือนลาง ไม่ชัดเจน ความบาป คือ อะไร ? ต้นตอของความบาปคืออะไร ? เราต้องรู้จัก ความบาปที่แท้จริงเสียก่อน แล้วเราจึงจะแก้ไขความบาปอย่างถูกต้องได้ คนทั่วไปคิดว่า การกระทำไม่ดี เช่น ฆ่าคน ล่วงประเวณี โกหก ขโมย ๆลๆ คือ บาป แต่จริงๆแล้ว มันไม่ใช่ ต้นเหตุของ ความบาป แต่มันเป็น ผลของความบาป เราเป็นคนบาปไม่ใช่เพราะว่า เราไปทำบาปเหล่านั้น แล้วจึงเป็นคนบาป แต่เป็นเพราะ เรามีเชื้อแห่งความบาปเข้ามาในเราก่อน หลังจากนั้นเราจึงทำบาป เช่น เราเป็นหวัด ไม่ใช่เพราะ เราไอ เรามีน้ำมูก หรือ เรามีไข้ แล้วเราจึงเป็นหวัด แต่เราเป็นหวัด เพราะ เราติดเชื้อหวัดเข้ามาในร่างกายของเรา แล้วหลังจากนั้น เราจึงมีอาการไอ อาการไข้ ออกมา แล้วต้นเหตุของ ความบาป คือ อะไร ? อย่างที่รู้กันว่า เราเป็นคนบาปเพราะ อาดัม เรามาจากอาดัม อาดัมเริ่มเป็นคนบาป เพราะ อะไร ? ในปฐมกาล 2 พระเจ้าตรัสกับอาดัมว่า "อย่ากินผลแห่งความสำนึกดีชั่วนี้ ถ้ากินเจ้าต้องตาย"(ปฐก2:17) นี่คือ คำสั่งที่อาดัมต้องเชื่อ มันไม่มีเหตุผลอื่นใดที่อาดัมจะอ้างได้ ไม่ว่า เขาจะคิดอย่างไร เขาก็กินไม่ได้ และที่สำคัญ ถ้าเขาไม่เชื่อแล้วกินเข้าไป เขาต้องตาย แต่ในบทที่ 3 ข้อ 4 ซาตานพูดกับ เอวาว่า กินได้ ไม่ตายหรอก เอาล่ะ ตอนนี้ เอวาไม่รู้ว่า พระเจ้าห้ามไม่ให้กิน อาดัมเคยบอกเอวาหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เอวาก็กินเข้าไป อาดัมก็รับมากินด้วย อ้าว ! อาดัมรู้ไม่ใช่หรือว่า กินแล้วต้องตาย แล้วเขารับมากินทำไม ? ใช่ครับ อาดัมรู้ แต่อาดัมกินเพราะว่า เอวา ไม่ตายนี่ อาดัมน่าจะรอซักหน่อยว่า เดี๋ยวเอวา จะตายหรือเปล่าตามที่พระเจ้าตรัส แต่ตอนนั้น อาดัมก็อยู่กับเอวา เมื่อซาตานพูดกับเอวา อาดัมไม่ได้ยินหรือ แต่ไม่ว่า อาดัมจะได้ยินเสียงของซาตานหรือ ไม่ได้ยิน ก็ไม่ใช่ประเด็น เพราะ อาดัมรู้อยู่แล้วว่า กินไม่ได้ ถ้ากินก็ต้องตาย ไม่ว่า อาดัมจะคิดอย่างไร อาดัมก็ไม่ควรกิน อาดัมควรจะเชื่อพระคำที่พระเจ้าตรัสกับเขาเท่านั้น และที่สำคัญ เมื่อเขากินเข้าไป เขาก็ไม่ตายตามที่พระเจ้าตรัส อาดัมไม่รู้ว่า ที่ต้องตายนั้น พระเจ้า หมายถึง จิตวิญญาณ นี่คือ จุดเริ่มต้น ของ ความบาป การไม่เชื่อคำตรัส คือ ความบาป ที่แท้จริง เพราะ หลังจากนั้น มนุษย์จึงค่อยมีอาการทางความบาป ปรากฏออกมาเป็นการกระทำ เพราะ มนุษย์เริ่มเป็นแต่เนื้อหนังแล้ว ไม่มีจิตวิญญาณของพระเจ้า แล้วอาดัมไม่มีวิญญาณของพระเจ้า แล้วเขามีชีวิตได้อย่างไร ? เป็นเพราะ วิญญาณของซาตานเข้ามาสวมแทน เพราะ ตอนที่เขากินผลไม้นั้น เขาต้องตายทางจิตวิญญาณ แต่เขาไม่รู้ พระเจ้าทรงพรากจากมนุษย์ไปตั้งแต่ตอนนั้น ถ้าเราอ่านใน ปฐมกาล 6 ข้อ3 พระเจ้าตรัสว่า "วิญญาณของเราจะไม่สถิตกับมนุษย์ตลอดกาล เพราะ มนุษย์เป็นแต่เนื้อหนัง อายุของเขาจะไม่เกินร้อยยี่สิบปี" ตั้งแต่เราเกิดมา เราไม่รู้จักพระเจ้า เราเป็นคนบาป เราเป็นแต่เนื้อหนัง ซาตานสิงอยู่ในเราตลอดมา ใช่ไหมครับ ? หลังจากพระเจ้าพรากไปแล้ว มนุษย์ก็เริ่มทำบาป เช่น คาอินฆ่าอาแบล เป็นการฆ่ากันครั้งแรกของมนุษย์ อาดัมเอง หลังจากกินผลไม้นั้นเข้าไป พระเจ้าทรงไปจากอาดัม อาดัมเริ่มแก้ไขปัญหาเอง เช่น เอาใบมะเดื่อมาปกปิดร่างกาย อาดัมหลบหนีไปแอบซ่อนพระเจ้า เหมือนกับเราเอง ที่เมื่อมีปัญหา เราก็แก้ไขเอง ปกปิดข้อเสียของตัวเอง ด้วยความดี ความเก่งของตัวเอง และเราหลบหนีจากพระเจ้า ไม่ต้องการพระเจ้า แต่เราแก้ไขปัญหาเองไม่ได้ ถ้าเราไม่มีพระเจ้า ใบมะเดื่อ ปกปิดร่างกายที่เปลือยเปล่านั้นไม่ได้ เพราะ มันจะเหี่ยวแห้งไป อาดัมต้องหา ใบมะเดื่อใบใหม่มาเรื่อยๆ เหมือนกับ มนุษย์ต้องทำดีเรื่อยๆ เพื่อปกปิด ข้อเสียของตัวเอง แต่ว่า มันปิดไม่ได้ เพราะ ต้องทำเรื่อยๆ มันไม่คงทน พระเจ้าต้องทำเสื้อหนังสัตว์ให้ พระเจ้าต้องแก้ปัญหาให้ จึงจะแก้ได้ เอาล่ะ ผมจะเข้าเรื่อง ในยอห์น 11 นะครับ คุณได้เห็นแล้วว่า ความบาปที่แท้จริง คือ การไม่เชื่อ คำตรัส ไม่เชื่อพระคำ พระเยซูทรงกรรแสง เพราะว่า มารีย์และ มารธาไม่เชื่อคำตรัสของพระองค์ พระเยซูทรงตรัสแล้วว่า ลาซารัสไม่ตาย เขาหลับอยู่ (ยน11:4) มารีย์ มารธา ส่งคนไปหาพระเยซูเพื่อบอกถึงเรื่อง ลาซารัสป่วยอยู่ แต่พระเยซูบอกว่า "โรคนั้นจะไม่ถึงตาย...." แต่ว่า มารีย์ มารธา เชื่อ คำตรัสนี้ไหมครับ ? เธอทั้งสองไม่เชื่อ พระเยซูเสด็จไปที่นั่น เมื่อลาซารัสตายไป 4 วันแล้ว (ข้อ 17) ทุกคนกำลังร้องไห้เพื่อ ลาซารัสกัน เมื่อรู้ว่าพระเยซูเสด็จมา มารีย์พูดว่า "ถ้าพระองค์ประทับอยู่ที่นี่ น้องชายของข้าพระองค์ก็คงไม่ตาย"(ข้อ32) นี่คือ ความไม่เชื่อ มนุษย์มีสายตาเพียงแค่ เนื้อหนัง เพราะ เป็นแต่เนื้อหนัง ไม่สามารถเข้าใจคำตรัสของพระเยซูได้ พระเยซูตรัสว่า ไม่ถึงตาย แต่สายตามนุษย์เห็นว่า ตายแล้ว เหมือนกับที่ พระเจ้าตรัสว่า "กินแล้วต้องตาย" แต่อาดัม กินแล้วไม่ตาย ตอนนั้น ใครดูเหมือนโกหกครับ ? มนุษย์เชื่อแต่สิ่งที่ตัวเอง คำนวณได้ เชื่อเฉพาะสายตาที่มองเห็น เชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำได้ เชื่อได้แค่นั้น ถ้าอะไรที่อยู่นอกเหนือความสามารถตัวเอง นอกเหนือตรรกะของตัวเอง ก็จะไม่เชื่อ ลาซารัสตายแล้ว ตายไป 4 วันแล้ว เห็นจะๆเลยว่า ตายแล้ว เหม็นแล้ว นี่คือ ความจริง คำตรัสที่ว่า "จะไม่ถึงตาย" มันไม่อยู่ในจิตใจเลย แม้ในข้อ 23 พระเยซูจะตรัสว่า "น้องชายของเจ้าจะฟื้นขึ้นมาอีก" แต่มารีย์ก็ไม่เข้าใจ เธอเข้าใจไปว่า "ข้าพระองค์ทราบแล้วว่า เขาจะฟื้นขึ้นมาอีกในวันสุดท้าย เมื่อคนทั้งปวงจะฟื้นขึ้นมา"(ข้อ24) มันคนละเรื่องกันเลย พระเยซูตรัสอีกว่า "เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่า เขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก"(ข้อ25) และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย เจ้าเชื่ออย่างนี้ไหม"(ข้อ26) มารธาทูลว่า "เชื่อพระองค์เจ้าข้า..."(ข้อ26) ความไม่วางใจในพระเยซู นี่แหละ คือ ความบาป ความตายไม่เป็นปัญหาเลย ถ้าวางใจในพระเยซู ต่อให้ตายแล้ว 4 เดือน ถ้าวางใจในคำตรัสที่ว่า "โรคนี้จะไม่ถึงตาย" มารีย์ มารธา ก็จะไม่บ่นว่าพระเยซูว่า "ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่ ลาซารัสก็คงไม่ตาย" ถ้าเธอเชื่อคำตรัสนั้น เธอก็แค่รอ พระเยซูเสด็จมาก็พอ คนมากมายก็ไม่ต้องมาร้องไห้กันขนาดนั้น พระเยซูเองก็ทรงตั้งใจไปหาพวกเขาหลังจาก ลาซารัสตาย พระองค์ตรัสว่า "ลาซารัสสหายของเราหลับไปแล้ว แต่เราไปเพื่อปลุกเขาให้ตื่น"(ข้อ11) พระเยซูหมายถึง ลาซารัสตายแล้วแต่พวกสาวก เข้าใจตามพระเยซูพูดว่า หลับพักผ่อน พวกเขาจึงพูดว่า "ถ้าหลับอยู่เดี๋ยวก็คงหายดี" พระเยซูจึงตรัสกับเขาตรงๆว่า "ลาซารัสตายแล้ว"(ข้อ14) พระเยซูตรัสอะไร ก็เป็นคำพูด เกี่ยวกับ จิตวิญญาณ ทั้งนั้น แต่มนุษย์เข้าใจแบบเนื้อหนัง พระคำนี้เกี่ยวข้องกับการ บังเกิดใหม่ด้วย มนุษย์เรา ตายแล้ว เพราะการละเมิด (อาดัมละเมิดครั้งแรกนั้น) จิตวิญญาณตายแล้ว เหลือแต่เนื้อหนัง แต่พระคำบอกว่า "โรคนี้จะไม่ถึงตาย" แต่มนุษย์ส่วนมาก ไม่เชื่อ มนุษย์คิดว่า ถ้าทำบาป ต้องไปนรก มนุษย์ที่เชื่อพระเยซู ก็พูดว่า เราเป็นคนบาป แต่เชื่อพระเยซู ไม่มีบาป แต่เมื่อทำบาปอีก ก็หลบหนีพระเจ้าไป หาใบมะเดื่อมาปิดความบาป เมื่อแน่ใจว่าปิดได้แล้ว ก็รู้สึกมั่นใจและพูดว่า ไม่มีบาป แทนที่มนุษย์จะอ้างพระคำ แต่มนุษย์อ้างการกระทำเท่านั้น สิ่งที่เราเห็น มันไม่ตรงกับพระคำมากมาย แต่เราต้องตัดสินใจที่จะเชื่อแค่อย่างเดียว เราเห็นอยู่ว่า เราทำบาปเรื่อยๆ แต่พระคำบอกว่า จงวางใจในเราแล้วจะได้ชีวิต เราต้องเชื่อพระคำอย่างเดียวก่อน แต่มนุษย์เมื่อทำบาป ก็ไม่สามารถวางใจในพระเยซูได้ เขาต้องไม่ทำบาปเสียก่อน เขาจึงจะพูดว่า ไม่มีบาปได้ วางใจในพระเยซูได้ มารีย์ มารธาเห็นว่า ลาซารัสมีกลิ่นเหม็นแล้ว ตายแน่ๆแล้ว แต่พระเยซูตรัสไว้ก่อนแล้วว่า "โรคนี้จะไม่ถึงตาย" พระเยซูตรัสอีกว่า "เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่า เขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก"(ข้อ25) และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย เจ้าเชื่ออย่างนี้ไหม"(ข้อ26) พระเจ้าถามกับเราแบบนี้ เราจะเชื่อไหม? ถ้าเราเชื่อ เราก็ได้ชีวิต ถ้าเราไม่เชื่อ เราก็ได้แต่ร้องไห้ กับสิ่งที่เรามองเห็น เราอยากให้สิ่งที่เราเห็นนั้น เปลี่ยนไปในทางที่เราต้องการเสียก่อน เราจึงจะเชื่อ แต่นั่นไม่ใช่ความเชื่อ เราจะเชื่อว่า เราได้ชีวิตนิรันดร์ ก็ต่อเมื่อ เราไม่ทำบาป นี่คือ เชื่อตัวเอง พระเจ้าเสียใจกับเรา เพราะ เราไม่เชื่อและวางใจในคำพูดของพระองค์ แค่นี้เอง แน่นอน เราทำบาปเรื่อยๆ แต่โรคนี้จะไม่ถึงตายแน่นอน โรคบาปนี้ ทำให้เราดูเหมือนตายไปแล้ว 4 วัน แต่จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเถิด แล้วเราจะได้ชีวิต และฟื้นขึ้น เพราะ ความเชื่อนี้ ไม่ใช่เพราะ เราทำอะไรเอง "พระเจ้าทรงทำเสื้อหนังสัตว์ ให้กับอาดัมกับเอวาสวมปกปิดร่างกาย"(ปฐก3:21) เสื้อหนังสัตว์ หมายถึง พระเยซู พระเจ้าทำเสื้อแห่งความชอบธรรมนี้ให้เรา ตั้งแต่แรกแล้ว เราต้องปกคลุมเนื้อหนังที่บาปของเรานี้ ด้วยเสื้อที่พระเจ้าทำให้ การทำดีของเรา เป็นแค่ใบมะเดื่อ มันไม่ได้ตายเพื่อเรา มันเป็นแค่สิ่งที่เสื่อมสลายไปได้ มันปกคลุมเราไม่ได้ชั่วนิรันดร์ และเราจะเหนื่อยกับการหาใบใหม่มาปิดเรื่อยๆ พระเจ้าทรงรักเรา และรู้ว่าเราเป็นแบบนั้น พระองค์จึงทรงช่วยเราอย่างสมบูรณ์แล้ว เราแค่เชื่อเท่านั้น อย่ามีข้อแม้อื่นใดอีกเลย จงวางใจในเสื้อหนังสัตว์ตัวนั้น กว่าจะเป็นเสื้อนั้นให้เรา สัตว์ตัวนั้นต้องตายเพื่อเรา เหมือนกับที่พระเยซูทรงตายเพื่อเรา แล้วความชอบธรรมของพระองค์จึงปกคลุมเราทั้งหมดได้ตลอดไป ผมตั้งใจอธิบายมายาวมาก เพราะผมเป็นคนขี้เกียจพิมพ์มาก แต่ผมอยากพูดถึงพระเยซู ที่รักเรามาก แต่คนมากมายไม่เชื่อ คำพูดของพระองค์ เพราะ เชื่อแต่เนื้อหนังนี้ พระเยซูร้องไห้ เมื่อมองมาที่มนุษย์ที่เชื่อแต่สายตาและการกระทำของตัวเอง ผมก็เคยเป็นแบบนั้น แต่เมื่อผมได้รู้จักจิตใจของพระองค์แบบนี้ ผมจึงได้แต่กลับใจ เชื่อในพระคำของพระองค์ และรับความรักนี้เข้ามา โดยไม่มองความไม่สมบูรณ์ทางเนื้อหนังของตัวเองอีกต่อไป คุณ z มีอะไรเพิ่มเติมก็ถามมา หรือ อยากจะบอกอะไรก็เชิญนะครับ

  • mm

    Aug 14, 2012

    Reply

    ผมขอสรุปสั้นๆ ว่า พระเยซูทรงเสียใจที่พวกเขาไม่เชื่อ คำพูดของพระองค์ครับ พระเจ้าอยากบอกกับเราว่า ถ้าเราไม่เชื่อพระคำ เราก็เป็นคนที่ไม่เชื่อพระเจ้านะครับ ความบาปของเราจบสิ้นลง เมื่อเราเชื่อพระคำ เช่น "เราจะไม่จดจำความบาปและการอธรรมขของเขาทั้งหลายอีกต่อไป"(ฮบ10:17) ความบาปไม่มีทางจบสิ้นลงได้ ถ้าเราพยายามไม่ทำบาป เพราะ ไม่มีทางเป็นไปได้ที่เราจะไม่ทำบาปนะครับ เนื้อหนังของเราทีแต่อ่อนแอและทำบาป พระเจ้าบอกเราแล้วว่ืา "โรคนี้ไม่ถึงตาย" เราสามารถเชื่อได้ ถ้าเรามองไปที่พระเยซูและวางใจในพระองค์ แม้เราจะดูเหมือนตายไปแล้ว แต่พระเยซูทำให้เราฟื้นขึ้นแล้ว เมื่อ 2000 ปีที่แล้ว ความเชื่อจึงอยู่ตรงนี้ ถ้าเราเชื่อ เราจึงเป็นคนชอบธรรม ถ้าเราไม่เชื่อ เราก็เป็นแค่คนบาปที่เชื่อพระเยซูฝ่ายเดียว ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพระองค์ เพราะความมืดเข้าส่วนอะไรกับความสว่างได้ คนบาป จะไปมีส่วนอะไรกับพระเจ้าได้ ถ้าเราบอกว่า เราเป็นคริสเตียน เราไม่ใช่คนบาปแล้ว เราต้องพูดในสิ่งที่เหนือตรรกะของเราได้ เราเป็นคนชอบธรรมแล้ว ถ้าเรามองดูตัวเอง เราพูดไม่ได้ แต่ถ้าเรามองที่พระคึำ พระคำบอกเราว่า เราเป็นคนชอบธรรมแล้ว เช่น โรม 3 ข้อ 24 ถ้าคุณ z เป็นอาจารย์สอนคน คุณต้องเป็นคนชอบธรรมเสียก่อน แล้วหลังจากนั้นก็เผยแพร่ให้คนบาป กลายเป็นคนชอบธรรม สอนให้เขาเชื่อพระคำเท่านั้น แล้วเขาก็จะใช้ชีวิตอย่างคนชอบธรรม ไม่ใช่คนบาป ขอบคุณครับ