Wisdom of Life

ฟิล์มเอ็กซเรย์กับธรรมบัญญัติ

สองอันนี้มันเกี่ยวกันยังไง เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังครับ ตอนนี้ป่วย ขอพักก่อนครับ

20120511-114428 ก่อนเที่ยง.jpg

ผมไปถ่ายรูปเอ็กซเรย์ที่บริเวณคอ พบว่าเป็นภาวะกระดูกเสื่อม และงอกกระดูกใหม่เข้ามาทดแทน ทําให้กระดฺกที่งอกไปกดทับรากประสาทบริเวณแขนขวา ทําให้ชาและปวด เป็นโรค cervical

ตอนผมเห็นฟิล์ม ทําให้ผมรู้ว่า ถ้าไม่ถ่ายก็มองไม่เห็นว่าคอผมเป็นอะไร มันเห็นไส้ใน เห็นโครงกระดูกให้ผมรู้ว่าผม เสื่อมเพียงใด และเริ่มแก่ตัวลง และก็เป็นความจริงแน่แท้ว่า ฟิล์มนี้ช่วยให้ผมหายไม่ได้เลย ช่วยได้แค่ให้ผมเห็นว่าป่วยเท่านั้น

ฉันใดก็ฉันนั้นพี่น้องที่รัก คนที่ไปโบสถ์แต่อยู่นอกพระคริสต์ ข้างในเขาป่วยมาก ป่วยและตายเน่าทางฝ่ายวิญญาณมาตั้งแต่เกิด แต่เราไม่อยากยอมรับ เราอยากยอมรับว่าเรายังเป็นคนดีได้อยู่ โดยใช้วิธีหลายหลากตามแต่ละนิกายพรํ่าสอนมา ทั้งธรรมบัญญัติของโมเสส และธรรมนูญคริสตจักรนั้น ร่วมกันประนามเราทุกวัน โดยใช้บัญญัติเทียบเข้ากับความดี ความชั่วบาปของเรา และเป็นเครื่องเอ็กซเรย์ให้ เราเห็นว่า โอ้แม่เจ้า! ฉันสกปรกเหลือเกิน แต่บัญญัติและธรรมนูญต่างหาได้ช่วยได้ไม่เลย มันแค่สะท้อนให้เราเห็น และปิดปากเราสนิท และไม่สามารถล้างชําระเราให้หายสกปรกได้เลย

พระคริสต์ต่างหากเป็นจุดจบของธรรมบัญญัติ พระวจนะบอก และยังบอกอีกว่า ที่ใดไม่มีธรรมบัญญัติ ที่นั่นไม่มีบาป คนที่มีชีวิตใต้ธรรมบัญญัติก็ถูกแช่งสาป โลหิตพระองค์เท่านั้นชําระบาปได้หมดสิ้น ครั้งเดียว เมื่อท่านอยู่ในพระคริสต์ ท่านก็เป็นคนที่ได้รับการชําระให้สะอาดแล้ว ท่านก็อยู่นอกธรรมบัญญัติซึ่งไม่มีอํานาจฟ้องผิดได้ เพราะที่ใดไม่มีบัญญัติ บาปก็ดํารงอยู่ไม่ได้

จงเชื่อให้หมดใจ ว่าการงานที่สิ้นสุดของพระองค์บนไม้กางเขน ชําระท่านครั้งเดียว ทําให้ท่านสะอาดเป็นนิตย์ ฮิบรู 10

Leave a Reply

5 Comments

  • U151

    May 11, 2012

    Reply

    สำหรับผม ผมมองว่าคนที่อยู่ในพระคริสต์คือคนที่เชื่อฟังพระคริส และทำตามในสิ่งที่พระคริสต์สอนคือ จงรักพระเจ้าและรักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตนเองครับ

  • Kongsak

    May 11, 2012

    Reply

    เห็นด้วยครับ แต่นั่นต้องหลังจากที่ท่านได้ตายกับพระคริสต์บนไม้กางเขน และยอมเชื่อฟังการงานที่สิ้นสุดของพระคริสต์ที่ไม้กางเขนได้ก่อนครับ ไม่เช่นนั้นเราก็ยังอยู่กับตัวเอง สิ่งที่เราทำ สิ่งที่เรารัก ก็ยังเป็นงานของเราครับ แต่ผมก็เห็นด้วยครับ U151 ยินดีนะครับ ที่สบายดีอยู่ ผมยังจำ U ได้ครับ ขอบคุณครับ คงศักดิ์

  • mm

    May 12, 2012

    Reply

    สวัสดีครับ คนที่จะรักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเองได้ มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่ทำได้ คนที่บังเกิดใหม่แล้ว ก็คือคนที่มีพระเยซูอยู่ภายใน พระเยซูจะจูงนำคนที่บังเกิดใหม่ได้ พระองค์จะทำให้คนคนนั้น เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว และเขาจะเปลี่ยนไปโดยความสมัครใจ ไม่ใช่โดยความตั้งใจของเขา และพระเยซูจะค่อยๆเปลี่ยนเขาไปเรื่อยๆ ช้าๆ ทีละขั้นๆ "พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านจะกวาดไล่ประชาชาติเหล่านี้จากท่านทีละเล็กทีละน้อย ..."(ฉธบ7:22) เราไม่สามารถกำจัดนิสัยแห่งความบาปที่เรามีมาตลอดชีวิตของเราได้หรอกครับ มันเป็นงานของพระเจ้า พระเจ้าทำให้เราได้ ถ้าเราบังเกิดใหม่จริงๆ เราจะเป็นศัตรูกับนิสัยบาปเหล่านั้นทีละอย่าง ทีละอย่าง เมื่อเป็นศัตรูกัน มันก็จะต้องกำจัดออกไปโดยธรรมชาติ คริสเตียนส่วนมาก พยายามขจัดบาปด้วยตัวเอง ด้วยการพยายามรักพระเจ้า พยายามรักเพื่อนบ้าน เมื่อรักได้ ก็มั่นใจว่า ไม่มีบาป แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็จมอยู่กับบาปในใจ แล้วก็สารภาพบาป เพื่อให้จิตใจสบายขึ้น แล้วตั้งหน้าตั้งตารักพระเจ้า รักเพื่อนบ้านต่อไป วนเวียนเป็นวัฎจักรแบบนี้ เหมือนกับเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด เหมือนคนมีหลายชาติในชาติเดียว น่าเหนื่อยมาก

  • mm

    May 12, 2012

    Reply

    ขออนุญาติลงบทความนะครับ ความเชื่อที่สมบูรณ์ มนุษย์เราเป็นคนบาป เพราะการละเมิดครั้งเดียวของอาดัม หลังจากนั้นมนุษย์ทุกคนจึงมีความบาป และทำบาปเรื่อยมา และมนุษย์ต้องถูกพิพากษาเพราะ ความบาปที่มี มนุษย์สามารถรอดจากการพิพากษาได้มีเพียงแค่ทางเดียวเท่านั้น คือ ต้องมีความชอบธรรม แต่ว่า คนบาปจะมีความชอบธรรมได้อย่างไร ? พระคำโรม 5:16 บอกว่า การพิพากษาเกิดขึ้นเพราะการละเมิดครั้งเดียวของอาดัม แต่การละเมิดหลายครั้งนำไปสู่ ความชอบธรรม พระคำนี้แปลกมาก อาดัมทำผิดครั้งเดียว ทำให้เกิดการพิพากษา แต่ การทำบาปหลายๆครั้งกลับนำไปสู่ความชอบธรรม หมายความว่าอย่างไรกันแน่ ! ถ้าเราเข้าใจ พระคำนี้ให้พระคุณกับเรามาก นะครับ คนทุกคนเกิดมาล้วนถูกสอนให้ทำความดี และทุกคนก็พยายามทำดี ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ส่วนมากมักจะทำบาปอยู่เรื่อยๆ บาปที่เกิดขึ้นในใจ แต่บางครั้งเราก็แสดงออกมา บางครั้งก็เก็บเอาไว้ไม่ให้ใครรู้ ทำดีต้องคอยสอนกันอยู่เรื่อยๆ ต้องคอยกระตุ้น ต้องปลุกเร้า หรือบางครั้ง ต้องมีรางวัลล่อใจ ให้ทำความดี แต่ว่า บาป ไม่ต้องสอนก็ทำเป็นเอง เด็กเกิดมาไม่เคยมีใครสอนให้โกหก แต่ว่าไม่นานโตมาก็เริ่มโกหก เริ่มเกลียดชังคนอื่น เริ่มแย่งขนมเพื่อน ด่าเพื่อน อิจฉาเพื่อน ความบาปสารพัดออกมาจากมนุษย์โดยไม่ต้องสอน แม้ว่า มนุษย์จะพยายามไม่ทำบาปแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ยังทำบาปอยู่เสมอ ทำมากทำน้อยก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ จิตใจมนุษย์ไม่มีความแน่นอนมั่นคง แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ถ้าเราวิเคราะห์จิตใจตัวเองจริงๆแล้ว เราจะพบว่า เราเป็นคนที่ได้แต่ละเมิดศีลธรรม อะไรที่ห้ามเราทำมาหมดแล้ว จริงไหม? คนส่วนมากจึงต่อสู้อยู่กับการพูดว่า "ฉันจะพยายามไม่ทำบาป ฉันจะเป็นคนดี" คนที่คิดแบบนี้จึงไม่สามารถเข้าใจพระคำ ข้างบนได้ " การละเมิดหลายครั้ง นำไปสู่ความชอบธรรม" พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ยิ่งทำบาปมาก ก็ยิ่งเข้าไปสู่ความชอบธรรม อย่าเข้าใจผิดว่า ผมแนะนำให้ทำบาปนะครับ เข้าเรื่องเลยดีกว่าครับ เพราะว่า การละเมิดครั้งเดียวของอาดัม ทำให้เกิดความบาป ฉะนั้น การลบความบาป จึงต้องเป็นการเชื่อฟังในครั้งเดียว จึงจะสมบูรณ์ การพยายามจะเชื่อฟังหลายๆครั้ง หมายความว่า ไม่เชื่อ การเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง ไม่มีทางมีความเชื่อแท้จริงได้ ฉะนั้น หมายความว่า ในมนุษย์ไม่มีความเชื่อฟังที่สมบูรณ์ มนุษย์จึงไม่สามารถมีความชอบธรรมเองได้ พูดง่ายๆก็คือ ความดีของมนุษย์ ไม่ใช่ความชอบธรรม ความชอบธรรม คือ ความเชื่อ และความชอบธรรมนี้มีอยู่ในพระเยซูเท่านั้น พระเยซูทรงมีความเชื่ออย่างสมบูรณ์ โรม 5: 19 "...คนเป็นอันมากก็เป็นคนชอบธรรมเพราะพระองค์ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟัง..." และใน ข้อ 18 ก็บอกว่า "การกระทำอันชอบธรรมครั้งเดียว ก็นำการปลดปล่อยและชีวิตมาถึงทุกคน.." คนเราจึงควรจะรู้จักตัวเองว่า ได้แต่ไม่เชื่อฟัง และทำบาป ไม่สามารถชอบธรรมได้ เพื่อคนคนนั้นจะได้รับความชอบธรรมของพระเยซู แล้วก็ใช้ชีวิต แต่ว่า ทุกคนล้วนแต่มีความชอบธรรมของตัวเอง และเชื่อในความดีนั้น และก็พูดว่า เราต้องพยายามทำความดีมากๆ ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น ทำให้ดีที่สุด แต่น่าเศร้าที่พวกเขาก็ได้แต่ละเมิด และทำบาป พวกเขาไม่ยอมรับว่า ตัวเอง คือ คนบาป ในโลกนี้มีศีล มีธรรมบัญญัติมากมาย ในแต่ละศาสนา และคนเหล่านั้นก็ไม่เคยรักษาศีลเหล่านั้นได้เลย แต่ก็ยังพยายาม เพราะ ไม่มีใครรู้เลยว่า พระเจ้าให้ บัญญัติต่างๆมาเพื่ออะไร "...เมื่อมีธรรมบัญญัติ ก็ทำให้มีการละเมิดธรรมบัญญัติมากขึ้น..."(โรม5:20) พระเจ้าอยากจะทำลายความเชื่อมั่นของมนุษย์ ทำลายความชอบธรรมของเขา เพราะมันทำให้เขาไม่สามารถรับความชอบธรรมของพระเจ้าได้ พระเจ้าจึงให้ธรรมบัญญัติกับมนุษย์เพื่อให้เขาปรากฏแต่ บาป แล้วอยู่ต่อหน้าการพิพากษา "ธรรมบัญญัติทุกข้อที่ได้กล่าวนั้น ก็ได้กล่าวแก่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ เพื่อปิดปากทุกคน และเพื่อให้มนุษย์ทุกคนในโลกอยู่ใต้การพิพากษาของพระเจ้า"(โรม5:19) คนที่อยู่ต่อหน้าการพิพากษา จะมีใครกล้าพูดได้บ้างว่า "ฉันมีความดี" ทุกคนต้องปิดปากสนิทอวดอ้างอะไรไม่ได้เลย โจรบนไม้กางเขนที่อยู่ขวามือของพระเยซูได้เชื่อพระเยซู เพราะเขาไม่สามารถทำอะไรได้อีก ความเชื่อ เพียงครั้งเดียวนั้น ทำให้เขารอดได้ มันเป็นความเชื่อที่สมบูรณ์ เป็นความเชื่อครั้งสุดท้ายของเขา ความผิดพลาดทั้งหมดของโจรคนนี้ ถูกลบล้างด้วยความเชื่อเพียงครั้งเดียวนี้ ความบาปของเราทั้งหมด ก็เช่นกัน มันต้องถูกลบล้างไปภายในครั้งเดียวด้วย นั่นคือ การเชื่อในการไถ่ของพระเยซู ความเชื่อในการไถ่นี้แหละ คือ ความชอบธรรม การประพฤติ ไม่สามารถชอบธรรมได้ เพราะ ต้องทำหลายครั้ง "โดยการถวายบูชาเพียงครั้งเดียว พระองค์ก็ได้ทรงกระทำให้คนทั้งหลายที่ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์แล้วนั้น ถึงความสมบูรณ์เป็นนิตย์"(ฮีบรู10:14) การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพียงครั้งเดียวนั้น ทำให้เราสมบูรณ์เป็นนิตย์แล้ว ความบาปจบสิ้นแล้ว คนที่เชื่อเช่นนี้ คือ คนชอบธรรม "...คนหนึ่งคนใดจะเป็นคนชอบธรรมได้ ก็โดยอาศัยความเชื่อ นอกเหนือการประพฤติตามธรรมบัญญัติ"(โรม 3:28) เราเห็นตัวเองหรือยังว่า จิตใจของเรามีแต่ความชั่วร้าย และได้แต่ละเมิดไม่เชื่อฟัง ถ้าเราเห็นและยอมรับจริงๆ เราก็ได้แต่จะเชื่อพระเยซูเท่านั้น และสามารถพูดได้ว่า "ฉันเป็นคนชอบธรรม" ได้อย่างชัดเจน เห็นไหมครับว่า การละเมิดหลายๆครั้งนำไปสู่ความชอบธรรมจริงๆ

  • mm

    Jun 18, 2012

    Reply

    คุณตี้ ผมก็อปปิ้ คำตอบเรื่อง การบังเกิดใหม่ มาให้ครับ ผมตอบคนคนนึง ในเว๊บผม เขาเริ่มเอะใจแล้วว่า ชีวิตคริสเตียนของเขาผิดปกติ ลองอ่านดูนะครับ ในพระคำ ยอห์น บทที่ 3 ข้อ 1-15 นิโเดมัส มาหาพระเยซูตอนกลางคืน ทำไมเขาต้องมาตอนกลางคืน เพราะว่านิโคเดมัสเป็นพวกฟาริสีคนหนึ่ง เขาเห็นพระเยซูทำการอัศจรรย์หลายอย่าง เขารู้สึกแปลกใจที่พระเยซูอย่างนั้น เขาอยากรู้ว่าพระเยซูทำได้อย่างไร เพราะ ไม่มีใครแบบนั้นได้ ข้อ. 2 ชายผู้นี้ได้มาหาพระเยซูในเวลากลางคืนและทูลพระองค์ว่า “รับบี พวกข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าท่านเป็นครูที่มาจากพระเจ้า เพราะไม่มีผู้ใดกระทำการอัศจรรย์ซึ่งท่านได้กระทำนั้นได้ นอกจากว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเขาด้วย” ข้อ .3 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้” นิโคเดมัส ฟังแล้ว เข้าใจไม่ได้ เขาพูดว่า “คนชราแล้วจะบังเกิดใหม่อย่างไรได้ จะเข้าในครรภ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่ได้หรือ” พระเยซูตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดจากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในอาณาจักรของพระเจ้าไม่ได้ (ข้อ5) นิโคเดมัส รู้แต่เรื่อง ธรรมบัญญัติ เรื่องเนื้อหนังว่า ต้องทำดีอย่างนั้น อย่างนี้ อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณี อย่าลักทรัพย์ ๆลๆ เขาไม่เข้าใจเรื่องจิตวิญญาณ พระเยซูบอกเขาอีกว่า ' ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็คือจิตวิญญาณ(ข้อ6) แต่นิโคเดมัสก็ยังไม่เข้าใจ เขาพูดว่า ' เหตุการณ์อย่างนี้จะเป็นไปอย่างไรได้” พระเยซูตอบเขาว่า “ท่านเป็นอาจารย์ของชนอิสราเอล และยังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือ' มนุษย์เราก็เป็นเหมือน นิโคเดมัส คือ ไม่เข้าใจเรื่องการ บังเกิดใหม่ แม้คริสเตียนเองก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้ การบังเกิดใหม่ ฟังดูก็รู้ว่า คือ การเกิดใหม่ แต่เราจะเกิดใหม่ได้อย่างไร คนพุทธอาจจะพอเข้าใจได้ว่า ตายแล้วเกิดใหม่ชาติหน้า แต่คริสเตียน ไม่ได้เชื่อเรื่องชาติหน้า มีแค่ชาตินี้ชาติเดียว แล้วจะเกิดใหม่ได้อย่างไร ? นิโคเดมัสบอกว่า จะกลับเข้าไปในท้องแม่อีกครั้งได้ยังไง มันเป็นไปไม่ได้ แต่พระเยซูไม่ได้หมายถึง เนื้อหนัง นิโคเดมัสปักใจอยู่แต่เนื้อหนัง การทำงานของเนื้อหนัง จึงเข้าใจแต่เรื่องเนื้อหนัง ไม่เข้าใจเรื่อง วิญญาณ แต่พระเยซูพูดถึง จิตวิญญาณ การบังเกิดใหม่ทางจิตวิญญาณ ผมจึงถามคุณ ลี ว่า คุณบังเกิดใหม่หรือยัง ? เรื่องนี้สำคัญมากกับความเชื่อ คริสเตียนทุกคนก็พูดว่า ตัวเองมีความเชื่อ แต่ไม่เข้าใจเรื่องการบังเกิดใหม่เลย แล้วก็ได้แต่พูดว่า ตัวเองมีความเชื่อ คุณ ลี ลองอ่านสิ่งที่ผมเขียน โดยตั้งใจ ช้าๆ ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบนะครับ คุณรู้จัก ผีเสื้อ และยุง ใช่ไหมครับ ก่อนที่ผีเสื้อจะกลายมาเป็นผีเสื้อ มันเป็นอะไรมาก่อนครับ ? เป็นตัวหนอน ใช่ไหมครับ ? และก่อนที่ยุงจะกลายมาเป็นยุง มันเป็นลูกน้ำ มาก่อนใช่ไหมครับ ? เมื่อผีเสื้อเกิดใหม่ ก่อนหน้านั้น มันเป็นหนอนตัวนึง ผีเสื้อบินได้อย่างเป็นอิสระ มีสีสันสวยงาม ตอนเป็นหนอน มันอาจจะอยากบิน แต่ก็ทำไม่ได้ มันอาจจะอยากทำให้ตัวเองดูดี มีสีสัน แต่มันพยายามอย่างไร มันก็ทำไม่ได้ มีทางเดียวที่เป็นไปได้ คือ ต้องตายจากการเป็นหนอนนี้ไปเป็นผีเสื้อ จึงจะบินได้และมีสีสันสวยงาม ถ้าเป็นหนอนก็ทำไม่ได้ เราเองก็เกิดมาเป็นคนบาป ไม่ว่าจะพยายามทำดีแค่ไหน เราพยายามทำตัวเองให้ดูดี ดูเป็นคนดี คนชอบธรรม มันก็เป็นได้แค่ คนบาป คุณ ลี รู้ไหม พระเจ้ามองเราอย่างไร ตอนที่เราเกิดมา ในเอเสเคียล บทที่ 16 มีบันทึกไว้ว่า 16:4 พูดถึงกำเนิดของเจ้า ในวันที่เจ้าเกิดมานั้นเขามิได้ตัดสายสะดือ และเขาก็มิได้ใช้น้ำล้างชำระเจ้า มิได้เอาเกลือถู มิได้เอาผ้าพันเจ้าไว้ 16:5 ไม่มีตาสักดวงหนึ่งสงสารเจ้า ที่จะเมตตาเจ้าและกระทำสิ่งเหล่านี้ให้เจ้า เจ้าถูกทอดทิ้งในพื้นทุ่ง เพราะในวันที่เจ้าเกิดนั้นเจ้าเป็นที่รังเกียจ เราเกิดมามีสภาพแบบนี้แหละครับ ถูกพระเจ้าทิ้ง ไม่มีค่าอะไรเลย คนบาป มีสภาพที่ล่อนจ้อนแบบนั้น จมอยู่ในกองโลหิต ถ้าพระเจ้าไม่จับมาทำความสะอาด ไม่ให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป พระองค์ก็ต้องทิ้งเราไว้ตรงนั้น เหมือนหนอนตัวนึงที่ไม่ว่าจะพยายามออกจากที่ที่สกปรกเองก็ทำไม่ได้ เราเกิดมาเราก็ตายแล้วเพราะ บาปที่มาจากอาดัม โรม5:12' เหตุฉะนั้นเช่นเดียวกับที่บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆเดียว และความตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป' ความบาปที่เราได้รับมาจากอาดัม ทำให้เราต้องตาย ' เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย ....'(โรม6:23) เราต้องตาย เพราะ บาปที่เราได้รับมา นะครับ ไม่ใช่ เราต้องตายเพราะ บาปที่เราทำ (อ่านให้ชัดเจนนะครับ) คือ เรารับความบาปมาก่อนแล้วจากอาดัม พอเราเกิดและเติบโตมา เราก็เริ่มทำบาปเรื่อยๆ ถ้าเราเป็นหวัด เราจะมีน้ำมูก มีอาการไอ หรือ ตัวร้อนเป็นไข้ แต่ก่อนที่จะมีอาการเหล่านั้น เราต้องได้รับเชื้อหวัดเข้ามาก่อน หลังจากนั้น เราจึงมีอาการออกมา การทำบาปของมนุษย์ ก็เป็นอย่างนั้น เราได้รับเชื่อแห่งความบาปเข้ามาตั้งแต่เกิด หลังจากนั้นเราจึงทำบาป การรักษาโรคหวัด ไม่สามารถกินยาลดน้ำมูก หรือ กินยาแก้ตัวร้อน แล้วทำให้หายหวัดได้ มันได้แค่บรรเทา แต่การจะหายจากโรคหวัด ก็ต้องกินยาฆ่าเชื้อหวัด จึงจะหายได้ ความบาปก็เช่น กัน การพยายามไม่ทำบาป ไม่ให้อาการบาปปรากฏออกมา ไม่สามารถทำให้หายบาปได้ การทำบาปแล้วสารภาพบาป เพื่อไม่ให้อาการบากปรากฏออกมาอีก ก็ไม่สามารถทำให้หายบาปได้ ต้องทำลายที่ต้นตอของมัน ความบาปของเรา ต้นตอ ของมันมาจากอาดัม โรม5:12 เหตุฉะนั้นเช่นเดียวกับที่บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆเดียว และความตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป การแก้ปัญาหาความบาป มันจึงไม่ใช่ปัญหาที่เราต้องแก้ เพราะ เราแก้ไม่ได้ มันเกิดขึ้นเพราะ อาดัม การไม่ทำบาปของเรา มันไม่ใช่การแก้ปัญหา มันเป็นแค่สิ่งที่เราทำในโลกนี้ตามธรรมดาของโลกนี้เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาความบาป แล้วใครล่ะ ที่แก้ได้ ? ก็ต้องเป็นพระเจ้าซิครับ ที่เป็นคนแก้ พระเจ้าสร้างอาดัม เอวา แล้ว พระเจ้าทรงปล่อยให้ ซาตาน ล่อลวงพวกเขา ทำให้เกิดบาปขึ้น พระเจ้าก็ต้องแก้ไขสิ่งนี้ให้เรา ไม่ใช่หรือครับ ? และพระองค์ก็แก้ไขให้กับเราแล้ว พระเจ้าทรงให้พระเยซูกับเรา เพื่ออะไรครับ ? โรม5:19 เพราะว่าคนเป็นอันมากเป็นคนบาปเพราะคนๆเดียวที่มิได้เชื่อฟังฉันใด คนเป็นอันมากก็เป็นคนชอบธรรมเพราะพระองค์ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น เห็นไหมครับ เราเป็นคนบาป เพราะ การไม่เชื่อฟังของคนคนเดียว คือ อาดัม เพราะ ฉะนั้น เราจะเป็นคนชอบธรรมได้ก็ต้องโดยการเชื่อฟังของพระเยซู พระเยซูทรงยอมเชื่อฟังพระเจ้า ที่ต้องมาทุกข์ทรมานกายเพื่อ บาปของมนุษย์ทุกคน ถ้าพระเยซูไม่ยอมมา พวกเราก็ต้องตายกันทั้งหมด คริสเตียน เชื่อพระเยซู แล้ว ความบาปจบสิ้นหรือยังครับ ? ถ้ายัง นี่คือ ไม่มีความเชื่อ ถ้ายังต้องทำอะไรเพื่อบาปของตัวเองอยู่อีก นี่คือ ไม่เข้าใจ เรื่องความเชื่อ คุณ ลี พูดว่า 'ต้องทำดีจึงรอด' ผมจึงบอกว่า คุณสับสนอยู่ คุณยังไม่ได้บังเกิดใหม่ การเชื่อพระเยซู คือ การเชื่อว่า ตัวเราตายไปแล้วกับพระองค์ที่กางเขนนั้น โรม 6:6 เราทั้งหลายรู้แล้วว่า มนุษย์เก่าของเรานั้นได้ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวที่บาปนั้นจะถูกทำลายให้สิ้นไป เพื่อเราจะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป คุณตายจากตัวเก่าหรือยัง ? ถ้าเชื่อว่าตายแล้ว บาปทั้งหมดของคุณก็ตายไปแล้ว และคุณก้ไม่เป็นทาสของบาปอีก แต่เป็นทาสของพระเยซู โรม6:7 เพราะว่าผู้ที่ตายแล้วก็พ้นจากบาป โรม6:8 แต่ถ้าเราตายแล้วกับพระคริสต์ เราเชื่อว่าเราจะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ด้วย คุณเชื่อพระคำเหล่านี้หรือไม่ ? ถ้าจะพูดว่า มีความเชื่อคุณก็ต้องเชื่อพระคำ การไม่ทำบาป ไม่ใช่ความเชื่อ มันเป็นการประพฤติเท่านั้น ผมไม่ได้บอกว่า ไม่ต้องประพฤติ คุณเข้าใจพระคำผิด การประพฤติก็ยังมีอยู่ แต่เราไม่ได้พูดเรื่อง การประพฤติ เราพูดเรื่อง ความเชื่อ พระเจ้าพอในเราตอนที่เรามีความเชื่อ แต่คนเข้าใจเรื่อง ความเชื่อผิด คิดว่า การไม่ทำบาป คือ ความเชื่อ ทั้งๆที่เราเลิกทำบาปไม่ได้ แล้วพระเจ้าจะพอใจเราในสิ่งที่เราทำไม่ได้ได้อย่างไร ? ลองคิดลึกๆดูซิครับ พระเจ้าบอกว่า ‘คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ ในโรม บทที่ 1 ข้อ 17 แต่ใน ฮีบรู 10 ข้อ 38 พระเจ้าบอกว่า ' แต่คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ แต่ถ้าผู้ใดเสื่อมถอย ใจของเราจะไม่มีความพอใจในคนนั้นเลย' ถ้าเราคิดว่า การไม่ทำบาป คือ ความเชื่อ เราก็ต้องไม่ทำบาปเลย เพื่อพระเจ้าจะได้พอใจเราอยู่เสมอ แต่พอเราทำบาป เราก็คิดว่า พระเจ้าไม่พอใจ เราไม่น่าทำบาปเลย เราก็เลยพยายามไปทำดี เพื่อให้พระเจ้าพอใจ แล้วคุณจะทำแบบนี้ไปได้สักเท่าไหร่ ? สุดท้ายคุณก็จะกลับไปในจุดที่พระเจ้าไม่พอใจคุณอยู่ดี แล้วความเชื่อ ที่แท้จริง คืออะไรล่ะครับ? ความเชื่อที่แท้จริงคือ การเชื่อพระคำ ครับ พระคำ คือ พระสัญญา พระเจ้าให้พระสัญญากับเราผ่านทางพระคำ เพื่อให้เรามีใจที่มั่นคงในพระเมตตากรุณาของพระองค์ พระเจ้าทรงรู้ว่า เราจะถูกซาตานล่อลวงอยู่เสมอ ทำให้เราไม่มั่นคงในความเชื่อ เพราะเราจะมองแต่การกระทำของตัวเอง ถ้าเราทำดีเราก็คิดว่า พระเจ้าพอใจ ถ้าเราทำบาปเราก็คิดว่า พระเจ้าไม่พอใจ เราจะถูกล่อลวงแบบนี้ไปเรื่อยๆ นี่คือไม่มีความเชื่อ คริสเตียนส่วนมากก็รู้ว่า 'ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้'(อฟ2:8) แต่คริสเตียนก็ยังพยายามทำบางอย่างเพื่อให้ตัวเองรอดอยู่ นี่คือ ยังไม่ได้ บังเกิดใหม่ ใครก็ตามที่ยังพยายามแก้ไขความบาปเองอยู่ คนคนนั้นยังไม่ตายไปกับพระเยซู และยังไม่ได้บังเกิดใหม่ และคนคนนั้นก็ยังไม่ได้ยินเสียงของพระเจ้า ยอห์น5:25 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เวลาที่กำหนดนั้นใกล้จะถึงแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่ตายแล้วจะได้ยินพระสุรเสียงแห่งพระบุตรของพระเจ้า และบรรดาผู้ที่ได้ยินจะมีชีวิต คนที่ยังไม่ตาย และยังไม่ได้ฟื้นขึ้นมา บังเกิดใหม่ คนคนนั้นจึงไม่เข้าใจพระคำ ไม่ได้ยินเสียงของพระเจ้า ผมเป็นคนชอบธรรมแล้ว ผมไม่ใช่คนบาป ผมไม่มีบาปในจิตใจแม้แต่นิดเดียว เพราะอะไร รู้ไหมครับ ? เพราะ ผมเชื่อพระคำ เช่น 1เธสะโลนิกา5:9 ' เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงกำหนดเราไว้สำหรับพระอาชญา แต่สำหรับให้ได้รับความรอดโดยพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา' 2เธสะโลนิกา2:13 ' พี่น้องทั้งหลาย ผู้เป็นที่รักขององค์พระผู้เป็นเจ้า เราจำเป็นต้องขอบพระคุณพระเจ้าเพราะท่านอยู่เสมอ เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเลือกท่านไว้ตั้งแต่เริ่มแรกให้ถึงที่รอด โดยพระวิญญาณทรงชำระตั้งท่านไว้ให้บริสุทธิ์ และโดยท่านได้เชื่อความจริง' ทิตัส3:5 'พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์' ทิตัส1:15 'สำหรับคนบริสุทธิ์นั้น ทุกสิ่งก็บริสุทธิ์ แต่สำหรับคนชั่วช้า และคนที่ไม่เชื่อนั้น ก็ไม่มีสิ่งใดบริสุทธิ์เลย แต่จิตใจและจิตสำนึกผิดชอบของเขาก็ชั่วมลทินไป' ฮีบรู10:17 ' และเราจะไม่จดจำบาปและความชั่วช้าของเขาอีกต่อไป” อิสยาห์ 40:2 จงพูดกับเยรูซาเล็มอย่างเห็นใจ และจงประกาศแก่เมืองนั้นว่า การสงครามของเธอสิ้นสุดลงแล้ว และความชั่วช้าของเธอก็อภัยเสียแล้ว เพราะเธอได้รับโทษจากพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์แล้ว เป็นสองเท่าของความบาปผิดของเธอ” อิสยาห์44:22 ' เราได้ลบล้างการละเมิดของเจ้าเสียเหมือนเมฆทึบ และลบล้างบาปของเจ้าเหมือนเมฆ จงกลับมาหาเรา เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว' มีพระคำที่เป็นพระสัญญาแบบนี้อีกมากมายในพระคัมภีร์ นี่คือ จดหมายรักจากพระเจ้า พระเจ้ารักเราโดยไม่มีเงื่อนไข พระองค์ทรงรู้แล้วว่า เราได้แต่ทำบาป พระองค์จึงให้พระเยซูกับเรา ในยุคนี้ พระเจ้าทรงเตรียมพระเยซูไว้ก่อนที่เราจะเกิดมา ก่อนสร้างโลกนี้ พระองค์รู้ล่วงหน้าแล้วว่า เราจะตกอยู่ในความบาป 1เปโตร1 ข้อ 20 บอกเราว่า ' แท้จริงพระเจ้าได้ทรงดำริพระคริสต์นั้นไว้ก่อนทรงสร้างโลก แต่ทรงให้พระคริสต์ปรากฏพระองค์ในวาระสุดท้ายนี้ เพื่อท่านทั้งหลาย' เห็นไหมครับ พระเจ้ามีแผนการเพื่อช่วยเรามาตั้งแต่เรายังเป็นดินอยู่เลย ตั้งแต่เราอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แต่พระเจ้าทรงรู้อยู่แล้ว การไถ่บาป ไม่ใช่งานของเรา เป็นงานของพระเจ้า แต่คุณลี พูดว่า 'ผมต้องทำดีจึงรอด' หมายความว่า มันเป็นงานของคุณ การไถ่บาป เราไม่สามารถทำงานร่วมกับพระเจ้าได้นะครับ เพราะ เราเป็นคนบาป เราไถ่ตัวเองไม่ได้ เราเป็นสิ่งสกปรก เราไม่สามารถเอาสิ่งสะอาดออกมาจากสิ่งสกปรกได้ ผมตอบมาเยอะแล้ว ผมยังไม่ตอบบางเรื่องที่คุณถามมา เพราะว่า ถ้าคุณยังไม่ได้บังเกิดใหม่ ผมตอบไปคุณก็ไม่เข้าใจนะครับ ผมจึงขอถามว่า คุณบังเกิดใหม่หรือยังครับ? ถ้าบังเกิดใหม่แล้ว คุณยังมีบาปหลงเหลืออยู่ไหมครับ ? ถ้ามี หมายความว่า คุณยังไม่ได้บังเกิดใหม่ ยังไม่เป็นอิสระจากบาป เราก็ไม่สามารถคุยกันเรื่องอื่นได้ครับ เพราะว่า คนที่มีบาปแม้เพียงนิดเดียว ก็ไม่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ครับ คนที่ยังไม่ตายจากบาป ก็ไม่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์