Wisdom of Life

จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า มธ.6:33

ผมมีข้อหนึ่งซึ่งไม่ได้ยินมานานเนื่องจากไม่ได้มีใครยกขึ้นมาพูด และวันหนึ่งไม่นานนี้ก็เพิ่งจะได้ยิน และเมื่อได้ยินแล้ว ผมสามารถเข้าใจได้ ทั้งๆที่ข้อเดียวกันนี้เมื่อก่อนนี้ผมไม่เข้าใจเลย ผมเข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง เมื่อผมได้พบกับพระคุณของพระเยซูบนไม้กางขน ผมได้รับชีวิตใหม่ ผมมองพระคัมภีร์อย่างคนที่รอดแล้ว อย่างคนที่ถูกยกโทษแล้ว อย่างคนที่ชอบธรรมเข้าสนิทอยู่ในพระเยซูเสมอทางความเชื่อ ผมเข้าใจพระคัมภีร์ได้อย่างที่พระเจ้ามุ่งหมาย

 

ข้อนี้เป็นข้ออมตะนิรันดร์กาลที่ใช้มักหนุนใจคนที่ถูกเรียกว่า “อ่อนแอ” หรือในควมหมายของคริสเตียนทั่วไปคือคนที่ห่่างจากพระเจ้า ไม่มาโบสถ์นานแล้ว หลงหาย มัวแต่ทำอย่างอื่นจนลืมพระเจ้า และใช้ข้อนี้ หนุนใจ หรืออีกอย่างหนึ่งคือ ทำให้รู้สึกผิดเพื่อจะได้กลับตัวไปโบสถ์ใหม่ มาติดสนิทกับพระเจ้าเหมือนเดิม (สำหรับผมแล้ว ไม่มีคำว่าติดสนิท หรือ ห่างไกลพระเจ้า เพราะมันไม่มีจริง ความเชื่อในพระเยซู ทำให้ไม่มีสิ่งใดแยกเราจากความรักของพระองค์ได้)

 

ข้อนี้กล่าววว่า “จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน และพระองค์จะทรงเพ่ิมเติมส่ิงทั้งปวงเหล่านั้นให้” มัทธิว 6:33 โอ มายก็อด ใครไม่ไปโบสถ์โดนข้อนี้เข้าไป ถึงกับอึ้งกิมกี่ หน้างุด ไม่กล้าสบตา เกิดความสะพรึงกลัว ความอายบังเกิดในจิตใจ พร้อมกับคิดไปว่า เราแย่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ เราไม่ได้แสวงหาพระเจ้าเลยนี้ แสวงหาแต่เงิน เราไม่ไปร่วมกับพี่น้อง ไม่เกิดความชอบธรรม เขามาบอกเราให้เราเลือกพระเจ้าก่อน เลือกไปโบสถ์ แล้วเดี๋ยวเงินจะมาเอง แล้วเดียวสิ่งทั้งปวงจะถูกเพ่ิมเติมให้ เราไม่มีความเชื่อเลย แย่จังเรา เอาล่ะ!  เราจะกลับตัวกลับใจเสียใหม่ (สำหรับผมการกลับใจเกิดขึ้นครั้งเดียวคือการกลับใจจากการเชื่อพึ่งในความดีความชั่วของตนเอง กลับใจมาเชื่อพึ่งในการงานที่สิ้นสุดของพระคริสต์บนไม้กางเขนครั้งเดียว ในการชำระบาปให้เกิดความชอบธรรมเป็นนิตย์) หลังจากที่พูดแบบนี้มาหลายครั้ง ครั้งนี้ฉันจะทำให้ได้! ครั้งนี้ฉันจะแสวงหาความชอบธรรมโดยการประพฤติอย่างดี จะรับใช้เหมือนอย่างเคย!!

 

พี่น้องที่รัก เมื่อผมรู้จักพระคุณของพระคริสต์ ได้พบกับไม้กางเขนที่สิ้นสุดความบาปของผม และการเป็นขึ้นจากตายทำให้ผมบังเกิดใหม่ ผมได้ยินขัอนี้อีกครั้งผมถึงกับอุทานว่า โอว ทำไมเมื่อก่อนผมไมไ่ด้เข้าใจเหมือนวันนี้เลย ผมเข้าใจเหมือนข้างบนนั่นแหละ แต่ขอบคุณพระเจ้าบัดนี้ผมเข้าใจ ผมบอกกับตัวเองว่า พระเจ้าครับ ผมขอบคุณพระเจ้าที่พระเจ้าให้ผมเข้าใจ เพื่อนๆครับ ข้อนี้บอกให้เราแสวงหาอะไรครับ?  แสวงหาความชอบธรรมของใคร?  ของเราเอง หรือของพระเจ้า? ของพระเจ้า ของพระองค์ก่อน!  ทำไมเราเข้าใจแต่ตัวเอง และคิดไปว่าสิ่งที่เราทำคือความชอบธรรม เราตั้งคำถามว่าเราไม่ได้ทำบางอย่าง เราจึงขาดความชอบธรรม และห่างจากพระเจ้า พระคัมภีร์ข้อนี้สอนคนที่ไม่เชื่อครับ ไม่ใช่คนที่เชื่อ พระเยซูกำลังสอนเหล่าคนทั้งหลายที่เป็นชาวยิว ซึ่งเป็นคนบาปอยู่ เพราะในขณะนั้นยังเชื่อพึ่งในธรรมบัญญัติของโมเสส และต้องการทางรอดไปถึงพระเจ้า แต่พระเยซูยังไม่ได้ตายบนไม้กางเขน ยังสอนอยู่ในบริบทแห่งยิว คืออยู่ท่ามกลางพวกยิว เพื่อจะสอนให้เขา ไม่เชื่อพึ่งในบัญญัติ และแสวงหาความชอบธรรมของตนเองโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติต่อไปอีก แต่ให้แสวงหาพระเจ้า และความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งก็คือพระเยซูคริสต์นั่นเอง พระเยซูต้องการสอนพวกยิวในขณะนั้นว่า เมื่อเขาหยุดความพยายามจะเป็นคนชอบธรรมโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ (กาลาเทีย 3 ไม่มีผู้ใดจะเป็นคนชอบธรรมโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติได้เลย) จิตใจของเขาจะเปิดออก และรับพระเยซูได้ และพระองค์จะทรงเพ่ิมเติมสิ่งทั้งปวงให้ คือ สิ่งที่เขาขาดอยู่ ที่เขากระวนกระวาย กังวลเรื่องความเป็นอยู่ จะเอาอะไรกิน จะเอาอะไรนุ่งห่ม พระเยซูจะคอยดูแลเขา และประทานให้เพียงพอ เหมือนนกในอากาศพระเจ้ายังเลี้ยงไว้ หรือดอกไม้ที่งดงามตามธรรมชาติ พระเยซูกำลังสอนให้คนยิวที่ไม่เชื่อ และยังพึ่งในการประพฤติตามบัญญัติของโมเสส เพื่อจะได้พรจากบัญญัติ ตามเฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 5 ซึ่งชาวยิวในขณะนั้นท่องได้และเข้าใจเป็นอย่างดี

 

เรามีคนจำนวนมากรวมถึงที่อยู่ในโบสถ์เรียกตัวเองว่าคริสเตียนเพียงเพราะเราไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เราอธิษฐาน เราถวายทรัพย์ เรารับใช้ เราประกาศ เราทำพันธกิจ แต่ยังไม่ได้เชื่อเลย เรียกตัวเองว่าอาจารย์ ศาสนาจารย์ เพียงเพราะขึ้นเทศนา และทำพิธี แต่ยังไม่ได้ยอมจำนนต่อสิ่งที่ตนทำ ยังไม่ได้กลับใจจากการไว้วางใจในการงานของตนเอง มาไว้วางใจในการงานของพระเยซู และยังเชื่อในความชอบธรรมของตนเอง มาเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าที่ประทานให้แก่เราทางความเชื่อ เราอาจกำลังไว้วางใจในตัวเอง เรากำลังเป็นคนหูหนวกที่ดีดนิ้วตามเสียงเพลงประหนึ่งว่าเราได้ยินเสียงเพลงและมีความสุขกับมัน ทั้งๆที่ในความเป็นจริงเราไม่ได้ยินเลย เราเพียงแค่ดีดนิ้วเพราะเห็นคนอื่นดีดเท่านั้น ก็เลยดีดตามกัน เราอาจไม่ได้มี “แหล่งแห่งชีวิต” ทั้งๆที่เราทำทุกอย่างเท่าที่ศานาคริสต์พึงให้เราปฏิบัติ

 

จงกลับใจเสียใหม่ มาเชื่อฟังพระเจ้า ไม่ใช่เชื่อฟังความดี ความชั่วของตน ความรู้สึกผิดบาป ความบาปถูกชำระที่กางเขนแล้ว ครั้งเดียวเพื่อความผิดบาปทั้งปวง เราเชื่อฟังพระเจ้าได้ไหม เรารู้อยู่ว่าคริสเตียนเชื่อฟังพระเจ้า แต่เชื่อฟังอะไรครับ สาส์นของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์คืออะไรครับ?  คือบัญญัติหรือ?  หรือคือทำความดี หลีกเลี่ยงความเชื่อแล้วจะรอด?  สาส์นของพระเจ้าคือพระเยซูต่างหาก พระองค์ปรารถนาให้เราเชื่อพระเยซู และสิ่งที่พระเยซูทำบนไม้กางเขน แล้ว พระเจ้าให้เราเชื่อฟังธรรมบัญญัติอีกหรือ ทั้งที่ให้พระวิญญาณแล้ว พระเจ้าให้เราดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณต่างหาก เป็นพระวิญญาณแห่งความรัก ดำเนินชีวิตด้วยความรัก พระวิญญาณมาให้เรารู้สึกผิดบาปตอนที่เราทำบาปหรือ?  พระวิญญาณมาให้เรารู้สิ่งที่พระเยซูทำต่างหาก พระเยซูตรัสว่า “แต่ถ้าเราไปแล้ว เราก็จะใช้พระองค์ (พระวิญญาณ)มาหาท่าน เมื่อพระองค์เสด็จมาแล้ว พระองค์จะทรงกระทำให้โลกรู้แจ้งในเรื่องความผิด ความชอยธรรม และการพิพากษา ในเรื่องความผิดนั้นคือเพราะเขาไม่วางใจในเรา (ยอห์น 16:8-9) พระองค์จะทรงนำเอาส่ิงที่เป็นของเรามาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย (ยอห์น 16:15)”  ความผิดนั้น (sin) ไม่ใช่คามผิดบาปที่เรากระทำ เพราะพระเจ้าทำพิพากษาบาปของเราไปแล้ว พระองค์ทรงจัดการโดยกำจัดไว้ที่ไม้กางเขน พระวิญญาณมีหน้าที่มาเพื่อสำแดงสิ่งที่พระเยซูทำสิ้นบนไม้กางเขน เพื่อให้เราดำเนินชีวิตโดยสำนึกในพระคุณนั้น ความผิดบาปเหลืออย่างเดียวที่จะนำมนุษย์ลงนรกก็คือความผิดที่ไม่ได้วางใจในพระเยซู  พระวิญญาณไม่ได้มาเพื่อสาปแช่งเรา ให้ตาย ให้ผิดบาป นั่นคือหน้าที่ของธรรมบัญญัติต่างหาก พระวิญญาณมีหน้าที่ให้ชีวิตแก่เรา และย้ำเตือนเรา สำแดงพระเยซูกับเราทุกวัน ตักเตือนเราให้รู้ถึงพระคุณของพระเยซูว่าได้ตายบนไม้กางเขนครั้งนั้นครั้งเดียวเพื่อความผิดบาปทั้งปวงของโลกต่างหาก

เมื่อเราตามพระวิญญาณ เรากำลังติดตามพระเยซู และดำเนินชีวิตในความรักเหมือนที่พระองค์เป็น เราดำเนินชีวิตในเสรีภาพ ที่เป็นคนที่ถูกยกโทษแล้ว อย่าให้ใครแย่งเอาสิ่งนั้นไปจากเรา อย่าให้เราเชื่อการกระทำของตนไม่ว่าดีหรือชั่ว แต่เชื่อการกระทำของพระเยซูบนไม้กางเขน

ให้เราแสวงหาความชอบธรรม “ของพระองค์” ก่อน