Wisdom of Life

ยอห์น 15:4-5

สองวันก่อนไปดูหนังสือคริสเตียน เห็นหนังสือแทบทุกเล่มล้วนแล้วแต่เป็นหนังสือแปลทั้่งสิ้น เปิดดูข้างในมีแต่ แมรี่ โทนี่ แกรี่ จอร์จ ไม่เห็นจะมี พระเจ้าได้ทำงานผ่านทางชีวิตเล็กๆของ บุญมี บ้างเลย

มิหนำซ้ำ ชื่อหนังสือนั้นก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่า “การดำเนินชีวิตคริสเตียนที่ดีได้อย่างไร” “เราจะเอาชนะความเศร้าได้อย่างไร” “สิบวิธีไปสู่ฝ่ายจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง” เสมือนประหนึ่งว่าพระคัมภีร์นั้นไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าคู่มือเท่านั้นเอง แค่คู่มือแห่งการคิดในแง่บวกเพื่อประสบความสำเร็จในศาสนา ใช้เพื่อการกลบเสียงเล็กๆแห่งจิตวิญญาณของเราที่ร้องว่า “ว่างเปล่า ว่างเปล่า” เท่านั้น ทำให้ผมนึกถึงพวกยิวในตอนนั้นที่พระเยซูคริสต์ตรัสแก่เขาว่า

“ท่านทั้งหลายค้นดูในพระคัมภีร์   เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์   และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานให้แก่เรา แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” (ยอห์น 5:39-40)

แทนที่จะขุดคุ้ยพระคัมภีร์เพือแสวงหาหลักธรรมเพื่อประยุกต์เข้าในการซ่อมแซมชีวิตห่วยๆอย่างเรา ให้เราเข้าหาพระคัมภีร์เพื่อ รู้จักพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นพระวจนะแห่งชีวิตดีกว่า เหมือนอย่างที่พระองค์กล่าวว่า “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก   จงมาหาเรา   และเราจะให้ท่านทั้งหลาย   หายเหนื่อยเป็นสุข” (มัทธิว 11:28) พระองค์ปรารถนาให้ทุกคนเข้ามาหาความรักอันสุดพรรณนา และประสบการณ์ในการเป็นขึ้นจากความตาย (ฝ่ายวิญญาณ) พระเยซูคริสต์จะเปิดเผยพระองค์เองผ่านทางพระคัมภีร์ให้กับผู้เชื่อที่แสวงหาพระองค์และอยากรู้จักตัวตนของพระองค์ และพระองค์จะเปิดเผยสัจจะแห่งพระคัมภีร์ที่จะทำให้เราเป็นไท

ผมค่อนข้างเชื่อว่าซาตานไม่ได้สนใจหรอกว่าชีวิตเราจะเพ่งเล็งไปที่ใด ขอให้อย่าเพ่งเล็งไปที่พระคริสต์ และสิ่งที่พระองค์ทำให้เราเป็นพอ ผมว่ามันชอบมาก ถ้าเราจะเพ่งเล็งไปที่ “สิ่งที่เราน่าจะทำ” โดยลืม “สิ่งที่พระเยซูทำเพื่อเรา” มันจะชอบมาก

มันคงยิ้ม ถ้าเราพูดกันว่า

“จะรับบัพติสมาแบบจุ่มหรือพรมดี ไม่ได้รับบัพติสมาจะรอดได้หรือไม่ ต้องพูดภาษาแปลกจึงจะเห็นฤทธิ์เดช เราจะเข้าไปร่วมการล้มตึงดีหรือไม่ นมัสการรักษาโรคถูกต้องหรือไม่ ต้องเป็นสมาชิกที่โบสถ์นี้จึงจะดี คริสเตียนต้องเรียนบทเรียนก่อนรับบัพติสมาดีหรือไม่ เราควรใช้เครื่องดนตรีนมัสการถูกต้องหรือไม่ หรือ นมัสการแบบไหนพระเจ้าได้รับเกียรติ ถวายทศางค์ก่อนหรือหลังหักค่าใช้จ่ายดี หรือ ประสบการณ์ในการนมัสการที่ไหนดีที่สุด เป็นต้น”

สิ่งใดก็ตามที่เราให้เป็นตัวเสริม จะกลายเป็นตัวแทนของสิ่งที่ควรจะเป็น

สิ่งที่ดีนั้นเป็นศัตรูตัวฉกาจของสิ่งที่ดีที่สุด

อ.เปาโลมีหลายสิ่งมากมายทั้งประสบการณ์ ภูมิหลังชีวิต ความน่าเชื่อถือ แต่ท่านยังกล่าวว่า “แต่ว่าสิ่งใดที่เคยเป็นคุณประโยชน์แก่ข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งนั้นไร้ประโยชน์แล้ว   เพื่อเห็นแก่พระคริสต์ ที่จริงข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์   เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์   องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า   เพราะเหตุพระองค์   ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด   และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์” (ฟิลิปปี 3:7-8)

พวกเรานั้นไม่ได้เป็นซุปเปอร์คริสเตียนอะไรหรอกครับ และไม่มีวันเป็นได้ด้วย เราเป็นได้แค่ สุนัขเลี้ยงแกะที่ต้อนแกะเข้าหาผู้เลี้ยงครับ ผมได้ยินเพื่อนเก่ากล่าวถึงผู้รับใช้ปัจจุบันบางท่านกล่าวในที่สัมมนาว่า “โบสถ์ที่ผมรับใช้อยู่เกิดผลมากครับ ตอนนี้สมาชิกเพ่ิมเป็น 10 เท่าใน 2 ปี เพราะว่าผมทำอย่างนั้น…. อย่างนี้…1234 นี่แหละคือวิธีที่ดีที่สุดในการนำประชากรให้เพ่ิมขึ้น”

ผมนึกถึงเปาโลกล่าวไว้อย่างนี้

“แต่ว่าสิ่งใดที่เคยเป็นคุณประโยชน์แก่ข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งนั้นไร้ประโยชน์แล้ว   เพื่อเห็นแก่พระคริสต์ ที่จริงข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์   เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์   องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า   เพราะเหตุพระองค์   ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด   และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์” (2โครินธ์4:5) บ่อยครั้งที่เราประกาศตัวเองเป็นสาส์นแทนพระคริสต์ ไม่น่าแปลกใจเลยสักนิดที่เรากดดันตัวเองเพื่อจะ “สาธิต” ตัวเองอยู่เสมอ ถึงแม้เราจะต้องใส่หน้ากากให้ดูว่าเป็นคนชอบธรรมสุดๆก็ตาม แต่ก็เพียงเพื่อ “ซ่อน” แก่นแท้ที่แสนเน่าอยู่ข้างใน

พี่น้องที่รัก…

แต่เมื่อเราหันมาหาสาส์นแท้แห่งพระคัมภีร์ เราจะเห็นว่า พระเยซูคริสต์นั้นสละชีวิตของพระองค์เพื่อเรา เพื่อที่จะให้ชีวิตของพระองค์แก่เรา เพื่อที่พระองค์จะมีชีวิตของพระองค์ผ่านทางเรา

ชีวิตคริสเตียนั้นไม่ใช่ “เรา” จะดำเนินชีวิตอย่างไร หากแต่เป็นที่ “พระเยซู” จะดำเนินชีวิผ่านทางชีวิตของเราอย่างไรต่างหาก

เพราะว่าพระองค์สัญญาว่า “ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย   เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต   และจะได้อย่างครบบริบูรณ์” (ยอห์น 10:10)

ศาสนาคริสต์ในส่วนแห่งเปลือกนอกนั้นไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่า ตัวเสริม จนกลายเป็น ตัวแทนที่น่าสงสาร จืดชืด และเติมเท่าไรก็ไม่เต็มสำหรับคริสเตียนปัจจุบันบางกลุ่มก็เท่านั้น ศาสนาคริสต์ไม่ว่านิกายใดกลายเป็นตัวแทนของความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระคริสต์ผู้ยังดำรงชีวิตอยู่ ถ้าเราอยากจะเติบโตในพระคุณของพระองค์ เราต้องกลับไปยังจุดเร่ิมต้นที่เรามา โดยซาบซึ้งว่าเราถูกเรียกมาหา พระเยซูคริสต์ ไม่ใช่ ศาสนาคริสต์

ความล้ำลึกที่เปิดเผยให้แก่เราต่างชาตินั้นคือที่ “พระเยซูคริสต์สถิตย์อยู่ในเรา”

ด่ังที่เปาโลได้กล่าวไว้ว่า “พระเจ้าทรงชอบพระทัยที่จะสำแดงให้ธรรมิกชนเหล่านั้นรู้ว่า   ในหมู่คนต่างชาตินั้นอะไรเป็นความมั่งคั่งแห่งข้อล้ำลึกนี้   คือที่พระคริสต์ทรงสถิตในท่านอันเป็นที่หวังแห่งศักดิ์ศรี” โคโลสี 1:27

เมื่อพระองค์อยู่ในเรา เราต้องยอมปล่อยให้พระองค์ดำเนินชีวิตของพระองค์ผ่านทางเรา อัน “เรา” นั้นไม่สามารถดำเนินชีวิตคริสเตียนด้วยตัวเองได้ ไม่ว่าจะพยายามขนาดไหน เพราะมันเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือ ยอม ให้พระองค์ดำเนินชีวิตของพระองค์ผ่านทางเรา

พี่น้องที่รัก เมื่อเรายอมจำนน ต่อ เถาองุ่น และสำนึกว่าเราเป็น แขนง นั้น เราจะรู้ได้ว่าแขนงนั้นแท้จริงมีหน้าที่แค่แขวนผลเท่านั้น แต่ผู้ผลิตผลนั้นอยู่ที่เถาองุ่น เราจะออกผลได้ก็ต่อเมื่อเราติดอยู่กับเถา และ ยอมจำนน ให้เถานั้นผลิตผลผ่านทางแขนงอย่างเรา ไว้วางใจในเถาเพราะเราติดอยู่กับเถาองุ่นแท้ทางความเชื่อ เพราะว่าถ้าเพียงแต่ตัดแขนงอย่างเราออกจากเถา แขนงนี้ก็ออกผลไม่ได้เลย

ผมเคยเห็นฝรั่งอยู่ในสระนำ้ และลอยตัวหงายเป็นชั่วโมง โดยไม่เห็นทำอะไร และตัวก็อ้วนมากก็เลยสงสัยว่าเขามีเทคนิคอะไรในการลอยตัวอยู่ได้อย่างนั้นโดยไม่จม ผมก็ลองดู ก็จม ยิ่งดิ้น ยิ่งพยุงตัว ก็ยิ่งจม ผมก็เลยเข้าไปถามเขา เขาว่าเขาทำอย่างไร เขาสอนว่า “ผมไม่ต้องทำอะไร เพียงแต่อยู่นิ่งๆสักพัก และปล่อยตัวตามสบาย” ผมก็เลยมาลองดู แท้จริงแล้วเพียงแต่ เรา “ยอมจำนน” กับน้ำและไม่ต้องดิ้นรน น้ำจะมีหน้าที่ค่อยๆพยุงตัวเราไว้ได้จริงๆ

ชีวิตคริสเตียนก็เหมือนกันครับ ที่พระเยซูคริสต์สอนไว้ในยอห์น 15 ข้างต้นว่า คุณกับผมนั้นดำเนินชีวิตคริสเตียนไม่ได้ดอกครับ เสมือนว่า แขนงนั้นออกผลเองไม่ได้ฉันใด เราก็ออกผลไม่ได้ฉันนั้นถ้าปราศจากพระองค์ เพราะถ้าแยกจากพระองค์แล้ว เราทำสิ่งใดไม่ได้เลย (ยอห์น 15:5)

ลืมคำว่า “เราทำ” เสีย เพราะเราทำไม่ได้ครับ และซาบซึ้งในสิ่งที่ “พระองค์ทำ” และจำนนให้พระองค์ “ดำเนินชีวิต” ของพระองค์ผ่านทางชีวิตของเรา

ผมท่องเสมอไว้ว่า “ พระเยซูคริสต์นั้นสละชีวิตของพระองค์เพื่อผม เพื่อที่จะให้ชีวิตของพระองค์แก่ผม เพื่อที่พระองค์จะมีชีวิตของพระองค์ผ่านทางผม”

น่ีแหละคือ ชีวิตคริสเตียน ที่มีความสุขอย่าบอกใคร

Leave a Reply

16 Comments

  • World love

    Aug 21, 2009

    Reply

    ขอบคุณพระเจ้า

  • Reply

    คุณคงศักดิ์.... เมื่อรับพระคุณ โดยความเชื่อในพระเยซู ดำเนินตามพระวิญญาณ แล้วไง.....ต่อไป คต.ต้องคิดไง? พูดไง? ทำไง? ถึงจะเป็น ลูกพระเจ้าที่ดำเนิน ในความเชื่อจริงๆ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ลูกพระเจ้าที่ดำเนินในความเชื่อจริงๆ ก็ต้องเชื่อจริงๆสิครับว่า พระเยซูนั้นชำระบาปเราทั้งหมดจริงๆ และ ดำเนินชีวิตอยู่บนพระคุณนั้นจริงๆ ทุกวัน ไม่ใช่แค่เชื่อในสมองเท่านั้น (Believe) แต่ศรัทธา (Faith) ในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำเพื่อเราจริงๆครับ หมายความว่า ดำเนินชีวิตทุกวันโดยสำนึกในพระคุณนี้จริงๆ การดำเนินชีวิตในพระคุณไม่ได้หมายความว่า เมื่อมีพระคุณคือพระเยซูชำระบาปสมบูรณ์แล้ว เที่ยววิ่งไปตั้งใจทำบาป เพราะอ้างเหตุผลแห่งพระคุณนี้ นี่คือสิ่งที่คนทั่วไปสับสนและนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อโต้แย้งเสมอ การดำเนินชีวิตในพระคุณหมายความว่า ซาบซึ้งและสำนึกในการดำเนินชีวิตทุกวันว่าพระเยซูชำระบาปทั้งสิ้นทั้งปวงแล้วจริงๆ ตามที่พระวจนะได้กล่าวไว้ และสาเหตุที่พระองค์มาชำระบาปทั้งหมดไว้นั้น ก็เพราะเหตุผล เดียว คือ เราทำไม่ได้ เราไม่เคยทำได้ และไม่มีวันทำได้ อ.เปาโลจึงว่า ข้าพเจ้าน่าสมเพชอะไรเช่นนี้ ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน เราจึงต้องยอมจำนนตัวเรา ต่อ พระคุณของพระองค์ "แต่บัดนี้เราได้พ้นจากธรรมบัญญัติ คือได้ตายจากธรรมบัญญัติที่ได้ผูกมัดเราไว้ เพื่อเราจะได้ไม่ประพฤติตามตัวอักษรในประมวลธรรมบัญญัติเก่า แต่จะดำเนินชีวิตใหม่ตามลักษณะพระวิญญาณ 7ถ้าเช่นนั้นเราจะว่าอย่างไร ว่าธรรมบัญญัติคือบาปหรือ หาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่ว่าถ้ามิใช่เพราะธรรมบัญญัติแล้ว ข้าพเจ้าก็คงไม่รู้จักบาป เพราะว่าถ้าธรรมบัญญัติมิได้ห้ามว่า “อย่าโลภ” ข้าพเจ้าก็คงไม่รู้ว่าอะไรคือความโลภ 8แต่ว่าบาปได้ถือเอาพระบัญญัตินั้นเป็นช่อง ทำให้ตัณหาชั่วทุกอย่างเกิดขึ้นในตัวข้าพเจ้า เพราะว่าถ้าไม่มีธรรมบัญญัติ บาปก็หาดำรงอยู่ไม่ 9เมื่อก่อนข้าพเจ้าดำรงชีวิตอยู่นอกเหนือธรรมบัญญัติ แต่เมื่อมีธรรมบัญญัติขึ้น บาปก็เกิดขึ้น และข้าพเจ้าก็ตาย 10พระบัญญัตินั้นซึ่งมีขึ้นเพื่อการดำรงชีวิต ก็ปรากฏแล้วว่าเป็นเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องตาย 11เพราะว่าบาปได้ถือเอาพระบัญญัตินั้นเป็นช่องทางล่อลวงข้าพเจ้า และประหารข้าพเจ้าให้ตายด้วยพระบัญญัตินั้น 12เหตุฉะนั้นธรรมบัญญัติจึงเป็นสิ่งบริสุทธิ์ และข้อบัญญัติก็บริสุทธิ์ยุติธรรมและดีงาม 13ถ้าเช่นนั้น สิ่งที่ดีกลับทำให้ข้าพเจ้าต้องตายหรือ หามิได้ บาปต่างหาก คือบาปซึ่งอาศัยสิ่งที่ดีนั้นทำให้ข้าพเจ้าต้องตาย เพื่อจะให้ปรากฏว่าบาปนั้นเป็นบาปจริง และโดยอาศัยธรรมบัญญัตินั้น บาปก็ปรากฏว่าชั่วร้ายยิ่งนัก 14เรารู้ว่าธรรมบัญญัตินั้นเป็นมาโดยฝ่ายพระวิญญาณ แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ถูกขายไว้ให้อยู่ใต้บาป 15ข้าพเจ้าไม่เข้าใจการกระทำของข้าพเจ้าเอง เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ทำสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะทำ แต่กลับทำสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชังนั้น 16เหตุฉะนั้นถ้าข้าพเจ้าทำสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะทำ และข้าพเจ้ายอมรับว่าธรรมบัญญัตินั้นดี 17ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมิใช่ผู้กระทำ แต่ว่าบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้ทำ 18ด้วยว่าในตัวข้าพเจ้า คือในตัวของข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำการดีนั้นข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่ 19ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่ 20ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะทำ ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำ แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้กระทำ 21ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่าเป็นกฎธรรมดาอย่างหนึ่ง คือเมื่อใดที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะกระทำความดี ความชั่วก็พร้อมที่จะผุดขึ้น 22เพราะว่าส่วนลึกในใจของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าชื่นชมในธรรมบัญญัติของพระเจ้า 23แต่ข้าพเจ้าเห็นมีกฎอีกอย่างหนึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า ซึ่งต่อสู้กับกฎแห่งจิตใจของข้าพเจ้า และชักนำให้ข้าพเจ้าอยู่ใต้บังคับกฎแห่งบาป ซึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า 24โอย ข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชอะไรเช่นนี้ ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกายนี้ซึ่งเป็นของความตายได้" และเมื่อเรายอมจำนนแล้ว เราจะตายจากธรรมบัญญัติ และเป็นขึ้นมาใหม่ในพระคุณ นี่แหละคือชีวิตคริสเตียนครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์จึงต้องชำระบาปทั้งสิ้นให้ และให้ชีวิตของพระองค์บัพติสมาเราเข้าอยู่ในพระองค์ เป็นชีวิตร่วมกัน เราจึงมีฝ่ายร่างกาย (เนื้อหนัง) ที่ถูกขายไว้ใต้บาปอยู่ร่วมกับ จิตวิญญาณที่มีชีวิตใหม่ร่วมกับพระเยซู ไปพร้อมๆกันเสมอ ชีวิตของเราจึงต้องไม่ดำเนินเองอยู่ มิฉะนั้นเราจะยังไม่ตายจากธรรมบัญญัติ เราต้องให้พระเยซูดำเนินผ่านทางเราทุกวัน ปล่อย จำนน ตัวเรา และยอมให้พระเยซูดำเนินขีวิตคริสเตียนนี้ผ่านทางเรา ลองอธิษฐานแบบนี้สิครับ แล้วมั่นใจในพระองค์ที่อยู่ในเรา ให้พระองค์ดำเนินชีวิตผ่านทางแขนงเช่นเรา ให้เถาองุ่นผลิตผลของเถาผ่านทางแขนงอย่างเรา ที่ได้รับพระกรุณธิคุณอันเหลือล้นที่ได้มาต่อกับเถา

  • Reply

    แต่ผมคิดว่าเป็นพระพรมากเลยครับ ทำให้ผมต้องกลับใจใหม่ตั้งหลายเรื่องและเข้าใจอะไรๆดีขึ้นเยอะเลย ถึงจะเป็นการตอบกระทู้หรือบทความที่ยาวสักหน่อย แต่ก็มีเนื้อหาดีครับเป็นพระพรล้วนๆและก็เป็นพระคุณล้วนๆด้วย อยากจะเข้ามาหนุนใจให้คุณคงศักดิ์ได้ใช้ของประทานที่พระเจ้าให้มา(ผมเชื่อว่าคุณคงศักดิ์มีของประทานที่เป็นถ้อยคำประกอบด้วยสติปัญญาและถ้อยคำอันประกอบด้วยความรู้) เพื่อที่จะเป็นพระพรสำหรับพี่น้องคริสเตียนที่ได้มีโอกาสเข้ามาในบอร์ดนี้ ให้เป็นการเสริมสร้างซึ่งกันและกัน อย่าพึ่งท้อนะครับแม้จะมีพี่น้องบางคนอาจจะไม่เห็นด้วยในบางสิ่งบางอย่าง แต่สรุปโดยรวมแล้วเยี่ยมครับ ผมเชื่อว่าในตอนแรกแม้จะมีบางคนไม่เข้าใจในข้อคิดข้อเขียนของคุณคงศักดิ์และก็ไม่เห็นด้วยนั้นเป็นเพราะเราถูกสอนมาอย่างนั้นจริงๆ แต่ถ้าเราถ่อมใจลงและเปิดใจยอมรับฟังด้วยใจที่ใคร่ครวญโดยมี H.S. ควบคุมเรา ทุกคนก็จะได้รับพระพรครับ ขอพระเจ้าอวยพรครับ (หวังว่าคุณคงศักดิ์คงจำผมได้นะครับ)

  • 007

    Aug 21, 2009

    Reply

    ผมตามอ่านคุณคงศักดิ์มาตลอดครับ ได้ข้อคิดดีมาก ได้คิดอะไรมากมายหลายเรื่องกับเรื่องต่างๆที่ผ่านมา ขอให้กำลังใจครับ ผมคิดว่า คนที่ยอมรับว่าตัวเองผิดพลาด หรือเคยทำผิดพลาด หรือคนที่เคยเชื่อแบบผิดๆ มักจะกลับใจได้ยาก เพราะมันฝังรากลึก ทั้งที่ข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน แต่ให้ผลไม่เหมือนกัน ดังนั้น มันขึ้นอยู่กับเฉพาะตัวบุคคลโดยแท้ครับ ถ้าเราจ้องจะจับผิด มันจับผิดได้ทุกตัวอักษรครับ เขียนสั้นก็ว่า เขียนยาวก็ด่า ทำอะไรก็โดนครับ แต่อย่างน้อยดีกว่าไม่ทำอะไรครับ ให้กำลังใจอีกรอบ ผมอยู่เชียงใหม่เหมือนกัน ถ้ามีโอกาสผมจะแวะไปเยี่ยมนะครับ

  • สรุป

    Aug 21, 2009

    Reply

    -ขอคำอธิบายที่เปาโลพูดถึงบาปทียังอยู่ในตัว 1และบาปยังคงเป็นผู้กระทำในข้อ20. 2แล้วการชำระจากการงานที่สำเร็จแล้วที่มักจะเอ่ยกันหมายถึงอะไรบ้าง 3.ชำระแล้วทำไมบาปจึงยังฝังอยู่ จากที่ท่านเปาโลกล่าว 4.แล้วเปาโลสอนให้คิดว่าอย่างไรในเรื่องนี้ 5.คิดว่าเปาโลเข้าใจอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการงานที่สำเร็จแล้วและชำระบาปหมดสิ้นแล้วที่มักจะเรียกว่าการงานที่เสร็จแล้วบนไม้กางเขน เพราะคำนี้ไม่มีให้เห็นในพระคัมภีร์หรืออาจจะมีแต่ ไม่ได้สังเกตุเห็น คุณครูคงศักดิ์ช่วยตอบทีนะ..อ้อ..ม่ายด๊ายมาจับผิดนะขอบอก...อยากรู้จิงๆอ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ขอบคุณคุณ 007 จากคำตอบที่ 11 ครับ ยินดีครับ ผมอยู่ในเมืองนะ ค้าขายคอมพิวเตอร์อยู่ครับ ถ้าวันหนึ่งมีโอกาสสามัคคีธรรมกันก็ดีครับ มาร่วมเรียนพระคัมภีร์กันก็ได้นะครับ ขอพูดคำเมืองหน่อย ยินดีเน้อครับ ตอบ คุณ สรุป ครับ จาก คต. 10 และ 14 นะครับ แท้จริงบริบทเรื่องนี้เป็นเรื่องของการดำเนินชีวิตโดยมีพระเยซูคริสต์ดำเนินชีวิตผ่านทางเรา จากคำตอบที่ 5 ผมกำลังให้ข้อคิดครับว่าชีวิตคริสเตียนโดยมีความสัมพันธ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่สนุก และ ดีครับ แต่คุณสรุปก็พยายามมาจับจดอยู่กับคำคำเดียว ถ้าให้ผมอธิบาย ผมคิดว่าเหมือนพ่อกับลูกนะ ผมคิดว่า เจ้าโง่ในที่นี้ไม่ใช่เป็นคำด่า หรือ คำประนามว่า ครับ แต่อาจมีความหมายเหมือนคำว่า เจ้าคนเขลา แค่นั้นครับ แต่เป็นเหมือนพ่อตำหนิลูกครับ ถ้าอธิบายอย่างนี้น่าจะทำให้คุณสรุปกระจ่างขึ้นนะครับ ส่วนคต.ที่ 12 ท่ีถามมาหลายข้อ ผมได้ตอบไปก่อนหน้านี้หลายครั้งแล้วครับ ถ้าคุณสรุปพอมีเวลา และอยากรู้จักผมมากขึ้น ขอความกรุณาคุณสรุป ลองไปอ่าน blog ผมที่ web.me.com/graceonly ครับ ลองดูเรื่อง "ความเชื่ออย่างไรทำให้รอดได้" และ "คริสเตียนทำบาปซ้ำ พระคุณจะช่วยได้อย่างไร?" น่าจะตรงกับคำถามครับ ผมคิดว่คุณสรุปคงจะอายุไม่มากเท่าไรโดยดูจากวิธีที่เขียน น่าจะมีเวลามากกว่าผมซึ่งเป็นคนทำงาน อยากให้น้องสรุปลองใช้เวลาหน่อยนะครับ แต่ณ.ที่นี้จะตอบสรุปให้นะครับ ด้วยความรักและให้สมกับความตั้งใจที่น้องสรุปถามมาครับ คำถามมีอยู่ว่า: 1และบาปยังคงเป็นผู้กระทำในข้อ20. 2แล้วการชำระจากการงานที่สำเร็จแล้วที่มักจะเอ่ยกันหมายถึงอะไรบ้าง 3.ชำระแล้วทำไมบาปจึงยังฝังอยู่ จากที่ท่านเปาโลกล่าว 4.แล้วเปาโลสอนให้คิดว่าอย่างไรในเรื่องนี้ 5.คิดว่าเปาโลเข้าใจอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการงานที่สำเร็จแล้วและชำระบาปหมดสิ้นแล้วที่มักจะเรียกว่าการงานที่เสร็จแล้วบนไม้กางเขน เพราะคำนี้ไม่มีให้เห็นในพระคัมภีร์หรืออาจจะมีแต่ ไม่ได้สังเกตุเห็น ตอบ (ค่อยๆอ่านนะครับ ใจเย็นๆ) เมื่อเปาโลพูดถึงร่างกายของท่านถูกขายไว้ใต้บาป และสิ่งที่ท่านไม่อยากทำกลับทำอยู่เรื่อยนั้น ท่านกำลังหมายถึงชีวิตของท่าน ทั้งก่อนและหลังเป็นคริสเตียนครับ คือว่า อย่างไรก็ตามเราจะไม่มีวันหยุดทำบาปได้ตราบใดที่เรายังอยู่ในร่างกายนี้ ท่านกำลังชี้ให้เห็นถึงว่า เราต้องรู้จักตัวเราว่าอ่อนแอสักเพียงใด และสำนึกตัวเราว่า บาปฝังอยู่ในตัวเราเสมอ และเราไม่สมควรที่จะรับสิ่งดีใดใดโดยพิจารณาจากมาตรฐานการดำเนินชีวิตของเรา ส่วนบาปเป็นผู้กระทำ เพราะว่า ตัวท่านเองไม่อยากกระทำบาปเพราะขัดกับพระวิญญาณ แต่บาปที่อยู่ในตัวอีกฝ่ายหนึ่ง หมายความว่า บาปอาศัยธรรมบัญญัติหรือศีลหรือประมวลกฏ เร้าให้กระทำครับ เพราะเราไม่มีวันดำเนินชีวิตด้วยตัวเราเองโดยปราศจากบาป ส่วนที่บาปยังฝังอยู่เพราะเราได้รับมาจากอาดัมครับ เราได้รับความตายซึ่งเป็นผล (ค่าจ้าง) แห่งความบาป ผ่านมาทางอาดัม เราจึงต้องการชีวิตผ่านทางพระเยซูคริสต์ครับ (โรม 5) ดังพระคัมภีร์ตอนอื่นว่าไว้ว่า "ตัณหาชั่วที่ธรรมบัญญัติเร้าให้เกิดขึ้นนั้น ได้ทำให้อวัยวะของเราก่อกรรมชั่วนำไปสู่ความตาย 6แต่บัดนี้เราได้พ้นจากธรรมบัญญัติ คือได้ตายจากธรรมบัญญัติที่ได้ผูกมัดเราไว้ เพื่อเราจะได้ไม่ประพฤติตามตัวอักษรในประมวลธรรมบัญญัติเก่า แต่จะดำเนินชีวิตใหม่ตามลักษณะพระวิญญาณ" “12เหตุฉะนั้น เช่นเดียวกับที่บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆเดียว (คืออาดัม) และความตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป 13ความจริงบาปได้มีอยู่ในโลกแล้วก่อนมีธรรมบัญญัติ แต่ที่ใดไม่มีธรรมบัญญัติก็ไม่ถือว่ามีบาป 14อย่างไรก็ตาม ความตายก็ได้ครอบงำตลอดมา ตั้งแต่อาดัมจนถึงโมเสส แม้คนที่มิได้ทำบาปอย่างเดียวกับการละเมิดของอาดัม” เปาโลยังกล่าวอีกว่า “23เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” และ “ก็ยังรู้ว่าไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมได้ โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ แต่โดยศรัทธาในพระเยซูคริสต์เท่านั้น ถึงเราเองก็มีใจศรัทธาในพระเยซูคริสต์ เพื่อจะได้เป็นคนชอบธรรมโดยศรัทธาในพระคริสต์ ไม่ใช่โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ เพราะว่าโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัตินั้น ไม่มีมนุษย์คนใดเป็นคนชอบธรรมได้เลย” เมื่อเราเข้าใจตัวเราเช่นนี้ได้ และสำนึกเช่นนี้ได้ เมื่อนั้นแหละครับ เราจะรับพระเยซูคริสต์ได้ เมื่อพระองค์เข้ามา พระองค์จะให้ความรอดผ่านทางชีวิตที่เป็นขึ้นจากตายได้ และ ได้ความชอบธรรมของพระเยซู “แต่บัดนี้ได้ปรากฏแล้วว่า ความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้านั้นปรากฏนอกเหนือกฎบัญญัติ ธรรมบัญญัติกับพวกผู้เผยพระวจนะเป็นพยานอยู่ 22คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งทรงประทานโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์แก่ทุกคนที่เชื่อ” และก็กล่าวอีกว่า “ไม่มีความชอบธรรมของข้าพเจ้าเอง ซึ่งได้มาโดยธรรมบัญญัติ แต่มีมาโดยความเชื่อในพระคริสต์ เป็นความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้าซึ่งขึ้นอยู่กับความเชื่อ” และก็อีกหลายข้อซึ่งถ้าเขียนไว้หมดคงจะยากมากครับ เมื่อเราสำนึกได้เช่นนี้ เราจึงจะรับพระเยซูได้ครับ เราจึงจะรับในสิ่งที่พระเยซูทำบนไม้กางเขนเพื่อเรา ครั้งเดียวเท่านั้นเพื่อความผิดบาป และทั้งหมดให้หมดสิ้นไป (ตอบคำถามที่ 5) พระคัมภีร์แทบทุกเล่มที่เป็นจดหมายฝาก มีบันทึกไว้หลายตอนมาก เอามาหมดคงไม่ไหวครับ “พระองค์เสด็จเข้าไปในวิสุทธิสถานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และพระองค์ไม่ได้ทรงนำเลือดแพะและเลือดลูกวัวเข้าไป แต่ทรงนำพระโลหิตของพระองค์เองเข้าไป และทรงสำเร็จการไถ่บาปชั่วนิรันดร์” และ “เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น พระองค์คงจะต้องทรงทนทุกข์ทรมานหลายครั้ง นับตั้งแต่สร้างโลกมา แต่ความจริง พระองค์ทรงปรากฏเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในปลายยุค เพื่อกำจัดบาปให้หมดสิ้นไป โดยการถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา” “แต่เมื่อพระคริสต์ทรงถวายพระองค์เองเป็นเครื่องสัตวบูชาเพราะบาปเพียงครั้งเดียว เป็นเครื่องบูชาที่ลบบาปได้ตลอดไป” “เมื่อพระเยซูทรงรับน้ำส้มองุ่นแล้ว พระองค์ตรัสว่า “สำเร็จแล้ว” และทรงก้มพระเศียรลงสิ้นพระชนม์ “ “แต่เมื่อพระคริสต์ทรงถวายพระองค์เองเป็นเครื่องสัตวบูชาเพราะบาปเพียงครั้งเดียว เป็นเครื่องบูชาที่ลบบาปได้ตลอดไป พระองค์ก็เสด็จประทับเบื้องขวาของพระเจ้า 13เพื่อทรงคอยอยู่จนกระทั่งศัตรูของพระองค์ถูกนำมาเป็นแท่นรองพระบาทของพระองค์ 14โดยการถวายบูชาเพียงครั้งเดียว พระองค์ก็ได้ทรงกระทำให้คนทั้งหลายที่ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์แล้วนั้นถึงความสมบูรณ์เป็นนิตย์” “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย” “ฉะนั้นการพิพากษาลงโทษได้มาถึงคนทั้งปวง เพราะการละเมิดครั้งเดียวฉันใด การกระทำอันชอบธรรมครั้งเดียว ก็นำการปลดปล่อยและชีวิตมาถึงทุกคนฉันนั้น 19เพราะว่าคนเป็นอันมากเป็นคนบาป เพราะคนคนเดียวที่มิได้เชื่อฟังฉันใด คนเป็นอันมากก็เป็นคนชอบธรรม เพราะพระองค์ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น 20เมื่อมีธรรมบัญญัติ ก็ทำให้มีการละเมิดธรรมบัญญัติปรากฏมากขึ้น แต่ที่ใดมีบาปปรากฏมากขึ้น ที่นั้นพระคุณก็จะไพบูลย์ยิ่งขึ้น 21เพื่อว่าบาปได้ครอบงำ ทำให้ถึงซึ่งความตายฉันใด พระคุณก็ครอบงำด้วยความชอบธรรมให้ถึงซึ่งชีวิตนิรันดร์ โดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราฉันนั้น” สุดท้ายครับ “เหตุฉะนั้นการลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลาย ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ 2เพราะว่ากฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์ ได้ทำให้ข้าพเจ้าพ้นจากกฎแห่งบาปและความตาย 3เพราะว่าสิ่งซึ่งธรรมบัญญัติทำไม่ได้ เพราะเนื้อหนังทำให้อ่อนกำลังไปนั้น พระเจ้าได้ทรงกระทำแล้ว โดยพระองค์ทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา ในสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาป และเพื่อไถ่บาป พระบุตรในเนื้อหนังจึงได้ทรงปรับโทษบาป” เมื่อพระคัมภีร์ยืนยันเช่นนี้ สิ่งที่ผมควรจะบอกกับตัวเองก็คือ ผมเชื่อพระคัมภีร์ไหม? เมื่อพระคัมภีร์ว่าพระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ และนำผมถึงความสมบูรณ์เป็นนิตย์ ไม่มีการลงโทษสำหรับผมอีกถ้าผมเชื่อ ผมก็ควรดำเนินชีวิตบนความศรัทธาในสิ่งที่พระคริสต์ทำสำเร็จเช่นนี้ ถ้าไม่เช่นนั้น ผมก็ดำเนินชีวิตอยู่เป็นพยานว่าพระคัมภีร์พูดไม่จริง อย่างนั้นหรือ? ผมเชื่อหมดใจ และดำเนินชีวิตอยู่บนความศรัทธาในพระเยซุคริสต์เป็นพระเจ้า และสิ่งที่พระองค์ทำเพื่อผม (และเพื่อทุกคน) สิ่งที่พระองค์ทำเพื่อผมคือ พระองค์ชำระบาปสิ้น ไม่มีเหลือลงโทษผมอีก เมื่อผมศรัทธาเช่นนี้ ผมก็ดำเนินชีวิตในพระคุณเช่นนี้ครับ และซาบซึ้งทุกวันในพระคุณของพระเจ้าในการดำเนินชีวิตกับพระเยซูทุกวัน เมื่อผมรู้ว่าบาปนั้นหมดฤทธิ์ไปแล้วเพราะไม้กางเขน เมื่อผมรู้ว่าสิ่งที่แยกผมจากพระเจ้าคือบาป และบาปนั้นแยกผมไม่ได้อีกเพราะหมดเหล็กไนไปแล้วเพราะไม้กางเขน ผมยิ่งไม่กลัวมันเลยครับ ชีวิตผมไม่มุ่งไปที่บาป หรือกังวลว่าทำอย่างไรจะพ้นบาป และบริสุทธิ์ เพราะผมรู้ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ทำไม่ได้ ภาษาชาวบ้านว่า “ผมไม่อ่าน” เลยครับ เพราะไม่มีความสำคัญพอในชีวิตผม มันทำอะไรผมไม่ได้ เพราะไม้กางเขนได้จัดการบาปและฤทธิ์อำนาจของบาปคือความตายหมดสิ้นไปแล้ว แต่ผมมุ่งมองไปที่ไม้กางเขน เพราะไม้กางเขนชนะแล้ว และดำเนินชีวิตกับพระเยซูอย่างมีชัยชนะแบบนั้น ผลของพระวิญญาณคือความรัก ความดี การรู้จักบังคับตน จะค่อยๆออกมาผ่านทางพระเยซูครับ เมื่อเรามองถูกที่ เหมือนอย่างที่เปาโลมอง เราจะดำเนินชีวิตในพระคุณได้ครับ

  • Reply

    หม่ม่ม่....ช่างน่าน้อยใจจริงๆที่จำกันไม่ได้ ผมก็เหมือนคุณคงศักดิ์ล่ะครับ ที่คิดว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อหลายชื่อ เราควรมีความจริงใจต่อกันไม่จำเป็นที่จะต้องปิดบัง ซ่อนเร้นหรืออำพราง ที่ผมคิดว่าคุณคงศักดิ์จะจำผมได้ก็เพราะผมเคยมีความคิดเห็นแย้งคุณในกระทู้เรื่อง "นายหูหนวกและนายหูดี"และผมเป็น คต.1ในกระทู้นั้น และคุณก็ยังเอา คต. ของผมไปเป็นตัวอย่างกรณีศึกษาในกระทู้อื่น แต่ผมไม่เคยนึกโกรธหรือรู้สึกหน้าแตกเลย แต่ผมกลับอึ้ง นิ่งเงียบ ค่อยๆเรียนรู้และศึกษาตามไปเรื่อยๆ ผลก็คือทำให้ผมเห็นผ้าคลุมหน้าที่ปิดบังผมมานาน 17 ปีและตอนนี้มันได้ถูกเปิดออกและสลัดทิ้งไปแล้วครับ ผมอยากเป็นพยานเรื่องของผมอย่างหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดขึ้น พระองค์ทรงอนุญาตให้ผมตกลงไปในหลุมบ่อแห่งความกลัวและวิตกกังวล คือผมไม่สบายไปหาหมอและหมอบอกว่าผมเป็นโรคที่หมอแผนปัจจุบันรักษาไม่หายได้แต่พยุงอาการ และมันสามารถขยายผลไปเป็นโรคร้ายแรงอย่างอื่นได้ ทำให้ผมมีความรู้สึกกลัวมากและวิตกกังวล จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ผมพยายามที่จะดิ้นรนด้วยตัวเองเพื่อที่จะปีนขึ้นมาจากหลุม แต่ผมกลับตกลงไปลึกมากยิ่งกว่าเดิม และผมก็ไม่รู้ว่าผมจะต้องตกอยู่ในสภาพนี้ไปอีกนานเท่าไร แต่ขอบคุณพระเจ้าที่มีอยู่มาวันหนึ่งผมได้มีโอกาสเข้าไปอ่านบทความที่คุณคงศักดิ์ได้หนุนใจไว้ สรุปประเด็นตรงจุดที่ว่าให้เรายอมจำนนกับพระเจ้าทุกอย่าง เชื่อและวางใจในสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อเรา โอ้โฮ....ผมมีความรู้สึกว่าผมถูกพระเยซูอุ้มผมขึ้นมาจากบ่อทันที แม้นพระองค์จะยังไม่รักษาโรคให้ผมหรือผมก็ยังป่วยอยู่ แต่พระองค์ก็ให้ผมสามารถที่จะอยู่กับมันได้อย่างสันติสุข ผมยอมให้เอกสิทธิ์กับพระองค์ในการรักษาโรค เพราะผมเชื่อว่าพระองค์ทรงรู้ดีว่าผมควรจะหายจากโรคนี้หรือไม่ อย่างไร เมื่อไหร่ และผมก็เชื่อว่าการทดลองที่พระองค์ทรงอนุญาตให้เกิดขึ้นกับผมนั้นก็เพราะพระองค์ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตผมใหม่ ให้ผมได้รับการทรงสร้างใหม่มีวิถีการดำเนินชีวิตใหม่ ผมสัมผัสถึงพระพรอย่างมากในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระองค์ทรงรู้ดีว่าจะต้องใช้วิธีการใดสำหรับผมเพื่อที่จะให้ผมยอมจำนนกับพระองค์จริงๆ เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่เราไม่เคยเรียนรู้แต่มันเป็นความรู้ที่สมองเท่านั้นเองครับ เพราะเรายอมจำนนแต่ปาก เรายอมจำนนจากเนื้อเพลงที่เราร้อง แต่มันไม่ได้หยั่งรากลึกลงไปในจิตวิญญาณ และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าสอนผมจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมอยากจะหนุนใจคุณคงศักดิ์อีกครั้งว่า ขอให้คุณคงศักดิ์ยืนหยัดในการรับใช้พระเจ้าทางด้านนี้ต่อไปเพื่อเห็นแก่คนของพระเจ้า พี่น้องบางคนอาจจะต้องใช้เวลา อาจจะต้องเหน็ดเหนื่อยสักหน่อย บ้างอาจจะต้องใช้ความอดทน แต่ถึงที่สุดแล้วเชื่อว่าจะเป็นพระพรสำหรับทุกคน ขอให้เรารักซึ่งกันและกันเพื่อคนทั้งหลายจะรู้ว่าเราเป็นสาวกของพระองค์ อย่าด่วนสะลัดผงคลีดินออกจากบอร์ดนี้ไปเสียหล่ะ ผมจะอธิษฐานเผื่อครับ ขอพระเจ้าอวยพรครับ ปล. ถ้าผมได้มีโอกาสขึ้นไปเชียงใหม่เราคงได้พบกัน แต่ถ้าคุณมีโอกาสลงมา กทม. ผมยินดีต้อนรับครับ

  • สรุป

    Aug 21, 2009

    Reply

    คต7..ที่คุณว่าคุณถูกสอนมาอย่างนั้นจริงๆ น่าสนใจมาก..ถูกสอนมาอย่างไร...แล้วคุณคงศักดิ์สอนทำไมแตกต่าง แล้วทำไมต้องเปิดใจถ่อมใจใคร่ครวญจึงจะมีhs.ควบคุมเราจึงเข้าใจคุณคงศักดิ์ แล้วปกติคริสเตียนทุกคนก็มีHS.อยู่แล้วนี่นา...ที่อื่นสอนไม่มีHSควบคุมใช่ป้ะ ที่อื่นสอนแล้วพระพรน้อยเหรอ.... แล้วพระคัมภีร์ทั้งเล่มก็ไม่ได้มีแต่พระคุณล้วนๆ มีเรื่องอื่นที่ควรรู้ด้วย และมีเรื่องที่ว่าอย่าสักแต่พระคุณด้วย.จริงมั้ยจ๊ะ..

  • Reply

    1. ผมถูกสอนมาอย่างไร แล้วคุณคงศักดิ์สอนทำไมแตกต่าง ผมถูกสอนให้ดำเนินชีวิตภายใต้ธรรมบัญญัติ อาทิเช่น กฏแห่งบาป กฏแห่งวันสปาโต กฏแห่งทศางค์ ฯลฯเป็นต้น กฏแห่งบาปก็คือเมื่อคุณทำบาปคุณก็จะต้องตาย เราจึงดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความกลัวบาปเพราะกลัวว่าจะต้องตาย ไม่ใช่ไม่ทำบาปเพราะเราดำเนินชีวิตตาม HS. เราต้องสารภาพบาปทุกคืนก่อนนอนเพราะไม่รู้ว่าวันหนึ่งๆเราทำบาปอะไรไปบ้าง ขาดความชื่นชมยินดีใน HS. ขาดเสรีภาพเพราะต้องดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา เราพยายามทำด้วยตัวเราเองอยู่ตลอดเวลา จนเราลืมไปว่าการกระทำไม่สามารถนำเราไปสู่ความรอดได้ฉันใด การกระทำก็ไม่สามารถทำให้เราสูญเสียความรอดไปได้ฉันนั้น นอกจากว่าเราไม่ได้รับความรอดตั้งแต่แรกแล้ว โดยพระคุณเพราะความเชื่อครับคือคำตอบเดียว (อฟ. 2 : 8-9) กฏแห่งวันสปาโต ก็คือคุณต้องรักษาวันสปาโต คุณต้องรักษาระบบระเบียบ วินัย บริบทของโบสถ์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่เรามักเอามาใช้กันอย่างไม่ถูกต้อง เราต้องรักษาสิ่งเหล่านี้เพราะเราเป็นผู้นำ เราต้องเป็นแบบอย่างที่ดีเพื่อให้พระเจ้าพอพระทัยและดูดีในสายตาของคนรอบข้าง เรายอมทะเลาะกับภรรยาเพราะเธอกำลังทำให้เราไปโบสถ์สาย เรายอมทิ้งภรรยาและลูกๆให้มาโบสถ์ตามลำพังเพราะไม่อย่างนั้นเราจะมาโบสถ์ไม่ทัน เรายอมสูญเสียความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเพื่อที่จะรักษาวันสปาโต กฏแห่งทศางค์ ก็คือว่าเราจะต้องถวายสิบลดด้วยความสัตย์ซื่อ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะไม่สามารถอวยพรเราได้ เพราะเราฉ้อโกงพระเจ้า เรากลัวว่าพระเจ้าจะไม่ขนาบตัวทำลาย ถ้าอย่างนั้นมันก็คงจะไม่คุ้มแน่สู้เราถวายสิบลดดีกว่า แล้วเราก็เอาสิ่งที่เราทำ เงินที่เราถวายเป็นตัวตั้งเป็นโจทย์หวังว่าจะได้รับคำตอบอย่างที่ผู้นำหรือ ศบ.หนุนใจเรา เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็มีความรู้สึกว่าถูกหลอก เกิดความสงสัยดีไม่ดีเลิกเชื่อไปเลยก็มี ธรรมบัญญัตินั้นดีครับแต่เราต้องรู้จักใช้ให้เป็น พระเยซูบอกว่าพระองค์ไม่ได้มาเลิกร้างธรรมบัญญัติแต่พระองค์มาทำให้สมบูรณ์ต่างหาก ถ้าเราพยายามที่จะรักษาธรรมบัญญัติด้วยตัวของเราเอง (ซึ่งไม่มีวันเป็นไปได้)ก็ทำกับเราทำให้พระคุณของพระเจ้าในตัวเราด้อยค่าลงไปทันที 2. ทำไมต้องถ่อมใจ และเปิดใจยอมรับฟัง เพราะเป็นคุณลักษณะของพระเยซูที่เป็นแบบอย่างให้กับสาวก การที่เราไม่คิดเห็นว่าตัวเราดีกว่าคนอื่นก็เป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาที่จะเข้าใจ และถ้าเราเปิดใจยอมรับฟังด้วยท่าทีที่หิวกระหายเหมือนหญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำเมื่อพบพระเยซูก็ยิ่งทำให้เกิดการทะลุทะลวงมากขึ้น พระพรก็จะหลั่งไหลเข้ามาอย่างท้วมท้น 3. โดยมี HS.ควบคุมเรา เราต้องให้ HS.ควบคุมเราในการเรียนรู้และศึกษา เพื่อที่เราจะสามารถแยกแยะความถูกต้องหรือผิดเพี้ยนได้ ถ้าคุณคงศักดิ์สอนผิดเพี้ยนเราก็จะรู้ได้โดย HS. ความจริงผมไม่ถือว่าคุณคงศักดิ์เป็นผู้สอนผม แต่ผมถือว่าคุณคงศักดิ์เป็นเพียงภาชนะเป็นเพียงปากกาด้ามหนึ่งที่ HS. ใช้ในการเขียนเพื่อที่จะสอนผม (ยน.14 : 26) และผมก็เชื่อว่าคุณคงศักดิ์ก็คิดเหมือนอย่างที่ผมคิด ใช่ครับเรามี HS.อยู่กับเรา ถ้าเรายอมให้ HS. ทรงนำเราในการดำเนินชีวิตอยู่ตลอดเวลาปํญหามันก็จะไม่เกิดหรอกครับ เราก็จะมีผลของ HS. ออกมาให้คนอื่นได้เห็น ใช่ครับพระคัมภีร์มีหลายเรื่องที่เราควรเรียนรู้ แต่ทุกเรื่องก็อยู่บนพื้นฐานแห่งพระคุณครับ เราไม่ควรสักแต่รับพระคุณก็จริงอยู่ แต่ถ้าผมไม่ให้คุณค่าของพระคุณพระเจ้าอย่างที่ควรจะเป็น ชีวิตผมก็จะเป็นเหมือนเกลือที่หมดรสเค็มไปเลยครับ คุณสรุปอาจจะมีคำถามตามมาอีกตั้งหลายอย่าง ซึ่งผมอาจจะตอบให้จุใจไม่ได้ ถ้าคุณอยากจะรู้ว่าคุณคงศักดิ์สอนอย่างไร ผมอยากจะแนะนำให้เข้าไปศึกษาเรียนรู้ใน blog ของคุณคงศักดิ์หรือติดตามการตอบกระทู้ของเขาในบอร์ดนี้ก็แล้วแต่สะดวก และอยากจะให้อยู่ในเงื่อนไขที่ผมเสนอมาน่ะครับ พระพรกำลังรอคุณอยู่ ขอพระเจ้าอวยพรครับ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ส่วนมากแล้วเมื่อผมกล่าวว่า “ธรรมบัญญัตินั้นไม่เคยหมายให้เป็นของเราซึ่งเป็นคนต่างชาติ แต่หมายให้กับยิวเป็นพันธสัญญาแรกที่ประพรมด้วยเลือด และเราที่เป็นต่างชาติได้ตายจากธรรมบัญญัติแล้ว คือไม่ได้ดำเนินชีวิตโดยธรรมบัญญัติ แต่โดยพระคุณ” นั้น ผมมักจะใช้พระคัมภีร์ใหม่หลายข้อซึ่งจดหมายฝากส่วนใหญ่รวมทั้งหนังสือฮิบรู มักจะมีคนแย้งว่าไม่จริงและกล่าวว่าเรายังต้องดำเนินชีวิตตามธรรมบัญญัติอยู่ โดยส่วนมากร้อยทั้งร้อยจะใช้ข้อพระคัมภีร์ข้อนี้ครับ มัทธิว 5:17 “อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ (ซึ่งคุณคริสเตียนโพสท์มาในคต.ที่ 19 โดยที่ไม่ได้มีเจตนาที่ว่าดังกล่าว เพียงแต่ทำให้ผมคิดถึงเท่านั้น) โดยภาษาอังกฤษจาก King James Version ว่าอย่างนี้ครับ not that I am come to destroy the law, or the prophets: I am not come to destroy, but to fulfil. โดยเมื่ออ่านเผินๆจะเข้าใจว่า พระเยซูมาทำให้สมบูรณ์จึงยังใช้กับเราอยู่ เพราะสมบูรณ์อยู่ทุกประการ จึงต้องดำเนินชีวิตตามนั้นทุกประการ ไม่ใช่ครับคือว่าข้อนี้ในภาษาไทยมีปัญหาเรื่องการแปลอยู่ครับ ผมขอใช้เวลานิดหนึ่งพิสูจน์ให้เห็นนะครับ :-) ปัญหาของการแปลที่ว่าอยู่ตรงนี้ครับ ข้อนี้ภาษาไทยแปลไม่ถูกครับ ถ้าเราดูคำว่า fulfill ในข้อนี้ ภาษากรีกใช้ play-roo ครับ ในมัทธิวนี้แปลว่า “สมบูรณ์” ซึ่งไม่ถูกต้องครับ ไม่ถูกยังไง ผมอยากพอมาดู ลูกา 24:44 ซึ่งเป็นถ้อยคำของพระเยซูเหมือนกันว่า พระองค์ตรัสกับเขาว่า “นี่เป็นถ้อยคำของเรา ซึ่งเราได้บอกไว้แก่ท่านทั้งหลาย เมื่อเรายังอยู่กับท่านว่า บรรดาคำที่เขียนไว้ในหมวดธรรมบัญญัติของโมเสส และในหมวดผู้เผยพระวจนะและในหมวดสดุดีกล่าวถึงเรานั้น จำเป็นจะต้องสำเร็จ” (ลูกา 24:44) 44 And he said unto them, These are the words which I spake unto you, while I was yet with you, that all things must be fulfilled, which were written in the law of Moses, and in the prophets, and in the psalms, concerning me. ข้อนี้ใช้คำว่า fulfill เหมือนกันครับ และภาษากรีกก็ใช้ตัวเดียวกัน แต่ภาษาไทยแปลว่า “สำเร็จ” ซึ่งถูกต้องครับ ตามคำว่า "fulfill" คือการเติมให้เต็ม ทำให้บางอย่างสำเร็จลุล่วง เช่นเราบอกว่า You fulfill my life แปลว่า คุณเติมเต็มชีวิตฉัน นี่คือปัญหาของภาษานิดหน่อยซึ่งทำให้เราสับสนได้ครับ แท้จริงแล้วมัทธิว 5:17 ควรจะแปลว่า อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้ “สำเร็จ” ทุกประการ เพราะทั้งสองข้อทั้ง มัทธิว 5:17 และ ลูกา 24:44 นั้นใช้คำเดียวกันคือ fulfill หรือ play-roo เหมือนกันทั้งสองข้อ แต่ภาษาไทยกลับแปลสองข้อนี้ต่างกันครับโดยไม่มีเหตุผล การแปล มัทธิว 5:17 จึงควรเทียบบริบทความหมายโยงกับ ลูกา 24:44 ได้เลยครับ เพราะพระเยซูกำลังพูดเรื่องเดียวกัน โดยกำลังอธิบายว่า พระองค์มิได้มาเลิกล้างธรรมบัญญัติ ทำไมไม่ได้มาเลิกล้าง? เพราะธรรมบัญญัติด้วยตัวเองนั้นเป็นสิ่งดีงามครับ อย่างที่เปาโลว่าสอดคล้องกัน แต่พระองค์มาทำให้ สำเร็จ ทุกประการ สำเร็จอย่างไร สำเร็จ (fulfill) ก็เพราะว่า สิ่งที่ธรรมบัญญัติต้องมีเสมอก็คือการลงโทษ คือต้อง (fill the law) และพระองค์รับการลงโทษนั้น กฏหมายธรรมบัญญัติก็จึง “สำเร็จโทษ” คือ (fill the law in full) คือจ่ายค่าโทษของธรรมบัญญัติด้วยราคาเต็มจนเสร็จสิ้นครับ จึงไม่มีเหลือที่จะต้องใช้อีกในชีวิตของเรา คือพระองค์ เติมเต็ม ธรรมบัญญัติ ให้สำเร็จไปแล้ว จึงไม่มีการลงโทษจากธรรมบัญญัติอีก พระธรรมฮิบรูก็ว่าเมื่อไม่มีการลงโทษ ธรรมบัญญัติก็หมดฤทธิ์ และไร้ประโยชน์ไป (ฮิบรู 7) เปาโลจึงว่า เราจึงต้องตายจากธรรมบัญญัติ และมีชีวิตใหม่ตามพระวิญญาณ ครับ คือไม่ได้ดำเนินชีวิตตามธรรมบัญญัติ หรือกฏหมายของศาสนายิว แต่ดำเนินชีวิตใหม่ตามพระวิญญาณ คือตามพระเยซูคริสต์ครับ ผมมิได้มาโอ้อวดสิ่งใด เพียงแค่วันนี้อ่านพระคัมภีร์เจอ ลูกา 24:44 และนึกถึงคำพูดของคุณคริสเตียน เลยมากล่าวไว้ เล่าสู่กันฟังครับ

  • Reply

    ขอบคุณครับสำหรับคำชม แสดงว่าผมเป็นนักเรียนที่สอบผ่าน แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ยังไม่ละเอียดพอ สำหรับการใช้ข้อพระคัมภีร์ มธ.5:17 ผมก็มีความคิดเห็นในทำนองเดียวกันกับคุณคงศักดิ์ แต่อาจจะใช้ถ้อยคำที่ไม่ดีพอหรือไม่เนียนพอ ซึ่งคุณคงศักดิ์ได้เจาะลงไปถึงแก่นถึงกระพี้ ทำให้เกิดความกระจ่างเรียกว่าหมดเปลือก ขอขอบคุณอีกครั้งครับ ขอพระเจ้าอวยพรครับ

  • ลูกา14

    Aug 21, 2009

    Reply

    ช่วยกรุณาอธิบายเรื่องความเสียสละในการเป็นศิษย์ ในลูกา14--ข้อ25-33 ให้เข้าใจตามบริบทและความหมายให้ทีได้ไหมครับ คุณคงศักดิ์...ครับ..

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ลูกา 14:25-33 คุณ ลูกาเปิดพระคัมภีร์ตามนะครับ ผมไม่รู้ทำไมคน “เพิ่ม” หัวข้อนี้ในพระคัมภีร์ไทยจึง เขียนว่า ความเสียสละในการเป็นศิษย์ ควรจะแปลว่า ต้นทุนในการเป็นศิษย์มากกว่าครับ การมาหาพระเยซูคริสต์ และรับพระองค์นั้น ต้องเข้าใจว่ามาแค่ครึ่งค่อนใจไม่ได้ คือ ไม่ใช่เชื่อด้วยครึ่งเดียว และอีกครึ่งหนึ่งยังเชื่อสิ่งเก่า ต้องเชื่อทั้งหมดใจ เชื่อกลับใจ การเชื่อแบบกลับใจ มีต้นทุนครับ 25-26 มีคนเป็นอันมากมาหาพระองค์ แต่พระองค์เห็นว่า จำนวนคนนั้นไม่ได้มีความหมายอะไร เพราะคนเหล่านี้มาหาการอัศจรรย์ที่พระองค์ทำบ้าง กิตติศัพท์ที่ได้ยินมาบ้าง หรือ ได้รับสิ่งที่พระองค์ให้บ้าง เช่นอาหาร เป็นต้น พระองค์จึงสอนเขาให้รู้ว่า การมารับพระองค์นั้น ไม่ใช่แค่มาหา “สิ่งอื่นเหล่านั้น” แต่ให้มารับพระองค์ ซึ่งยากกว่า และต้องกลับใจทั้งหมดจริงๆ ไม่ใช่แค่เห็นการอัศจรรย์เท่านั้น (เหมือนปัจจุบันเลย) พระองค์สอนว่า การมารับพระองค์นั้น พระเยซูต้องเป็นใหญ่เป็นเอกในใจ เหนือกว่าทุกสิ่งในชีวิตของเขา แม้กระทั่งครอบครัวฝ่ายร่างกาย อาจมีคนในครอบครัวไม่เห็นด้วย แต่นี่คือ ต้นทุน ของผู้เชื่อครับ 27 การแบกกางเขนตามพระองค์ไป คือพร้อมจะให้พระองค์เป็นใหญ่เสมอ ติดตามพระองค์ทั้งหมด ทั้งหัวใจ คือให้พระองค์เป็นใหญ่ นี่คือต้นทุนที่สูง เพราะต้องทิ้งตัวเอง จำนนกับตัวเอง และตามพระองค์ไป 28-30 เปรียบเทียบต้นทุนนี้ได้กับ การก่อสร้างตึก ต้องมองให้ไกลเพื่อจะรู้ว่า มันต้องใช้ ต้นทุน เท่าไร ไม่เช่นนั้นจะสร้างได้แค่ครึ่งเดียว และ ตังค์หมดก่อน คนอื่นจะหัวเราะ ความเชื่อก็เช่นเดียวกัน ต้องเชื่อให้สุดใจ ให้หมดใจ อย่ามาแค่ครึ่งใจ อย่าคิดว่ารู้แค่นิดหนึ่งก็เชื่อได้ เพราะอาจเชื่อผิด จงทำความเข้าใจทั้งหมดว่า การมาหาพระองค์ต้องไปทั้งหมดตัวและใจครับ คือต้องกลับใจ และวิธีคิดใหม่ทั้งหมด ออกจากศาสนา 31-32 เปรียบเทียกับ การรบก็เหมือนกัน ต้องคำนวณดู ต้นทุน ของตัวเองว่ามีทหารพอจะรบกับชาวบ้านเขาหรือไม่ ซึ่งก็เป็นการเปรียบเทียบเหมือนข้อ 28-30 33 เพราะฉะนั้นแหละ คนที่ไม่ได้คำนวณต้นทุนดี ไม่ได้รู้ว่าจะต้องใช้ “ทั้งหมด” ในการตามพระเยซู ไม่จำนนกับตัวเอง และคิดว่าทำได้ จะไม่สามารถมาถึงพระเยซูได้ครับ renounce all that he has ไมได้แปลว่าต้องไปเสียสละขายทุกอย่าง หรือ ต้องไปกระทำบางอย่าง เช่นกระทำดี แต่หมายถึงการ ละทิ้งตัวเอง ครับ ถ้าละทิ้งตัวเองได้ ปฏิเสธตัวเองได้ ก็ให้พระเยซูเป็นใหญ่ได้ พระองค์กำลังสอนพวกยิวที่ยังอยู่ในบริบทพันธสัญญาเดิม ว่า การเดินตามหา การอัศจรรย์ก็ดี ธรรมบัญญัติก็ดี ศาสนายิวก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นของเก่า พระองค์ต่างหาก เป็นของใหม่ เป็นคำตอบของเขา การอัศจรรย์ของพระองค์ ไม่ได้มีค่ากว่าตัวของพระองค์ เพราะ ตัวพระองค์เอง คือ การอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ นี่คือเหตุที่หลายครั้งเราเห็นว่าพระเยซูก็หลบคนหมู่มากไปเสีย เพราะพวกเขาไมได้มาหาพระองค์จริงๆ แต่มาเพราะกินอิ่ม เพราะเห็นสิ่งอัศจรรย์ แต่ไม่ได้มาหาพระองค์ ผู้เป็นพระเจ้านั้น เพราะองค์จึงสอนให้เขาเห็นว่า มาแค่ภายนอก ไม่ได้อะไร ต้องมาทั้งหมดใจ มามีชีวิตตามพระองค์ เอาไปเทศนาได้เลยนะนี่ น่าสนใจแฮะ

  • Compare Price

    Jul 21, 2017

    Reply

    Compare Price http://kegb8.talebearer.co/Read Review

  • 18650

    Jul 31, 2017

    Reply

    18650 Hi Good i added the category temporerly and that I could include the event later.Do you've any indisputable fact that in copyscape it demonstrating the signal at Comments' bottom.