Wisdom of Life

ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี แล้วไงอ่ะ?

ผมเพิ่งไปสัมมนาที่จังหวัดกระบี่กับเพื่อนในแวดวงการทำการค้าและธุรกิจด้วยกัน คนเหล่านี้เป็นคนเก่ง และฉลาด มีทั้งวัยวุฒิ และคุณวุฒิ เพียบพร้อมทั้งทรัพย์สินเงินทอง และหน้าที่ตำแหน่ง และมีความม่ันคงในโลกนี้พอสมควรทีเดียว

มีอยู่คืนหนึ่งซึ่งเป็นคืนแรกบังเอิญได้พบปะสังสรรกันที่ริมชายหาด และได้มีโอกาสพูดคุยกันถึง คำว่า “สมรรถนะ” (performance) หรือความสามารถนั่นเอง เราคุยกันถึงความสามารถในการทำงาน เพื่อ ประสบความสำเร็จ และท้ายสุดมีคนกล่าวไปถึง ความสามารถในการทำดี มีศีลธรรม (morality) โดยทุกคนบอกว่า “ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี”

นี่คือคำกล่าวที่ผมได้ยินมาเป็นพันครั้ง พระวิญญาณบริสุทธิ์กระตุ้นผมทันทีโดยผมไม่ทันรู้ตัวว่าผมเป็นคริสเตียนคนเดียวท่ามกลางคนเหล่านี้ซึ่งมี สมรรถนะเก่งกว่าผมมาก และมีอายุมากกว่าแทบทุกคน

ผมจึงโพล่งไปว่า “พี่ครับ ลองคิดดูนะ ถ้าทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี ทำไมเราทั้งหมดนี้ยังเป็นคนดีไม่ได้ครับ?”

โอ้โห อึ้งกิมกี่ ไม่มีใครตอบเลย

มีบางคนรู้ภูมิหลังผมเล็กน้อยว่าผมเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ จึงกล่าวว่า “แล้วศาสนาคริสต์ ที่ว่าดีน่ะ ทำไมจึงช่วยสอนให้คนเป็นคนดีไม่ได้ล่ะ”

ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี

ทำไมเรายังไม่เป็นคนดี

เพราะศาสนา (รวมถึงศาสนาคริสต์) ทำให้เราเป็นคนดีไม่ได้ เพราะมนุษย์เปลี่ยนจากภายนอกไม่ได้

แต่พระเยซูคริสต์ไม่ใช่ศาสนา และ ไม่ใช่ศาสดา

พระเจ้าให้โอกาสผม 5 นาทีสาธยายพระกิตติคุณสมบูรณ์ออกไป สิ่งที่พรั่งพรูออกไปนั้น แม้กระทั่งผมเองก็ยังงงๆ อยู่ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร สายตาสิบกว่าคู่ ทุกคู่จ้องมองผมไม่กระพริบ เมล็ดพืชแห่งพระกิตตคุณของพระเยซูคริสต์นั้น ฝัง ลงไปในชีวิตเหล่านั้น รอวันเบ่งบาน เติบใหญ่ ตามแต่พระองค์จะกรุณา

เพื่อนๆครับ

คำถามคือ

ถ้าทุกศาสนา (รวมถึงศาสนาคริสต์) สอนเราให้เป็นคนดีได้

ทำไมเรายังเป็นคนดีทั้งหมดไม่ได้

คำตอบคือ:

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ศาสนา แต่อยู่ที่เรา โดยบาปของเรานั้นใช้ช่องแห่งบัญญัติในศาสนาชี้ให้เห็นว่าผิด เราละเมิดบัญญัติสิบประการ ก็เหมือน เขาละเมิดศีลห้า บาปที่เราทำนั้นใช้ศีล และใช้บัญญัติชี้ให้เห็นว่าผิด และตัดสินว่าเราละเมิด บาปใช้ช่องแห่งบัญญัตินั้นลงโทษเรา (โรม 7)

ฉะนั้น ศีลก็ดีงาม และธรรมบัญญัติก็ดีงาม ปัญหาอยู่ที่เรา แต่สิ่งที่ดีงามนั้นกลับทำให้เราต้องตายหรือ ไม่ใช่หรอก บาปต่างหากอาศัยสิ่งดีงามนี้ทำให้เราต้องตาย และประหารเรา (โรม 7)

ถ้าเราบังเอิญตกลงไปในบ่อ และมีคนพยายาม “บอกวิธี” แก่เรา บอก “ขั้นตอน” ที่จะรอดขึ้นมาจากบ่อแห่งความตายนั้น อาจมี 5 วิธี หรือต้องประพฤติ 10 อย่าง คงไม่มีใครทำได้

บาปอาศัยสิ่งดีงามนี้ ไม่ว่าจะเป็นธรรมบัญญัติ หรือ ศีล 127 ข้อนี้ประหารเรา และสิ่งดีงามนี้ก็หาได้ช่วยเราให้พ้นจากบ่อแห่งความตายนี้ได้ไม่

พระเยซูคริสต์มิได้มาสอนวิธีขึ้นจากบ่อ แต่พระเยซูคริสต์ทรงลงไปในบ่อ และ ยกเราขึ้นมาครับ

พระเยซูคริสต์ไม่ได้มาสอนให้คนเป็นคนดี เพราะพระองค์รู้จักเราดีว่าเรานั้นไม่มีความดีเลย  เพราะพระองค์รู้จักมนุษย์ (ยอห์น 2:23-25) เราสนใจแต่เรื่องเราจะรู้จักพระเจ้าได้อย่างไร แต่ไม่ค่อยสนใจว่าพระเจ้ารู้จักเรา

พระองค์มิได้ต้องการมาเป็นศาสดาของศาสนาคริสต์ โดย พระเยซูไม่ได้มาสอนให้เราเป็นคนดี โดยทิ้งพระคัมภีร์ไว้ให้เราเป็นคู่มือ

พระคริสต์มิได้มาชี้ทาง แต่ทรงเป็นทางนั้น

พระคริสต์มิได้มาบอกความจริง แต่ทรงเป็นความจริงนั้น

พระคริสต์มิได้สอนให้เราดำเนินชีวิตใหม่ แต่ทรงเป็นชีวิตใหม่นั้นให้เรา (ยอห์น 14:6)

มนุษย์นั้นแบกภาระหนัก และเหนื่อยล้าทุกคนครับ ทุกคนพยายามที่จะได้ไปถึงสิ่งที่ศาสนาของตัวเองกำหนดที่หมายไว้ คือ เป็นคนดี แต่เมื่อพบว่าทำไม่ได้ เขากลับยิ่งพยายาม ยิ่งเหนื่อยล้า แบกภาระหนักอึ้งแห่งความชอบธรรมด้วยตัวเอง แต่กลับแบกไว้ไม่ไหว พระเยซูมิได้สอนว่า เราจะสอนเจ้าแบกภาระ หรือเราจะชี้ทางให้ไม่ต้องเหนื่อยล้า แต่พระองค์สอนเรา ว่า ให้เรียนจากพระองค์ ให้ดูพระองค์ แล้วท่านจะได้พัก เพราะว่าแอกของพระองค์ก็พอเหมาะ และภาระของพระองค์ก็เบา พระองค์ รับภาระ และ แบกภาระทั้งหมดไว้แทนเรา (มัทธิว 11:28-30)

เมื่อเราตายแล้วเพราะบาปของเรา โดยที่บาปอาศัยกฏแห่งศาสนานั้นประหารเราให้ตายเพราะบาปนั้น

เมื่อเรา “ตาย” พระองค์จึงต้องมาเพื่อจะให้ “ชีวิต” แก่เรา พระองค์จึงว่า

ยอห์น 14:6

เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็น “ชีวิต”

ใครที่กระหายเชิญมาดื่ม

ยอห์น 5:21:

เพราะพระบิดาทรงทำให้คนที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมามี “ชีวิต” ฉันใด   ถ้าพระบุตรปรารถนาจะกระทำให้ผู้ใดมี “ชีวิต” ก็จะกระทำเหมือนกันฉันนั้น

ยอห์น 1:4:

พระองค์ทรงเป็นแหล่ง “ชีวิต”  และ “ชีวิต” นั้นเป็นความสว่างของมนุษย์

ยอห์น 3:36:

ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ม “ชีวิต” นิรันดร์   ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระบุตรก็จะไม่ได้เห็น “ชีวิต”

ยอห์น 4:11:

นางทูลพระองค์ว่า   “ท่านเจ้าคะ   ท่านไม่มีถังตัก   และบ่อนี้ก็ลึก   ท่านจะได้น้ำธำรง “ชีวิต” นั้นมาจากไหน

ยอห์น 5:24:

เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา   ผู้นั้นก็มี “ชีวิต” นิรันดร์   และไม่ถูกพิพากษา   แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ “ชีวิต” แล้ว

ยอห์น 5:25:

“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   เวลาที่กำหนดนั้นใกล้จะถึงแล้ว   และบัดนี้ก็ถึงแล้ว   คือเมื่อผู้ที่ตายแล้วจะได้ยินพระสุรเสียงแห่งพระบุตรของพระเจ้า   และบรรดาผู้ที่ได้ยินจะมี “ชีวิต”

ยอห์น 5:39-40:

ท่านทั้งหลายค้นดูในพระคัมภีร์   เพราะท่านคิดว่าในนั้นมี “ชีวิต” นิรันดร์   และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานให้แก่เรา แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ “ชีวิต”

ยอห์น 6:33:

เพราะว่าอาหารของพระเจ้านั้น   คือท่านที่ลงมาจากสวรรค์   และประทาน “ชีวิต” ให้แก่โลก

ยอห์น 6:35:

พระเยซูตรัสกับเขาว่า   เราเป็นอาหารแห่ง “ชีวิต”  ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว   และผู้ที่วางใจในเรา   จะไม่กระหายอีกเลย

ยอห์น 6:51:

เราเป็นอาหารที่ธำรง “ชีวิต”  ซึ่งลงมาจากสวรรค์   ถ้าผู้ใดกินอาหารนี้   ผู้นั้นจะมี “ชีวิต” นิรันดร์   และอาหารที่เราจะให้เพื่อเห็นแก่ “ชีวิต” ของโลกนั้น   ก็คือเลือดเนื้อของเรา”

ยอห์น 7:38:

ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า   แม่น้ำที่มีน้ำธำรง “ชีวิต”   จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น

ยอห์น 8:12:

อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   เราเป็นความสว่างของโลก   ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด   แต่จะมีความสว่างแห่ง “ชีวิต”

ยอห์น 10:10:

ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย   เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได “ชีวิต”   และจะได้อย่างครบบริบูรณ์

ยอห์น 11:25:

พระเยซูตรัสกับเธอว่า   “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและม “ชีวิต”  ผู้ที่วางใจในเรานั้น   ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมี “ชีวิต” อีก

ยอห์น 6:63:

จิตวิญญาณเป็นที่ให้มี “ชีวิต”   ส่วนเนื้อหนังไม่มีประโยชน์อันใด   ถ้อยคำซึ่งเราได้กล่าวกับท่านทั้งหลายนั้น   เป็นจิตวิญญาณและเป็น “ชีวิต”

พี่น้องที่รัก อย่าเข้าใจผิดอีกเลยว่า คนตาย จะทำอะไรได้ เมื่อเราตายฝ่ายวิญญาณ จะทำดีได้อย่างไร

นี่คือทำไมท่านยอห์นจึงว่า “แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้   ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า   พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์   พระบุตรของพระเจ้า   และเมื่อมีความเชื่อแล้ว   ท่านก็จะมี “ชีวิต” โดยพระนามของพระองค์”

ถ้าสาส์นแห่งความรอดนี้ เป็นแค่ศาสนาหนึ่งซึ่งสอนให้เป็นคนดี เราก็คงไม่มีความหวัง แต่สาส์นแห่งความรอดนี้ รู้จักตัวเราดี ว่าเป็นคนที่ตายแล้ว สาส์นแห่งความรอดนี้จึงให้ความรอดนิรันดร์ได้

คือรอดจากความตาย ไปสู่ “ชีวิต”

เมื่อมีชีวิตแล้ว ตัวการที่ทำให้เรา “ตาย” คือ “บาป” นั้น ก็กระจอกไปในพริบตา

ป.ล. อ่านต่อเพิ่มเติมด้วยบริบทเดียวกันนี้ได้ในบทความเรื่อง “ความเชื่ออย่างไรทำให้รอดได้”

Leave a Reply

11 Comments

  • World love

    Aug 21, 2009

    Reply

    พระปรีชาญาณของพระเจ้าก็อยู่ในท่าน พระเมตตาก็เต็มล้นในใจท่าน พระทัยเปี่ยมรักของพระเจ้าก็เต็มล้นในใจท่านด้วย และความรอดก็ได้ผ่านปากของท่านแล้ว ท่านชอบธรรมได้ก็เพราะความเชื่อ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ผมมักจะถามตัวเองอย่างนี้เสมอว่า "ถ้าทุกศาสนา รวมไปถึง ศาสนายิวของโมเสสด้วย สอนให้คนเป็นคนดีได้" พระเยซูคริสต์ก็มาผิดที่ผิดเวลาครับ เมื่อพระองค์มาถูกที่ถูกเวลา พระองค์จึงไม่ใช่ศาสนา และไม่เคยต้องการมาเป็นศาสดา พระองค์มิได้มาตั้งศาสนา และทิ้งพระคัมภีร์ไว้เป็นคู่มือการเป็นคนดี พระองค์มาเป็นชีวิต ให้กับเราที่ตายแล้วต่างหาก พระองค์มาเป็นความชอบธรรม เพื่อเราจะห่มความชอบธรรมของพระองค์ไว้ ต่อหน้าพระเจ้าแล้ว พระเจ้าจึงมิได้เห็น "เรา" แต่เห็นพระเยซู ลูกสุดที่รักของพระองค์ต่างหาก พระคัมภีร์ก็ดี ธรรมบัญญัติก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งดีงาม สิ่งดีงามทำให้เราต้องตายหรือ ไม่ใช่หรอก บาปต่างหากอาศัยสิ่งดีนี้ ประหารเราให้ตาย เพราะว่าเราทำตามทำบัญญัติไม่ได้ และทำตามศีลของศาสนาก็ไม่ได้ เพราะร่างกายเราถูกขายไว้ใต้บาป (โรม 7:10-14) เราจึงเป็นคนชอบธรรมด้วยตัวเองไม่ได้ ทั้งก่อน และ หลังรับเชื่อครับ "สิ่งที่เราทำ" ทำให้เราเป็นคนชอบธรรมไม่ได้ เราเป็นคนชอบธรรมได้โดยความเชื่อในพระเยซู และ "สิ่งที่พระองค์ทำเพื่อเรา" ต่างหาก

  • เนย

    Aug 21, 2009

    Reply

    ศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีได้ แต่ทำให้คนเป็นคนดีไม่ได้ มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนเราให้เป็นคนดีได้hv

  • ขอถาม

    Aug 21, 2009

    Reply

    คุณคงศักดิ์....... ความเชื่อในพระเยซู และไว้วางใจในสิ่งที่พระองค์ทำเพื่อเรา คต.ไม่อาศัยความดีของตนแต่..อาศัย ความดีของพระเยซู แล้ว...คตไม่ต้องทำความดี อะไร หรือ? การให้พระองค์ทำงาน ผ่านทางเรา จะรู้ได้ไง ว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ เป็นมาจากพระเจ้า ทำผ่าน? การดำเนินตามพระวิญญาณ...ดำเนินอย่างไร? จึงเรียกว่า ตามพระวิญญาณ?

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ถามผมขอบคุณครับ ผมก็ขอตอบนะครับ แท้จริงผมตอบคำถามเรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่ผมมาแนะนำ web.me.com/graceonly แล้วครับ แต่ไม่เป็นไรครับจะลองตอบสั้นๆนะครับ ถ้ายังไม่ได้ใจความที่สำคัญก็ลองหากระทู้เก่าๆที่นี่ หรือ ไปที่ blog ดังกล่าวข้างต้นก็ได้ครับ ยินดีเสมอ คุณคงศักดิ์....... ความเชื่อในพระเยซู และไว้วางใจในสิ่งที่พระองค์ทำเพื่อเรา คต.ไม่อาศัยความดีของตนแต่..อาศัย ความดีของพระเยซู แล้ว...คตไม่ต้องทำความดี อะไร หรือ? ตอบ: ในมุมมองของพระคัมภีร์ ความชอบธรรม (ความดี) ด้วยตัวเองนั้นเป็นที่ไร้ประโยชน์ครับ ไม่ใช่เพราะความดี หรือ ความชอบธรรมนั้นไม่ดีนะครับ แต่เป็นเพราะว่า อันมนุษย์เรานั้น ความชอบธรรมด้วยตัวเองนั้น ทำไม่ได้ครับ สิ่งนี้สำคัญมากครับ เป็นศิลาเอกของชีวิตคริสเตียนที่แท้จริง เพราะการสำนึกว่า "เราทำไม่ได้" เหมือนอย่างที่เปโตรได้สำนึกเมื่ออยู่บนเรือนั้น เป็น จุดเร่ิมต้นของความรอด ครับ ทำไมจึงว่าอย่างนั้น? เมื่อเราสำนึกตัวเองว่า "เราทำไม่ได้" เราจึงเปิดใจ และ ยอมรับพระเยซูได้ครับ ให้พระเยซูเป็นความชอบธรรมของเราโดยความเชื่อ ดังที่กล่าววไว้ว่า "และจะได้ปรากฏอยู่ในพระองค์ ไม่มีความชอบธรรมของข้าพเจ้าเอง ซึ่งได้มาโดยธรรมบัญญัติ แต่มีมาโดยความเชื่อในพระคริสต์ เป็นความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้าซึ่งขึ้นอยู่กับความเชื่อ" (ฟิลิปปี 3:9) เมื่อเราสำนึกเช่นนั้น และยอมรับให้พระเยซูเป็นความชอบธรรมของเรา พระองค์จะสำแดงความชอบธรรมผ่านทางเรา ออกมาเป็นผลแห่งพระวิญญาณ ซึ่งก็คือ "ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน" นั่นเองครับ แต่ผลเหล่านี้ไม่ใช่ผลของเรา ด้วยตัวเรา นะครับ โดยเรากระทำตามศาสนาคริสต์ หรือ ศาสนาอื่น แต่เป็นผลที่พระคริสต์สำแดงชีวิตของพระองค์ผ่านทางเรา อยู่ที่บ้านของเรา ที่โรงเรียน ที่มหาลัย ที่ทำงาน ที่ห้องน้ำ ที่ลับตา เป็นต้นครับ ทุกวันครับ การให้พระองค์ทำงาน ผ่านทางเรา จะรู้ได้ไง ว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ เป็นมาจากพระเจ้า ทำผ่าน? ตอบ: พระคัมภีร์ไงครับ เมื่อพระองค์ทำงานผ่านทางเรา จะไม่ขัดกับพระคัมภีร์ใหม่ครับ จะเร่ิมต้นด้วยความรัก และ รักคนอื่นครับ! การดำเนินตามพระวิญญาณ...ดำเนินอย่างไร? จึงเรียกว่า ตามพระวิญญาณ? ตอบ: เมื่อตามพระวิญญาณ ก็ จะไม่ใช่ตามเนื้อหนัง เพราะเนื้อหนังต่อสู้กับพระวิญญาณครับ "จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ อย่าสนองความต้องการของเนื้อหนัง 17เพราะว่าความต้องการของเนื้อหนังต่อสู้พระวิญญาณ และพระวิญญาณก็ต่อสู้เนื้อหนัง เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นศัตรูกัน ดังนั้นสิ่งที่ท่านทั้งหลายปรารถนาทำจึงกระทำไม่ได้ 18แต่ถ้าพระวิญญาณทรงนำท่าน ท่านก็จะไม่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ" เราจะต้องต่อสู้แบบนี้ในตัวเราไปเรื่อยๆครับ เพราะว่าเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าเมื่อก่อนที่เราไม่ได้รับเชื่อพระเยซูเป็นพระเจ้า ไม่มีพระวิญญาณ เราจะสู้กับเนิื้อหนังอย่างคนตายครับ ตอนนี้มีพระวิญญาณแล้ว เพ่งเล็งไปที่ผลของพระวิญญาณคือความรัก ไม่ควรเพ่งเล็งไปที่ความชอบธรรมด้วยตัวเอง หรือ ความดีด้วยตัวเองตามศาสนาครับ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    กาลาเทีย5.22 ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ 23 ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย ผลของพระวิญญาณ.....มีความดี ด้วย ฉนั้น ความเชื่อแท้ ต้องส่งผลออกมา เป็นความดีด้วย แต่......ความดีนี้ เป็นผลของพระวิญญาณ ไม่ได้เกิดจากความพยายามของมนุษย์ หรือเกิดจากการกระตุ้น จากภายนอก แต่เป็นการกระทำความดี ที่มาจากภายใน และการทำดีนี้..ไม่ไช่เพื่อรับความรอด หรือเพื่อรับพระพร เหมือนคนที่อยู่ในธรรมบัญญัติ (แบบฟาริสี เพื่อหวังให้คนเห็น หรือสรรเสริญเยินยอ)แต่...เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า เป็นเหตุให้เกิดการขอบพระคุณพระเจ้ามากยิ่งขึ้น และพระเจ้าจะเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้ ดังนั้น....คต.ไม่ปฏิเสธการทำความดี..... เอเฟซัส 6:8 เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่า ผู้ใดกระทำความดีประการใด ผู้นั้นก็จะได้รับบำเหน็จอย่างนั้นจากองค์พระผู้เป็นเจ้าอีก....ไม่ว่าเขาจะเป็นทาสหรือเป็นไท.. ฮีบรู 10:24 และขอให้เราพิจารณาดูว่า จะทำอย่างไรจึงจะปลุกใจซึ่งกันและกัน ให้มีความรัก และทำความดี.. 1 เปโตร 3:11 ให้เขาละความชั่ว และกระทำความดี ให้เขาใฝ่หาสันติสุข และมุ่งดำเนินไป.. 1 เปโตร 3:17 เพราะว่าการได้รับความทุกข์ เพราะทำความดี ถ้าเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้า ก็ดีกว่า....จะต้องทนอยู่ เพราะการประพฤติชั่ว..

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ความเห็นคุณ KKK ใช้ได้เลยนะ เดี๋ยวนี้โพสท์เก่งขึ้นครับ เก่งกว่าผมอีก ผมประเภทยืดเยื้อครับ อยากจะเสริมนิดหนึ่งว่า จะยิ่งดีขึ้นไปใหญ่ถ้าเราสำนึกอยู่เสมอว่า อันความดีที่เราประกอบนั้น หาได้เป็นความดีที่เราสามารถทำได้ไม่ เราจำนนแบบนี้ไว้เสมอครับ และ ยอมจำนนให้พระเยซูกระทำการผ่านทางเรา เราจำนนว่าเราผลิตผลดีไม่ได้เลย แต่เป็นเพราะว่าพระคริสต์สถิตย์อยู่ในเรา และมีชีวิตผ่านทางเรา เหมือนเถาองุ่นผลิตผลให้เรา เราเป็นแขนงที่ได้รับกรุณาให้ติดกับเถา เพื่อแขวนผลที่ผลิตออกมาจากเถาครับ เถาเป็นผู้ผลิตผล แขนงนั้นทำสิ่งใดไม่ได้เลยถ้าปราศจากเถา ผมระลึกไว้เสมอครับ “พระเยซูคริสต์นั้นสละชีวิตของพระองค์เพื่อผม เพื่อที่จะให้ชีวิตของพระองค์แก่ผม เพื่อที่พระองค์จะมีชีวิตของพระองค์ผ่านทางผม” พระเยซูผู้เดียวเท่านั้นที่ไม่ทำบาป และมีชีวิตอยู่ในความรักบริบูรณ์ พระคัมภีร์จึงว่า "พระองค์ผู้ไม่มีบาป ให้มีบาป เพื่อเห็นแก่เรา"

  • yim

    Aug 21, 2009

    Reply

    ขอถามหน่อยค่ะ พี่เลี้ยงที่โบสถ์บอกว่า พระเจ้า ไม่ใช่ศาสนา อยากรู้ว่าถ้าเราเชื่อพระเจ้า แต่ไม่นับถือศาสนา(ใด ๆ เลย)ได้มั้ยคะ เชื่อพระเจ้า แต่ไม่ไปโบสถ์ ไม่ถวายสิบลด ไม่เฝ้าเดี่ยว ฯลฯ แล้วเราจะได้รับความรอดมั้ยคะ ขอบคุณพี่น้องคริสเตียนทุกคนที่มาตอบคำถามนะคะ แต่ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดีอ่ะค่ะ ขอถามอีกนิดนะคะ 1.เชื่อพระเจ้ามา 2 ปีกว่าแล้วค่ะ ไปโบสถ์เกือบทุกอาทิตย์ แต่ยังรู้สึกว่าตัวเองนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ทั้งที่พยายามเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา แต่ชีวิตก็เหมือนเดิมไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ ควรทำยังไงดีคะ 2.เรียนวิชาปรัชญามาแล้วทำให้ไม่เชื่อเรื่องนรก สวรรค์ แต่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลก อย่างงี้ผิดมั้ยคะ 3.ถ้าจะศึกษาพุทธศาสนาไปด้วยได้มั้ยคะ คืออยากจะศึกษาถึงความจริงแต่ไม่ได้ไปกราบไว้อะไร ช่วยให้ความเข้าใจโดยละเอียดกับเด็กน้อยฝ่ายวิญญาณด้วยนะคะ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ยากตอบน้อง Yim เพราะอ่านคำถามแล้วดูเหมือนว่าถามด้วยความตั้งใจ ตอนแรกว่าจะไม่ตอบ แต่เห็นคำตอบที่ 8 แท้จริงเหมือนกับผมตอนช่วงเวลาหนึ่งที่ผมสับสนมากครับหลังจากไปโบสถ์มาสัก 5 ปี รู้สึกว่าไม่เห็นมีอะไร มีแต่ประมวลกฏให้กระทำตาม โดยส่วนมาก็อ้างอิงจากพันธสัญญาเดิม ผมจะขอไม่พูดถึงว่า ถ้าเชื่อพระเจ้าแล้ว ไม่ไปโบสถ์ ไม่ถวายสิบลด ไม่เฝ้าเดี่ยว ไปศึกษาศาสนาพุทธแต่ไม่ไหว้รูปเคารพ นรก สวรรค์ จะมีผลอะไรต่อความรอดหรือไม่ครับ เพราะนั่นเป็นแค่ "สิ่งที่ตามมาภายหลัง" ไม่สำคัญเท่าสิ่งแรกครับ ผมจะขอพูดถึงอย่างที่สำคัญก่อน คือ น้องยิ้ม รอดหรือยัง? ก่อนครับ น้องถามว่า "อยากรู้ว่าถ้าเราเชื่อพระเจ้า แต่ไม่นับถือศาสนา(ใด ๆ เลย)ได้มั้ยคะ เชื่อพระเจ้า แต่ไม่ไปโบสถ์ ไม่ถวายสิบลด ไม่เฝ้าเดี่ยว ฯลฯ แล้วเราจะได้รับความรอดมั้ยคะ" และ "1.เชื่อพระเจ้ามา 2 ปีกว่าแล้วค่ะ ไปโบสถ์เกือบทุกอาทิตย์ แต่ยังรู้สึกว่าตัวเองนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ทั้งที่พยายามเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา แต่ชีวิตก็เหมือนเดิมไม่ดีขึ้นเท่าไหร่" ถ้าดูจากคำถามเฉพาะวลีแรก คือ "ถ้าเราเชื่อพระเจ้า หรือ เชื่อพระเจ้ามา 2 ปีกว่าแล้วค่ะ" อาจจะสามารถประเมินได้ว่า พี่เลี้ยงคนนั้นอาจนำน้องยิ้มมายังไม่ถึงพระเยซูครับ ที่พูดว่าอาจจะนั้นหมายถึง ผมไม่แน่ใจว่าผู้ที่นำน้องยิ้มมาถึงพระเจ้านั้น มาแค่เชื่อพระเจ้าว่ามีอยู่จริง และเป็นผู้สร้างโลก และก็เลยไปโบสถ์ หรือ เชื่อพระเจ้าในสิ่งที่พระองค์ทำในฐานะมนุษย์คือพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาในวันที่สาม เพื่อจะให้ชีวิตแก่น้องได้ เพื่อจะมีชีวิตอยู่ภายในน้องยิ้มได้ครับ ถ้าน้องยิ้มยังอ่านอยู่ ผมอยากนำน้องยิ้ม (หวาน) ไปอ่านกระทู้ของผมสักกระทู้หนึ่งชื่อว่า "คริสเตียนเชื่ออย่างไรถึงรอด" ที่บอร์ดนี้ครับ หรือถ้าหาไม่เจอก็ไปที่ web.me.com/graceonly ครับ ผมรับรองได้ว่าไม่เหมือนกับสิ่งที่น้องยิ้มได้ยินมา และเมื่อน้องอ่านจบแล้ว และรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด น้องจะตอบคำถามที่เหลือได้ครับว่า ไม่ถวายสิบลดได้ไหม ไม่ไปโบสถ์ได้ไหม ไม่เฝ้าเดี่ยวได้ไหม จะหลุดจากความรอดหรือไม่ หรือจะหลุดจากความเชื่อหรือไม่ถ้าไม่ทำการดังที่น้องสงสัย แต่ยังอยากยืนยัน ด้วยความเชื่อหมดใจว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า ไม่ใช่ศาสนาครับ และไม่เคยอยู่ในบริบทของศาสนาใดเลย เหมือนคุณ kkk ว่าในคำตอบที่ 6 ครับ น้องยิ้มมีใจที่เปิดครับ แสวงหาความเข้าใจ และกล้าที่จะถาม และอยากจะรับพระเจ้า จำนนใน "สิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้" เข้าใจในตัวเองว่า "ทำไมไม่เปลี่ยน" จิตใจแบบนี้รับพระคริสต์ได้แน่นอนครับ ผมเชื่อและอธิษฐานเผื่อนะว่าน้องจะเลือกรับ พระเยซูคริสต์เที่ยงแท้จริงๆ ไม่ใช่เปลือกแห่งศาสนาครับ และเมื่อรู้จักพระองค์แล้วต้อนรับพระองค์ พระองค์จะเข้ามาอยู่ในเรา และนั่นเป็นความรอดครับ เมื่อนั้น น้องจะไม่ถามถึงเรื่องที่สงสัยอีก แต่จะมีความสุขกับ ผลของพระวิญญาณ คือ ความดี การรู้จักบังคับตน ความรัก ซึ่งจะได้มาต้องมีพระเยซูก่อนครับ สิ่งที่สงสัยข้างต้นจะกลายเป็นสิ่งที่ "ไม่ใช่" ประมวลกฏที่ต้องกระทำตามแบบเดิมครั้นเมื่อยังไม่มีชีวิตใหม่ กลายเป็นสิ่งที่กระทำออกมาจาก ความรัก การให้ การรู้จักบังคับตน

  • yim

    Aug 21, 2009

    Reply

    และขอเถอะนะคะ อย่าเพิ่งต่อว่ากันเลย ยิ้มยังรักพระเจ้าและอธ.ให้พระองค์นำทางยิ้มเสมอ ต้นเรื่อง...คือ เมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2549 ยิ้มเป็นคนเดินเข้ามาหาพระเจ้าเอง โดยที่ไม่มีใครมาประกาศเรื่องราวของพระองค์ให้ฟัง มีพี่เลี้ยงคนหนึ่งได้รับให้ยิ้มเป็นลูกแกะของเค้า แม่แกะท่านนี้เลี้ยงดูยิ้มเป็นอย่างดี ในช่วง 3 เดือนแรก ยิ้มสัมผัสได้กับพระคุณความรักของพระเจ้าทุกวัน ทุกครั้งที่ร้องเพลงนมัสการทำให้เกิดน้ำตาแห่งความชื่นชม และสำนึกผิด ต่อมายิ้มเริ่มถูกการทดสอบจากพระองค์ ในเรื่องที่เป็นจุดอ่อนของยิ้มเอง และไม่เคยผ่านมันไปได้สักครั้ง หลังจากนั้นไม่นานแม่แกะได้ย้ายไปอยู่คจ.ที่ต่างจังหวัดเพื่องานรับใช้และแต่งงาน ยิ้มเริ่มไม่ได้ยินเสียงพระเจ้าและเริ่มถูกทดสอบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ทำให้ยิ้มได้มารู้จักกับคจ.แห่งใหม่ ที่นี่เป็นคจ.เล็ก ๆ ทำให้ใกล้ชิดกับศบ.มากขึ้น ยิ้มได้เข้ามาผูกพันตัวกับคจ.แห่งใหม่นี้ และได้มีส่วนในการรับใช้ ชีวิตก็เริ่มดีขึ้น แต่แล้วยิ้มก็ต้องกลับไปเป็นเหมือนเดิม คือไม่สามารถผ่านการทดสอบไปได้ และการที่ไม่สามารถผ่านการทดสอบครั้งนี้ ยิ้มถูกตีสอนอย่างหนัก เจ็บและทรมารอย่างที่สุด มันทำให้ยิ้มสดุดกับความจริง (ไม่ใช่ความเชื่อนะคะ) ทำให้เกิดความสงสัยตามมาหลายอย่าง อย่างแรกคือสวรรค์ สิ่งที่มนุษย์ไม่เคยเห็นและมันไม่เคยมาถึงตอนเรามีชีวิตอยู่ ทำไมเราต้องทำอะไรมากมายเพื่อที่จะมีชีวิตนิรันดร์บนสวรรค์ และอย่างที่ 2,3,4,5 ตามที่ยิ้มได้ถามไปในคำถามที่ 1 และ 9 ค่ะ ความสงสัยของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุดจริงมั้ยคะ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ต่อมายิ้มเริ่มถูกการทดสอบจากพระองค์ ในเรื่องที่เป็นจุดอ่อนของยิ้มเอง และไม่เคยผ่านมันไปได้สักครั้ง หลังจากนั้นไม่นานแม่แกะได้ย้ายไปอยู่คจ.ที่ต่างจังหวัดเพื่องานรับใช้และแต่งงาน ยิ้มเริ่มไม่ได้ยินเสียงพระเจ้าและเริ่มถูกทดสอบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ทำให้ยิ้มได้มารู้จักกับคจ.แห่งใหม่ น้องยิ้มครับ ไม่ว่าน้องจะมีแม่แกะดีแค่ไหน หรือ จะเปลี่ยนคริสตจักรไปอยู่อีกกี่แห่ง จะเล็กหรือใหญ่ จะต่างจังหวัดหรือในกรุงเทพ ก็ไม่สำคัญครับ "จุดอ่อนนั้น น้องยิ้มก็จะผ่านไม่ได้อยู่ดี และอาจไม่มีวันผ่านได้เลยครับ" แต่ไม่ว่าจุดอ่อนนั้นจะเป็นอะไร ไม่สำคัญหรอกครับ และจะไม่สามารถแยกน้องยิ้มออกจากความรักของพระเจ้าได้ เพราะสิ่งเดียวที่แยกน้องยิ้มออกจากความรักของพระเจ้าได้คือ ความบาป ครับ และถ้าน้องยิ้มเชื่อว่าพระคริสต์ยกบาปทั้งหมดให้น้องยิ้มแล้ว ก็ให้ดำเนินเช่นนั้นในความเชื่อ และดำเนินชีวิตไปแบบนั้นด้วยความไว้วางใจในไม้กางเขนของพระองค์​ ผมไม่อยากรู้และจะไม่ถามว่าจุดอ่อนนั้นคืออะไร แต่อยากให้น้องยิ้มรู้ว่า มันไม่สำคัญหรอกครับ ไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่าไม้กางเขน และสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อน้องยิ้มบนไม้กางเขนนั้น แน่นอน เมื่อมีจุดอ่อนที่ผ่านไม่ได้ ยิ่งดีใหญ่ครับ จะทำให้เราจำนนได้ จำนนต่อตัวเราว่าทำไม่ได้ เมื่อนั้นเราจะรับพระคุณพระเยซูได้ครับ และดำเนินในพระคุณนั้น คนที่เขียนที่นี่ทั้งหมดก็มี "จุดอ่อน" บาปที่ผ่านไม่ได้ทุกคนครับ ไม่มากก็น้อย ผมรับรองได้ เพียงแต่เขาไม่กล้าพูดออกมา และ บางคนพยายามกลบเกลื่อนโดยทำตัวให้ชอบธรรมขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น รับใช้มากขึ้น ดูดีขึ้น เทศนาให้เก่งขึ้น ดูผู้ใหญ่ขึ้นก็เท่านั้นครับ ภายนอกของเรานั้น "ทำ" ให้ดูต่างกันได้ครับ แต่ภายในนั้น พระคัมภีร์บอกว่า ทั้งหมดนั้น "บาป" หมือนกัน ครับ (ถ้าไม่งั้นพระคัมภีร์ก็โกหกครับ) สงสัยเหมือนกันทุกคนแหละ อาจเป็นคนละเรื่องกัน แต่ทุกคนมี มีจุดอ่อนเหมือนกัน ไม่ต้องกลัวเขาครับ เปโตรเห็นพระเยซูต่อหน้ายังสงสัยเลยครับ นับประสากอะไรก้บเรา ไม่ต้องแหยครับ ไม่ต้องหน่อมครับ ทุกคนที่นี่เหมือนกับน้องยิ้มนี่แหละ เชื่อผมเถอะครับ อยู่ที่ว่ากล้ายอมรับเหมือนน้องยิ้มหรือไม่ก็เท่านั้น สิ่งที่สำคัญจึงไม่ใช่เรื่องของเปลือกข้างนอก หรือ ความสงสัยของมนุษย์ สิ่งที่สำคัญคือความเชื่อครับ พระคัมภีร์จึงว่า เร่ิมต้นก็ด้วยความเชื่อ สุดท้ายก็ด้วยความเชื่อ "เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้สำแดงออก โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ" เห็นไหมครับ คนชอบธรรมไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยการกระทำ แต่ดำรองอยู่ได้ด้วยความเชื่อครับ น้องยิ้มต้องยอมจำนนต่อตัวเอง และ เชื่อวางใจ พระเยซูก่อนครับ เอาความรอดมาก่อน อย่างอื่นว่ากันทีหลัง เดี๋ยวพระเยซูคริสต์ทำแทนให้เองครับ สิ่งอื่นซึ่งเรากระทำนั้น ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ดีไม่พอครับ พระเจ้าพอพระทัยความเชื่อของเรามากกว่า การกระทำของเราครับ พระคัมภีร์จึงว่า พระเจ้าพอพระทัยเราด้วยความเชื่อ ถ้ามีคนใดคิดว่าพระเจ้าพอพระทัยเขาด้วยการกระทำได้ ผมอยากกราบเท้าจริงๆครับ เพราะผมรู้ว่าไม่มีใครกล้าพูดเช่นนั้น พระคัมภีร์ว่าไว้อย่างนี้ครับ "แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์" ผมเห็นน้องยิ้มเข้าไปอ่านแล้ว ลองพยายามอีกหน่อยครับ ไม่ได้เป็นอะไรที่ยากหรอกครับ ลองสงบใจช้าๆ อธิษฐานขอพระเจ้าเปิดเผยพระองค์เองแก่น้องยิ้มด้วยใจที่เปิด และพร้อมรับพระเยซู พระองค์จะปรากฏได้ครับ ลองหัวข้อ "นายใจดี" ก็ได้ครับ ง่่ายหน่อย ผมยินดีแลกกับการไม่เขียนอะไรเลยถ้าพระเจ้าต้องการ ถ้าสิ่งที่ผมเขียนแม้เพียงเล็กน้อยให้น้องยิ้มได้พบพระเยซู พระเจ้าเที่ยงแท้ ที่ทรงพระคุณ องค์นี้ได้และน้องยิ้มได้สิทธิ์เป็นบุตรที่รักของพระองค์ ผมหมายความตามที่เขียนจริงๆ อย่าเพิ่งท้อครับ ไม่ต้องพยายามด้วย แต่ยอมจำนน และเปิดใจครับ คนที่พยายามด้วยตัวเอง รับพระเยซูยากครับ คนที่ยอมจำนนต่างหาก รับพระเยซูได้