Wisdom of Life

ข้อเดียวก็แย่ได้!

ผมพบเจอคนมากหลายที่มักจะจ้องจับผิดผม หรือ บางท่านก็ไม่รู้จริงๆ แต่อยากรู้ว่าทำไมพระคัมภีร์บางข้อถึงพูดแบบหนึ่ง ซึ่งก็ดูขัดกันกับพระคุณ ส่วนมาก 95% ใน 100% ข้อนั้น จะยกมาแค่ข้อเดียว เมื่อเราอ่านข้อเดียว และไม่ได้พยายามอ่านทั้งใจความและบริบททั้งหมด ว่าเขียนให้ใคร กล่าวถึงใคร ผู้ที่รอด หรือ ไม่รอด กำลังกล่าวถึงเราที่เป็นผู้ชอบธรรมในพระคริสต์ หรือกำลังกล่าวถึง คนอื่นที่เป็นคนบาปในซาตาน เมื่อเรามองข้ามความเป็นจริงเหล่านี้ ข้อพระคัมภีร์บางข้อ (ข้อเดียว) ก็ทำให้เราสับสน และมึนงง ผมเองก็เช่นกัน ตอนที่พบพระคริสต์ และพระคุณอันสิ้นสุดของพระองค์ที่ไม้กางเขน ที่เปลี่ยนผมจากภายในให้เป็นผู้ชอบธรรม เป็นปุโรหิต เป็น บุตรของพระเจ้า ผมเองก็ได้เจอข้อเหล่านี้มากมาย แต่พอผมสวมแว่นตาที่ถูกต้องอ่าน ทุกอย่างก็พลันชัดเจน

เมื่อเราอ่านข้อเดียว หรืออ่านหลายข้อ แต่ยังอยู่ในความบาป อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ ก็มีแว่นตาเป็นธรรมบัญญัติ ยังกังวลกับความบาปของตัวเอง ยังไม่พ้นจากฤทธิ์ของบัญญัติ บัญญัติยังกักตัวเขาไว้ เขาอ่านพระคัมภีร์ครั้งใด ก็มีแว่นตาอันนี้ติดอยู่เสมอ ถ้าเปรียบได้ก็อาจเป็นกล้องส่องทางไกล ก็มัวแต่มองกล้องส่องทางไกล ไม่ได้มองไปที่ปลายของเลนส์ว่า กล้องกำลังส่องให้เห็นอะไร เรามองกล้อง และชื่นชม และติดใจอยู่ที่ตัวกล้องส่องทางไกล โดยลืมนึกไปว่า กล้องเป็นแค่เครื่องมือที่ทำให้เรามองเห็นบางอย่าง ที่ใกล้มากอยู่ที่ปลายเลนส์ เรามองเห็นแต่บัญญัติ เห็นแต่ตัวเอง เชื่อแต่ตัวเอง และสิ่งที่ตาเรามองเห็น แต่ไม่เห็นสิ่งที่พระคริสต์ทำเพื่อเราบนกางเขนนั้น เรามองไม่เห็นที่ปลายเลนส์ เราจึงยังอยู่แต่ในถิ่นทุรกันดาร เข้ามาไม่ถึงแผ่นดินคานาอันของพระเจ้าสักที

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง พระคัมภีร์อพยพบันทึกถึงอิสราเอล ที่เดินทางออกจากแผ่นดินอียิปต์ (ความบาปและความตาย) ซึ่งมีแต่ความตาย พระเจ้าให้โมเสส (พระคริสต์) พาเขาให้เข้าสู่แผ่นดินแห่งพันธสัญญาคือแผ่นดินคานาอัน (ความชอบธรรม และพระคุณ) ที่อุดมสมบูรณ์ แต่พอพวกเขากำลังเดินไปถึง ถิ่นทุรกันดารคารเดชบารเนีย (กึ่งกลางระหว่างความบาปและความชอบธรรม กึ่งกลางระหว่างบัญญัติกับพระคุณ) เขากลับไม่กล้าเข้าไป (ไม่กล้าเข้าสู่พระที่นั่งแห่งพระคุณ) ไม่กล้าเดินเข้าในแผ่นดิน เพราะกลัว พวกเขาจึงต้องตายเพราะวนเวียนอยู่ 40 ปีในถิ่นทุรกันดารนั้น และไม่มีใครในช่วงอายุนั้นได้เข้าไปสู่แผ่นดินนั้นได้เลยแม้แต่คนเดียว เขาอยู่กึ่งกลางในถิ่นทุรกันดาร ถูกงูกัด กินมานา กินนกคุ่ม ทั้งๆที่ในแผ่นดินนั้นเต็มไปด้วยผลไม้อุดมสมบูรณ์ ทุ่งหญ้าเขียวขจี แต่กลับไม่ได้เข้าไป ออกจากอียิปต์มาได้ก็จริง แต่ก็ตายในถิ่นทุรกันดาร คือเข้าไม่ถึงแผ่นดินแห่งพระคุณ

ปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน มีหลายคนบอกว่าฉันเป็นคริสเตียน ไปโบสถ์สม่ำเสมอ ถวายสิบลดไม่ขาด ทำความดีทุกอย่าง เป็นสมาชิกสมบูรณ์ เข้าศีลมหาสนิททุกครั้ง เล่นดนตรีได้ รับใช้เยอะ แจกใบปลิวตลอด ประกาศเสมอ แต่ยังอยู่ในถิ่นทุรกันดาร คือใจยังไม่หมดไปจากบัญญัติ ยังพึ่งตัวเอง พึ่งความสามารถของตน เป็นบัญญัตินิยม (legalism) คือเชื่อว่า การกระทำ (ที่ดีและที่เลว) ของฉันทำให้พระเจ้ารักฉันมากขึ้น (หรือน้อยลง) และพระเจ้าพอพระทัยฉัน (และไม่พอพระทัย) ทำให้พระเจ้ารักฉันมากขึ้น (หรือลงโทษฉัน) แบบนี้คือยังอยู่ในถ่ินทุรกันดาร คือยังมองมาที่ตัวเองเสมอเป็นจุดตั้งต้น และพระเจ้าอยู่รอบๆ คอยสนองต่อสิ่งที่ฉันทำ นี่คือถิ่นทุรกันดาร คือบัญญัตินิยม ที่เรามักจะพบเห็นอยู่เสมอตามในโบสถ์รอบตัวเรา

คนเหล่านี้มักจะเข้าใจตัวเองว่าเป็นผุ้ที่เชื่อพระคริสต์ว่าได้ตายบนไม้กางเขน และก็เชื่อตัวเองว่าจะต้องทำบางอย่างเพื่อจะรักษาความรอดไว้ คือเขาเหมือนกับชาวกาลาเทีย ที่ผสมอยู่กึ่งกลางระหว่างธรรมบัญญัติกับพระคุณ จนเปาโลต้องเขียนพระคัมภีร์ถึงหนึ่งเล่ม (จดหมายหนึ่งฉบับ) ไปสอนเขา เพราะเขาเชื่อว่า เขารอดแล้วโดยพระคุณแต่ต้องเข้าสุหนัตตามธรรมบัญญัติ

คนเหล่านี้แหละครับที่มักจะว่ากล่าวผมด้วย พระคัมภีร์ข้อเดียว และโจมตีผู้เชื่อใหม่ในพระคุณด้วยถ้อยคำรุนแรง หรือตั้งคำถาม ซึ่งเมื่ออ่านแล้วจะงง และตอบไม่ได้  ข้อเหล่านี้มักจะมาข้อเดียวหรือสองข้อ เช่น โรม 2, 1 ยอห์น 1, ฮิบรู 6:23, ฮิบรู 10, 1ยอห์น 2 ซึ่งเดี๋ยวผมจะรวบรวมให้ในตอนท้าย เมื่อเขียนเสร็จ โดยที่ข้อเหล่านี้ไม่ได้หมายความเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย และส่วนมากกำลังกล่าวถึงผู้ไม่เชื่อ คือไม่มีพระคริสต์นั่นเอง

ผมเลยตั้งชื่อเรื่องว่า ข้อเดียวก็เหี่ยวได้!  คือมันทำให้ผู้เชื่อไขว้เขว และห่อเหี่ยวใจ

เราลองมาดูกันทีละข้อ แต่ผมคงเอามาได้ไม่หมด เมื่อเราพบเจอ พยายามอย่าตกใจ ลองอ่านให้รอบคอบ

เมื่อเรายังอยู่ใต้บัญญัติ และความดีของตน มองเห็นพระคัมภีร์ข้อไหน ก็แปลเป็นธรรมบัญญัติหมด
เช่น พอเห็น
มัทธิว11:28 “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข” ก็เข้าใจว่า เหน็ดเหนื่อยกับชีวิต กับงาน เลยต้องมาหาพระเยซูทำตามบัญญัติ กลับเป็นยิ่งเหนื่อย
เหมือนผมรับลุงคนหนึ่งขึ้นบนรถ เพราะเห็นลุงแบกกระสอบข้าวหน้าเขียวอยู่ พอผมรับลุงขึ้นบนรถไม่นาน หันไปมองกระจกหลัง แทบเป็นลม ลุงยังแบกกระสอบข้าวอยู่ทั้งที่อยู่บนรถ คือยังอยากแบกภาระหนักอยู่ ทั้งๆที่ผมให้พระคุณโดยให้ขึ้นรถแล้ว คนแบบนี้มีอยู่เยอะครับ
เห็น โรม 2:13 เพราะว่าคนที่เพียงแต่ฟังธรรมบัญญัติเท่านั้นหาใช่ผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าไม่คนที่ประพฤติตามธรรมบัญญัติต่างหากที่พระเจ้าทรงถือว่าเป็นผู้ชอบธรรม” ก็ตกใจอ้าว ต้องทำตามธรรมบัญญัตินี่นา ทำไมเปาโลขัดแย้งกันเองล่ะ โอแย่แล้วๆ ผมเคยมีคนโยนข้อนี้ใส่หน้าผมเป็น Sevneth Day ที่พึ่งธรรมบัญญัติ ไปโบสถ์วันเสาร์ เพราะธรรมบัญญัติบอก ผมถามว่าอ่านข้อเดียวหรือ แล้วอ่านทั้งบทหรือยัง ทั้งๆที่ยังไม่ได้อ่านทั้งบทเลย ไม่อ่านบทที่ 1:20 เลย หรือ บทที่ 2:1 และ บทที่ 2:17 “แต่ถ้าท่านเรียกตัวเองว่ายิวและพึ่งธรรมบัญญัติและยกพระเจ้าขึ้นอวด”  คือ ข้อที่ 13 เขากำลังพูดถึง ชาวยิวที่พึ่งธรรมบัญญัติ เปาโลไม่ได้ให้ข้อที่ 13 ให้เราไปทำตาม แต่กำลังกล่าวถึงข้อที่ 13 เพื่อกล่าวถึงชาวยิวที่พึ่งธรรมบัญญัติ เพื่อจะชี้นำสอนไปในบทที่ 3 ต่อไป เรื่องความชอบธรรมด้วยความเชื่อ

เห็น ยอห์น 14:15 “ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา  ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา” หรือ 1 ยอห์น 5:2: โดยข้อนี้เราจึงรู้ว่าเรารักคนทั้งหลายที่เป็นบุตรของพระเจ้า  เมื่อเราทั้งหลายรักพระเจ้า  และประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ ก็ตกใจ อ้าว ต้องประพฤติตามบัญญัติ นี่นา โดยไม่ดูว่าบัญญัตินั้น ยอห์นหมายถึง บัญญัติอะไร?  ธรรมบัญญัติหรือ ไม่ใช่แน่นอน!  บัญญัติรักต่างหาก คือคนมักจะอ่านข้อเดียว แล้วก็ห่อเหี่ยวได้ไปหมด แล้วก็บอกว่า สับสน บัญญัตินั้นคืออะไร ยอห์นก็เขียนไว้มากมาย และก็ยอห์นก็ยิืนยันชัดเจนตลอดชีวิตของยอห์น แต่เราเห็นข้อเดียวก็เหี่ยวไปเลย
ยอห์น 13:34 ต่างหาก “เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย  คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน  เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร  เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น” ไม่ใช่ธรรมบัญญัติ
ยอห์น 15:12 “พระบัญญัติของเรา  คือให้ท่านทั้งหลายรักกัน  เหมือนดังที่เราได้รักท่าน
1 ยอห์น 3:23และนี่เป็นพระบัญญัติของพระองค์  คือว่า  ให้เราทั้งหลายวางใจในพระนามของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์  และให้เรารักซึ่งกันและกัน  ตามที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติไว้แก่เรา
1 ยอห์น 4:21: พระบัญญัตินี้เราทั้งหลายก็ได้มาจากพระองค์  คือว่าให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องของตนด้วย
ยังมีอีกมากมาย สาธยายไม่หมด ข้อฮิตๆก็มี

ฮิบรู 6:6 ถ้าเขาเหล่านั้นได้ชิมแล้วหลงไปก็เหลือวิสัยที่จะนำเขามาสู่การกลับใจอีกได้เพราะตัวเขาเองได้ตรึงพระบุตรของพระเจ้าเสียแล้วและทำให้พระองค์ทรงรับการดูหมิ่นเยาะเย้ย อ่านแล้วเหมือนว่า ความรอดสูญเสียไปได้ ถ้าเราทำบาป จริงๆแล้วไม่ใช่เลย ลองอ่านบทที่ 5 ดูสิครับ ผู้เขียนกำลังบอกถึงคนที่ยังอยากใช้ระบบปุโรหิตแบบเดิม และประกอบพิธีล้างชำระแบบเดิมต่างหากที่เข้าข่าย การได้ชิมพระวจนะ คือเขาได้แค่ชิมเท่านั้น (6:2) เขาไม่ได้รับเอาพระเยซูคริสต์ผู้เป็นผู้ที่ประเสริฐกว่าพันธสัญญาเดิม เขาไม่รับเอาพระเยซู เขาเอาแค่พิธีเท่านั้น คนเหล่านี้ (ไม่ใช่เรา) ไม่มีทางกลับใจได้เลย เพราะเขาตรึงพระบุตรพระเจ้าเสีย เขาเหยียบย่ำสิ่งที่พระคริสต์ทำบนไม้กางเขนที่ล้างบาปเขา แต่เขากลับไม่เอา เขากลับอยากไปทำพิธีล้างชำระอีก และพิธีวางมืออีก (6:2) เห็นไหมครับ! อย่าเพิ่งเหี่ยว อย่าเพิ่งด่าผม อ่านก่อนนะ


ฮิบรู 10:26: เมื่อเราได้รับความรู้เรื่องความจริงแล้วแต่เรายังขืนทำผิดอีกเครื่องบูชาลบบาปนั้นก็จะไม่มีเหลืออยู่เลย ข้อนี้ผมโดยบ่อยสุด เจอข้อนี้แล้วดูเหมือนหงายเก๋งเลย ข้อนี้คือข้อหลักเลยครับ ที่ใช้กันเพื่อพิสูจน์ว่า ความรอดสูญเสียได้ คุณไปนรกแน่ ถ้าทำบาป เพราะข้อนี้บอกว่า รู้ความจริงเรื่องพระเยซูแล้ว ขืนทำผิดอีก ขืนทำบาปอีก เครื่องบูชาลบบาปนั้นก็ไม่มีเหลือ ก่อนผมอธิบาย ผมขอถามคนที่ให้ความหมายแบบที่ว่านี้หน่อย ว่า “แล้วใครรอดไปได้?” หรือ “แล้วคุณล่ะ ทำผิดไหมแล้วคุณรอดไปได้ไหม”

ลองมาดูกัน สั้นๆต้องอ่านบทที่ 10 ทั้งบทก่อนว่า คำว่า “ความจริง” ที่ผู้เขียนหมายถึงหมายความว่าความจริงอะไร คำตอบอยู่ในข้อ 17-18 คือความจริงแห่งการอภัยบาป การลบบาป เมื่อเรารู้ความจริงแล้ว จึงแปลความหมายได้ ว่าเมื่อรู้อย่างนี้ว่าพระคริสต์ได้อภัยบาป ลบบาปตามพันธสัญญาใหม่นั้นแล้ว คุณยังจะไปถวายเครื่องบูชาแบบเดิมอยู่หรือ? (10:1-4) แบบนี้แสดงว่า รู้ความจริงแล้วยังทำผิดอีก ทำผิดอะไร? ไม่ใช่ทำผิดบัญญัติ แต่ทำผิดที่ว่ายังอยากไปถวายเครื่องบูชาอีก คือดูหมิ่นพระโลหิตของพระคริสต์ เหยียบย่ำพระบุตร และดูหมิ่นพระโลหิตแห่งพันธสัญญาซึ่งชำระให้เขาบริสุทธิ์ (10:29) ฮิบรู 10:26 กำลังกล่าวถึงคนที่รู้ความจริงเรื่องการไถ่สมบูรณ์แล้ว ยังอยากจะไปทำผิดโดยการไปถวายเครื่องบูชาอีก คนแบบนี้เครื่องบูชาลบบาปก็ไม่มีเหลือสำหรับเขา เพราะเขาไม่ได้เชื่ออยู่แล้ว

อย่าเชื่อคงศักดิ์ อย่าเชื่อ web นี้ ถ้าคุณไม่ได้อ่านพระคัมภีร์ จงเชื่อพระคำครับ จงอ่านด้วยแว่นตาที่ถูก อ่านด้วยใจสำนึกในพระคุณ อ่านด้วยใจที่บริสุทธิ์ ใจที่ชอบธรรม บอกด้วยเองให้ได้ก่อนว่า ผมชอบธรรมแล้วโดยความเชื่อ เพราะพระเยซูล้างบาปทั้งสิ้นของผม ไม่มีเหลืออีกเลย ไม่จดจำอีกเลย เมื่อตั้งใจได้แบบนี้ อ่านพระคัมภีร์แล้วตีความหมายโดยต้องไม่ขัดจากความจริงข้อนี้ ถ้าขัดแสดงว่าเราอาจตีความผิด หรืออ่านแค่ข้อเดียว เพราะพระคัมภีร์จะไม่มีทางผิดครับ แต่เราไม่เข้าใจความหมายต่างหาก

:-)


Leave a Reply