Wisdom of Life

ความเชื่ออย่างไร ทำให้รอดได้?

เป็นที่น่าเสียดายและเสียใจที่ว่าปัจจุบันนี้ เมื่อเราพาคนมาเป็นคริสเตียน แทนที่เราจะพามาหาพระเยซู เรากลับพาเขาเข้าไปโบสถ์ก่อน เมื่อเราทำเช่นนั้น สิ่งแรกที่คนนั้นได้รับ คือบริบทแห่งโบสถ์ เขาได้พบกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่นมีการร้องเพลง การนมัสการ การรับฤทธิ์เดชของประทานฝ่ายวิญญาณ และ พิธีกรรมอื่นๆ เมื่อเขาเห็นว่าน่าสนใจ เขาก็รับเชื่อ (โดยบ่อยครั้งไม่รู้ว่าเชื่ออะไรจริงๆ เขาเชื่อในสิ่งข้างต้น หรือ เชื่อพระเยซู แบบใด หรือ เชื่อว่าพระเยซูมีอยู่จริง ก็ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลยจนกว่าจะถามเรื่องความรอดกับเขา ก็จะรู้ได้ว่า เขาเชื่ออะไร) หลังจากนั้น เขาจะได้รับ การเข้าชั้นเรียน “ผู้เชื่อใหม่” (ซึ่งผมก็สงสัยและอยากถามเหลือเกินว่า มีผู้เชื่อ เก่า และ ใหม่ด้วยหรือ ในพระคัมภีร์) และในชั้นเรียนนี้เองที่จะเป็นตัววัดว่า เขาจะได้รับบัพติสมาหรือไม่ โดยดูที่การดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เปลี่ยนแปลงไปตามที่เรียนหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนแปลง และ เรียนจบก็จะได้รับบัพติสมาเข้าเป็น “สมาชิก” สมบูรณ์ของคริสตจักร (ค่อยยังชั่วอยู่หน่อยว่าเราไม่มีบัตรสมาชิกแจกเป็นการ์ดให้เหมือนเซ็นทรัล) แต่ถ้าเกเร มาไม่ครบชั้นเรียน และ ไขว้เขวหน่อย มาโบสถ์ก็ไม่เป็นประจำ ก็ไม่รู้ว่าเรียกเขาเป็นอะะไร (อาจเป็น สมาชิกไม่สมบูรณ์ ก็ได้) โดยให้เหตุผลว่า จะให้บัพติสมาได้นั้น เราต้องได้คริสเตียนที่มีคุณภาพ สเถียร บังเกิดใหม่ โดยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่เราใช้ตัดสินมิได้สามารถใช้บอกได้เลยว่า คนนั้น “บังเกิดใหม่” หรือยัง

เวลา บทเรียน บัพติสมา ของประทาน การนมัสการ การมาโบสถ์ กิจกรรมต่างๆ ไม่ใช่สิ่งที่พิสูจน์การบังเกิดใหม่ ความเชื่อที่ถูกต้องต่างหากพิสูจน์ว่าคนนั้นบังเกิดใหม่และรอดแล้ว

ผมอยากจะกล่าวว่า สิ่งต่างๆที่เราทำปัจจุบันนี้ กลับตาลปัตร กับสิ่งที่เราเห็นในคริสตจักรแห่งพระเยซูคริสต์จากพระธรรมกิจการ อย่างสิ้นเชิง เราเรียงลำดับสิ่งที่เราเห็นว่าเกี่ยวกับเรา เกี่ยวกับโบสถ์ มาก่อนเสมอ แล้วพระกิตติคุณ แห่งความรอด จึงสอนทีหลัง ทุกอย่างจะต้องมี เรา เป็นเอก เสมอ ไม่รู้ทำไม?

เมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อเวลาผ่านไป เขาเติบโตในบริบทของโบสถ์มากเท่าไร เขาก็อ่อนแอในบริบทของความเชื่อที่แท้จริงน้อยลงเท่านั้น

และเมื่อเราถามคริสเตียนปัจจุบันส่วนมากว่าความรอดคืออะไร? หรือเชื่ออย่างไรถึงรอด จึงไม่ค่อยมีคนกล้าตอบจริงๆ มักจะอ้ำอึ้ง เพราไม่แน่ใจ หรือไม่ก็ไม่กล้าฟันธง เพราะสับสน หรือเพราะงงตั้งแต่แรกที่รับเชื่อ

คริสเตียนมักจะมีคำตอบคล้ายกันว่า “เมื่อก่อนท่านป็นคนบาป ตอนนี้ท่านเชื่อพระเจ้า ได้รับการอภัยโทษ ตอนนี้รอดแล้วโดยไม้กางเขนที่อภัยโทษบาป เมื่อเรามาโบสถ์เราจะช่วยกันและกันให้รักษาความรอดนี้ ถ้าเรามานมัสการร่วมกัน เราจะรู้จักพระเจ้ามากขึ้น เราจะเข้มแข็งขึ้น เพราะเราจะช่วยกันในพระวิญญาณ”

ถ้าสรุปจากคำตอบนี้ เราสามารถจะพูดเป็นประโยคประมาณนี้ว่า “ไม้กางเขนช่วยให้เรารอด โบสถ์ช่วยเรารักษาความรอด”

นี่เป็นกิตติคุณแค่ครึ่งเดียว ที่ใช้สอนกันเป็นประจำในบริบทแห่งโบสถ์ จนฝังรากลึกยากที่จะเยียวยาแก้ไข

ไม่ต้องสงสัยเมื่อเราสำรวจประชากรคริสเตียน เราจึงมีแค่หยิบมือเดียว เพราะเราไม่เคยมีอะไรใหม่ให้คนไทย เราไม่มีอะไรเสนอเขาเลยที่เปลี่ยนใหม่ เพราะเรามุ่งอยู่แต่ที่จะให้คนเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงไม่ทำให้คนถึงความรอด การเปลี่ยนใหม่จากข้างในต่างหากทำให้คนถึงความรอด

ความรอดจึงมาจากการเปลี่ยนแปลงจิตใจภายใน ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตภายนอก เราต้องเรียงลำดับให้ถูก เพราะว่า การเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตภายนอกไม่ได้ช่วยให้เกิดความรอดจากการเปลี่ยนแปลงจิตใจ ต้องสลับกันให้ถูกครับ เราต้องให้เขาได้รับการเปลี่ยนแปลงจิตใจภายในก่อน จึงค่อยนำ เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตภายนอกซึ่งเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ สิ่งภายนอกจะมาเองครับ เมื่อเขารอดจริงๆแล้ว เขาจะทนต่อการเร้าใจในพระวิญญาณไม่ไหว จะล้นออกมาเป็นการสรรเสริญเองครับ จะทำทุกอย่างโดยมีพระวิญญาณเร้าใจภายใน ของประทานแห่งพระวิญญาณจะออกมาโดยไม่ต้องมีการรับ เพราะมีอยู่จากข้างใน ไม่ใช่ “เจิม” เข้าไปจากข้างนอก

เราทำกลับตาลปัตรเช่นนี้จนเป็นประเพณี เพราะเราไม่เข้าใจพระกิตติคุณ

เราเห็นความจริงแห่งพระกิตติคุณแค่ด้านเดียว! ประกาศพระกิตติคุณแค่ครึ่งเดียว

คริเตียนเชื่ออย่างไรจึงจะรอด ความเชื่อแบบไหน เชื่ออะไรที่ทำให้เกิดความรอด คำตอบเร่ิมที่ตรงนี้ครับ!

สิ่งที่เรา “ลืม” ทุกครั้งเวลาเราประกาศพระคริสต์ เราทุกคนลืมหมด เชื่อผมสิว่าเป็นอย่างนั้น ไม่เชื่อลองตรวจสอบตัวเองก็ได้ว่าพูดถึงข่าวดีของพระคริสต์ เราพูดเรื่อง คนไม่เชื่อเป็นคนตาย หรือไม่ รับรองว่า ร้อยทั้งร้อย ลืมหมด เพราะว่าเราเห็นคนไม่เชื่อ เป็นคนบาป แต่ไม่เคยยอมเห็นคนไม่เชื่อเป็น “คนตาย” เหมือนอย่างพระเจ้าเห็น

พระคัมภีร์ยืนยันไว้ใน พระธรรมโรม, ฮิบรู, เอเฟซัส 2 โคโลสี 2 และจะว่าไปแล้วเขียนไว้ตลอดทั้งพันธสัญญาใหม่ว่า มนุษย์นั้นตายแล้วเพราะบาปของตน เมื่ออาดัมกินผลไม้นั้น พระคัมภีร์ ปฐมกาล 3:3 กล่าวว่า อาดัมนั้น ตาย แต่อาดัมยังเดินอยู่อีกหลายร้อยปีจึงจะตาย แต่พระเจ้าเห็นว่า อาดัมนั้น ตายแล้ว คือ ตายฝ่ายวิญญาณนั่นเอง ในสายพระเนตรของพระเจ้า มนุษย์ผู้ใดไม่มีวิญญาณของพระองค์ประทับอยู่ มนุษย์นั้น “ตายแล้ว” และ เมื่อพระวิญญาณของพระเจ้า พราก จาก มนุษย์ ในสายตาของพระเจ้า มนุษย์นั้นตายแล้ว และยังคงสภาพตายอยู่ จนกว่าจะรับพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์ ซึ่งก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นเอง โรม 5 จึงว่า อาดัมได้ตาย และมนุษย์ทุกคนจึงตายตามอาดัมด้วย เพราะบาป และ โคโลสี 2 กับ เอเฟซัส 2 ก็ว่า เพราะว่าเราได้ตายในการบาปของเรา

มนุษย์นั้นเป็นคนบาป ถูกต้องแล้วครับ แต่มนุษย์มีปัญหาที่หนักหน่วงกว่านั้นมาก คือ มนุษย์เป็นคนตายในสายพระเนตรพระเจ้า

เมื่อเราเห็นเขาแค่เป็นคนบาป เราจึงประกาศแต่เรื่องไม้กางเขน เพราะเราเองก็รับทราบมาแค่ครึ่งเดียวคือ ไม้กางเขนอภัยบาป

แต่พระกิตติคุณสมบูรณ์ที่อัครฑูตในพระธรรมกิจการ และ อ.เปาโลประกาศเมื่อใด ล้วนแล้วแต่มีสองส่วนทุกครั้งเสมอ คือ การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และการคืนพระชนม์ในสามวัน

เมื่อเราไม่เห็นคนไม่เชื่อเป็นคนตาย เราจึงลืมที่จะแจ้งให้ทราบว่าเขาเป็นคนตาย เราจึงลืมสิ่งที่คนตายต้องการ!

คนตายต้องการอะไรครับ? สิ่งเดียวที่คนตายต้องการ คือ ชีวิต คือ ชีวิต คือชีวิต เท่านั้น เขาไม่ได้ต้องการการเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องการวิถีชีวิตใหม่ ไม่ได้ต้องการโบสถ์ หรือการนมัสการแบบใดๆ เขาต้องการชีวิตก่อน เราต้องแนะทางให้เขาได้ชีวิตครับ

คนตายนั้นเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตอย่างไรก็ยังเป็นคนตายอยู่เสมอ จะนมัสการกี่พันครั้ง หลับตาหรือลืมตา ดังหรือเงียบ พูดภาษาแปลกได้หรือไม่ มาโบสถ์ทุกวัน ก็ยังคงสภาพเป็นคนตายอยู่ดี อาจรู้สึกมีความสุข เมื่อได้ร้องเพลง อาจเร้าใจ อาจร้องไห้ อาจซาบซึ้ง อาจประทับใจ แต่คนยังตายอยู่ดี คนตายนั้นต้องการชีวิตก่อนเป็นอันดับแรกครับ อย่างอื่นว่ากันทีหลัง เรียงลำดับให้ถูก

ชีวิตนั้นได้มาจากไหนหรือ? ชีวิตฝ่ายวิญญาณ (Spiritual Life) ได้มาจากทางเดียวคือ จากชีวิตที่คืนพระชนม์ (Resurrected Life) ของพระเยซูคริสต์ครับ

คนที่จะรอดได้นั้นต้องเชื่อทั้งสองส่วนของพระกิตติคุณครับ คือ การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และการคืนพระชนม์ในสามวัน

ถ้าผมกล่าวว่า: “ท่านไม่ได้รอดด้วยไม้กางเขน แต่รอดด้วยการคืนพระชนม์ของพระคริสต์ ท่านได้รับการคืนดีและการยกโทษบาปจากไม้กางเขน แต่ได้รับความรอดด้วยการคืนพระชนม์ ไม้กางเขนช่วยท่านเรื่องความผิดบาป และการที่ท่านได้คืนดีกับพระเจ้า แต่การคืนพระชนม์ของพระคริสต์ช่วยท่านเรื่องที่ท่านตาย เพราะว่าก่อนท่านรับพระเยซูท่านไม่ได้เป็นแต่เพียงคนบาป แต่ท่านเป็นคนตายฝ่ายวิญญาณ” ท่านว่าผมพูดถูกหรือไม่?

นี่คือความจริงอีกครึ่งหนึ่งของพระกิตติคุณซึ่งมีฤทธิ์เดชช่วยชีวิตคนที่เชื่อให้รอดได้ พวกยิวก่อน และพวกต่างชาติด้วย และซึ่งจะเติมเขาให้เต็ม ความจริงนี้จะปลดปล่อยเขา เมื่อเขาเข้าใจ “การยกโทษที่สิ้นสุดสมบูรณ์ และความจริงแห่งการคืนพระชนม์”

นี่คือพระกิิตติคุณแห่งความรอดครับ จาก 1 โครินธ์ 15:1-4 ลองอ่านดูดีๆนะครับ พระกิตติคุณมีสองส่วนครบสมบูรณ์นี้ นำไปสู่ความรอดโดยความเชื่อ

เพราะความบาปของท่าน จึงมีโทษ และโทษของความบาปคือความตาย ท่านจึงเป็นคนตายฝ่ายวิญญาณ พระเยซูคริสต์ตายบนไม้กางเขนเพื่ออภัยบาปให้แก่ท่าน การยกโทษบาป (Forgiveness) จึงบังเกิดขึ้นสมบูรณ์บนไม้กางเขน พระเยซูได้จัดการเรื่องบาปไปแล้ว แต่ท่านยังมีปัญหาอีกอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าความบาป เพราะว่าท่านยังเป็นคนตายอยู่ และส่ิงที่คนตายต้องการคือชีวิต ท่านต้องการชีวิต ชีวิตนั้นได้มาจากที่เดียวคือการคืนพระชนม์ของพระเยซู (Resurrection) ซึ่งจัดการเรื่องความตายของท่าน เมื่อท่านรับเอาพระเยซู ท่านรับเอาชีวิตที่คืนพระชนม์ของพระองค์ เข้าสู่คนตายฝ่ายวิญญาณเช่นท่าน พระองค์จึงทำให้ท่านเป็นขึ้นมาใหม่ฝ่ายวิญญาณ มีชีวิตใหม่ เป็นชีวิตนิรันดร์ นั่นคือความรอด คือรอดจากความตายนิรันดร์ ถ้าท่านรับเชื่อว่าพระเยซูตายเพื่อท่านบนไม้กางเขนเพื่อยกโทษบาป และพระเยซูได้เป็นขึ้นมาจากความตาย เพื่อให้ชีวิตแก่คนที่ตายไปแล้วเช่นท่าน ท่านจะรอด (โรม 10:9)

เอาล่ะ! มาถึงตอนนี้ก่อนที่ท่านจะปิดเครื่อง หรือคิดด่าผมในใจที่ทำให้ท่านสับสน ขอผมค่อยๆอธิบายหน่อยโดยมีพระคัมภีร์สนับสนุน

จากคำถามที่ว่า เรารอดด้วยสิ่งใด (How is a man saved) หรือความเชื่ออย่างไรช่วยให้รอดได้?  คำตอบคือ เรารอดด้วยความเชื่อว่าพระเยซูได้ทำสองสิ่ง ตาย แล้วก็เป็นขึ้นจากตาย อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ต้องทั้งสองอย่างเสมอ!

การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูยกโทษบาปให้เรา ทำให้เราคืนดีกับพระเจ้า ถ้ารอดโดยไม้กางเขนอย่างเดียว (เหมือนที่เราเคยสอน) ทุกคนก็รอดสิ! เพราะพระเยซูยกบาปทุกคน เพราะพระองค์ได้ยกบาปของ “โลก” คือทุกคนให้คืนดีกันกับพระเจ้า (2 โครินธ์ 5:19) ถ้าพระองค์ยกบาปให้ทุกคนในโลกไปแล้ว ทุกคนก็รอดสิ! ไม่ใช่ เพราะเราเห็นว่าไม่ใช่ทุกคนที่รอดถึงแม้ว่าทุกคนในโลกจะคืนดีกับพระเจ้าทางพระคริสต์แล้ว (2โครินธ์ 5:18-19)

เพราะปัญหาของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่ว่าบาปอย่างเดียว มนุษย์ยังมีปัญหาใหญ่กว่านั้นที่ต้องแก้คือ มนุษย์ที่ยังตายอยู่ (เอเฟซัส 2:5) เราต้องการชีวิต เราจึงจะรอดได้โดยรับชีวิตที่เป็นขึ้นจากตายของพระเยซูไง รับพระคริสต์คือรับชีวิตของพระองค์เข้ามาอยู่ในเราถาวร (กาลาเทีย 2:20) นั่นคือความรอด เราคืนดีกับพระเจ้าโดยไม้กางเขน โดยความตายของพระเยซู (โรม 5:8-9) และเรารอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์ (โรม 5:10) โรมบทที่ 8:11 ยืนยันอย่างนี้ว่า “ถ้าพระวิญญาณของพระองค์ผู้ทรงชุบให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย ทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลาย พระองค์ผู้ทรงชุบให้พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตายแล้วนั้น จะทรงกระทำให้กายซึ่งต้องตายของท่านเป็นขึ้นมาใหม่ โดยเดชแห่งพระวิญญาณของพระองค์ซึ่งทรงสถิตอยู่ในเราทั้งหลาย” หมายความว่า ความรอดคือการสวบทับด้วยพระวิญญาณของพระองค์เข้าสู่คนตายแบบเรา เราจึง “ฟื้น” การ “ฟื้นจากความตายฝ่ายวิญญาณ” นั้นคือความรอด นี่ตอบคำถามของคริสเตียนส่วนมากที่ว่า “เป็นคริสเตียนแท้ดูที่ไหน?” ดูที่นี่ครับ ดูว่ามีพระวิญญาณของพระคริสต์อยู่ข้างในหรือเปล่า ถ้ามีผู้นั้นเป็นของพระองค์ ถ้าไม่มีผู้นั้นไม่ได้เป็นของพระองค์ครับ (โรม 8:9) เมื่อมีพระวิญญาณจึงรอดจากความตาย

จึงกล่าวได้ว่า ไม้กางเขน ทำให้เราได้ “การคืนดีและการยกโทษบาป” แต่การคืนพระชนม์ ทำให้เราได้ “ชีวิต” นั่นเอง

การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน จัดการเรื่องบาปให้หมดสิ้นนิรันดร์

การคืนพระชนม์ จัดการเรื่องความตายฝ่ายวิญญาณให้หมดไป ให้เป็น คนมีชีวิตฝ่ายวิญญาณ ตรงนี้แหละคือความรอด คือรอดจากการตายนิรันดร์ เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์นั่นเอง

เมื่อเราประกาศ ต้องประกาศความรอดแบบนี้ครับ:

เมื่อเขารับพระเยซูว่าเป็นพระเจ้า และพระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และคืนพระชนม์ เขาจะรอด เพราะว่า การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนนั้นทำให้เขาตายไปจากกฏแห่งความบาปและความตาย คือได้รับการคืนดี และการคืนพระชนม์นั้นมีฤทธิ์เดชให้เขากลับฟื้นขึ้นมาจากตาย คือรอดจากตาย โดยที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเยซูเข้าสวมทับอยู่ในชีวิตของเขาถาร (โคโลสี 1:28)

และนี่คือนัยยะแห่งการบัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในบริบทที่ถูกต้องตามพระคัมภีร์ครับ ไม่ได้เป็นเรื่องของการรับฤทธิ์เดชเหนือมนุษย์ หรือเรื่องใดๆ หรือต้องมารับพระวิญญาณเอาทีหลัง หลังจากรับเชื่อแล้ว เพื่อจะมารับเอาฤทธิ์เดช หรือของประทานฝ่ายวิญญาณ มาจับที่หัวเราและต้องมาเจิมพระวิญญาณอะไรไม่รู้ ที่เราจับเอาพระคัมภีร์สองข้อมาผสมกันไปเองครับ

ยอห์นผู้ให้บัพติสมากล่าวว่า เขาให้บัพติสมาด้วยน้ำ แต่พระเยซูจะให้บัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็คือแบบนี้แหละครับ คือที่พระเยซูจะให้บัพติสมาสวมทับชีวิตของพระองค์เข้าสู่ชีวิตของท่าน ให้ท่านฟื้นจากตายนิรันดร์ เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ นี่แหละครับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณของจริง คือเกี่ยวกับความรอดชัดๆ ล้วนๆ ด้วยความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา นี่แหละครับฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐ นี่แหละครับสำหรับผมแล้วคือฤทธิ์เดชที่น่าดูเป็นที่สุด เห็นทีไรขนลุก น้ำตาไหลทุกทีเมื่อเห็นคนหนึ่งรับเชื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง และรับพระองค์เข้าสู่ชีวิตของเขา และเขาฟื้นบังเกิดใหม่อย่างแท้จริง นี่ล่ะครับสำหรับผม ฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐ ฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณจาก โรม 1:16 ฤทธิ์เดชที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ฤทธิ์เดชที่ “ช่วยให้รอดได้” ที่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต และไม่ต้องการอะไรเพิ่มเสริมอีก

นี่แหละครับที่เราเรียกว่า “ข่าวประเสริฐ” หรือข่าวดี เพราะเป็นข่าวดีจริงๆ ไม่ใช่ข่าวดีครึ่งเดียว ที่เหลือต้องทำต่อ

เอาล่ะ! เมื่อเรารู้แบบนี้แล้ว เราจะเข้าใจอีกคำถามหนึ่ง (ซึ่งเราถามกันสุดจะบ่อย) โดยอัตโนมัติว่า

เราสูญเสียความรอดได้ไหม (Can we lose salvation)?

คำตอบคือ เป็นไปไม่ได้ ครับ!

เนื่องด้วยเหตุผลและคำอธิบายเรื่องความรอดข้างบน จึงไม่มีทางที่คริสเตียนบังเกิดใหม่จะสูญเสียความรอด เพราะตัวการเดียวที่ทำให้เรากลับตายฝ่ายวิญญาณได้ หรือได้อีก คือ “ความบาป” แต่พระเยซูจัดการกับบาปหมดอย่างสิ้นเชิงแล้ว พระองค์ชำระบาปนิรันดร์ (ฮิบรู 9:26-28,14-18) พระองค์ “ลบบาป” ทั้งสิ้นทั้งปวงและพระเจ้าไม่จดจำอีกต่อไป และพระองค์ทำลาย ฤทธิ์ แห่งบาปไปแล้วตามธรรมบัญญัติ ทำลายอย่างไร? เมื่อฤทธิ์โทษแห่งบาปคือความตายได้บรรลุถึงซึ่งการ “ลงโทษ” ไปแล้ว ธรรมบัญญัติก็ไม่เหลืออำนาจโทษใด ที่จะลงโทษได้อีก จึงไม่เหลือตัวการที่จะทำให้เรากลับตายได้อีก และโรม 8:33-35 ว่าใครจะฟ้องเราให้รับโทษได้อีก? และไม่มีสิ่งใดจะ “แยก” เราให้ขาดจากความรักของพระคริสต์ได้อีกแล้ว

มิหนำซ้ำ ชีวิตที่คืนพระชนม์ของพระเยซู เป็นชีวิตที่พระองค์ไม่ได้กลับไปตายอีก แต่ยังมีชีวิตอยู่ (มัทธิว 18:20) แต่เป็นชีวิตนิรันดร์ เมื่อพระองค์เป็นผลแรก (1โครินธ์ 15:20) และ เราทั้งหลายได้ชีวิตนั้นจากพระองค์เข้ามาสู่คนตายฝ่ายวิญญาณเช่นเรา ชีวิตที่เราได้ “จึง” เป็นชีวิตนิรันดร์ด้วย นิรันดร์ (eternal) แปลว่าอยู่ไปตลอด  เราจึงรอดจากความตายนิรันดร์ เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ เป็นความรอดนิรันดร์ ที่ไม่มีวันสูญเสียไป

อ่านมาถึงตอนนี้จะเห็นว่า ตรรกะแห่งความรอดแท้จริงแล้วง่ายจัง แต่เรามาทำให้ยุ่งยากจัง ทำให้วุ่นวายเสียจนคนไม่อยากจะมาหาพระเจ้า เพราะบริบทโบสถ์เข้มงวดและจุกจิก คือคิดว่าทำให้ “ขลัง” ขึ้นถ้าเรามีส่วนในการกำหนดความรอดได้ด้วยการกระทำก็เท่านั้น คิดว่าจะให้จิตวิญญาณเข้าใกล้พระเจ้าได้ ต้องกระทำบางอย่าง

แท้จริงแล้วถ้าเราเข้าใจความรอด เราจะรู้ว่า เราใกล้กับพระเจ้ามากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วและไกลออกจากพระเจ้ามากกว่านี้ไม่ได้อีกเลย

แท้จริงแล้วพระกิตติคุณนั้น แสนจะธรรมดา และเรียบง่าย

คือพระเจ้าเร่ิมต้นด้วยความรัก มนุษย์ตอบสนองพระองค์ด้วยความจำนนและความเชื่อ

อย่าลืม! พระเจ้านะ ไม่ใช่เรา เป็นคนเร่ิมต้น เรียงลำดับให้ถูกเสมอ

และความรอดนั้นได้มาจากการที่เราจำนนต่อตัวเรา และยอมรับพระคุณของพระองค์ และยอมรับความรักของพระองค์โดยการตอบสนองด้วยความเชื่อ เท่านั้น!

สรุปว่า พระกิตติคุณที่ช่วยให้รอดได้ต้องประกอบด้วย 2 ประการเพื่อแก้ปัญหาที่มนุษย์แก้ด้วยตัวเองไม่ได้ 2 อย่างคือ มนุษย์บาป และมนุษย์ตาย

ไม้กางเขนจัดการเรื่องบาป การคืนพระชนม์จัดการเรื่องตาย

พระกิตติคุณต้องมีทั้งสองส่วนเสมอ อย่าสอนแค่ส่วนเดียว อย่าอยู่แค่่ส่วนเดียว

ถ้าวันนี้ยังไม่แน่ใจ ความรอดไม่มีคำว่าสายครับ คุกเข่าลง หรือ น่ังลงก็ได้ไม่ผิดอะไร ตั้งใจอธิษฐานอย่างนี้ว่า

“ข้าแต่พระเยซูคริสต์​พระเจ้าองค์เดียวแห่งสากลจักรวาล

ผมยอมจำนนว่าผมเป็นคนบาป ไม่ว่าจะดีอย่างไรก็ยังทำบาป

และผมยอมจำนนว่าผมเป็นคนตาย ตายเพราะบาปของผมซึ่งได้มาจากอาดัมตั้งแต่กำเนิด

ผมเชื่อในการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนอย่างสุดใจ เพื่อยกโทษบาปให้ผมนิรันดร์ และไม่มีการลงโทษเหลือถึงผมอีก เพราะพระองค์ชำระบาปอย่างสมบูรณ์แล้ว และผมได้รับการคืนดีสมบูรณ์โดยไม้กางเขนของพระองค์

ผมเชื่อในการคืนพระชนม์ของพระองค์อย่างสุดใจ และเชื่อมั่นว่าพระองค์คืนพระชนม์ในวันที่สาม และปัจจุบันยังดำรงพระชนม์อยู่ ในเมื่อผมเป็นคนตาย ผมขอรับเอาชีวิตนั้นที่พระองค์ได้มาจากการคืนพระชนม์​โปรดบัพติสมาผมให้เข้าร่วมอยู่ในพระองค์ รับชีวิตของพระองค์เข้าสู่คนที่ตายแล้วเช่นผม เพื่อให้ผมรอดได้โดยชีวิตของพระองค์ และหลังจากนี้ ขอให้พระองค์ดำเนินชีวิตของพระองค์่ผ่านทางผม นำชีวิตผมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ประทับอยู่ในชีวิตของผมนี้ จนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาอีก ในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน”

ความรอดที่แท้จริงไม่มีคำว่าสายครับ!

Leave a Reply

17 Comments

  • BigBang

    Aug 21, 2009

    Reply

    ค่อนข้างเห็นด้วยบางส่วนกับคุณ จขกท. แต่มีบางอย่างยังไม่กระจ่างในช่วงท้ายๆ "โปรดบัพติสมาผมให้เข้าร่วมอยู่ในพระองค์ รับชีวิตของพระองค์เข้าสู่คนที่ตายแล้วเช่นผม เพื่อให้ผมรอดได้โดยชีวิตของพระองค์ และหลังจากนี้ ขอให้พระองค์ดำเนินชีวิตของพระองค์ผ่านทางผม นำชีวิตผมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ประทับอยู่ในชีวิตของผมนี้ จนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาอีก" 1) หลังจากอธิษฐานด้วยความเชื่อตามที่คุณบอกแล้ว จะได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาประทับในชีวิตทันทีเลยเดี๋ยวนั้นไหม แล้วทำไมพระเยซูบอกให้สาวกอธิษฐานอยู่หลายวันกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาในวันเพนเทคอสต์ ทำไมพวกเขาไม่ได้รับพระวิญญาณฯทันทีที่พระเยซูฟื้นจากความตาย ในเมื่อพวกเขาก็เห็นกับตาว่าพระเยซูฟื้นจากความตาย โธมัสเอานิ้วแยงที่รูแล้วก็เชื่อสนิทใจเลยว่าพระองค์ฟื้นจากความตาย แต่ทำไมพระเยซูยังต้องให้พวกสาวกรอพระวิญญาณฯตั้งหลายวัน เมื่อพระเยซูเหาะขึ้นสวรรค์แล้วทุกคนก็น่าจะได้รับพระวิญญาณฯวันนั้นเลยโดยไม่ต้องรอ และพวกเราคริสเตียนก็มีหลายคนที่ต้องอธิษฐานขอพระวิญญาณฯและต้องรอหลายวันหลายเดือนเหมือนกัน 2) คำถามที่ 2 นี้ไม่เกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์เหมือนคำถามแรก แต่เกี่ยวกับการบังเกิดใหม่ คืออยากถามว่า หลังจากได้รับความรอดและมีชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว ถือว่าเป็นการ "บังเกิดใหม่" หรือเปล่า และที่อ.เปโตรพูดไว้ดังนี้ 1เปโตร 2:2 เช่นเดียวกับทารกแรกเกิด จงปรารถนาน้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์ เพื่อโดยน้ำนมนั้นจะทำให้ท่านทั้งหลายเจริญขึ้นสู่ความรอด แปลว่าอย่างไรครับ คำว่า "เจริญขึ้นสู่ความรอด" หมายความว่าอย่างไร ความรอดมีเจริญขึ้นหรือถดถอยลงด้วยใหมครับ ? ถ้าจะตีความตามความเห็นของคุณ จขกท. จะตีความว่าอย่างไร ? น้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์คืออะไร ? ผมไม่ค่อยเข้าใจจุดนี้ครับ ขอโทษด้วยครับที่ถามมาก

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    คุณ​ BigBang เป็นคำถามที่ ดี ที่สุด เท่าที่ผมเคยได้รับมาเลยครับ ถามตรงประเด็น ตรงจุด อ่านแล้วเข้าใจ คือถามแบบนี้ คนตอบรู้สึกเลยว่าอยากตอบ เพราะอ่านมาแล้วทั้งหมด แต่ติดประเด็นบางอย่างที่สงสัยอยู่ เดี๋ยวตอบให้กระจ่างเลยครับ รอหน่อยนะ

  • KKK

    Aug 21, 2009

    Reply

    เห็นด้วย.....กับคุณคงศักดิ์ ทั้งหมด แต่....ขอบอกว่า ความรอด เป็นกระบวนการ คงไม่มีใครเชื่อ.... พระเยซูแล้ว จะรู้จัก และเข้าใจ พระเจ้าทันทีได้โดยไม่มีการเรียนรู้ หรือไม่มีประสบการณ์ แต่.......ค่อยๆเติบโต....... คุณพูดในฐานะผู้ใหญ่ คือโตเต็มที่แล้ว ส่วนผู้เชื่อที่เพิ่งรับเชื่อ บังเกิดใหม่แล้ว จำเป็นต้องได้รับการเลี้ยงดู เหมือนที่พระองค์สั่งสาวก เปโตรว่า ถ้าเจ้ารักเรา จงเลี้ยงดูแกะของเรา และพวจนะเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่ จะรับการป้อนอาหารฝ่ายวิญญาณ และเติบโตขึ้น จนโตเป็นผู้ใหญ่ สามารถสอน หรือรับใช้พระเจ้าได้ คจ.มีหน้าที่เลี้ยงดูแกะของพระเจ้า (ย้ำ..แกะของพระเจ้า ไม่ไช่ของศบ.หรือของคจ. แต่เป็นของพระเจ้าเท่านั้น) ส่วนการเจิม....มีอีกด้าน นอกเหนือการบังเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ เป็นด้านของการรับใช้ เป็นการเจิมเพื่อของประทานเพื่อปรนนิบัติพระเจ้า ซึ่งมีบางคนเป็นอัครทูต เป็นครู อาจารย์ เป็นศบ. เป็นผู้เผยพระวจนะ เป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ เพื่อเตรียมธมช.ให้เป็นคนรับใช้พระเจ้า เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบลูย์ของพระคริสต์ เพื่อเราจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป ถูกซัดไปซัดมาและหันไปเหมาด้วยลมปากแห่งคำสอนทุกอย่าง และด้วยเล่ห์กลของมนุษย์ตามอุบายฉลาดอันเป็นการล่อลวง แต่..ให้ยึดความจริงด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศรีษะคือพระคริสต์ คือเนื่องจาก พระองค์นั้น ร่างกายทั้งสิ้นที่ติดต่อสนิท และประสาน โดยทุกข้อต่อที่ทรงประทานได้จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก เมื่ออวัยวะทุกอย่าง ทำงานตามความเหมาะสมแล้ว อฟซ4.11-16

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ตอบคุณ KKK ก่อนนะ เพราะตอบง่ายกว่าครับ ความรอดเป็นกระบวนการตัดสินใจของคนหนึ่งจริงๆ ครับ เขาต้องรู้ว่าความรอดคืออะไรก่อน และรับความรอดก่อน หลังจากนั้น จะไปเลี้ยงดูอะไรที่คุณ kKK ว่าผมก็เห็นด้วยครับ แต่ต้องเข้าใจความรอดก่อน และกระบวนการตัดสินใจนี้ก่อนเป็นอันดับแรก ไม่งั้นชีวิตคนนั้นพังเลยครับ เพราะเขายังตายอยู่ เขาต้องรู้จักว่าความรอดคืออะไร เชื่ออย่างไรถึงรอด แล้วรับเชื่อในสิ่งนั้น และรอดก่อนครับ จึงจะเลี้ยงดูผู้เชื่อใหม่ได้ ไม่งั้นเราจะเลี้ยงดูคนตายอยู่ครับ คนตายไม่มีทางโตในพระคุณได้ เพราะตายอยู่ ยังไม่เกิดใหม่เลย ต้องผ่านกระบวนการบังเกิดใหม่ก่อนครับ การเลี้ยงดูคือการแนะนำให้คนนั้นที่เป็นผู้รอดใหม่ได้เติบโตในพระวจนะ ได้เติบโตในพระคุณที่เขาได้รับมาตั้งแต่ตอนรับเชื่อ สอนให้เขาดำเนินชีวิตตามพระเยซูที่อยู่ในเขา แล้วให้เขาเลือกดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณนั้น แต่เราเลี้ยงดูเขาได้ ช่วยเขาได้ "หลังจาก" เขารับชีวิตก่อนนะ ไม่งั้น เราจะกำลังเลี้ยงคนตายฝ่ายวิญญาณอยู่ ต่อให้ภายนอกเปลี่ยนไป มีของประทานอะไร ก็โตไม่ได้ครับ โตแต่ภายนอกแค่มองเห็น ข้างในตายอยู่ เรื่องของประทานฝ่ายพระวิญญาณ ใน อฟซ 4:11-16 มันต้องเจิมตรงไหนหรือครับ ตรงหัว หรือว่า จับบ่าหรือไหล่ หรือต้องด้วย ศิษยาภิบาลครับ หรือต้องศาสนาจารย์ ใส่ผ้าคลุมครับ ขอข้ออื่นสนับสนุนหน่อยครับ อย่าเอาแค่ 6 ข้อมาตั้งเป็นหลักข้อเชื่อนะครับ บริบททั้่งหมดในเอเฟซัสนั้นพูดถึงการเติบโตในความเชื่อ ในพระคุณที่ได้มาตอนเรารับเชื่อครับ เมื่อเราได้รับพระวิญญาณมาจริง ของประทานก็ตามมากับพระวิญญาณนั้นเองครับ ไม่ต้องเจิมครับ พระคุณของพระเยซูที่เราได้รับมา ชีวิตของพระเยซูที่ได้รับ ไม่พอ หรือครับ เราต้องการเพิ่มอะไรอีกครับ เราไม่ได้รับทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อการดำเนินชีวิตเมื่อเรารับพระเยซูหรือครับ? เราต้องการตัวช่วยอีกหรือ? อาหารเสริม? พลังเสริม? ถ้าเราต้องการ เราก็ยอมรับโดยปรนัยว่า พระเยซูคริสต์ ไม่พอครับ อีกประการหนึ่ง พระคัมภีร์พูดเรื่องผลของพระวิญญาณ มากกว่า ของประทานฝ่ายวิญญาณตั้งมากมายครับ แต่เราก็ยังปักธงอยู่แต่เรื่องของ ของประทาน เป็นฤทธิ์เดช เป็นอิทธิฤทธิ์ อยู่นั่นแหละ ความรอดนั้นต่างหากเป็นฤทธิ์เดชที่สุดยอดที่สุดครับ เป็นฤทธิ์เดชที่ช่วยคนตายให้มีชีวิตได้ ของประทานเป็นของแถมครับ มาพร้อมกับพระวิญญาณของพระเยซูตอนเรารับพระองค์นั่นแหละ มาโดยพระคุณเท่านั้นครับ ไม่ได้จากการเจิม หรือ พิธีภายนอก หรือต้องรับต่างหากเป็นครั้งที่สอง ครั้งที่สาม เมื่อเราโตไปเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ อ.เปาโลหมายถึง โตในพระคุณที่ได้รับมา เติบโตในความเชื่อมั่นของไม้กางเขน และการคืนพระชนม์ ถ้าจะยกข้อนี้ 4:11-16 ต้องยกตั้งแต่บทที่ 3:1 ครับ เปาโลกำลังพูดถึงคนต่างชาติคือเรา และ ชาวยิว ซึ่งเมื่อก่อนนั้นไม่มีทางได้ร่วมกัน แต่ตอนนี้ได้ชีวิตใหม่ในพระคริสต์แล้วแบบเดียวกัน ให้ซาบซึ้งในความรัก ความกว้าง ความยาว ความลึก ของความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในความเชื่อ (บทที่ 4) โดยพระคุณที่ได้รับนี้ จึงมีของประทานแห่งพระคุณนี้ด้วย (4:7) โดยให้ทั้งยิวและต่างชาติเหมือนกัน เพื่อจะช่วยเหลือกันและกัน ในร่างกายเดียวกัน เหมือนอวัยวะ (4:15-16) ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเจิม หรือ การเลี้ยงดูเลยครับ ถ้าเรายกแค่ 4:11-16 ก็โยงไปเรื่องการเจิมได้ครับ และก็เอาข้ออื่นมาประกบ ว่าต้องรับอีกครั้ง ต้องเจิมอีกต่างหาก เป็นเรื่องราวใหญ่โต เกิดเป็นพิธีกรรมขึ้นมาอะไรก็ไม่รู้ครับ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเอาข้อใดมาประกอบ คุณ KKK ลองอ่านเอเฟซัสตั้งแต่บทที่ 2 ลงไปถึงบทที่ 4 สิครับ คลาสสิคมากเลยครับ พูดถึงเมื่อก่อนเราเป็นคนตาย แต่เดี๋ยวนี้เราได้ชีวิต (2:4-5) เพื่อเราจะเป็นอันหนึ่งเดียวกันกับพวกยิว ไม่ได้เป็นศัตรูกันอีกแล้ว แต่ได้รับความล้ำลึกเดียวกันในความรักขพงอรพคริสต์ (3:3) คือได้รับความรอดเดียวกันทางความเชื่อ และท่านเปาโลก็ประกาศความรอดนี้แก่คนต่างชาติ (3) ว่าเดี๋ยวนี้ เรามีหวังแล้ว เพราะเมื่อก่อนเราตาย แต่เดี๋ยวนี้เรามีทางได้ชีวิตแล้ว โอ้โห สุดยอดเลยครับ เหมือนโคโลสีทั้งหมดเป๊ะเลยครับ รู้เลยว่าเขียนมาจากคนเดียวกัน และมีบริบทเดียวกัน เทศนาได้เป็นวันเลยครับ คนฟังไม่รู้สึกเบื่อ เมื่อเรายกแค่ไม่กี่ข้อ เราก็จนมุมต่อข้ออื่นครับที่จะเอามาสนับสนุน มีข้อไหนไหมครับที่พูดถึงการเจิมต่างหาก ด้วยการวางมือ หรือการรับพระวิญญาณบริสุทธิ์อีกครั้ง เราใช้หลักศาสนศาสตร์บริบทของโบสถ์ หรือ พิธีกรรม มาสวมเข้ากับ อฟซ.4:11-16 ไม่ได้ครับ ตีความเข้าข้างตัวเองเลยครับ เมื่อได้ชีวิตของพระคริสต์มาสถิตย์อยู่ในเราแล้ว อาจารย์เปาโลจึงว่า นี่แหละเป็นที่หวังแห่งศักดิ์ศรีครับ Hope of Glory นี่เป็นที่หวังเดียวและเป็นสิ่งเดียวที่มีศักดิ์ศรีที่สุดแล้วครับ ย้ำครับ! ต้องรอดก่อน โดยเชื่อในความเชื่อที่ถูกต้อง อย่างอื่น หมูๆครับ มาทีหลังหมด เมื่อรับชีวิต แล้ว เป็นขึ้นจากตายแล้ว อย่างอื่นจิ๊บจิ๊บครับ จะเลี้ยงดูอย่างไรก็ตามสบายครับ เพราะพระวิญญาณเลี้ยงดูเขาอยู่แล้ว จะพาเขาไปสู่ความจริงอยู่แล้ว จะเปิดเผยเขาจากพระวจนะอยู่แล้ว เราเขาไปช่วยประคองให้เขาดำเนินในพระวิญญาณก็เท่านั้น ถ้าเราประกาศพระกิตติคุณถูกต้องทั้งสองส่วน ถ้าเราเรียงลำดับถูก เราจะมีผู้รอดใหม่ ที่ไม่เกรงกลัวสิ่งใดครับ ห้าวหาญ เต็มไปด้วยของประทานฝ่ายวิญญาณและ มั่นใจในความรอดอยู่เสมอ เวลาไม่ใช่สิ่งจำเป็นหรอกครับ ชีวิตต่างหากคือสิ่งจำเป็น!

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    เดี๋ยว คุณ KKK อย่าเพิ่งตอบนะ รอผมตอบคุณ BigBang ก่อน เพราะว่าผมมาดูคำถามแล้ว มีเกี่ยวเนื่องกันนิดหน่อย ขอผมตอบคุณ BigBang ให้หายอยากตอบแล้ว คุณ KKK จะลุยผมต่อยังไงก็ได้เลยครับ แต่ขอผมตอบคุณ BigBang ก่อนแล้วกัน แล้วคุณ KKK อ่านคำตอบผมที่ให้ BigBang ด้วยนะจ๊ะ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ตอบคุณBigBangครับ คำถามของคุณมีสองข้อ ตอบทีละข้อนะ ขอตอบข้อ สองก่อนเพราะง่ายกว่า คำถามข้อสองมีว่า คำถามที่ 2 หลังจากได้รับความรอดและมีชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว ถือว่าเป็นการ "บังเกิดใหม่" หรือเปล่า และที่อ.เปโตรพูดไว้ดังนี้ 1เปโตร 2:2 เช่นเดียวกับทารกแรกเกิด จงปรารถนาน้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์ เพื่อโดยน้ำนมนั้นจะทำให้ท่านทั้งหลายเจริญขึ้นสู่ความรอด แปลว่าอย่างไรครับ คำว่า "เจริญขึ้นสู่ความรอด" หมายความว่าอย่างไร ตอบ: ตอนนี้ 1 เปโตร 2:2 ภาษาอังกฤษว่า “Like new born babies, long for the pure milk of the word, so that by it you may grow in respect to salvation” ไม่ควรแปลว่า เจริญขึ้นสู่ความรอด ครับ ควรจะแปลใหม่ว่า เจริญขึ้นในความรอด เพราะว่า grow in respect to salvation คือโตขึ้นฝ่ายวิญญาณไปพร้อมๆกับความรอดที่ได้มาแต่แรกครับ เมื่อเวลาผ่านไปก็เรียนรู้จากพระคัมภีร์มากขึ้น ก็ยิ่งซาบซึ้งในความรอดมากขึ้น และก็เติบโตไปในฝ่ายวิญญาณ ถ้าดูบริบททั้ง 5 บทก็จะเข้าใจดีขึ้นว่า ท่านเปโตรต้องการให้ดำเนินชีวิตที่เติบโตในพระคุณที่ได้รับมาแต่แรก และจะบังเกิดผลฝ่ายวิญญาณ ดำรงชีวิตอย่างบริสุทธิ์ (บทที่ 1) ออกผลฝ่ายวิญญาณให้สมกับความรอด (บทที่ 2:11-25) เป็นสามีภรรยาที่ดี (3) และท่านสอนให้ดูแลซึ่งกันและกัน (5) ถ้าเป็น Grow up for Salvation จึงจะเป็นว่า ความรอดนั้นยังไม่ได้ทันที ต้องเติบโตขึ้นไปเอาความรอดมาครับ ต่อไปเป็นคำถามสำคัญ ข้อ 1 คุณ bigbang ถามมาว่า 1.หลังจากอธิษฐานด้วยความเชื่อตามที่คุณบอกแล้ว จะได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาประทับในชีวิตทันทีเลยเดี๋ยวนั้นไหม แล้วทำไมพระเยซูบอกให้สาวกอธิษฐานอยู่หลายวันกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาในวันเพนเทคอสต์ ทำไมพวกเขาไม่ได้รับพระวิญญาณฯทันทีที่พระเยซูฟื้นจากความตาย ในเมื่อพวกเขาก็เห็นกับตาว่าพระเยซูฟื้นจากความตาย โธมัสเอานิ้วแยงที่รูแล้วก็เชื่อสนิทใจเลยว่าพระองค์ฟื้นจากความตาย แต่ทำไมพระเยซูยังต้องให้พวกสาวกรอพระวิญญาณฯตั้งหลายวัน เมื่อพระเยซูเหาะขึ้นสวรรค์แล้วทุกคนก็น่าจะได้รับพระวิญญาณฯวันนั้นเลยโดยไม่ต้องรอ และพวกเราคริสเตียนก็มีหลายคนที่ต้องอธิษฐานขอพระวิญญาณฯและต้องรอหลายวันหลายเดือนเหมือนกัน ประเด็นคำถามคือ เราได้รับพระวิญญาณทันทีไหม แล้วทำไมสาวกต้องรอ และเราต้องรอแบบนั้นหรือไม่? ตอบ: ฟันธง ไม่ต้องรอหรอกครับ ได้เลย พระองค์สัญญาไว้ครับ ว่าจะรอดเลย โดยมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์เป็นมัดจำ ข้อพระคัมภีร์สนับสนุนไว้อย่างนี้ครับ 2 โครินธ์ 1:20-22, 2 โครินธ์ 5:ผู้ซึ่งทรงตั้งเรากับท่านทั้งหลายไว้ในพระคริสต์ และได้ทรงเจิมเราไว้นั้นก็คือพระเจ้า 22และพระองค์ทรงประทับตราเรา และประทานพระวิญญาณไว้ในใจของเราเป็นมัดจำด้วย และพระเยซูสัญญาไว้อย่างนี้ครับ เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป 17คือพระวิญญาณแห่งความจริง ซึ่งโลกรับไว้ไม่ได้ เพราะแลไม่เห็นและไม่รู้จักพระองค์ ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่าน และจะประทับอยู่ในท่าน 18“เราจะไม่ละทิ้งท่านทั้งหลายไว้ให้เปล่าเปลี่ยว เราจะมาหาท่าน 19อีกหน่อยหนึ่งโลกก็จะไม่เห็นเรา แต่ท่านทั้งหลายจะเห็นเรา เพราะเราดำรงอยู่ ท่านทั้งหลายก็จะดำรงอยู่ด้วย 20ในวันนั้นท่านทั้งหลายจะรู้ว่าเราอยู่ในพระบิดา และท่านอยู่ในเราและเราอยู่ในท่าน ดูข้อ 19 สิครับ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็คือพระเยซูนั่นเอง และจะมาอยู่ในเรา มาอยู่ในเราตอนไหนหรือ ก็ตอนที่เรารับชีวิตพระองค์ไง เราจึงเป็นขึ้นมาจากความตาย พระองค์จึงว่า เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ทำไมสาวกต้องรอ และ เราต้องรอหรือไม่ ผมฟันธงไปแล้วว่าไม่ต้องรอ แต่ทำไมสาวกถึงรอ เพราะมีสาเหตุครับ ตรงนี้แหละที่บอกว่าเป็นคำถามที่ดี ตามที่เราเข้าใจเพราะว่ามีคนแบ่งพระคัมภีร์ไว้อย่างนั้นคือว่า: พระคัมภีร์เดิม = พันธสัญญาเดิม = ปฐมกาล ถึง มาลาคี พระคัมภีร์ใหม่ = พันธสัญญาใหม่ = มัทธิว ถึง วิวรณ์ และก็เรียงไปตามลำดับความยาวของจดหมาย จริงๆแล้วถ้าเราอ่านพระคัมภีร์ดีๆ โดยตัดความเห็นของมนุษย์ที่แบ่งเป็นข้อๆ เป็นบท แล้วเอาตัวเลขมาใส่ข้างหน้า ซึ่งก็เพิ่งทำเมื่อ ไม่กี่ร้อยปีมานี่เอง เราจะเห็นว่า พันธสัญญาเดิม = ปฐมกาล - ยอห์น พันธสัญญาใหม่ = กิจการ - วิวรณ์ เพราะอะไรครับ? เพราะว่าพันธสัญญาใหม่เร่ิมหลังจากพระเยซูคริสต์ประสบเกียรติกิจ คือ ต้องตายก่อน พินัยกรรมจึงจะใช้ได้ ถ้ายังไม่ตาย พินัยกรรมก็ใช้ไม่ได้ ( ฮิบรู 9:15-17 หรือทั้งหมดบทที่ 9) ในกรณีนี้พินัยกรรมก็คือ หนังสือสัญญา หรือ พันธสัญญานั่นเอง พระเยซูประสบเกียรติกิจ เริ่มตั้งแต่ตอนท้ายของกิตติคุณ 4 เล่ม และไปเข้าสู่จุดสูงสุดตอน พระธรรมกิจการบทที่ 2 ที่เรารู้จักกันดี ในวันเพ็นเทคอสต์ที่พระวิญญาณเสด็จลงมาสู่สาวก แท้จริงแล้ววันเพ็นเทคอสต์น่าจะเป็นวันที่สำคัญกว่าคริสตมาสด้วยซ้ำไป เพราะว่าเป็นวันแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่ พันธสัญญาใหม่ เร่ิมต้น คือ วันที่พระเจ้า อาศัยอยู่ ในมนุษย์ได้ถาวร เนื่องจากตัวการที่ทำให้พระวิญญาณของพระเจ้าสถิตย์อยู่กับเราไม่ได้ถาวรตั้งแต่ออกจากอาดัมคือ “บาป” ได้ สิ้นไปแล้วบนไม้กางเขน (เขียนแล้วขนลุก เพราะตื้นตันใจในข่าวดี) วันนั้นเป็นวันแรกที่ วิญญาณของพระเจ้า สถิตย์ประทับอยู่ ในชีวิตของมนุษย์ สาวกจึงเร่ิม “เป็นขึ้น” ตั้งแต่วันนั้นแหละ ลองดูนายเปโตรสิครับ กลัวลนลานตั้งแต่พระเยซูยังไม่ขึ้นกางเขน ปฏิเสธพระองค์ พอพระองค์บอกให้รอ ก็ยังกลัวอยู่ห้องชั้นบน ทำอะไรก็ไม่ได้ ออกไปข้างนอกยังไม่กล้า และดูตอนหลังพระวิญญาณบริสุทธิ์ตั้งแต่บทที่ 2 จนจบพระธรรมกิจการสิครับ เป็น ซุปเปอร์เปโตร ครับ ไม่กลัวใครเลย ทำกิจการด้วยความตื่นเต้นในพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ทำไมต้องรอ และเราไม่ต้องรอเพราะเป็นเรื่องของจังหวะเวลา (timing) ที่พระเจ้ากำหนดไว้ล่วงหน้าครับ ลองอ่านดูข้อนี้สิครับ พระองค์ตรัสกับเขาว่า “มีคำเขียนไว้อย่างนั้นว่า พระคริสต์จะต้องทรงทนทุกข์ทรมาน และทรงเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม 47และจะต้องประกาศทั่วทุกประชาชาติในพระนามของพระองค์ ให้เขากลับใจใหม่รับการยกบาป ตั้งต้นที่กรุงเยรูซาเล็ม 48ท่านทั้งหลายเป็นพยานด้วยข้อความเหล่านั้น 49และดูเถิด เราจะส่งซึ่งพระบิดาของเราทรงสัญญานั้น มาเหนือท่านทั้งหลาย แต่ท่านทั้งหลายจงคอยอยู่ในกรุงจนกว่าท่านจะได้ประกอบด้วยฤทธิ์เดชที่มาจากเบื้องบน” ดูข้อ 49 4เมื่อพระองค์ได้ทรงพำนักอยู่กับอัครทูต จึงกำชับเขามิให้ออกไปจากกรุงเยรูซาเล็ม แต่ให้คอยรับตามพระสัญญาของพระบิดา คือพระองค์ตรัสว่า “ตามที่ท่านทั้งหลายได้ยินจากเรานั่นแหละ 5เพราะว่ายอห์นให้รับบัพติศมาด้วยน้ำ แต่ไม่ช้าไม่นานท่านจะรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” ดูข้อ 5 ครับ เมื่อก่อนด้วยน้ำ แต่หลังจากวันนั้นเป็นต้นไปจะรับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือรับชีวิตของพระองค์นั่นเอง เป็นพระวิญญาณองค์เดียวกันนั่นแหละที่จะประทับอยู่ในเราที่เชื่อ แต่ทำไมพระเยซูให้เขาต้องรอในตอนนั้น? และเป็นจังหวะเวลายังไง? เรื่องของความรอดตั้งแต่การสิ้นพระชนม์ จนกระทั่งถึงการคืนพระชนม์และการมอบพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างบังเอิญ แต่ได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน อีกนัยหนึ่ง แผนการแห่งความรอดของพระเจ้าถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าตามปีปฏิทินของชาวยิวตอนนั้น และพระเยซูคริสต์ก็มีชีวิตอยู่ในบริบทแห่งพันธสัญญาเดิมนี้อยู่ ก่อนจะประสบเกียรติกิจที่พระองค์ตั้งใจมาทำเพื่อเรา ลองดู เลวีนิติ นี่สิครับ 4“ต่อไปนี้เป็นเทศกาลเลี้ยงตามกำหนดแด่พระเจ้า เป็นการประชุมบริสุทธิ์ ซึ่งเจ้าจะต้องประกาศตามเวลากำหนดให้เขาทราบ 5ในเวลาเย็นวันที่สิบสี่เดือนที่หนึ่งเป็นวันเทศกาล ปัสกา(ดูหมายเหตุใน อพยพ 12:11) ของพระเจ้า 6และในวันที่สิบห้าเดือนเดียวกัน เป็นเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อถวายแด่พระเจ้า ให้เจ้ารับประทานขนมปังไร้เชื้อ เจ็ดวัน 7ในวันต้นเจ้าจงมีการประชุมบริสุทธิ์ เจ้าอย่าทำงานหนัก 8แต่เจ้าจงถวายเครื่องบูชาด้วยไฟแด่พระเจ้าให้ครบเจ็ดวัน ในวันที่เจ็ดเป็นวันประชุมบริสุทธิ์ เจ้าอย่าทำงานหนัก” 9พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า 10“จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า เมื่อเจ้ามาถึงแผ่นดินซึ่งเราให้เจ้า และเกี่ยวพืชผลของแผ่นดินนั้น เจ้าจงเอาฟ่อนข้าวที่เกี่ยวในรุ่นแรกนำไปให้ปุโรหิต 11และปุโรหิตจะนำฟ่อนข้าวนั้น ทำพิธียื่นถวายแด่พระเจ้า เพื่อเจ้าจะเป็นที่โปรดปราน รุ่งขึ้นหลังวันสะบาโตปุโรหิตจะทำพิธียื่นถวาย 12ในวันที่เจ้าทำพิธียื่นฟ่อนข้าว เจ้าจงถวายลูกแกะผู้อายุหนึ่งขวบ ไม่มีตำหนิเป็นเครื่องเผาบูชาถวายแด่พระเจ้า 13และเครื่องธัญญบูชาที่คู่กันนั้น คือยอดแป้งสองในสิบเอฟาห์เคล้าน้ำมัน เผาด้วยไฟถวายแด่พระเจ้าเป็นกลิ่นพอพระทัย และเครื่องดื่มบูชาที่คู่กันคือเหล้าองุ่นหนึ่งในสี่ฮิน(ชื่อเครื่องตวงฮีบรู ประมาณเท่ากับ 6 ลิตรกว่าๆ (ดูในอพยพ 29:40)) 14เจ้าอย่ารับประทานขนมปังหรือข้าวคั่วข้าวสด จนกว่าจะถึงวันเดียวกันนี้ คือกว่าเจ้าจะนำเครื่องบูชาถวายแด่พระเจ้าของเจ้า ทั้งนี้เป็นกฎเกณฑ์ถาวรตลอดชั่วชาติพันธุ์ของเจ้าใน ที่อยู่ของเจ้าทั่วไป 15“ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นจนวันสะบาโต เจ้าจงนับให้ได้ครบเจ็ดสัปดาห์เต็มๆ คือนับจากวันที่เจ้านำฟ่อนข้าวเข้า มาทำพิธียื่นถวายเป็นต้นไป 16นับไปให้ได้ห้าสิบวัน จนถึงวันถัดวันสะบาโตที่เจ็ด แล้วเจ้าจงนำข้าวใหม่มาถวายแด่พระเจ้าเป็นธัญญบูชา วันเตรียมปัสกา เป็นวันที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ พระองค์ตั้งใจจะสิ้นพระชนม์วันนี้ครับ เพราะเป็นวันเตรียมความรอด คือ ไม้กางเขนนั้น ล้างบาป ให้หมด เพื่อความรอดจะได้เข้ามาผ่านทางพระวิญญาณของพระองค์ในอีก 50 วันหลังจากนั้น ซึ่งก็คือเพ็นเทคคอส นั่นแหละครับ คืออีกประมาณ 50 วัน หลังจากปัสกา (เจ็ดสัปดาห์ +1 วัน) ลองดูข้อ 16 สิครับ “นับไปให้ได้ห้าสิบวัน จนถึงวันถัดวันสะบาโตที่เจ็ด แล้วเจ้าจงนำข้าวใหม่มาถวายแด่พระเจ้าเป็นธัญญบูชา” ข้าวใหม่ ยุคใหม่ ชีวิตใหม่ กำลังเล็งเห็นถึงสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ 50 วันหลังจากสิ้นพระชนม์ ซึ่งก็ตรงกับกิจการบทที่ 2:1 ความล้ำลึกนั้นจะถูกเปิดเผยออกถาวร ความล้ำลึกคืออะไรครับ? ไม่ใช่พูดภาษาต่างๆหรอก อันนั้นธรรมดาเกินไป และเป็นผลมาจากความล้ำลึกนี้ต่างหาก แต่ความล้ำลึำนี้คือที่ พระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จมาอยู่ในมนุษย์ถาวร คือพระคริสต์สถิตย์ในท่าน เป็นที่หวังแห่งศักดิ์ศรี นี่คือข่าวดี นี่คือฤทธิ์เดชแห่งความรอดของพระคริสต์เจ้าของเราครับ พระองค์เตรียมเราให้รอดในวันเตรียมปัสกา คือพระองค์เป็นลูกแกะแห่ง ปัสกา Passover (ผ่านเว้น) เพื่อความตายจะผ่านเว้นเรา เหมือนที่ผ่านเว้นอิสราเอลในอียิปต์ พระองค์เป็นพระเมษโปดก (ลูกแกะ) บริสุทธิ์ เพื่อเอาโลหิตของพระองค์นั้น ป้ายไว้ที่ประตูใจเรา เหมือนกับที่ อิสราเอลเอาเลือดแกะทาไว้ที่ประตูบ้าน ความตายจึง “ผ่านเว้น” เราเหมือนกับที่ “ผ่านเว้น” อิสราเอลในวันนั้น และ หลังจากนั้น 50 วัน ก็เป็นวันเพ็นเทคอสต์ครับ คือพระองค์กลับมาอีก คราวนี้ไม่ได้มาตายแล้วครับ เพราะจัดการบาปสิ้นแล้ว พระองค์เข้ามาอยู่ในเราได้แล้วครับ (โอยขนลุก อีกแล้ว) นั่นคือการรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่เราอย่าเอามาบอกคริสเตียนให้รอ 50 วัน หรือ 500 วัน หรือ 5 วันนะ เพราะเราอยู่ในพันธสัญญาใหม่บริบูรณ์แล้วครับ ไม่ได้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน เราต้องมั่นใจในสิ่งที่พระเจ้าสัญญา เชื่อในการบังเกิดใหม่ของคนๆหนึ่ง และมั่นใจว่าฤทธิ์เดชของข่าวประเสริฐที่ถูกต้องนั้น เมื่อคนนั้นเข้าใจจริง เขาจะ “บังเกิดใหม่” คือเป็นขึ้นจากตายเดี๋ยวนั้น แน่นอน หรือ ไม่งั้นเราก็ต้องบอกว่าพระคัมภีร์ “ไม่จริง”? เราจะเลือกอย่างใด ผมถึงบอกว่าเราต้องประกาศให้ครบ เมื่อเราประกาศครบ เขาจะรับครบบริบูรณ์ และ คนตายฝ่ายวิญญาณ จะ ฟื้น ฝ่ายวิญญาณครับ เขาจะเป็นซุปเปอร์เปโตรได้ครับ ไม่ต้องรอเวลาด้วย หรือไม่ต้องรอให้มีผู้เลี้ยง หรือ เป็นคริสเตียน เก่า ด้วย ไม่ต้องแก่พรรษาครับ พระเจ้าประสงค์เมตตาให้เขาเป็นเช่นนั้น ที่เราคิดว่าต้องให้โตก่อนนั้น เพราะเราไม่เชื่อในฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐหรือไม่ ลองถามใจดู เราไม่เชื่อหรือว่า พระเจ้าทรงฤทธิ์ ชุบชีวิต คนตายฝ่ายวิญญาณให้ฟื้นได้ และเมื่อพระเจ้าอยู่ในเขา (จริงๆ ตามข่าวประเสริฐที่ถูกต้องนี้) เราจะไม่เชื่อหรือครับ ว่าเขาเป็น ซุปเปอร์เปโตรได้เหมือนกันถ้าพระเจ้ากรุณาเขา โดยไม่ต้องใช้เวลา หรือ การเลี้ยงดู แน่นอน เราไม่ปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเวลา หรือ การเลี้ยงดู แต่เราต้องเอาสิ่งเหล่านี้มาทีหลังหมดครับ เรียงลำดับให้ถูกก่อนครับ รอดก่อน ฟื้นก่อน แล้วค่อยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมภายนอก ไม่งันพังครับ เลี้ยงคนตาย เลี้ยงอย่างไรก็ไม่โตครับ เร่ิมประกาศข่าวประเสริฐใหม่ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ครับ จะได้เลี้ยงซุปเปอร์เปโตร ไม่ใช่เปโตรขี้ขลาด สอนข่าวประเสริฐตามนี้ครับ เขาบาป เขาตาย สิ่งที่เขาต้องการคือ แก้บาป และ แก้ตาย แก้บาปได้ด้วยการเชื่อในการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน แก้ตายได้ด้วยการเชื่อในการคืนพระชนม์ และรับเอาพระชนม์ชีพนั้น พระคัมภีร์ โรม 5:6-10 ผมท่องได้จนขึ้นใจเลยครับ ไว้เจอกันมาทดสอบได้เสมอ โดยเฉพาะข้อ 10 ว่า “เพราะว่าถ้าขณะที่เรายังเป็นศัตรูต่อพระเจ้า เราได้กลับคืนดีกับพระองค์ โดยที่พระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์ ยิ่งกว่านั้นอีกเมื่อเรากลับคืนดี แล้ว เราก็จะรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์แน่” เราเป็นศัตรูต่อพระเจ้า ได้คืนดี โดยอะไรครั้บ? โดย การสิ้นพระชนม์ ยิ่งกว่านั้นอีก เราจะรอดโดยอะไรครับ? โดยพระชนม์ชีพ(ที่คืนพระชนม์)ของพระองค์

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเยซูคริสต์มาอาศัยอยู่ พระองค์บอกว่า เราจะอยู่ในเขา เราเป็นทางนั้นเป็นชีวิ เราเป็นอาหาร ให้กินเรา ให้ดื่มเรา ให้รับเรา คือพระองค์ต้องการบอกว่าให้รับพระองค์ และข้อล้ำลึกนี้จะถูกเปิดเผยออก คือว่าพระคริสต์สถิตย์ในท่าน เป็นที่หวังแห่งศักดิ์ศรี ทำให้ทั้งสองพวก คือ ยิว กับต่างชาติ ซึ่งเมื่อก่อนเป็นศัตรูกัน และ ได้รับความรอดในวิธีที่แตกต่างกัน แต่บัดนี้ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในพันธสัญญาใหม่ ทั้งสองพวกได้กลับคืนดีกัน โดย รับความเชื่อเดียวกัน ความรอดเดียวกัน บัพติสมาเดียวกัน คือทั้งสองพวก ทั้งยิวและต่างชาติ จะได้รับความรอดทางความเชื่อแบบเดียวกัน และได้รับบัพติสมาในพันธสัญญาใหม่เดียวกัน คือ บัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ คำว่า บัพติสมา คือคำว่า (place under) ครับ คือ วางไว้ข้างใต้ สมัยก่อนชาวยิวเลยใช้น้ำเป็นพิธี เพราะว่าให้เห็นว่าจุ่มไว้ใต้น้ำ แต่เมื่อพันธสัญญาใหม่ถูกสถาปนา เมื่อเราเชื่อ เราถูกวางไว้ใต้พระเยซูคริสต์ที่เป็นขึ้นมาจากความตายครับ (โรม 6:3-4) อ.เปาโลเล่าให้ฟังว่า บัพติสมาตอนนี้ไม่ได้ถึงจุ่มน้ำนะ แต่จุ่มในพระคริสต์ครับ คือบัพติสมาเข้าในพระเยูคริสต์ (6:3) จะเห็นว่า เมื่อผมบอกว่า เราไม่มีอะไรใหม่ ให้คนไทย หรือ ชาวโลกนี้ ไม่ใช่เพราะว่าพระกิตติคุณนั้นไม่ดี ไม่มีอะไรใหม่ แต่เพราะจัดลำดับผิด เราสวมบริบทของศาสนาคริสต์ บริบทของโบสถ์ มาก่อนบริบทของความรอด คือชีวิต ในสายพระเนตรของพระเจ้า ความรอด คือ รอดจากตายนิรันดร์ ความรอดคือ มนุษย์นั้นได้กลับมีวิญญาณของพระองค์สถิตย์อยู่ เมื่อก่อนนี้โดยการกระทำ จึงไม่ได้สถิตย์อยู่ถาวร แต่บัดนี้โดยความเชื่อ พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงประทับอยู่นิรันดร์ เป็นเครื่องหมายแห่งความรอด แต่ถ้าเรา มิได้ประกาศความรอดเช่นนี้ เราไม่มีอะไรใหม่เลยครับ เขาไปวัด เราไปโบสถ์ เขาถือศีล เราถือธรรมบัญญัติหรือกฏประเพณีที่เราตั้งขึ้นเองมากมาย เขากระทำดี เราก็กระทำดี (ไม่รู้ดีจริงหรือเปล่า) เขาทำชั่ว เราทำบาป เขาสวดมนต์ก่อนนอน เราอธิษฐานก่อนนอน เขามีพิธี เราก็มีพิธี (เผลอๆมากกว่าเขาด้วย) เขากราบไหว้รูปเคารพ เราก็มีรูปเคารพในจิตใจ เขาจุดธูป เราจุดเทียน (บางแห่ง) เขามีสังฆราช เรามีศาสนาจารย์ เขามีพระ เรามีศิษยาภิบาล เขามีโรงเรียนสอน เราก็มีโรงเรียนสอน อย่างเดียวที่ต่างกันคือ เขาไม่มีร้องเพลง เรามี ซึ่งไม่ได้ให้อะไรใหม่เลยครับ แค่ต่างไปก็เท่านั้น เพราะเราไม่รู้ว่า ในพระกิตติคุณ แท้จริงแล้ว มีสิ่งใหม่ พระกิตติคุณให้ชีวิตใหม่ แก่คนตายได้ ให้เปลี่ยนจากภายใน คือ จากตายไปกลับเป็นอยู่ได้ นั่นแหละคือฤทธิ์เดชแห่งความรอด เมื่อผมประกาศเรื่องพระเยซูแบบนี้ แล้วมีคนรับเชื่อ ผมน้ำตาไหลทุกที ผมบอกพระเจ้าว่า ขอบคุณพระเจ้าที่ให้ผมมีส่วนเป็นพยานสิ่งที่ผมเห็นกับตานี้ เพราะส่ิงที่ผมเห็นต่อหน้าต่อตานี้ เหนือกว่า ฤทธิ์เดชใดๆทั้งหมด ที่ผมเคยเห็นมา เพราะนี่คือ ฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐ​คือที่คนนี้เมื่อก่อนนี้ตายแล้ว แต่เดี๋ยวนี้กลับฟื้นขึ้น โดยมีชีวิตของพระเยซูอยู่ภายใน คนตายเป็นขึ้นฝ่ายวิญญาณ คนนี้ได้ผ่านจากความมืดสู่ความสว่างแล้ว ผ่านจากอาณาจักรแห่งความตายเข้าสู่อาณาจักรแห่งชีวิตนิรันดร์ ผมคิดแบบนี้ที่ไร ตื้นตันในพระคุณของพระเจ้าอย่างอธิบายไม่ถูก มันไม่มีการนมัสการในบริบทแบบใดจะซาบซึ้งได้เทียบเท่าเลย การเปลี่ยนวิถีชีวิตภายนอกด้วยบริบทของโบสถ์ โดยไม่ได้คำนึงถึง ความเชื่อที่แท้จริงที่นำไปสู่ความรอด ไม่ได้ให้ คำตอบแห่งชีวิต อะไรใหม่เลยครับ แค่เอาของเก่ามาใส่ในภาชนะใหม่ ดูภายนอกเหมือนใหม่ โอคนนี้เปลี่ยนศาสนา แต่ภายในเปลี่ยนหรือไม่ไม่รู้ ถ้าคนบอกไม่ได้เรียงลำดับให้ถูก คือไม่ได้เร่ิมต้นด้วยความเข้าใจในความรอด และรับความรอดด้่วยความเชื่อก่อน โบสถ์ก็จะผลิต “คนเก่าในภาชนะใหม่” มาอีกหนึ่งคน และมีชีวิตอยู่บนบริบทแห่งโบสถ์ เติบโตในสันฐานแห่งโบสถ์ อ่านพระคัมภีร์แค่นิดเดียว นอกนั้นฟังเทศนา ไม่หิวกระหายพระวจนะ กระตือรือร้นแต่กิจกรรม แต่ไม่กระตือรือร้นในพระวจนะ เพราะว่าเข้าใจพระกิตติคุณ แค่ครึ่งเดียว! จึงดำเนินชีวิตแค่ครึ่งเดียว ขาดกำลัง ขาดฤทธิ์เดช ที่มีจากการเป็นขึ้นจากความตาย คือพระคริสต์สถิตย์ในเขา จึงแห้งอยู่ภายใน แต่ภายนอกนั้นดูคึกคัก แต่ก็ไม่นาน ก็จะกลับแฟบอีก พอคิดว่าได้รับกำลังอีก ก็ฟูขึ้นมาอีก สลับไปอยู่อย่างนั้น ถ้าเขารับความรอดจริง บังเกิดใหม่จริง สิ่งอื่นนั้นจะตามมาโดยอัตโนมัติครับ เหมือนนายใกล้กับนายไกลที่ผมเขียนไว้อีกที่หนึ่งในบอร์ดนี้ เมื่อมีชีวิต แล้ว กลับเป็นขึ้นจากตาย เมื่อต้อนรับชีวิตพระเยซู ข้างในสุกใสเปล่งปลั่ง มันจะล้นออกมาข้างนอกให้ได้ แล้วค่อยพาเขาไปโบสถ์ครับ ค่อย บอกเขาว่า เรามีกิจกรรม พิธีอะไร และให้เขาเลือกตามพระวิญญาณว่าเขาเต็มใจที่จะทำหรือไม่ เขาจะร่วมหรือไม่ก็ไม่เป็นไรครับ มองไปที่ภายใน อย่ามองภายนอก ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะไม่มาโบสถ์ หรือไม่มานมัสการที่โบสถ์ท่าน ให้เขาทำด้วยใจ ด้วยเสรีภาพ ด้วยพระวิญญาณนำเขา โบสถ์เราคนไม่เยอะขึ้นไม่เป็นไรหรอกครับ แต่คริสตจักรของพระเจ้า มีคนรอดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ในสวรรค์ก็เปรมปรีดิ์แล้วครับ ความรอดต้องมาก่อน ประเพณีบริบทโบสถ์มาทีหลังครับ อย่าลืม! ความรอดเป็นเรื่องของชีวิต เป็นเรื่องของคนตายฝ่่ายวิญญาณกลับมีชีวิตได้อีกฝ่ายวิญญาณ ความรอดเป็นเรื่องของการ เข้าสวมชีวิต ของพระเยซูเข้าสู่มนุษย์ที่ตายแล้ว พระคัมภีร์จึงว่า: พระเยซูมาเพื่อให้ชีวิต พระองค์จึงว่า เราเป็นทางนั้นเป็นความจริง และเป็นชีวิต เราเป็นอาหารแห่งชีวิต เราเป็นน้ำแห่งชีวิต เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี เราเป็นซึ่งเราเป็น และ...เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต I am the resurrection and the life พระองค์เป็นผู้เร่ิมต้นการคืนชีวิต และสามารถให้ชีวิตนิรันดร์ได้ ใครต้องการชีวิต? คนตายไงครับ! ความรอดจึงเป็นการรับชีวิต การรับอภัยโทษโดยไม้กางเขนเป็นส่วนหนึ่งของความรอด เพื่อให้คืนดีก่อน และเพื่อว่าเมื่อรับชีวิตแล้ว จะเป็นชีวิตที่นิรันดร์ได้ เนื่องจากไม้กางเขนกำจัดศัตรูแห่งความตายไปนิรันดร์ แต่ความรอดที่สมบูรณ์คือการรับชีวิต รับชีวิตที่คืนพระชนม์ของพระคริสต์ในรูปแบบของพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยการคืนพระชนม์นั้น คนที่เชื่อได้เป็นขึ้น และมีชีวิต ร่วมกันกับพระองค์ นี่คืชัยชนะนิรันดร์ และไม่มีสิ่งใดพรากไปจากคนที่บังเกิดใหม่จริงๆ เพื่อนๆรับชีวิตพระเยซูหรือยังครับ? หรืออาจยังรับแต่ไม้กางเขนและบริบทของโบสถ์? ความรอดไม่มีคำว่าสายครับ!

  • Reply

    มัทธิว13.47 "อีกประการหนึ่ง แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนอวนที่ลากอยู่ในทะเล ติดปลารวมทุกชนิด 48 เมื่อเต็มแล้วเขาก็ลากขึ้นฝั่ง นั่งเลือกเอาแต่ที่ดีใส่ตะกร้า แต่ที่ไม่ดีนั้นก็ทิ้งเสีย 49 ในเวลาสิ้นยุคก็จะเป็นอย่างนั้น พวกทูตสวรรค์จะออกมาแยกคนชั่วออกจากคนชอบธรรม"

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ถูกครับ คุณ แผ่นดินพระเจ้า พระคำภีร์ยังว่า ทางนี้แคบครับ และผู้ที่หาพบก็มีน้อย คนที่คิดว่าอยู่ในศาสนาคริสต์ และ ไปโบสถ์ ต้องเช็คดูตัวเองครับ ว่ารอดตามพระกิตติคุณนี้หรือยัง หรือ ท่านพบทางแคบนี้จริงตามพระคัมภีร์​หรือ ตามมนุษย์บอก อีกนัยหนึ่ง พระเยซูที่กล่าวถึงทางแคบนั้น ไม่ได้หมายความว่า มันทำยากจึงแคบ แต่หมายถึง ความเชื่อนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่มนุษย์คำนึงถึงสิ่งที่ตัวเองทำจนมองไม่เห็นเส้นผมซึ่งบังภูเขา คือ ความรอดนั้น ได้มาจากพระเยซู เรารัับเท่านั้น เราบาป เราตาย พระเยซูมาช่วย บาป และ ช่วยตาย เราจึงรับการอภัยบาป และ รับชีวิต เราจึงรอด จาก บาป และจาก ตาย เป็นชีวิตนิรันดร์โดยมีพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นมัดจำ แสนจะธรรมดา แต่เราคิดมาก จนลืมของดี มัวแต่ไป โฟกัสเรื่องไม้กางเขน เรื่องฤทธิ์เดช เรื่องการอัศจรรย์ เรื่องเหนือธรรมชาติ จึงลืมเรื่องของชีวิตไปเสีย รอดก่อนครับ แน่ใจว่ารอดตามพระกิตติคุณที่ถูกต้องนี้ก่อน แล้วอย่างอื่นไว้ทีหลังครับ เรียงลำดับให้ถูกก่อน เป็นขึ้นมาก่อน แล้วค่อยกินอาหาร อย่าป้อนอาหารให้คนตายฝ่ายวิญญาณอยู่ หรือ อย่ากินอาหารเสริมถ้าไม่รู้ว่าตัวเองเป็นขึ้นมากับพระเยซุหรือยัง ความรอดนั้นไม่มีคำว่าสายครับ!

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    การจำยอม กับ การจำนน นั้นต่างกันเหลือเกิน ผมเคยเห็นคนรับเชื่อพระเจ้าเพราะจำยอมมากมาย เช่น เชื่อเพราะมีทุกข์ จำยอมต้องเชื่อเพราะคิดว่าจะพ้นทุกข์นั้น เช่นทุกข์แห่งการขาดเงินทอง ทุกข์แห่งการวุ่นวายใจ ทุกข์แห่งการขาดที่พึ่ง บางคนจำยอมเพราะว่าเห็นว่าไม่มีศาสนาอื่นดีกว่า จำยอมยกมือขึ้นเพราะอยู่ในเวทีการประกาศ จำยอมเพราะพี่เลี้ยง จำยอมเพราะอยากได้บางอย่างจากพระเจ้า จำยอมเพราะว่าถ้าเชื่อพระเจ้าแล้วชีวิตจะดีขึ้น จำยอมเพราะได้รับการรักษา จำยอมเพราะเห็นอิทธิฤทธิ์บางอย่าง และเกิดความเชื่อเฉียบพลันว่ามีจริง ทั้งหมดนี้ คนนี้ไม่เคยยอมจำนน และเมื่อวันหนึ่ง ไม่มีสิ่งที่แสวงหาที่จำยอมรับพระเจ้าไว้ หรือเมื่อสถานการ์ณเปลี่ยนไป หรือเมื่อกลับเป็นโรคอีก ความเชื่อเหล่านั้นก็มลายไป เพราะไม่เคยมีรากฐานที่ดีตั้งแต่ต้น เหมือนอยู่บนหาดทราย เลื่อนลอย คือเชื่อแค่ว่ามีพระเจ้าเท่านั้น คนภายนอกคิดว่าคนนี้ สูญเสียความรอดไปแล้ว เป็นลูกแกะหลงหายไป แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เขายังไม่เคยได้รับความรอดตั้งแต่แรกต่างหาก และยังไม่เคยเป็นลูกเแกะของพระคริสต์เลย จะเหมือนก็แค่เปลือกนอกเท่านั้น ข้างในยังตายฝ่ายวิญญาณอยู่ ตรงข้ามกับการจำยอม การจำนนนั้นต่างหากที่มีผลต่อความรอด จะรอดได้ผู้นั้นต้องยอมจำนนว่าเป็นคนบาป และ เป็นคนตาย เมื่อคนนั้นยอมจำนนได้ จะรับพระคริสต์ได้ เมื่อรับพระคริสต์ได้ จึงไม่ได้มาจากตัวเขากระทำเอง เพื่อไม่ให้คนหนึ่งคนใดอวดได้ ต่อให้สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างไร ความรอดนั้นนิรันดร์ เพราะพระเยซูอยู่ในตัวเขานิรันดร์ ความรอดไม่มีคำว่าสายครับ!

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    เราในฐานะผู้ประกาศความรอด ต้องรอบคอบและมั่นใจในส่ิงที่เราสอน เราต้องไม่ ชักนำ คนเชื่อใหม่ผิด โดยที่แม้แต่เราเองก็ไม่รู้ตัว เราไม่ได้ตั้งใจ แต่เพราะเราไม่เข้าใจความรอด เราจึงสอนไปตามที่เราเข้าใจผิด มีหลายอย่างอยู่มากมายในบริบทของโบสถ์ ที่ไม่ใช่ความรอด มีหลายอย่างมากมายเกินกว่าที่จะพรรณนาได้ที่เป็นเปลือก แต่ไม่ใช่แก่นซึ่งนำไปถึงความรอด เปลือกที่ว่านี้อยู่ในทุกนิกาย แล้วแต่ว่าจะเป็นนิกายใด เปลือกนี้ก็จะต่างกันไป แต่เปลือกก็ยังคงเป็นเปลือก คือไม่ได้ช่วยให้รอด เปลือกไม่ช่วยเปลี่ยนคนตายให้ฟื้นฝ่ายวิญญาณได้ ผู้เชื่อใหม่ต้องเข้าใจ "แก่น" ให้ถูกก่อน เมื่อไปถึงแก่นแห่งพระเยซูคริสต์ แล้วรับความรอด จะรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์มาอยู่ด้วยในคนนั้น หลังจากนั้นแหละ จึงค่อยแนะนำเขาเข้าสู่ เปลือก ได้ (ถ้าคุณคิดว่าจำเป็น) ถึงแม้สำหรับผมคิดว่าไม่จำเป็น เปลือกนั้นแปรผันง่าย และก็ไม่ยั่งยืน เปลือกของเรามีเยอะมาจนไม่น่าเชื่อ เราแตกแยกกันมากในข้อเชื่อบางประการที่หยุมหยิม ทำให้เรามีเปลือกหลายรูปแบบครับ ผมยกตัวอย่างแทบตายก็คงไม่ไหว เมื่อเราสวมเปลือก และนำเปลือกเป็นสรณะมากเท่าไร เรายิ่งลืมแก่นมากเท่านั้น ผมเคยไปคจ.หนึ่งฟังเทศนา 3 สัปดาห์ ผมแทบไม่ได้ยินคำว่าพระเยซูเลย ได้ยินแต่เปลือกว่า การรับใช้ พันธกิจ พันธกิจมิชชั่น งาน การตอบสนอง ส่งคนออกไป เราต้องโต เรื่องประเทศนั้นประเทศนี้คนเป็นคริสเตียนเท่านั้นเท่านี้ สัปดาห์ที่สอง เทศน์เรื่องเพื่อนๆของโมเสสจับยกมือขึ้นแล้วอิสราเอลชนะ แล้วไปเทศน์อีกบริบทหนึ่งว่าให้เราช่วย ศบ.ทำงาน ทั้งๆที่ตามบริบทคือพระเจ้ากำลังทำงานผ่านทางชีวิตของอิสรเอล สัปดาห์สุดท้าย (แล้วผมก็ไม่ได้ไปอีกเลย) รณรงค์เรื่องการมาโบสถ์ แล้วก็ทำตารางนับความสัตย์ซื่อของคริสเตียนในการมาโบสถ์ โดยใช้ข้อพระคัมภีร์ข้อเดียวจาก ฮิบรู ซึ่งก็ออกนอกบริบท บางที่ก็มีเปลือกเป็น บัพติสมาใช้วิธีใด จุ่มหรือพรม หรือ ให้ได้เมื่อไร เด็ก หรือ ต้องโตแล้ว บางเปลือกก็ใช้เน้นฝ่ายวิญญาณ เน้นเรื่องกลิ้งไปที่พื้น เต้นรำ พอผมเข้าไปถามดูว่าเชื่ออย่างไรถึงรอด ผมรู้ได้ทันทีว่าคนนั้นยังไม่รอด เปลือกอาจเป็นการอธิษฐานก็ได้ การอ่านพระคัมภีร์ก็ได้ จนเราหลงไปว่านั้นเป็นแก่น แต่จริงๆเป็นเปลือก เปลือกเหล่านี้บางท่านว่าดีผมก็ไม่ว่าไรครับ แต่เป็นตัวช่วยเท่านั้นนะ ชีวิตอยู่ในพระเยซูคริสต์ครับ เหมือนพระเยซูกล่าวแก่ประชาชนในยอห์น 6 ว่าท่านไม่ได้มาหาเรา เพราะอยากมาหาเรา แต่มาเพราะต้องการอย่างอื่น หรือกล่าวแก่ฟาริสีว่า ท่านคิดว่าชีวิตอยู่ในพระวจนะที่ถืออยู่ แต่ชีวิตอยู่ในพระองค์ครับ ผมจะจดทุกครั้งเวลาผมฟังเทศนา และผมเห็นว่า ผู้สอนปัจจุบันอ่อนด้อยลงในความความเชื่อของแก่นมากขึ้นไปทุกวัน ปัญหาเพราะไปเน้นที่เปลือกก่อนนั่นเอง จึงเรียงลำดับไม่ถูก และพระคริสต์มิได้เป็นจุดศูนย์กลาง เมื่อใดก็ตามที่พระคริสต์มิได้อยู่ศูนย์กลาง เรากำลังสอนเปลือกอยู่ครับ เมื่อใดก็ตามที่เราสอนสิ่งใด และไม่ใช่เป็นสิ่งที่พระคริสต์ทำเพื่อเรา แต่เราทำเพื่อพระคริสต์ เราอาจจะกำลังอยู่ในหลุมพรางของ เปลือก ครับ เราชักนำผิดบริบท แล้วในที่สุดคนนั้นที่แต่เปลือกของศาสนาคริสต์ แต่ไม่ได้รับความรอดที่แท้จริงในใจ นั่นคือที่ผมเห็นมาเป็นพันหมื่นคน มันเจ็บปวดหัวใจนะ เวลาเมื่อเราเห็นว่า คนหนึ่งแทนที่จะได้รับเมล็ดพันธ์แห่งความรอดเพาะปลูกเข้าในใจเขา เขากลับได้รับ ถั่วงอก ปักเอาไว้แต่ร่างกายภายนอกครับ คนเหล่านี้มีถั่วงอกที่โต และ ยาวขึ้น แต่ไม่โตมาจากภายใน เพราะยังไม่รอด ข้างในยังตายอยู่ฝ่ายวิญญาณ ยังไม่ได้รับชีวิตพระคริสต์ครับ เมื่อถามดูว่าเขาเชื่ออะไร บางครั้งผมตกใจครับ ผมตกใจที่ว่าเขาอยู่ในบริบทของโบสถ์มาเป็นหลายสิบปี และหลายคนที่ผมรู้จักอยู่ในโรงเรียนสอนพระคัมภีร์กำลังจะจบ แต่ไม่รู้จัก หรือ ไม่แน่ใจในความรอดก็มีมากครับ เราคงไม่อยากได้คริสเตียน 10 ปีแล้วมีถั่วงอกเยอะแยะขึ้นเต็มไปหมด แต่ข้างในไม่มีรากเลย ไม่มีรากแก้วที่ฝังอยู่ซึ่งเป็นชีวิตใหม่ ดึงอย่างไรก็ไม่หลุด ถอนอย่างไรก็ไม่ออก รากแห่งต้นไม้แห่งชีวิตเป็นต้นไม้ใหญ่ครับ เพราะสิ่งที่ขึ้นมาข้างในนั้นไม่ใช่ต้นไม้เรา แต่เป็นต้นไม้ใหญ่ของพระคริสต์เป็นชีวิตของพระคริสต์ แนบแน่น ความรอดที่สมบูรณ์ จึงถาวรนิรันดร์ ไม่มีใครแย่งชิงเราไปจากพระเจ้าได้ คำว่า ลูกแกะหลงหาย หรือ เชื่อแล้วเลิก หรือ รอดแล้วตอนนี้กลับไม่รอด ไม่มีจริงหรอกครับ ที่เราเห็นอยู่ทุกวันในโบสถ์ และประทับตราคนเหล่านั้นแบบนั้นว่าเป็นดั่ง ลูกแกะหลงหาย ถ้าลองตรวจสอบดูดีๆแล้ว เขายังไม่ได้รอดตั้งแต่แรกเร่ิมครับ เขารับแค่เปลือกเท่านั้น เขายังไม่ทันเป็นลูกแกะเลยครับ ยังเป็นลูกแพะอยู่ แต่มีขนขาวๆข้างนอกเหมือนแกะก็เท่านั้น เราไม่มีวันสูญเสียความรอดครับ เพราะความรอดไม่ได้มาจากเราตั้งแต่ต้น เราเห็นว่าคนนั้นกลับไม่รอดอีก จริงๆแล้ว เพราะเขาไม่ได้รอดตั้งแต่แรกต่างหาก เราสามารถเป็นกำลังสำคัญของพระเจ้าในอนาคต ที่จะหว่านเมล็ดพืชที่ดี ที่จะเติบโตเกิดผล 60 เท่า 100 เท่า เป็นคริสเตียนที่มั่นใจในพระคุณ มั่นใจในความรอด มั่นใจในสิ่งที่พระคริสต์ทำเพื่อเขา ไม่ใช่สิ่งที่เขาทำเพื่อพระคริสต์ แต่ผมมาบรรยายในสิ่งที่ผมเห็น และกล่าวในสิ่งที่ผมมีประสบการณ์ในการเดินในความเชื่อกับพระเจ้า ผมเห็นแล้วผมเจ็บปวด และบางครั้งรู้สึกโกรธอย่างบอกไม่ถูก เมื่อผมเห็นสิ่งที่คนเอามาบังหน้า เพื่อประโยชน์ของเขา หรือ ขายพระกิตติคุณหากิน โดยกิตติคุณนั้นไม่ใช่กิตติคุณที่ีแท้จริงครับ การเรียงลำดับในชีวิตเป็นสิ่งสำคัญมากครับ เราต้องเรียงทุกอย่างโดยมีพระคริสต์อยู่อันดับหนึ่งเสมอ และพระองค์เป็นจุดศูนย์กลางเสมอ โดยอย่างอื่นไมว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ โคจรรอบพระองค์ครับ นั่นคือวิธีการที่ผมใช้เข้าหาพระวจนะ และกิจกรรมทุกอย่าง ถ้าพระเยซูไม่ใช่จุดศูนย์กลาง เร่ิมต้นก็ผิดแล้วครับ ปลายไม่มีวันถูก ต้องเร่ิมที่แก่นก่อนเสมอ ฝังเมล็ดพืชก่อนเสมอ เมื่อรอดแล้ว ชื่นชมยินดีกับเขา ช่วยเขาให้ดำเนินชีวิตอยู่ในพระคุณ สักพักหนึ่ง เราจะเห็นฤทธิ์เดชที่ยิ่งใหญ่ที่เท่าที่ท่านจะเคยประสบมาด้วยตา ท่านจะเห็น ชีวิตอัศจรรย์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะพระเยซูกำลังเร้าใจภายในของเขาคนนั้น จนหยุดไม่ไหว จนล้นออกมาข้างนอก แล้วท่านจะบอกแก่ตัวเองว่า ขอบคุณพระเจ้าที่ให้ท่านมีโอกาสได้เป็นพยานต่อสิ่งที่พระองค์กระทำ และถ้าเราเห็นความรอดที่แท้จริงตามที่เราคุยกันในกระทู้นี้แล้ว เราจะเห็นพระเจ้าจะพาเขาเดินครับ ต่อหน้าต่อตาเรา เราจะไม่เชื่อสายตาของเรา เราจะเห็นฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐซึ่งจะทำให้ท่านตื้นตันในพระคุณของพระเจ้า จนน้ำตาคลอเบ้า รอดจริงๆก่อนเสมอ อย่างอื่นจะตามมาเองครับ ความรอดไม่มีคำว่าสายครับ

  • kafuse

    Aug 21, 2009

    Reply

    ความเชื่อคือการเลือกครับ อธิบายเพิ่มเติมถึงความหมายหน่อยครับ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ผมคิดว่าประเด็นที่เราเชื่อพระเจ้า พระเยซูคริสต์ และก็อยู่มวันหนึ่งก็บอกว่า เราเลิกเชื่อ หรือ เพราะเราพยายามหาเหตุผลว่า เราเชื่อทำไม? เช่นเราบอกว่าเราเชื่อเพราะพระเจ้ามาช่วยมนุษย์ เพราะพระเจ้าอยากช่วยเหลือเรา หรือด้วยเหตุผลร้อยแปดพันเก้าที่เราพยายามให้ เพื่อบอกว่า "เรา" เชื่อพระเจ้าเพราะเหตุนี้ และเมื่อไม่มีเหตุผลนั้น เราก็อาจเลิกเชื่อ ความคิดแบบนี้นั้น หลงตัวเองมากครับ เราหลงว่า "เรา" นั้นเป็นจุดเร่ิมต้น และพระเจ้าเชิญเรา พระเจ้าหยิบยื่นความรอดให้ โดยให้เหตุผลว่ารักเรา และเราก็ ยื่นมือไปรับ ถ้าเราไม่ยื่นมือไปรับ ก็เรื่องของเรา อะไรก็ "เรา" หมดเลยครับ เราเป็นจุดศูนย์กลางเสมอ ไม่ว่าคุณจะเป็นคริสเตียนหรือไม่ ลองฟังผมดูสักนิดนะครับ ผมจะให้ข้อคิดที่แตกต่าง แล้วคุณจะเห็นว่า "เรา" นั้นไม่ใช่จุดศูนย์กลาง ที่พระเจ้าจะคอยพะเน้าพะนอรอ "เรา" และจะดีใจเมื่อ "เรา" รับ ผมอยากจะบอกว่า "เรา" นั้นไม่มีอะไรเลยครับ เหมือนแกลบที่เมื่อลมพัดมาก็กระจายไป เราไม่มีความน่ารัก เราไม่มีสิทธิ์คิดเหตุผลด้วยซ้ำ เพราะเรานั้นไม่มีค่าอะไรเลย เราอย่าคิดเลยครับว่าเราเป็นจุดศูนย์กลางได้ เราเอาเหตุผลอะไรมา กำหนดว่า เรา เป็นผู้เร่ิมต้นครับ เอาความดีมาสักหนึ่งอย่างได้ไหมครับ และบอกต่อหน้าใครก็ได้ครับ ว่าเราควรรอดเพราะความดีข้อนี้ ข้อคิดที่อยากจะให้คิดคือ "ความรอดไม่ใช้การเชื้อเชิญครับ แต่ความรอดเป็นคำสั่ง" เราเรียงลำดับผิด โดยคิดว่า เรานั้น อยู่ตรงกลาง และพระเจ้าคอยเชิญเรา และค่อยช่วยเรา เพราะเราเป็นคนมีทุกข์ คิดแบบนี้ ไร้สติครับ พระเจ้าต่างหากยิ่งใหญ่ และอยู่ที่จุดศูนยก์กลาง เรานั้นกระจอกงอกง่อยนิดเดียว ไม่มีอะไรเลยที่อวดอะไรได้ เราไม่มีดีพอที่พระเจ้าจะเชิญเรา และคอยง้อพะเน้าพะนอเราหรอกครับ ความรอดนั้นไม่ใช่การเชิญ แต่เป็นคำสั่งต่างหาก (command) พระเจ้า "สั่ง" ให้เรารับความรอดนี้ต่างหากครับ เราเพียงแค่เชื่อฟังคำสั่งนั้น และยื่นมาออกไปรับ ด้วยความซาบซึ้งในความรักที่หยิบยื่นความรอดให้เรา พระเจ้าเป็นเอกครับ เราตอบสนอง พระองค์เป็นผู้เริ่มต้น เราเชื่อฟังกระทำตามสาส์นแห่งความรอดนั้น ทำไมผมจึงว่าเป็นคำสั่ง? ถ้าผมเชิญคุณไปกินข้าวบ้านผม เพราะว่าผมจะมีงานเลี้ยง และคุณบอกว่า คุณไม่ว่าง ผมก็บอกว่าไม่เป็นไรครับ ไว้โอกาสหน้าคุณว่างคุณก็มา ถ้าอย่างนี้เชิญครับ แต่ถ้า... ถ้าผมเชิญคุณไปกินข้าวบ้านผม และ คุณบอกว่า คุณไม่ว่าง แล้วผมเอามือตบหน้าคุณ อย่างนี้เรียกว่า เชิญ หรือครับ? ไม่ใช่หรอก ถ้าคุณต้องรับโทษถ้าคุณไม่ไป อย่างนี้ไม่ใช่เชิญนะ นี่คือ สั่ง ครับ มนุษย์เอ๋ย อย่าเข้าใจผิด หลงตัวเองครับ เราไม่มีอะไรอวดได้เลยครับ ถ้าคุณไม่รับสิ่งที่พระเจ้าทำให้คุณนี้ด้วยความรัก คือที่ พระองค์เห็นว่า คุณ​ เป็นคนบาป และผลที่คุณทำบาป คุณได้ตาย คือตายฝ่ายวิญญาณ ด้วยความรักคุณ พระองค์ยอมรับสภาพมนุษย์คือพระเยซูคริสต์​ ตายบนไม้กางเขน เพื่อรับโทษบาปของคุณ และในวันที่สามพระองค์คืนพระชนม์​ และโดยการคืนพระชนม์นี้ พระองค์มอบชีวิตของพระองค์เข้ามาสู่คนที่ตายฝ่ายวิญญาณแล้วอย่างคุณ เพื่อให้คุณกลับมีชีวิตได้อีก คือมีชีวิตกับพระองค์ได้อีก เป็นลุกของพระองค์ได้อีก ถ้าคุณรู้แล้วแต่คุณไม่รับ คุณจะพินาศ เพราะคุณตายอยู่แล้ว พระองค์ยื่นชีวิตให้คุณ​ แล้วคุณไม่รับ คุณก็ยังคงสภาพที่ตายอยู่ครับ ผลแห่งการไม่รับนี้คือ ความพินาศนิรันดร์ครับ จึงเป็น "คำสั่ง" ไงครับ ไม่ใช่ "การเชิญ" เพราะคุณมีโทษถ้าไม่รับ คุณต้องเลือก เพราะว่านี่เป็น คำสั่งครับ เพียงแต่เป็นคำสั่งที่เปี่ยมไปด้วยความรัก และเมตตาต่อเราเท่านั้น เรา ไม่มีค่าอะไรเลยครับ ไม่มีค่าต้องง้อ ไม่มีค่าที่จะให้เหตุผลใดๆ ได้ ไม่มีอะไรเลยที่จะยกขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยวิธีเขียนเลิศเลอเข้าใจยากอย่างที่คุณเขียนไว้ อย่าหลงตัวเองครับ คำสั่งแห่งความรอดนี้ คุณจะรับหรือไม่ ถ้ารับคุณจะไม่พินาศและได้รับชีวิตนิรันดร์ คือชีวิตของพระเยซูคริสต์ที่เข้าสู่คูณ นั่นคือความจริงแห่งพระคัมภีร์ และ ผมหนึ่งคน ยืนอยู่บนความจริงข้อนี้จนวันตายครับ ความเชื่อจึงเป็นการเลือกครับ และเมื่อเลือกแล้ว เรา ต้องรับผลแห่งการเลือกนั้น ความรอดจึงไม่ใช่การเชิญ แต่เป็นคำสั่ง โดยมีผลแห่งการเลือกนั้นบังคับอยู่ครับ คือความตาย หรือ ความรอด แต่บังเอิญที่คำสั่งนี้ ผู้บัญชาการสั่งเป็นผู้บัญชาการที่เปี่ยมไปด้วยความรัก และความเมตตาครับ อย่าเอาพระเจ้าอยู่หลังเรา และเราเป็นคนเลือก พระองค์เป็นคนสั่ง พระองค์เป็น ผู้บัญชาการ เราเป็นคนฟัง และ ทำตามครับ เรียงลำดับให้ถูกต้อง และความรอดนั้น จะทำให้คุณซาบซึ้งในพระคุณของพระเจ้า ไม่เช่นนั้น เราจะคิดว่าพระเจ้าซาบซึ้งในสิ่งที่เราเลือกครับ

  • Reply

    ถึง พี่ ๆ ทุกคน คะ ข้าพเจ้าอ่านแล้วก็ไม่สามารถจับใจความ หรือตีความได้จากภาษาที่พี่ ๆ ทุกคนเขียน เพราะพี่ ๆ เป็นผู้ที่โตแล้ว แต่สำหรับข้าพเจ้าที่เพิ่งจะรับเชื่อจากพระเจ้า และได้ลองอ่านพระคำภีร์ บางบทเป็นปรัชญาชีวิตอ่านแล้วสามารถเข้าใจได้ทันที จริง ๆ แล้วเราก็ยังเป็นมนุษย์ที่พกความปาบมาด้วย แต่เมื่อพระเยซูได้ทำให้เรามองเห็นว่าเรามีความบาปอะไรมาก่อน แล้วเราก็สัญญากับพระองค์ว่าเราจะไม่ทำผิดซ้ำ ๆ อีก พยายามทำแต่ความดีโดยพระเจ้าได้ควบคุมวิญญาณของเราให้ทำแต่ความดี ค่อย ๆ เพิ่มความดีไปทุก ๆ วัน และทำให้เรามีปัญญาในการแก้ไขปัญหาชีวิตของเรา และห่วงใยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คิดว่าใช้คำพูดแบบนี้จะทำให้เข้าใจง่ายกว่ามั้ยคะ ตอนนี้พระเจ้าจับตามองดูพฤติกรรมของข้าพเจ้าอยู่ค่ะ (พระองค์ไม่ได้จับผิด) แต่พระองค์ให้ความรักและความเมตตา และโอกาสในการประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดีของสังคมต่อไปค่ะ .... และนี่คือความหมายของคำว่า "ความรอดของข้าพเจ้า" พระเจ้าคุ้มครองและอวยพรค่ะ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ตอบ น้องผู้รอดใหม่กำลังหัดเดินครับ น้องเขียนมาว่า "แต่เมื่อพระเยซูได้ทำให้เรามองเห็นว่าเรามีความบาปอะไรมาก่อน แล้วเราก็สัญญากับพระองค์ว่าเราจะไม่ทำผิดซ้ำ ๆ อีก พยายามทำแต่ความดีโดยพระเจ้าได้ควบคุมวิญญาณของเราให้ทำแต่ความดี ค่อย ๆ เพิ่มความดีไปทุก ๆ วัน และทำให้เรามีปัญญาในการแก้ไขปัญหาชีวิตของเรา และห่วงใยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คิดว่าใช้คำพูดแบบนี้จะทำให้เข้าใจง่ายกว่ามั้ยคะ ตอนนี้พระเจ้าจับตามองดูพฤติกรรมของข้าพเจ้าอยู่ค่ะ (พระองค์ไม่ได้จับผิด) แต่พระองค์ให้ความรักและความเมตตา และโอกาสในการประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดีของสังคมต่อไปค่ะ .... และนี่คือความหมายของคำว่า "ความรอดของข้าพเจ้า" ด้วยความเป็นห่วงและปรารถนาดีครับ สิ่งที่น้องเขียนมา สรุปได้ว่า ความรอดของน้องคือ การเพิ่มความดี การเป็นคนดีของเพื่อนมนุษย์ ความรักและเมตตา เพราะว่าพระเจ้าจับตามองดูอยู่ และการประพฤติปฏิบัติดตนเป็นคนดี ถ้าความรอดในความหมายของน้องเป็นเช่นนี้ จะตรงกันข้ามกับความรอดที่พระคัมภีร์บอกเลยครับ เพราะว่าพระคัมภีร์พูดถึงความรอดนั้นไม่ได้มาด้วยการกระทำ (เอเฟซั 2:8-10) และไม่ได้คงอยู่ด้วยการกระทำด้วยครับ แต่ได้มาและคงอยู่ด้วยความเชื่อในพระคริสต์ และสิ่งที่พระองค์ทำสำเร็จบนไม้กางเขน พระกิตติคุณที่นำให้ถึงความรอดได้ คือ การสิ้นพระชนม์ การถูกฝังไว้ และการเป็นขึ้นจากตายครับ (1โครินทธ์ 15:1-5) ความรอดจึงไม่ได้เป็นความพยายาม หรือ ตะเกียกตะการ แต่เป็นความเชื่อครับ นี่คือสิ่งที่พระเยซูแตกต่าง จากศาสนา และไม่มีใครเหมือนครับ เราไม่ได้มาหาศาสนา แต่มาหาพระเจ้าผู้ดำรงชีวิตอยู่ปัจจุบันนี้ และสืบไปเป็นนิตย์ เมื่อมีจุดอ่อนที่ผ่านไม่ได้ ยิ่งดีใหญ่ครับ จะทำให้เราจำนนได้ จำนนต่อตัวเราว่าทำไม่ได้ เมื่อนั้นเราจะรับพระคุณพระเยซูได้ครับ และดำเนินในพระคุณนั้น สิ่งที่สำคัญคือความเชื่อครับ พระคัมภีร์จึงว่า เร่ิมต้นก็ด้วยความเชื่อ สุดท้ายก็ด้วยความเชื่อ "เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้สำแดงออก โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ" เห็นไหมครับ คนชอบธรรมไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยการกระทำ แต่ดำรองอยู่ได้ด้วยความเชื่อครับ น้องยิ้มต้องยอมจำนนต่อตัวเอง และ เชื่อวางใจ พระเยซูก่อนครับ เอาความรอดมาก่อน อย่างอื่นว่ากันทีหลัง เดี๋ยวพระเยซูคริสต์ทำแทนให้เองครับ สิ่งอื่นซึ่งเรากระทำนั้น ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ดีไม่พอครับ พระเจ้าพอพระทัยความเชื่อของเรามากกว่า การกระทำของเราครับ พระคัมภีร์จึงว่า พระเจ้าพอพระทัยเราด้วยความเชื่อ ถ้ามีคนใดคิดว่าพระเจ้าพอพระทัยเขาด้วยการกระทำได้ ผมอยากกราบเท้าจริงๆครับ เพราะผมรู้ว่าไม่มีใครกล้าพูดเช่นนั้น พระคัมภีร์ว่าไว้อย่างนี้ครับ "แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์" ลองพยายามอีกหน่อยครับ ไม่ได้เป็นอะไรที่ยากหรอกครับ ลองสงบใจช้าๆ อธิษฐานขอพระเจ้าเปิดเผยพระองค์เองแก่น้องด้วยใจที่เปิด และพร้อมรับพระเยซู พระองค์จะปรากฏได้ครับ ลองหัวข้อ "นายใจดี" ก็ได้ครับ ง่่ายหน่อย อย่าเพิ่งท้อครับ ไม่ต้องพยายามด้วย แต่ยอมจำนน และเปิดใจครับ คนที่พยายามด้วยตัวเอง รับพระเยซูยากครับ คนที่ยอมจำนนต่างหาก รับพระเยซูได้

  • Reply

    เรียน พี่เจ้าของกระทู้คะ ข้าพเจ้ารับเชื่อจากพระเจ้า ก็เพราะว่าตอนแรกไม่เชื่อทั้งที่ไปโบสถ์ 3 ครั้ง แต่ได้ตั้งจิตอถิฐานว่า ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนโลกนี้มีอยู่จริง จงมาปรากฏให้เห็นชัด ๆ ด้วย.. หลังจากที่ไปโบสถ์ครั้งสุดท้ายแล้วไม่เคยไปอีกเป็นเวลา 6 เดือน... พระเยซูท่านก็ได้เดินทางมาตามสัญญาค่ะ ร่างที่เราเห็นเป็นฝรั่งมีเคราครึ่งนึงเป็นพระเยซู ท่าทางใจดีสงบนิ่งฟังเราด้วยความเมตตา และอีกร่างที่เราเห็นก็คือปีศาล เวลาเราพูดอะไรออกไป ร่างที่เป็นพระเยซูจะรับฟังด้วยความสงบ แต่ร่างที่เป็นปีศาลจะบ่นตลอดเวลาว่าเราโกหก ทั้ง ๆ ที่เรื่องที่เราพูดเป็นความจริง... แล้วก็เลยทำให้เรากลัวมากจึงได้สารภาพบาปออกมาทั้งหมด...ว่า 10 กว่าปีที่ผ่านมาชีวิตเจออะไรร้าย ๆ มาบ้าง สารภาพและร้องไห้ และเราเห็นหน้าพระเยซูท่านทรงฟัง และท่านได้ลูบหัวเรา และก็พูดว่าท่านให้อภัยเรา หลังจากนั้นก็เหมือนคนบ้า คล้าย ๆ มองเห็นปัญหาที่จะเกิด หรือพูดตรง ๆ ก็กรรมอะไรที่เราทำลงไปแล้วมันย้อนกลับมาหาเรา... และปัญหาต่าง ๆ ถ้าเราคิดจะทำไม่ดีมันจะทำให้เรามองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากที่เมื่อก่อน (ยังไม่ค่อยฉลาด) จะไม่รู้ว่าควรจะเดินทางซ้ายหรือทางขวา ... แบบนี้เรียกว่า เราสัมผัสพระเจ้าได้หรือไม่คะ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ค่อนข้างเห็นด้วยบางส่วนกับคุณ จขกท. แต่มีบางอย่างยังไม่กระจ่างในช่วงท้ายๆ "โปรดบัพติสมาผมให้เข้าร่วมอยู่ในพระองค์ รับชีวิตของพระองค์เข้าสู่คนที่ตายแล้วเช่นผม เพื่อให้ผมรอดได้โดยชีวิตของพระองค์ และหลังจากนี้ ขอให้พระองค์ดำเนินชีวิตของพระองค์ผ่านทางผม นำชีวิตผมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ประทับอยู่ในชีวิตของผมนี้ จนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาอีก" 1) หลังจากอธิษฐานด้วยความเชื่อตามที่คุณบอกแล้ว จะได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาประทับในชีวิตทันทีเลยเดี๋ยวนั้นไหม แล้วทำไมพระเยซูบอกให้สาวกอธิษฐานอยู่หลายวันกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาในวันเพนเทคอสต์ ทำไมพวกเขาไม่ได้รับพระวิญญาณฯทันทีที่พระเยซูฟื้นจากความตาย ในเมื่อพวกเขาก็เห็นกับตาว่าพระเยซูฟื้นจากความตาย โธมัสเอานิ้วแยงที่รูแล้วก็เชื่อสนิทใจเลยว่าพระองค์ฟื้นจากความตาย แต่ทำไมพระเยซูยังต้องให้พวกสาวกรอพระวิญญาณฯตั้งหลายวัน เมื่อพระเยซูเหาะขึ้นสวรรค์แล้วทุกคนก็น่าจะได้รับพระวิญญาณฯวันนั้นเลยโดยไม่ต้องรอ และพวกเราคริสเตียนก็มีหลายคนที่ต้องอธิษฐานขอพระวิญญาณฯและต้องรอหลายวันหลายเดือนเหมือนกัน 2) คำถามที่ 2 นี้ไม่เกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์เหมือนคำถามแรก แต่เกี่ยวกับการบังเกิดใหม่ คืออยากถามว่า หลังจากได้รับความรอดและมีชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว ถือว่าเป็นการ "บังเกิดใหม่" หรือเปล่า และที่อ.เปโตรพูดไว้ดังนี้ 1เปโตร 2:2 เช่นเดียวกับทารกแรกเกิด จงปรารถนาน้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์ เพื่อโดยน้ำนมนั้นจะทำให้ท่านทั้งหลายเจริญขึ้นสู่ความรอด แปลว่าอย่างไรครับ คำว่า "เจริญขึ้นสู่ความรอด" หมายความว่าอย่างไร ความรอดมีเจริญขึ้นหรือถดถอยลงด้วยใหมครับ ? ถ้าจะตีความตามความเห็นของคุณ จขกท. จะตีความว่าอย่างไร ? น้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์คืออะไร ? ผมไม่ค่อยเข้าใจจุดนี้ครับ ขอโทษด้วยครับที่ถามมาก