Wisdom of Life

คริสเตียนสองประเภท

ผมกะว่าอยากจะเขียนหนังสือสักเล่ม แต่ก็ขี้เกียจเหลือเกิน! เมื่อว่าง ผมก็อยากทำอย่างอื่นกับที่บ้าน ว่ายน้ำ ไปเที่ยว แบบนี้ตลอด! ฮ่าๆ ไม่รู้ทำไงดี แต่ถ้าผมได้เขียน ผมจะใช้คำนำแบบนี้ล่ะครับ ผมว่าขายไม่ออกแน่ๆ แล้วก็อาจจะโดนอัปเปหิออกจาก “ธรรมศาลา”

ผมว่ามีคริสเตียนที่ไปโบสถ์ หรือ เรียกว่า “คนไปโบสถ์” อยู่สองประเภท แต่ถึงแม้ในละแวกนี้เราอาจจะบอกและจำแนกคริสเตียนออกไปกว่าสิบประเภท ที่ได้ยินบ่อยที่สุดก็คือ คริสเตียนอ่อนแอ กับคริสเตียนเข้มแข็ง คริสเตียนที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณ กับคริสเตียนที่จิตวิญญาณแห้งเหี่ยว คริสเตียนคนนี้มีของประทาน แต่อีกคนหนึ่งไม่มีของประทาน คริสเตียนไปโบสถ์ (มีไฟอยู่) กับ คริสเตียนหลงหาย (ไฟดับแล้วไม่ไปโบสถ์เพราะไม่อยากไปจะถูกจำแนกอยู่ในประเภทนี้ พวกหลงหาย คิดแล้วขำดี ผมคิดว่าบางครั้งอาจมีคนจำแนกผมอยู่ในประเภทนี้ด้วย และผมอยากจะหัวเราะ และขอพูดใส่หน้าคนนั้นหน่อยว่า ผมไม่เคยขาดความสุขจากพระเยซูเลย ไม่เคยห่างเลยแม้แต่นาทีเดียว จะจำแนกผมอย่างไรก็เชิญ!)

นอกจากนี้ยังมี ประเภท คริสเตียนนมัสการ กับ คริสเตียนขี้อาย  และก็ยังมี คริสเตียน ลูกแกะ กับ คริสเตียนแกะหลงหาย โอ๊ย อีกสารพัดที่พวกเราต่างคิดขึ้นมาจำแนกกันเอง ผมไม่ได้ประชดนะครับ แต่ผมว่า เราเดินผิดทางหมดเลยครับ

ผมว่าคนที่ไปโบสถ์ มีอยู่ 2 ประเภทด้วยกันในสายตาพระเจ้าตามพระคัมภีร์ 1. ตายแล้ว 2. มีชีวิตอยู่

แต่ทั้งสองประเภทนี้ ดำเนินกิจกรรมในโบสถ์เหมือนกันเลยครับ แต่กลุ่มหนึ่งมีชีวิต อีกกลุ่มหนึ่งตายอยู่ เปรียบเหมือนกับ มีห้องอยู่ 1 ห้อง เป็นห้องที่เงียบมาก และไม่มีเสียงออกไปจากห้องนี้ได้เลย เหมือนห้องอัดเสียง เราเห็นคนหนึ่ง กำลังมีความสุขบางอย่าง เพราะเขากำลังฟังบทเพลงที่แสนไพเราะ เขาเร่ิมหลับตา และเร่ิม เคาะเท้าตามจังหวะ และเร่ิม ส่ายหัวเล็กน้อย หลับตาพริ้ม มีความสุขในบทเพลง อีกคนหนึ่ง เป็นคนหูหนวก เมื่อมองอยู่นอกห้องก็แปลกใจ ก็เลย ลองเข้าไปในห้องดู ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไร และ เมื่อนั่งลงก็เห็นคนแรกนั่งหลับตา เคาะเท้า ส่ายหัวไปมา ก็เร่ิมคิดว่า เออ! ก็ไม่เลวนี่หว่า น่าจะมันส์ดี ใช้ได้ ว่าแล้วก็เร่ิมเคาะเท้าตามคนแรก สักพักก็เร่ิม ส่ายหัวเล็กน้อย และเร่ิมหลับตา ทำเป็นว่ามีความสุขเหลือคณา แต่..เขาไม่ได้ยินอะไรเลย ไม่มีอะไรอยู่ภายในเลย ไม่มีต้นเหตุแห่งความสุข ไม่มีแรงจูงใจใดๆ เขาแค่ “ทำตาม” เท่านั้น เขาทำทีเป็นว่าเหมือนกับคนแรกทุกอย่าง แต่จริงๆ แล้วภายในนั้นว่างเปล่า ว่างเปล่า

คนไปโบสถ์ก็เหมือนกัน ดูเหมือนว่าทำทุกอย่างที่โบสถ์กำหนดให้ทำ เรามีระเบียบไม่เหมือนกัน มีแบบแผนต่างกัน มี “วิธีการ” มี “น้ำหวาน” ที่แตกต่างกัน ต่างคนก็ว่าของตนดี ต่างโบสถ์ก็ว่าของตัวเองถูก แต่คนเหล่านั้น ว่างเปล่า เพราะไม่มีพระเยซูคริสต์เลยจริงๆ ภายใน ตลอดทั้ง 2 ชั่วโมงก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากน้ำหวาน นอกจากวิธีการ นอกจาก นมัสการ มิชช่ัน นอกจากถวาย นอกจาก 1 2 3 4 5 แล้วก็จบลงด้วย สรรเสริญพระเจ้าผู้อำนวยพร แล้วก็จบ กลับออกไป โดยพระเยซูคริสต์นั้นถูกพูดถึงน้อยมาก ถูกปล่อยไว้ให้หนาวเหน็บ อยู่ข้างนอกจิตใจ

นำ้หวานเหล่านี้ไม่ได้แตกต่างอะไรจาก ตัวช่วย ที่จะให้คนไปโบสถ์นั้นได้มีความสุขชั่วครู่ ช่วยให้แก้กระหายได้ชั่วคราว เรามีตั้งหลายวิธีครับ: มุ่งเน้นการประกาศ (evangelism focus) ของประทานแห่งพระวิญญาณ (gifts of the spirits) สร้างแนวทางผู้นำ (Leadership) มิชชั่นออกไปนอกประเทศ ล้มในพระวิญญาณ หรือแม้กระทั่ง นมัสการนำหน้า (worship) เป็นแนวทางเหมือนบันได เหมือนจุดเด่น เพื่อให้คนได้รู้สึก “ดี” ได้รู้สึกว่า ฉันได้มาโบสถ์แล้ว และพวกเขาก็มา มาจากที่ไหนไม่รู้ และพวกเขาก็มาโบสถ์สม่ำเสมอ เพราะบ้างก็กลัวว่าถ้าไม่มา จะรู้สึกผิด (guilt) ที่อ่อนแอ จะรู้สึก กลัวว่าเดี๋ยวจะมีอาจารย์มาถามว่า “ทำไมช่วงนี้ขาดโบสถ์ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”  กลัวสายตาที่บอกว่า “คุณ OK กับพระเจ้าหรือเปล่า” หรือ “จิตวิญญาณอ่อนแออยู่นะ ให้อาจารย์ช่วยอธิษฐานให้ไหม?” ทั้งหมดนี้เพื่อจะให้หมดจากความกลัว และความผิด ชีวิตคริสเตียนถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัวและความผิดนั่นเอง

น้ำหวานเหล่านี้ไม่เคยทำให้พวกเขาได้รับการดับกระหายจากใจเลยแม้แต่น้อย เป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะว่าเขายังตายอยู่ ยังไม่ได้รับชีวิตของพระเยซู แต่ไม่ใช่น้ำแห่งชีวิตที่พระเยซูว่า ดื่มนำ้แห่งชีวิต และจะไม่กระหายอีกเลย ยังไม่ได้กินอาหารแห่งชีวิต พวกเขายังไม่ได้รู้จักพระองค์ที่กล่าวว่า เราเป็นนำ้แห่งชีวิต เราเป็นอาหารแห่งชีวิต เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต เรามาเพื่อจะให้ชีวิต และเป็นชีวิตที่ครบบริบูรณ์ เราเป็นประตูของแกะนั้น และชีวิตเราเราสละเพื่อแกะ พระเยซูมาเพื่อจะให้ชีวิต! ใครต้องการชีวิต คนตายไงครับ ที่ต้องการชีวิต คนตายไม่ต้องการน้ำหวาน คนตายไม่ต้องการวิธีการ คนตายไม่ต้องการการรักษา เยียวยา คนตายต้องการ ชีวิต และชีวิตนั้นได้จากพระเยซูเท่านั้น เพราะตายอยู่ ตายเหมือนอาดัมที่ตายแล้ว

เราเอาพวกเขามาอยู่ในกรอบศาสนา ก็ไม่ได้แตกต่างเลยจาก คนที่ถูกขังอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง อยู่ในห้องหนึ่งเป็นแบบหนึ่ง ไม่มีโทรทัศน์ แต่มีตู้เย็น ไม่มีผ้าห่ม แต่มีเตียง ไม่มีหมอนข้างแต่มีหมอน และเราก็บอกเขาว่า มาอยู่อีกห้องหนึ่งสิ มีโทรทัศน์ แต่ไม่มีตู้เย็นนะ มีผ้าหม แต่ไม่มีเตียง มีแต่หมอนข้าง แต่ไม่มีหมอนหนุน เขาก็ดีใจ และคิดว่า เขาได้พบทางออกแล้ว แต่จริงๆ เขาก็ยังถูกขังอยู่ในบ้านหลังนั้นอยู่ดี ยังไม่ได้รับอิสระภาพ และ เสรีภาพ ท่านเข้าใจได้ไหมครับ!

จริงๆแล้วท่านเห็นภาพเดียวกับผมไหมครับ หรือท่านแกล้งไม่เห็น ท่านลองมองด้วยตาใจดูสิครับ ว่าท่านตกอยู่ในสภาพเดียวกันหรือไม่ เราเห็นโบสถ์ไทยเป็นแบบนี้หรือไม่ครับ

ทั้งสิ้นทั้งปวงนี้มาจากที่ ชีวิตเหล่านั้นถูกขับเคลื่อนด้วยการกลัวความผิด (Guilt driven) เนื่องจากความผิดบาปยังไม่หมดไปจากใจ ยังไม่ได้รับพระเยซุคริสต์และรับชีวิตจากพระเยซู ยังไม่ได้เป็น “คนที่ถูกยกโทษแล้ว”

เรายังไม่ได้พบกับพระเยซูคริสต์ และการไถ่ที่สมบูรณ์แห่งไม้กางเขน และ ความจริงในการเป็นขึ้นจากตาย ของพระเยซูยังไม่ได้เข้าสู่ชีวิตที่ตายแล้ว ทั้งสองสิ่งนี้ไม่เป็นจริงในชีวิตเลย คือรับพระเยซูแค่ศาสนาเท่านั้น และพยายามทุกวิถีทางที่จะรักษาความรอด รักษาความสัมพันธ์กับพระเยซูไว้ คนเหล่านี้ต่างหากที่หลงหาย และยังตายอยู่ เขาแสวงหาการอภัยโทษทุกวัน ด้วยการขอให้พระเจ้ายกโทษให้เขาเมื่อเขากระทำผิดบาป และพยายามทุกทางเพื่อจะรักษาธรรมบัญญัติ พยายามทุ่มเททุกทางเพื่อจะมีชีวิตคริสเตียนที่ “มีมาตรฐานสูงกว่าชาวโลก” เพื่อจะรักษาความสัมพันธ์ของเขากับพระเยซูที่ดีไว้ (maintian relationship)

พี่น้องที่รักในพระคริสต์ ความจริง คือสัจจะ ที่จะทำให้เขาเป็นไท เป็นอิสระ จากมารร้ายที่คอยโกหกให้เขาทำเช่นนั้น ความจริงนั้นจะปลดปล่อยเขา คือความจริงแห่งพระเยซู และพระคุณของพระองค์ที่มีต่อเขา พระเยซูมาเพื่อช่วยคนบาปให้รอด เขาต้องตระหนักก่อนว่า เขาเป็นคนบาป และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย เขาพยายามไม่ได้เลย เขาสิ้นหนทาง เขายอมจำนน เขาสิ้นสุดการทุ่มเท เขาศิโรราบกับพระเยซูว่า “ผมทำไม่ได้” เมื่อนั้นแหละ พระคุณจึงจะส่องแสงในจิตใจเขาได้ และสิ่งที่พระเยซูทำบนไม้กางเขนจึงจะมีฤทธิ์อำนาจต่อจิตใจที่ถ่อมเช่นนี้ได้ เขาไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์ใดๆได้เลย เพราะถ้าปราศจากความสัมพันธ์กับพระเยซู เขาก็มีความสัมพันธ์กับซาตาน เมื่อเขาสัมพันธ์กับพระเยซู เขาก็ถูกยกโทษแล้ว และไม่ต้องการการเครื่องบูชาใดๆเพื่อได้รับการยกโทษอีก ฮิบรู 9:22 บอกเราว่า ถ้าไม่มีโลหิต ก็ไม่มีการอภัยบาป พระเยซูได้หลั่งโลหิตให้เขาครั้งนั้นครั้งเดียว เพื่อความผิดบาปทั้งสิ้นของเขา ไม่จดจำบาปเขาอีกเลย พระเยซูบนไม้กางเขนนั้นได้ เติมเต็มพันธสัญญาเดิม โดยการรับเอาโทษทัณฑ์ทั้งหลายที่เกิดจากพันธสัญญาเดิมแห่งการกระทำ ความตาย โดยรับไว้แทนเราทั้งหมด เพื่อจะนำเขาเข้าสู่พันธสัญญาใหม่ แห่งพระคุณ และชีวิต

เมื่อยังมีคนหนึ่งต้องการได้รับการยกโทษอีก ก็แปลว่า เขาต้องหาโลหิตมาอีก คือต้องเอาโลหิตของพระเยซูมาหลั่งซ้ำซากทุกวัน เพื่อจะชำระล้างเขาได้ เพราะว่าถ้าไม่มีโลหิตก็อภัยบาปไม่ได้ เขาต้องเอาพระเยซูมาตายอีก ซึ่งพระเยซูจะไม่มาตายอีกแน่ แต่เพียงแต่เขา ขาดความเชื่อ จริงๆแล้วเขาไม่ได้เชื่อเลยว่าพระเยซูได้ยกโทษให้เขาแล้ว เขาไม่เคยสะอาด ไม่เคยเป็นคนชอบธรรม เพราะเขาไม่ได้เชื่อ เขาแค่ไปโบสถ์ เขาแค่เปลี่ยนศาสนาเท่านั้น!

พระเยซูได้มาเพื่อเรา เพื่อจะเป็นจุดจบแห่งธรรมบัญญัติ เพื่อจะยกเลิกธรรมบัญญัติ เพราะว่าขาดฤทธิ์ไปแล้ว (ฮิบรู 7-8-9) พันธสัญญาเดิม แห่งโลหิต แห่งความตาย นั้นมีขึ้นเพื่อให้เราได้ชื่นชมพันธสัญญาใหม่ต่างหาก พันธสัญญาเดิมนั้นวางรากอยู่บนการกระทำ ถ้าทำได้เขาจะได้รับการอวยพรและมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ถ้าทำไม่ได้เขาจะขาดความสัมพันธ์นั้น และได้รับคำแช่งสาปหลายประการ รวมทั้งความตาย พระเยซูมาเพื่อจะเป็นจุดจบแห่งธรรมบัญญัติ และทำให้เราพ้นจากธรรมบัญญัติ โดยการเอาตัวพระองค์เองเข้าแลก เพื่อจะเติมเต็มธรรมบัญญัตินั้น (fulfuill the law) พระองค์ทำให้บัญญัติเดิมนั้นเต็มแล้ว และสมบูรณ์แล้วทุกประการ เพื่อจะนำเราเข้าสู่พันธสัญญาใหม่ (The new covenant) ที่ไม่ได้เขียนบนแผ่นศิลา แต่เขียนอยู่ใจจิตใจของเรา ไมได้เป็นกฏหมายที่ฆ่าให้ตาย แต่เป็นพระวิญญาณที่ประทานชีวิต

คริสเตียนที่มีชีวิตอยู่ จึงมีชีวิตอยู่โดยขีวิตของพระเยซู ดำเนินชีวตโดยพระวิญญาณ ไม่ใช้ตามธรรมบัญญัติ เมื่อเราดำเนินชีวิตโดยพระวิญญาณ เราได้รับเสรีภาพในพระวิญญาณนั้น เราเป็นผู้ที่ถูกยกโทษแล้วตามพันธสัญญา เราได้รับชีวิตที่เป็นขึ้นจากตายของพระเยซู เมื่อเราดำเนินขีวิตโดยพระวิญญาณ เราก็ไม่ได้ดำเนินโดยธรรมบัญญัติ ชีวิตที่ดำเนินด้วยพระวิญญาณนั้นเป็นชีวิตที่มีความสุข เป็นชีวิตที่ครบบริบรูณ์ ไม่ต้องการอื่นใดอีก เราเป็นต้นไม้ที่ชอบธรรม และออกผลเป็นผลที่ชอบธรรมเสมอ เพราะเราอยู่ในความชอบธรรมของพระเยซูโดยความเชื่อ เมื่อเรามีความเชื่อที่ถูกต้องเช่นนี้ เรามีพระวิญญาณของพระองค์เป็นมัดจำ และชื่อของเราจดไว้ในทะเบียนแห่งควมรอด และทำให้ เรารับใช้พระองค์โดยพระวิญญาณนั้น

โดยปราศจากความกลัวความผิด เราไม่ได้อยู่ใต้การขับเคลื่อนของความกลัวและความผิด แต่ขับเคลื่อนด้วยความจริงจากพระวิญญาณ ขับเคลื่อนด้วยชีวิตของพระคริสต์ที่อยู่ในเรา ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อที่เราจะได้รับใช้พระองค์ได้ เพื่อจะเป็นข้าทาส สำนึกในพระคุณของพระองค์และรับใช้ด้วยจิตใจสำนึกในพระคุณ

โดยพระคุณเท่านั้น….

Leave a Reply

2 Comments

  • Reply

    คุณคงศักดิ์ และ Admin ขอสนับสนุนด้วยพระคำครับ อ่านดูแล้วเชื่อพระคำนี้ไหมครับ 1. เรา ในฐานะผู้เชื่อ หรือ คริสเตียน มิได้มีชีวิตอยู่เพื่อตนเองอีกต่อไป 2 โครินธ์ 5/15...และพระองค์ได้ทรงวายพระชนม์เพื่อคนทั้งปวง เพื่อคนเหล่านั้นที่มีชีวิตอยู่จะมิได้อยู่เพื่อประโยชน์แก่ตัวเองอีกต่อไป แต่จะอยู่เพื่อพระองค์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ และทรงเป็นขึ้นมาเพราะเห็นแก่เขาทั้งหลาย....And that he died for all, that they which live should not from now on live to themselves, but to him which died for them, and rose again. 2. เรามีชีวิตอยู่ ก็เพียงเพื่อให้พระวิญญาณของพระเยซูคริสต์ ใช้ร่างกายเราสำแดงความเป็นพระองค์ จากพระสิริหนึ่ง สู่อีกพระสิริหนึ่ง 2 โครินธ์ 4/10...เราแบกความตายของพระเยซูไว้ที่กายเราเสมอ เพื่อว่าชีวิตของพระเยซูจะปรากฏในกายของเราด้วย.....Always bearing about in the body the dying of the Lord Jesus, that the life also of Jesus might be made manifest in our body. พีรศักดิ์ สุขเป็นแก้ว คริสตจักรพระคุณแห่งชีวิต

    • admin

      May 20, 2011

      Reply

      เชื่อครับ พระเยซูตายแทนเราเพื่อให้ชีวิตเรา และเพื่อมีชีวิตพระองค์ผ่านทางชีวิตเรา