Wisdom of Life

บริบทแห่งพระคัมภีร์นั้นสำคัญไฉน?

หลังจากที่ผมไปเยี่ยมเว็บบอร์ดคริสเตียนที่คุยกัน ผมสังเกตุอยู่อย่างหนึ่งว่า กระทู้ที่มีคนตอบมากๆ นั้น โดยมากมักจะเป็นกระทู้ที่ มีข้อพระคัมภีร์สนับสนุนของทั้งสองด้าน ตามที่แต่ละฝ่ายอ้างโดยการหยิบยกขึ้นมาเช่น

“พูดภาษาพระวิญญาณดีจริงๆหรือ”

โดยการหยิบยกขึ้นมาต่อสู้กันนั้น มักจะหยิบแค่ข้อเดียว หรือ สองข้อ และก็ตีความหมายใส่กัน คนที่หยิบยกน้อยคนนักที่จะยกบริบทขึ้นมาด้วยว่าทั้งเล่มนั้นสอนอย่างไร มีเบื้องหลังความเป็นมาอย่างไร และคนที่หยิบยกพระคัมภีร์น้อยคนนักที่จะหยิบทั้งบท หรือ สองบท และการต่อสู้กันนั้นก็บาดเจ็บทางความรู้สึกทั้งสองฝ่าย และสุดท้ายก็ไม่ได้อะไรในกระทู้นั้น และก็ไม่ได้เป็นพระพรอะไรกับผู้ที่แวะเวียนเข้ามาอ่านเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม การต่อสู้กันนั้นอาจจะกลับเป็นการปิดประตูใส่เขาเหล่านั้นซึ่งกำลัง เคาะอยู่ก็เป็นได้

ที่ผมยกตัวอย่างเรื่องนี้เพราะเป็นเรื่องที่แทบจะเรียกได้ว่า แยก คริสเตียนไทย เป็นสองกลุ่มเลยทีเดียว หรือเป็นสองคณะที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบัน และเป็นที่น่าเสียใจว่า:

ถึงแม้ว่าทั้งสองคณะนี้เป็นหนึ่งเดียวกันในความเชื่อ แต่มีสิ่งที่ไม่สามารถทำให้ทั้งสองคณะนี้เป็นหนึ่งเดีียวกันในการวิธีปฏิบัติ (Practice) ได้เลย สิ่งนั้นคือการยกพระคัมภีร์เข้ามาสนับสนุนข้างตัวเองโดยไม่คำนึงถึงบริบท

ในอดีตที่ผ่านมาผมสังเกตุเห็นและผมได้เรียนรู้ว่า การต่อสู้กันนั้นไม่มีประโยชน์​และรังแต่ให้เกิดความแตกแยกมากว่าเกิดผลฝ่ายพระวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นแนวใด แนวเงียบหรือแนวดัง แนวพระวิญญาณหรือแนวสงบ ผมว่าทั้งสองก็ไม่ต่างกัน คือมีตัวเราเป็นจุดศูนย์กลาง  และไม่ต้องการที่จะยอมจำนน และ เปิดตาใจมองบริบทของพระคัมภีร์

“ถ้าเรานมัสการแบบนี้ด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณ และใช้ของประทานฝ่ายพระวิญญาณ จึงจะถูกต้อง” เพราะว่ามีพระคำที่เรายกมา 10 ข้อนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเราถูกต้อง

“วิธีการเช่นนั้นไม่ถูกต้อง เพราะพระเจ้าสงบและอุดมด้วยความรัก เรื่องฤทธิ์เดชนั้นพ้นสมัยไปแล้ว” เพราะว่ามีพระคำที่เรายกมาอีก 10 ข้อนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเราถูกต้อง

และเราก็เห็นว่า 10 ของเรานั้นพูดเรื่องแนวทางของเรา เอแต่เขาก็มี 10 ข้อนะสนับสนุนแนวทางของเขา ผมทำเป็นตารางยังได้เลยครับ โดยมีคอลัมน์ซ้ายและขวา มีข้อพระคัมภีร์ที่ใช้โต้แย้งกันได้

ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกันเพราะว่า “แนวทาง ก็ดี คริสตธรรมเนียมประเพณี (Traditions) และ วิธีปฏิบัติ (Practice) นั้น บัง บริบทไปเสียหมด และไม่ยอมดูบริบทแห่งพระวจนะของพระเจ้า แต่จริงๆแล้ว เราต้องยอมจำนนครับ และต้องเชื่อว่ามีความหมายหนึ่งที่ถูก

ผมไม่เชื่อในบางคนที่กล่าวว่า “พระคัมภีร์ก็ตีความไปตามคนอ่าน คนตีความอย่างไรก็ได้อย่างนั้น อาจมีหลายความหมายก็ได้” พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า มีพระเจ้าเป็นจุดศูนย์กลาง ไม่ใช่จะตีความเข้าข้างใครก็ได้เป็นจุดศูนย์กลาง และการยอมรับทุกๆความหมายแห่งการตีความตามมนุษย์ คือการยอมรับการแตกแยกกัน แต่ถ้าเราเชื่อว่าพระเจ้าดลใจให้เขียน และพระองค์เป็นเจ้าของไดอารี่เล่มนี้ พระองค์ไม่ใช่พระเจ้าหลายใจ หลายความคิด แต่เป็นพระเจ้าเดียว องค์เดีียวในสากลจักรวาล พระองค์เป็นศูนย์กลางแห่งบริบทพระคัมภีร์ครับ แล้วเรายอม

บริบทนั้นคือเลนส์ส่องที่ถูก คือเราต้องดูข้อ หรือ บท หรือ เล่มหลักก่อนว่ามีความหมายหลักโดยรวมว่าอย่างไร เขียนให้ใคร เขามีปัญหาอะไร เขียนเมื่อไร เขียนที่ไหน ต้องการเขียนไปเพื่อสอน หรือ ไปแก้ไขสิ่งใด เกี่ยวกับเราหรือไม่ ประยุกต์กับเราได้หรือไม่

ปัญหาของการไม่ใช้บริบทไม่ใช่อยู่ที่ว่าไม่รู้ว่าพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่เขียนไว้อย่างไร แต่ปัญหาคือ  คริสเตียนส่วนมากไม่รู้วิธีเข้าหา (approach) พันธสัญญาใหม่ จึงหยิบยกมาเป็นข้อๆ เท่าที่หาได้ในแต่ละเล่ม เมื่อเป็นเช่นนี้ คริสเตียนนั้นจะไม่เคยเห็นพระคัมภีร์เป็น ภาพรวม แต่เรากินแต่ละจานที่เราอยากกินเอามารวมกันตามตรรกะแห่งมนุษย์ที่ตกต่ำเช่นเรา เราใช้ข้อพระคัมภีร์ตามที่เราค้นเจอเพียง 1-2 ข้อและเราก็บอกว่า “ฉันกำลังใช้พระคัมภีร์สนับสนุนนะ” หรือ ไม่เชื่อดูพระคัมภีร์ข้อนี้เด่ะ!

เอางี้นะ ลองจินตนาการว่า ผมเขียนจดหมายให้กับเพื่อนหลายคน คนละหลายฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหา หรือให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ การลงทุน การดำเนินชีวิต เรื่องการถ่ายรูป และเรื่องการตกปลา แต่จดหมายทั้งหมดนั้นผมไม่เคยลงวันที่ และไม่ลงชื่อผู้เขียน แต่รู้ว่าเขียนให้ใครและส่งให้คนนั้นโดยเฉพาะ โดยเขียนในเวลาที่แตกต่างกัน

และเวลาผ่านไปหลายร้อยปี ผมตายไปแล้ว มีคนเห็นว่าจดหมายผมมีคุณค่า และ สิ่งที่ผมเขียนนั้นดี จึงรื้อจดหมายของผมที่เขียนให้เพื่อนๆ และพยายามจะเรียบเรียงใหม่โดยรวบรวมเป็นหนังสือ แต่ไม่มีวันที่เขียน เขาก็ไม่รู้จะรวบรวมอย่างไร เขาจึงเรียบเรียงตามความยาวไปถึงสั้น จดหมายยาวไว้ก่อน สั้นไว้หลัง สั้นสุดไว้หลังสุด  โดยตั้งชื่อหนังสือที่รวบรวมนี้ว่า “จดหมายที่คุณคงศักดิ์ิเขียนให้เพื่อน”

ต่อมาไม่นานจะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ หนังสือเล่มนี้เกิดฮิต ติดอันดับ หนังสือขายดีขึ้นมา

มีคนหนึ่งชื่อนายตัดแปะ ก็อยากเขียนหนังสือขึ้นมาบ้าง เพราะคันมือ นายตัดแปะก็ตั้งชื่อหนังสือว่า“การถ่ายรูป และการตกปลา และการลงทุน มีหลักการที่เหมือนกัน” โดยในเนื้อหาหนังสือก็พยายามแสดงความคิดเห็นของตัวเองว่า การถ่ายรูป การตกปลา และการลงทุนเป็นเรื่องเดียวกัน โดยไปหยิบเอา จดหมายที่ผมเขียนให้คุณอิ่งซึ่งเป็นนักธุรกิจบ้าง คุณอ้อยชอบถ่ายรูปบ้าง และคุณอ้วนชอบตกปลาบ้าง มาอย่างละตอน เช่น

ฉบับหนึ่งผมเขียนตอนอายุ 25 ว่า “คุณอิ่งไม่ควรซื้อหุ้นตัวนี้นะ เพราะว่างบบัญชีปีล่าสุด แสดงผลว่าขาดทุน ถึงแม้ว่าในปีที่ผ่านมากำไรมาตลอด แต่บริษัทนี้มีกระแสเงินสดที่ดี และมีแนวโน้มว่าจะกลับมากำไรอีกในปีหน้า จึงควรรอจังหวะการลงทุนอีกหน่อย”

อีกฉบับหนึ่งผมเขียนตอนอายุ 50 ให้คุณอ้วนผมเขียนว่า “ตอนตกปลาต้องรอจังหวะให้ดี รอจนกระทังปลาฮุบเหยี่อหมดก่อนแล้วค่อยวัดเบ็ด”

อีกฉบับให้คุณอ้อยตอนอายุ 80 ว่า “ตอนที่ถ่ายรูปภาพ เคลื่อนไหว ควรจะรอจังหวะให้ดีเสียก่อน ด้วยความอดทน ไม่อย่างนั้นอาจจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ”

เขียนสุดท้ายตอนอายุ 90 ให้คุณอิ่งซึ่งตอนนั้นมีครอบครัวแล้วอีกครั้งว่า “คุณอิ่ง เลิกเล่นหุ้นเถอะนะ เพราะคุณอิ่งมีอารมณ์แปรปรวนตามตลาด และไม่นิ่ง คุณอิ่งเอาเงินไปทำอย่างอื่นเถอะ เช่นฝากพันธบัตรรัฐบาล เพราะตอนนี้คุณอิ่งมีครอบครัวแล้ว ไม่ควรรับความเสี่ยงมากเกินไป”

แล้วนาย ตัดแปะ ก็ตั้งตัวเองเป็นผู้ให้คำปรึกษา โดยอ้างอิงจากจดหมายของผมเป็นหลัก ซึ่งมีบริบทกับคุณอิ่ง คุณอ้อย คุณอ้วน ต่างกัน และทั้งสามคนก็อยู่คนละที่ และ คนละช่วงเวลากัน หนังสือเล่มนั้นกับผู้ให้คำปรึกษาคนนั้นจะคิดเหมือนผมได้หรือครับ? จดหมายแต่ละฉบับได้ถูกหยิบยกออกมาจากนอกบริบททั้งๆที่เป็นจดหมายของผม แต่ได้ถูกหยิบออกมาโดยไม่คำนึงถึงบริบทของจดหมายเลย แล้วก็เอาจากหลายฉบับมาตัดต่อแปะเข้าด้วยกัน

งานของนายตัดแปะแบบนี้มีอยู่เยอะแยะเลยครับ ตามร้านขายหนังสือคริสเตียน ดูชื่อเรื่องแล้วโอ้โฮน่าซื้อจัง เปิดดูสองสามหน้า เอาอะไรมาตัดแปะต่อกันก็ไม่รู้! และอยู่บนธรรมาสน์ก็มากมายครับ อ่านดู จากสูจิบัตรระเบียบนมัสการ เห็นหัวข้อเทศนาแล้วน่าฟังจังเลย พอฟังดู โอ้โห  ตั้งหัวข้อตามความคิดของตน แล้วโยงมาแต่ละข้อ มาสนับสนุน โดยไม่ได้คำนึงว่าข้อๆนั้นที่ดึงมานั้นมีบริบทตรงกับสิ่งที่กำลังพูดหรือไม่ ที่ผมรู้เพราะว่าผมก็เคยทำครับ แต่คนฟังคงลืมไปแล้วแหละซึ่งผมก็ดีใจถ้าเป็นอย่างนั้น

สาเหตุที่ผมนำเรื่องจดหมายที่เขียนให้คุณ อิ่ง คุณอ้อย มาให้พิจารณาดูนั้น ก็เพื่อเป็นอุปมาให้เห็นถึงพระคัมภีร์ของเราครับ

พระคัมภีร์ปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้นครับ มีบางคนเป็นกรรมาธิการในยุค ปู่ของปู่เรานี่แหละ เรียงลำดับให้เรา โดยเรียงว่าเรามี โรมอยู่ก่อนสุด เพราะยาวสุดครับ และ ก็ 1 โครินธ์ และก็ 2 โครินทธ์ ก็ค่อยๆสั้นลงในเล่มอื่นๆ จนสุดท้ายที่ฟิเลโมน โดยไม่ได้วิเคราะห์ตามเวลาที่เขียน ถ้าเราไม่ดูบริบท และเบื้องหลังว่าเขาเขียนถึงใคร เขียนทำไม เขียนเมื่อไร ที่นั่นมีปัญหาอะไร ทำไมจึงเขียนเช่นนั้น แล้วคนเขียนมีความตั้งใจอะไรเป็นหลัก ตรงนั้นเราเรียกว่าบริบทครับ

และถ้าเราเรียบบริบทใหม่โดยเรียงจากเวลาที่เขียนเป็นหลัก เราก็จะได้

กาลาเทีย, 1 เธสะโลนิกา, 2 เธสะโลนิกา, 1 โครินธ์, 2 โครินธ์, โรม, โคโลสี, ฟิเลโมน, เอเฟซัส, ฟิลิปปี, 1 ทิโมธี, ทิตัส และ 2 ทิโมธี เป็นเล่มสุดท้าย ถ้าเราอ่านเรียงตามนี้ใหม่และดูพระธรรมกิจการตามไปด้วย เราจะเห็นการเดินทาง และชีวิตการรับใช้ของอาจารย์เปาโล และจะเข้าใจความรู้สึกของท่านได้ดีขึ้น เมื่อเราอ่านจดหมายของท่าน

เช่น ในกาลาเทีย เป็นช่วงแรก ท่านเขียนให้กลับ กลุ่มคน เช่น ผู้เชื่อในชุมชนกาลาเทีย ท่านดุดัน โกรธ เกรี้ยวกราดในเรื่องของการผสมธรรมบัญญัติเข้ามาในพระคุณ แต่พอเราเห็นโรม กับโคโลสี ท่านโกรธน้อยลง แต่อธิบายเหตุผลมากขึ้น แต่การไม่ประนีประนอมในเรื่องธรรมบัญญัตินั้นยังคงอยู่ พอช่วงท้ายชีวิตของท่าน ท่านเริ่มเขียนให้ ปัจเจกชน มากขึ้น เหมือนเราครับ เมื่อแก่แล้ว เราอยากฝาก ให้คนอื่นมาทำต่อ และเป็นคนที่ท่านไว้ใจได้ เราก็จะเห็นการฝากฝัง การส่งมอบต่อ การกำชับ เป็นต้น

การตีความพระคัมภีร์มีความหมายเดียว แท้แน่นอนเดียวครับ ผมเชื่อแบบนั้น พระเจ้าไม่ดลใจให้เขียนโดยให้ตีความหมายไปตามใจมนุษย์ แต่ต้องตีความหมายตามความในสิ่งที่ผู้เขียนต้องการให้ความหมาย ตามที่พระเจ้าที่ดลใจให้เขาเขียน บริบทจึงเป็นสิ่งสำคัญครับ

และเมื่อเราไม่สนใจบริบท แต่สนใจศัพท์สัมพันธ์ หนังสือ และโปรแกรมค้นพระคัมภีร์ศัพท์สัมพันธ์ เราก็ลืมเรื่องบริบทหมด และคริสเตียนเราก็เลยเข้าหาพระวจนะของพระเจ้าด้วยทางใดทางหนึ่งดังต่อไปนี้ครับ:

1.เรามองหาข้อพระคัมภีร์ ข้อเดียว หรือหลายข้อ ที่หนุนใจเรา ให้กำลังใจเรา เมื่อพบแล้วก็จะขีดไว้บนพระคัมภีร์ด้่วยปากกา แล้วก็จดไว้ ท่องจำไว้ ภาวนา แล้วก็อาจแปะไว้ที่โต๊ะเขียนหนังสือของตน หรือ ฝาปิดตู้เย็น

2.เรามองหาข้อที่เกี่ยวกับคำสัญญาของพระเจ้า และเราจำไว้เพื่อที่จะใช้เมื่อเวลาเราต้องการให้พระเจ้าทำในสิ่งที่สัญญานั้น กับตัวเรา

3.เรามองหาข้อพระคัมภีร์ที่บอกเราว่าพระเจ้า “ส่ัง” ให้เราทำอะไร

4.เรามองหาข้อที่เราสามารถ “ใช้” เป็นฤทธิ์เดช เพื่อขับไล่การทดลอง หรือ ผีมารซาตาน

5.เรามองหาข้อที่จะพิสูจน์ หลักข้อเชื่อ บางอย่าง เพื่อที่เราจะใช้ ปาดและเฉือน คนที่คิดต่างจากเราให้คิดใหม่ ทำใหม่ (เหมือนพรรคการเมืองเลยแฮะ) ในที่สุดก็เป็นการสุ่มข้อ โดยไม่คำนึงถึงบริบท และการแตกแยกก็ไม่เคยได้ประสานรอยร้าว

6.เรามองหาข้อที่สามารถแก้ไข ข้อผิดพลาดของคนอื่นได้

7.เรามองหาข้อที่เราเลือกว่า จะง่ายในการเทศนา (ผมก็เคยเป็น ผมเลือกคำอุปมาของพระเยซูบ่อยมาก เพราะเทศน์เมื่อไร ยังไงก็ดีครับ)

8.เราบางครั้ง หลับตา และเปิดพระคัมภีร์แบบสุ่ม แล้วสอดนิ้วไว้ในหน้าที่เปิดได้ อ่านข้อนั้น และ ทึกทักเอาว่า พระเจ้าเปิดเผยข้อนั้นให้เรา

ลองกลับไปดูทั้ง 8 ข้ออีกครั้งสิครับ เราเข้าหาพระวจนะของพระเจ้าแบบใด และลองไปอ่านแต่ละอันอีกทีว่า แต่ละอันนั้น พึ่งตัวเอง และโฟกัส มีจุดศูนย์รวมอยู่ที่ตัวเรา และเพื่อให้เข้าข้างเราแค่ไหน  โดยที่เราลืมไปสนิทเลยว่าพระคัมภีร์นั้นไม่ได้เขียนให้ปัจเจกเฉพาะใคร แต่เขียนไปให้คริสตจักรคือคนหมู่มาก พระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้เขียน และให้รวบรวม เพื่อให้เรารู้ว่าแต่ละบริบทสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างไร ไม่ใช่เอาไปประยุกต์เข้าหาตัวเอง ตามแต่ตรรกะที่ตัวเองคิด

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเราเอาพระคัมภีร์มาใช้แบบ “ตัดแปะ” คือตัดเอามาบางส่วนที่เราคิดว่าน่าจะพูดเรื่องนี้ และหยิบเอามาโดยไม่ได้รู้ว่าบริบททั้งหมดนั้น คนเขียนต้องการสื่อว่าอะไร แล้วก็เหมือนเดิมครับคือยกมาผิดบริบทเพื่อ “สนับสนุน” แนวทางของตน ซึ่งตนก็บอกว่าตัวเองถูกครับ ทั้งสองก็มีพระคัมภีร์สนับสนุนทั้งคู่ครับ เถียงให้ตายก็ไม่มีใครชนะ ปัญหามันอยู่ที่เดียวครับ คือเรามุ่งเข้าหาพระคัมภีร์แบบ “ตัดแปะ”

ผมมักจะเปรียบบริบทคล้ายกับ แว่นตา หรือ เลนส์ ครับ ถ้าใส่แว่นถูกอัน คือสายตาสั้น ก็ใส่แว่นสายตาสั้น เมื่ออ่านหนังสือจะมองเห็นชัด แต่ถ้าเอาแว่นสายตายาวมาใส่คนสายตาสั้น อ่านไม่รู้เรื่องเลยครับ มันเห็นเบลอๆ ไม่ชัดเจน อ่านพระคัมภีร์ถ้าแว่นตาถูกบริบทก็จะถูกด้วยครับ และที่เราอ่านก็จะเป็นรูปร่างรวม และจะเข้าใจชัดเจน ไม่เหมือน จิ๊กซอว์ที่กระจัดกระจายครับ

เช่นถ้าเราอ่านพันธสัญญาใหม่ แว่นตา คือ พระคุณเท่านั้น และไม่ใช่การกระทำ พระคุณเพียงพอเสมอ พระเยซูคริสต์เป็นจุดศูนย์กลาง การไถ่และการให้อภัยน้ันสิ้นสุดแล้ว และนิรันดร์

ถ้าเราอ่านพันธสัญญาเดิม แว่นตา คือ การชำระบาปด้วยพิธี การปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ ธรรมบัญญัติเป็นศูนย์กลาง พระเจ้าตอบสนองมนุษย์โดยใช้มาตรฐานแห่งธรรมบัญญัติ และการลงโทษ การไถ่นั้นชั่วคราว เป็นต้น

บริบทย่อยคือทั้งเล่มนั้น และย่อยอีกคือบทนั้น และข้อนั้น แต่ทั้งหมดต้องไม่ตีความเข้าข้างตัวเอง โดยขัดกับบริบทใหญ่ หรือ แว่นตาใหญ่นั่นเอง  และเมื่อต้องตีความต้องคำนึงถึง 3 บริบทนี้ครับ

1.บริบทแห่งผู้รับสาส์น

2.บริบทแห่งใจความหลัก

3.บริบทแห่งพันธสัญญา

บังเอิญผมไม่ได้กำลังแปลมาจากหนังสือเล่มใดอยู่ และภาษาไทยก็มีแค่นี้ครับ หวังว่าคำเหล่านี้จะสื่อสาส์นได้ชัดเจน

ลองมาดูตัวอย่างของการตีความในแต่ละบริบทครับ

1.บริบทแห่งผู้รับสาส์น

คนเขียนเขียนให้ใคร ใครเป็นผู้รับสาส์นข้อความ

คนเขียนหมายความให้กับผู้เชื่อหรือไม่เชื่อ อันนี้อันตรายที่สุด ถ้าไม่รู้แล้วพังเลยครับ ตีความมั่วโดยไม่ดูบริบทแห่งผู้รับสาส์น ถ้าตีความบางข้อที่เขียนให้คนที่ไม่เชื่อ ให้กับคนเชื่อ หรือกลับกัน โอ้โหไปคนละความหมายเลย

เอาที่ใช้กันบ่อย เทศนาประจำ ยอห์น 15:5  ครับ เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนงถ้าแยกจากเราแล้วท่านทำสิ่งใดไม่ได้เลย ถ้าผู้ใดมิได้เข้าสนิทอยู่ในเรา ผู้นั้นก็ต้องถูกตัดทิ้งเสียเหมือนแขนง แล้วก็เหี่ยวแห้งไป และถูกเก็บเอาไปเผาไฟ ผมลองสอน 2 บริบทนะครับ แล้วเราลองพิจารณาดูว่า เป็นบริบทใด

บริบทแรก เราไม่ดูเบื้องหลัง หรือ บริบทอื่นใดเลย ใช้ข้อนี้ข้อเดียว และเข้าใจว่าข้อนี้เขียนให้กับ ผู้เชื่อ หรือ คริสเตียน โดยเข้าใจไปว่าเป็นบริบทแห่งการกระทำ เราจะตีความและเราจะสอนว่า พระเยซูสั่งว่าให้เราติดอยู่กับพระองค์ ถ้าเราเชื่อฟังพระองค์เราจะติดอยู่กับพระองค์ แต่ถ้าไม่เชื่อฟังและไม่ประพฤติตามเราจะถูกตัดออกจากพระองค์ และก็เหี่ยวแห้งตายไป และถูกเก็บเอาไปเผาไฟคือ ลงบึงไฟนรก

ตีความแบบนี้ฟังดูดีนะ แต่คนฟังที่เป็นคริสเตียนเหงื่อแตกซิกเลยครับ แล้วสับสนเลยครับ คนที่ไม่เป็นคริสเตียนยิ่งแล้วใหญ่ เขาก็ว่า “พวกคุณไม่เห็นมีอะไรใหม่มาเสนอให้ผมเลย พุทธก็สอนแบบนี้ครับ แต่คนละวิธีสอน แต่ผลก็เหมือนกัน”

การสอนด้วยแบบนี้มันบรรลัยตรงที่ว่า การสอนแบบนี้ ขัด กับหลักการที่เปาโล เขียนครับ ว่าความรอดนั้นนิรันดร์และไม่มีสิ่งใดพรากเราไปจากพระองค์ได้อีก และ อ้าว แล้วพระเยซูหรืออาจารย์เปาโลล่ะที่สอนผิด พระเยซูสอนไม่ผิดหรอกครับ แค่คิดก็เพี้ยนแล้ว ท่านเปาโลก็ไม่ผิดด้วยครับ เราเองต่างหากที่ตีความบริบทผิด พระคัมภีร์เลยขัดแย้งกัน บริบทนี้ผู้รับสาส์นไม่ใช่ผู้เชื่อครับ แต่เป็นผู้ไม่เชื่อ เพื่อประกาศความรอดแก่ผู้ไม่เชื่อ

ผมลองสอนอีกบริบทหนึ่งดูนะ

บริบทที่ 2 เขียนให้ในบริบทแห่งการประกาศ เพราะเรารู้ว่ายอห์นมีเบื้องหลังคือบันทึกเรื่องราวของพระเยซูให้กับผู้ที่ยังไม่รอดเป็นหลัก เพื่อประกาศข่าวประเสริฐนี้แก่คนต่างชาติ โดยยอห์น สำแดงพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นชีวิต เช่น เป็นน้ำแห่งชีวิต เป็นอาหารแห่งชีวิต เป็นความจริงและเป็นชีวิต เป็นผู้เลี้ยงที่ดี เป็นต้น เมื่อเรารู้ว่า เรื่องนี้เขียนให้ผู้ยังไม่รอด แล้วก็เป็นบริบทการประกาศความรอด บริบทแห่งผู้รับสาส์น ไม่ใช่คริสเตียน แต่เป็นผู้ไม่เชื่อ

ด้วยบริบทนี้เราจึงสอน ยอห์น 15:5-6 ว่า “การที่คนไม่เชื่อนั้นจะกลับใจเข้ามาหาพระองค์ ก็เป็นการเข้าสนิทอยู่ในพระองค์ คนนั้นจะเกิดผลฝ่ายพระวิญญาณมาก เพราะถ้าเขาไม่เข้ามาหาพระองค์ และไม่กลับใจใหม่ เขาจะแยกจากพระองค์ และทำสิ่งใดด้วยตัวเองไม่ได้เลย เขาผู้ไม่เชื่อนั้น ท้ายที่สุด จะต้องถูกนำไปเผาไฟ คือลงบึงไฟนรก เมื่อเรามาหาพระองค์ เราจะสนิทอยู่ในพระองค์นิรันดร์ เราสนิทกับพระองค์เหมือนเถาองุ่นและแขนง ทั้งนี้โดยความเชื่อเท่านั้น ไม่ใช่การกระทำ พระองค์สัญญาว่าเราจะออกผล ถ้าเราเชื่อวางใจในเถาองุ่น และให้เถาองุ่นเป็นผู้ออกผลผ่านทางแขนงเช่นเรา”

เห็นไหมครับ ข้อเดียวกัน สอนผิดบริบท พระคัมภีร์ขัดแย้งกัน และคุยกันไม่รู้เรื่องครับ ต่างคนก็ต่างยกอีกข้อมาสนับสนุน

แต่สอนถูกบริบทโอโห พระเยซูดีนะ เราเข้าหาพระองค์เราจะเข้าสนิทอยู่เป็นเนื้อเดียวกับพระองค์ เกิดผลมากมาย ไม่ขัดกับท่านอาจารย์เปาโลเลย

แหมชักมัน! ลองดูอีกสักอันเรื่อง บริบทแห่งผู้รับสาส์น

มัทธิว 7:7 จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน ถ้าเราดูข้อนี้ข้อเดียวและเข้าใจว่าสอนคริสเตียน คือผู้เชื่อเป็นผู้รับสาส์น อ้าว ก็เลยประยุกต์ไปว่าเป็นการสอนเกี่ยวกับการอธิษฐาน แต่พอคนฟังๆแล้วกลับไปบ้านก็ขอ แต่ไม่ได้ ก็ว่าคริสเตียนขอไม่เห็นได้เลย พระเยซูสัญญาไว้นี่ ทำไม่ไม่ได้ล่ะ เราก็พยายามหาคำตอบแล้วก็ว่า ก็คุณขอเข้าข้างตัวเอง เลยไม่ได้ หรือต้องรอนะ (ตามสูตร)

แต่เอาใหม่! ลองตีความบริบทนี้ว่าผู้รับข้อความนี้เป็นผู้ไม่เชื่อ โดยดูบริบทจาก ยอห์น 5 :1 พระเยซูพูดกับชาวยิวที่ยังไม่เชื่อเป็นจำนวนมาก ถ้ารู้แบบนี้ การขอในที่นี้ไม่ใช่การอธิษฐาน แต่เป็นการขอความรอดหรือไม่ พระองค์บอกว่าพระบิดาจะประทานสิ่งดีให้เขาแน่นอน ถ้าพวกเขาจะยอมฟัง และสำนึกตัวว่าเป็นคนบาป แล้วทูลขอชีวิตใหม่จากพระเจ้า พระองค์จึงสอนว่า จงหาแล้วจะพบ หาอะไรหาความรอดที่แท้จริงไง เพราะคุณยังไม่เชื่ จงเคาะประตู แล้วจะเปิดให้ท่าน เคาะประตูแห่งความรอดไง เห็นไหมครับ เมื่อเรารู้บริบทแห่งผู้รับสาส์น พระคัมภีร์ไม่ขัดกันเลย

แต่เรานั่นแหละเข้าใจผิดบริบท และเมื่อเราเห็นกระทู้เช่น “ผมอธิษฐานแล้วพระเจ้าเงียบ” เราก็ใช้ข้อนี้ทันที มัทธิว 7:7 คุณต้องเชื่อมั่นนะว่า ขอแล้วจะได้ คุณยังอธิษฐานไม่พอ หรืออาจจะยังมีความเชื่อไม่เพียงพอ ว่าเข้าไปนั่น ถ้าผมเป็นผู้ฟังผมจะถามกลับเลยครับว่า “แล้วต้องเท่าไรความเชื่อผมถึงพอ?” และ พระเจ้าวัดความเชื่อผมด้วยอะไรหรือ? เห็นไหมครับ สวมบริบทผิด สอนผิดไปหมด แล้วแก้ไม่ได้ ก็ยิ่งสอนผิดเพ่ิม แต่ถ้าดูบริบทดีๆ พระคัมภีร์ ง่ายนิดเดียว (เหมือนรายการสอนภาษาอังกฤษเลยแฮะ)

ต่อไปเลยครับ กำลังติดลม!

2.บริบทแห่งใจความหลัก

ให้ดูข้ออื่นประกอบ อย่าดูข้อเดียว ดูบนล่างโดยเฉพาะบนขึ้นไปอีกอย่างน้อย 20 ข้อ และล่าง 10 ข้อเพื่อประกอบการตีความ ถ้าเราอ่านพระคัมภีร์เช่นนี้จะเหมือนอ่านจดหมาย เมื่อฝึกจนเก่งจะมองไม่เห็นตัวเลขข้อที่อยู่ข้างหน้า (ซึ่งไม่ควรมีอยู่แล้ว) และไม่เห็น หัวข้อสรุปที่เป็นตัวสีดำ (ซึ่งก็ไม่ควรมีอีกเช่นเดียวกัน) และเมื่อเราเจอหัวข้อสรุปที่สรุปไม่ถูก เราก็จะไม่สนใจหัวข้อสรุป เช่น ฮิบรู 5 ระหว่างข้อ 10 และข้อ 11 มีข้อสรุปตัวหนาว่า การตักเตือนไม่ให้ทิ้งพระศาสนา อันนี้เป็นข้อสรุปของใครไม่รู้ครับ ถ้าเราเอาอันนี้ว่าก็ว่า พระเยซูเป็นพระศาสนาหรือ? เป็นต้น หรือเราเห็นคำแปลว่า “คริสตศาสนา” ในฮิบรู 6:1 เพราะบางครั้งภาษาไทยจำกัดจึงจำเป็น ขณะที่จริงๆแล้วต้องแปลว่า “คำสอนเบื้องต้นของพระเยซู” ไม่ใช่ “หลักธรรมเบื้องต้นแห่งคริสตศาสนา” เพราะพระเยซูไม่ได้มีพระประสงค์มาตั้งศาสนา หรือ มาเป็นศาสดา ท่านก็จะเข้าใจความจำกัดของภาษาด้วย หรือ ความผิดพลาดในการแปล ในการที่ดูข้ออื่นประกอบ

ถ้าเราดูเช่นนี้จนเป็นนิสัย จะเหมือนเราอ่านจดหมายจากคนหนึ่ง ให้อีกกลุ่มคนหนึ่ง และเราก็เข้าใจว่าถึงแม้มีบางคำแปลผิดไปจากภาษาเดิมก็ไม่ได้มีผลให้ทั้งใจความผิดไปทั้งหมด

อันนี้ง่ายนิดเดียวจริงๆครับ แค่ขอให้ดูขึ้นหน้าอย่างน้อย 20 ข้อหรือมากกว่า และข้างหลังอีกสัก 10 ข้อ ถ้ามากกว่านี้ยิ่งดี แต่แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอครับ ลองดูตัวอย่างนะ

ข้อยอดฮิตของคนที่เชื่อว่า “ความรอดนั้นสูญเสียได้”

ฮิบรู 6:6 เขียนถ้าเขาเหล่านั้นได้ชิมแล้วหลังไป ก็เหลือวิสัยที่จะนำเขามาสู่การกลับใจอีกได้ เพราะตัวเขาเองได้ตรึงพระบุตรของพระเจ้าเสียแล้ว

เห็นข้อนี้ปั๊ป โจมตีทันที นี่ไง เห็นไหม ถ้าคุณชิมแล้วกลับไปทำบาปอีก ก็เหลือวิสัยอีกนะจะกลับใจอีกได้ ความรอดคุณต้องรักษาไว้ด้วยการกระทำนะ ถ้าไม่งั้นผมไม่สามารถช่วยคุณให้กลับใจมารับเชื่ออีกครั้งได้ เพราะคุณเองได้ตรึงพระเยซูเสียแล้ว นั่นแน่ ว่าเข้าไปนั่น ไปกันใหญ่ แล้วก็หาข้ออื่นมาสนับสนุน เช่น ยากอบ 2 กายที่ปราศจาก จิตวิญญาณไร้ชีพฉันใด ความเชื่อที่ปราศจากการประพฤติตามก็ไร้ผลฉันนั้น ว่าเข้าไปต่ออีกว่า เห็นไหม คุณต้องทำเพื่อรักษาความรอดนะ ถ้าไม่งั้นก็จะตายอีก เหมือนที่ข้อนี้ว่า เทศนาสัก 1 ชั่วโมงก็ได้ครับแบบนี้ แต่ว่าคนฟังเดินออกโบสถ์ขาสั่นพั่บๆ พร้อมกับกล่าวซึ่งกันและกันอย่าไปหน้าทำเนียบเลยนะ เดี๋ยวผิดบาป แล้วไร้ผล เดี๋ยวกลับใจมาไม่ได้อีก

ลองดูใหม่ สวมบริบทแห่งใจความสำคัญ ดูข้อข้างบน 20 ข้อ และข้างล่าง 10 ข้อนะ ในฮิบรู 6:6 ให้ย้อนขึ้นไปไม่ต้องไกล 6:1 ก็พอครับ ผู้เขียนว่า ให้เราผ่านหลักธรรมเบื้องต้น ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ แสดงว่าคนเขียนต้องการบอกให้คนรับสาส์นว่าเขามีปัญหาอยู่ คือเขายังไม่เป็นผู้ใหญ่ ยังอยู่ในหลักธรรมเบื้องต้น ก็คืออะไรครับ คือ ธรรมบัญญัตินั่นเอง ข้อ 6:2 ว่าหลักธรรมเบื้องต้น กฏหมายเช่น คำสอนว่าด้วยพิธีล้างชำระ และพิธีวางมือ และการเป็นขึ้นจากตาย เห็นไหมครับ เขาพะวงอยู่แต่เรื่อง พิธี เรื่อง เบสิค เรื่องพื้นฐาน เรื่องกฏหมาย แต่เราควรจะก้าวหน้าต่อไป 6:3 ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เพราะว่าถึงแม้เราได้รับความสว่าง คือ รู้จักพระเยซูคริสต์แห่งพระคุณแล้ว ได้ชิมคามดีงามแห่งพระวจนะของพระเจ้า และเห็นฤทธิ์เดชแห่งความรอดขนาดนี้แล้ว 6:5 ยังหลงไป หลงไปไหนครับ หลงไปทำพิธีอีก ทำเรื่องกฏหมายพื้นฐานอีก พิธีชำระ พิธีวางมืออีก ก็เหลือวิสัยที่จะให้พูดให้คนที่กลับไปทำธรรมบัญญัติแบบนี้ เข้าใจเรื่องของพระคุณได้อีก ก็เพราะเขาแค่ “ชิม” พระคุณเท่านั้น ยังไม่ได้กินเข้าไปหมด และก็กลับไปทำตาม ธรรมบัญญัติ กฏหมายอีก คนแบบนี้ก็ไม่รอดหรอกครับ เมื่อเรารู้บริบทข้อเดิม เราก็รู้ว่าผู้เขียนไม่ได้หมายถึง คริสเตียนที่บังเกิดใหม่ แต่พูดถึงบางคนที่แค่ชิม เท่านั้น และกลับไปตามธรรมบัญญัติ พิธีอีก

เห็นไหมครับ เมื่อดูข้อที่ 1-2 ก็บอกเราทันทีว่าว่า คนเหล่านั้นในข้อที่ 4 นั้นไม่ใช่คริสเตียน แต่เป็นคนที่ชิมพระคุณแล้วก็กลับไปเชื่อพิธีอีก คนเหล่านี้ก็ไม่รอดครับ เมื่อเราเห็นข้อต้น เราจะเข้าใจได้ดีขึ้น และก็ไม่ตีความตามใจเราอีก และตอนนี้จึงไม่ใช่เรื่องการสูญเสียความรอดของคริสเตียน และ ยากอบที่ยกมาประกอบก็ไม่ได้มีบริบทเพื่อสอนว่าเราสูญเสียความรอดเลยจากข้อนั้นข้อเดียว แต่บริบทของยากอบทั้งบทที่ 1-2 กำลังสอนให้เรา “แสดงผลของพระวิญญาณ” ให้เห็น หรืออีกนัยยะหนึ่งก็คือ เมื่อคุณเชื่อแล้ว ต้องมีผลออกมาไม่มากก็น้อย เป็นส่ิงบ่งชี้ว่าถ้าคุณมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ และคุณดำเนินตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ คุณจะเกิดผล ไม่ได้เกี่ยวกับ ความรอด หรือการสูญเสียความรอดเลย แต่พอเอามาข้อเดียว แล้ว ไปจับคู่กับ ฮิบรู 6:6 ก็สอนเรื่องการสูญเสียความรอดได้ครับ แต่ได้อย่างผิดๆ!

ฮิบรู 10 หรือ ฮิบรู 6 ก็เหมือนกัน ถ้าไม่อ่านใจความใหญ่ และดูข้อต้นและข้อท้ายประกอบ คนฟังฉี่เหนียวเลยครับ หน้าซีดเลยตอนเดินออกโบสถ์ บางคนอาจลุกไม่ขึ้นก็แล้วกัน

พอสอนถูกบริบทปั๊ป คนฟังเดินออกโบสถ์ หน้ายิ้มด้วยความชื่นชมยินดีในความรอด มีความสุขกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในตัวเขา แล้วกลับบ้านด้วยความซาบซึ้งในพระคุณ

ท่านอยากให้คนฟังท่านกลับไปบ้านแบบไหน? ตีความให้ถูกบริบทครับ

3.บริบทแห่งพันธสัญญา

ต้องรู้ภาพใหญ่ ดูด้วยว่ากำลังอ่านพันธสัญญาอะไรอยู่ อันนี้ก็อันตรายครับ พันธสัญญาแรกกระทำโดยการพรมเลือดเหมือนกัน แต่ให้กับอิสราเอล เพื่อให้เห็นพันธสัญญาที่ดีกว่า ซึ่งมาภายหลังโดยพระเยซู พันธสัญญาที่สองนี้ ประเสริฐกว่า ดีกว่า ถาวรนิรันดร์ และกระทำโดยการหลั่งโลหิตเช่นเดียวกัน แต่ให้กับมนุษย์ในโลก คือชาวต่างชาติ คือเรานั่นเอง อย่าเอามาประยุกต์ใช้ตามใจฉัน จริงอยู่ พระวจนะทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า ก็ถูกแล้ว และพระเจ้าดลใจให้คนเหล่านั้นเขียนในสถานะการณ์หนึ่งๆ ให้กับกลุ่มคนหนึ่งๆ และพระเจ้าต้องการให้เราอ่านแล้วเปรียบเทียบต่างหากเพื่อให้พันธสัญญาเดิมนั้น เสริมพระสิริ ของพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่ให้เอามาประยุกต์ดะเลย ว่าต้องตามนี้เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ แล้วเข้าสุหนัตล่ะพระคัมภีร์เดิมก็เขียนไว้ทำไมไม่ประยุกต์ใช้ แต่ทำไมทศางค์พระคัมภีร์เดิมเขียนไว้ แต่ดันประยุกต์ใช้

แยกพันธสัญญาใหม่และเก่าให้ออกจากกัน จะได้เข้าใจเวลาอ่านพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม และพันธสัญญาใหม่ และจำไว้เสมอว่า

พันธสัญญาเดิมนั้นถูกยกเลิกไปแล้วเพราะขาดฤทธิ์และไร้ประโยชน์ จากบริบท ฮิบรู 7-9 และพันธสัญญาเดิมมีขึ้นเพื่อ ฉายภาพ ให้เห็นของจริงในพันธสัญญาใหม่ พันธสัญญาเดิมจะต้อง เสริมความยิ่งใหญ่ให้พระเยซูคริสต์เสมอครับ พันธสัญญเดิมสำคัญมากครับ เพราะเป็นที่ให้เราดูเปรียบเทียบ ว่าเรานั้น ไม่สมควรด้วยประการทั้งปวง ที่ได้รับข่าวดีนี้ แต่เรากลับได้ เพราะสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำเพื่อเราอย่างสมบูรณ์

ลองดูตัวอย่างนี้ครับ เรื่องพันธสัญญา

พระธรรมมาลาคีสอนเรื่องการฉ้อโกงพระเจ้า ถ้าไม่ถวายทศางค์ หรือทำตามกฏหมาย สิบชักหนึ่ง แต่พระธรรม 2 โครินธ์: 8-9 สอนเรื่องการถวายด้วยความยินดี ไม่ใช่สอนทศางค์ หรือสิบลด  ถ้าอ่านโดยไม่มีเลนส์บริบทของแต่ละพันธสัญญาก็มั่วสิครับ พระคัมภีร์สองตอนขัดแย้งกันเองนี่นา อันหนึ่งให้ถวายตามกฏ อันหนึ่งให้ถวายตามเสรีภาพ

ถ้าใช้ข้อมาลาคีสอนคริสเตียนบังเกิดใหม่ โดยสอนแบบมีเหตุผล มันยากนะ เพราะไม่รู้จะยกข้อใดมาสนับสนุนจากพระคัมภีร์ใหม่ แต่ถ้าสอนเอาดุเดือด เอามันส์ เอาสร้างอาคารได้ทันที สอนง่ายครับ มีเงินถวายเยอะด้วย ผมเคยสอน เพราะว่าเราจะพูดว่า “อย่าโกงพระเจ้านะ ระวังให้ดี” คุณกล้าโกงพระเจ้าหรือ? และเราหาข้อใดไม่ได้ในพระคัมภีร์ใหม่ ก็เลยเอาเรื่องเมลดีเซเด็คจากฮิบรูที่อับราฮัมถวายให้ แล้วก็ยกมาสนับสนุน โอยแย่เลย ยิ่งสอนผิดไปอีก นอกบริบทเลยตอนนี้

ถ้าเราเอาข้อจากพันธสัญญาเดิม มาสอนในคริสเตียนในบริบทแห่งพันธสัญญาใหม่ จะเข้ากันเนียนได้อย่างไร จะอธิบายต่อไปก็ตันครับ ไปไม่ถูก แล้วก็สอนผิดซ้ำ เพราะไม่รู้ข้อแตกต่างแห่งสองพันธสัญญา จะเอาถุงหนังเก่ามาใส่นำ้องุ่นใหม่ได้อย่างไร พระเยซูก็สอนเรื่องนี้ในบริบทผสมพันธสัญญานี่แหละ ผมไม่ได้ยกนอกบริบทนะ ลองไปอ่านดู พระเยซูกำลังสอนเรื่องนี้ตอนที่มีคนเอาพันธสัญญาเดิม หรือธรรมบัญญัติเรื่องการถืออดอาหารมาให้ศิษย์ของพระองค์

เมื่อพระเยซูคริสต์มา พระองค์ไม่ได้มาเปลี่ยนวิถีชีวิตเรา แต่มาให้ชีวิตใหม่ เป็นน้ำองุ่นใหม่ แล้วเอาเราซึ่งบังเกิดใหม่ไปไว้ในถุงหนังเก่า คือบริบทพันธสัญญาเดิม นำ้องุ่นใหม่จะขยายตัว และถุงหนังจะพองออกจนกระทั่งแตก คริสเตียนบังเกิดใหม่ ที่ถูก จำคุก ล็อค ไว้ในธรรมบัญญัติ และหรือกฏที่มนุษย์ตั้งโดยไม่ได้ตามพระวิญญาณ และคำสอนจากพระคัมภีร์ใหม่เป็นหลัก จะเป็นคริสเตียนที่ มึนๆ อึดอัด สับสน หมดแรง ครับ

ทั้งมาลาคีและ 2 โครินธ์ ดังกล่าว ไม่ขัดกันหรอกครับ พระคัมภีร์จะสอนขัดกันได้อย่างไร แต่เราไม่รู้บริบทแห่งพันธสัญญาต่างหาก เลยมั่วนิ่ม แล้วก็สอนผสมกัน ผมเคยได้ยินคนสอนว่า “ให้เราถวายตามเสรีภาพตาม 2 โครินธ์ โดยใช้กฏหมายแห่งทศางค์เป็นผู้นำ” ฟังเผินเผินดูดี แต่อะไรกันนี่ เรากำลังสอนว่า ถ้าเรามีรายได้ 100 บาทให้เราต้องถวาย 10 บาทตามกฏ แต่มีเสรีภาพนะ มันเป็นไปได้อย่างไร? เหมือนเราบอกว่า ผมไปส่งคุณที่รามอินทราฟรีนะ แต่พอจะลงรถคุณบอก 500 บาท

พระวจนะ 2 ตอนนี้ไม่ขัดกันหรอกครับเราไม่รู้บริบทต่างหาก บริบทแรกเป็นการสอนให้ตามกฏหมายของอิสราเอล เพื่ออิสราเอลครับ ไม่ใช่ให้ท่าน ตอนนั้น เมื่อเขาทำมาหากิน เช่นปลูกพืชผล เขาก็ถวายคืน 10 ส่วนจากร้อยส่วน เหมือนกฏหมายแห่งการเสียภาษีครับ เป็นประเพณีสืบต่อกันมา แล้วสิ่งที่ให้ก็เป็นพืชผล และให้ในบริบทของปุโรหิตเผ่าเลวี

แต่ไม่ควรใช้สอน หรือบังคับคริสเตียนแห่งพระคุณครับ เพราะคนละบริบทกัน  ธรรมบัญญัติไม่ได้มีไว้ให้เราซึ่งเป็นชาวต่างชาติ แต่มีสำหรับอิสราเอลและคนอธรรมและดื้อด้าน ผู้หลงหายครับ ไม่ใช่ให้ผู้รอด 1ทิโมธี 1:9 และเมื่อมีพระคริสต์ ซึ่งเป็นปุโรหิตนิรันดร์ เมื่อปุโรหิตเปลี่ยน ระบอบก็เปลี่ยนครับ ฮิบูร 7 คือว่า ประมุขเปลี่ยน ระบบการปกครองก็เปลี่ยน พระเยซูเป็นมหาปุโรหิตของเรา ไม่ใช่ปุโรหิตที่มนุษย์คัดเลือกมาจากเผ่าเลวี แต่เป็นมหาปุโรหิตที่พระเจ้าเลือกเอง และพอพระทัยที่สุด พระคริสต์จึงเป็นจุดจบของธรรมบัญญัติ โรม 10:4 เมื่อเป็นเช่นนี้ ตามบริบทใหญ่ คริสเตียนบังเกิดใหม่ฝ่ายพระวิญญาณ จึงควรถูกสอนให้ดำเนินชีวิตการถวายแบบ 2 โครินธ์ 8-9 ด้วยเสรีภาพครับ จะเป็น 1 หรือ 5 หรือ 10 หรือ 20 ลดก็ได้ครับตามเสรีภาพของคนนั้น โดยไม่นึกเสียดาย ฝืนใจ เพราะพระเจ้าทรงรักคนเหล่านั้นที่ให้ด้วยใจยินดี จะให้คนยากจนก็ได้ครับ ไม่ได้บังคับจะให้โบสถ์เท่านั้น แต่ถ้าเรามีภาระใจ และเห็นว่ากิจการของโบสถ์นั้นมีประโยชน์ต่อชุมชนที่ไม่เชื่อ เราก็ถวายให้พระเจ้าผ่านทางการให้โบสถ์ก็ดีครับ แต่ไม่ควรคิดว่าเป็นการบังคับ หรือ กฏ

ตัวอย่างสุดท้าย

ผมอ่านฮิบรู 12:6 ว่า พระองค์รับผู้ใดเป็นบุตรพระเจ้าก็ตีสอนผู้นั้น ..จงรับและทนเอาเถอะ” ถ้าผมไม่มี เลนส์ แห่งพันธสัญญาใหม่ข้างต้น ผมก็ตีความว่า “พระเจ้าต้องทำโทษเราแน่เลย เพราะเราเพิ่งไปทำบาปมา เปิดเจอข้อนี้พอดี” แต่ถ้าผมมีเลนส์ ผมก็รู้ว่า การตีความต้องไม่ขัดกับบริบท และบริบทใหญ่ในพันธสัญญาใหม่คือการอภัยนั้นนิรันดร์ พระคุณของพระเจ้าพอสำหรับผมเสมอ และไม่มีการลงโทษอีก ผมก็จะเข้าใจว่า การตีสอน นี้ไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นการ  ฝึกฝนให้เกิดวินัย  ในพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษใช้ว่า discipline ครับ ไม่ใช่การลงโทษ การฝึกฝนเตรียมเราเพื่อการต่อสู้ในภายหน้า  แต่การลงโทษระบายใส่เราในสิ่งที่เราทำข้างหลังที่ผ่านมา แต่ไม่รู้ภาษาไทยแปลอย่างไรมีคำว่า ตี ลงมาได้ สองสิ่งนี้ต่างกันครับ

การฝึกฝนให้เกิดวินัย แปลว่าเป็นการกระทำเพื่อเตรียมพร้อมสู่เหตุการณ์ข้างหน้า เช่นเราฝึกทหารเพื่อเตรียมพร้อมรบ หรือ ฝึกนักฟุตบอล เพื่อแข่งซีเกมส์เป็นต้น

การลงโทษ แปลว่า การกระทำเพื่อสนองตอบต่อสิ่งเหตุการที่ทำไปแล้ว เช่น เราตบหน้าทหารเมื่อรบแพ้ หรือ ขับไล่นักฟุตบอลออกเมื่อแข่งแพ้ ถ้าเราคิดว่า เราทำอย่างนี้เป็นการฝึกให้เกิดวินัย ผมว่าพังหมดครับ ไม่มีใครอยากมารบ เพราะกลัวแพ้ ไม่มีใครอยากเล่นฟุตบอลทีมชาติ เพราะกลัวโดนไล่ออก

หรือ ไม่มีใครอยากมาเป็นคริสเตียน เพราะกลัวโดนลงโทษ เวลาทำผิด

บริบทผิด ทุกอย่างผิดหมด ยังมีอีกหลายตัวอย่างแต่เอาไว้โอกาสต่อไปก็แล้วกัน

สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อทุกอย่างที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ เพราะว่าพระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า แต่ผมไม่ประยุกต์พระคัมภีร์ให้เข้าหาตัวผม  หรือเข้าข้างเรา หรือประยุกต์ใช้โดยไร้บริบท ผมดูบริบทของพระคัมภีร์เป็นหลัก และสวมเลนส์แห่งบริบทหลักคือ พระเยซูคริสต์เป็นแกนกลาง จุดศูนย์กลาง และสำคัญที่สุด ผมก็จะเข้าใจพระคัมภีร์ตอนนั้นว่าบันทึกเพื่อเราไว้เพราะอะไร อย่างบริบทแห่งหลักข้อเชื่อนั้น ไม่ได้อยู่ใน พระธรรมกิจการ หรือ มัทธิว แต่อยู่ใน โรม ถึง ฟิเลโมนครับ เพราะไม่ได้เป็นการบันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นการสอน และการให้หลักข้อเชื่อทั้งสิ้น โดยให้ไว้แก่คนเชื่อและคนที่ไม่เชื่อซึ่งปะปนอยู่ในกลุ่มคน ชุมชนแห่งหนึ่งๆณ.ที่แห่งหนึ่ง

ผมเชื่อทุกอย่างที่บันทึกไว้ในพระวจนะของพระเจ้า แต่ผมไม่คิดว่าถูกที่นำเอาบางอย่างมาใส่ในบริบทเข้าข้างตัวผมเอง หรือเพื่อสนับสนุนตัวผมอง จดหมายฝากทั้งหมดมีบริบทที่เป็นหลักข้อเชื่อแน่นอนครับ เพราะว่าเป็นบริบทแห่งการสอน การแก้ไข การจัดการ และทั้งหมดนั้นสอดคล้องกัน เช่น เอเฟซัส กับ โคโลสี เกือบเหมือนเดียวกัน ฮิบรู กับ โรมและกาลาเทีย ก็สอดคล้องกันอย่างไม่น่าเชื่อทั้งๆที่เขียนคนละเวลา และคนผู้เขียน  ฟิลิปปี ก็ไปในทิศทางเดียวกันกับโรม เป็นต้น

เรื่องบริทบพระคัมภีร์เป็นส่ิงสำคัญอย่างย่ิงยวดครับ เพราะพระคัมภีร์จริงๆแล้วเป็นจดหมายฝาก และไม่ได้เรียงตามลำดับเวลาที่เขียน และแต่ละจดหมายก็เขียนไปให้คนต่างกัน โดยกลุ่มคนเหล่านั้นก็มีปัญหาที่แตกต่างกันด้วย การหยิบพระคัมภีร์มาบางข้อแล้วเอามารวมกันและตั้งศาสนาศาสตร์ขึ้นมาเองเป็นส่ิงที่อันตรายมากครับ ก่อให้เกิดการแตกแยกเป็นลัทธิมากมาย เพราะการตีความที่ต่างกัน พระเจ้าให้ความหมายเดียวที่ถูกครับ และคนที่ตีความให้เข้าใจถูกต้องมีเลนส์เดียวกับคนเขียน คือเลนส์แห่งพระคุณ เพราะว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งพระคุณในพันธสัญญาใหม่ และอาจารย์เปาโลก็เป็นพันธกรแห่งพันธสัญญาใหม่ครับ ท่านเป็นอัครฑูตที่พระเจ้าเรียกให้ไปหาคนต่างชาติเช่นเรา เลนส์แห่งบริบทจึงต้องเป็นเลนส์แห่งพันธสัญญาใหม่ ซึ่งโดยหลักการคือพระคุณครับ

เมื่อเราใส่แว่นตาถูก ดูบริบทจนเป็นนิสัย พระคัมภีร์จะไม่เป็นจิ๊กซอว์อีกต่อไป แต่จะเป็นรูปร่างชัดเจน

ผมสมมติว่าเรามีจิ๊กซอว์รูปทะเลที่กระบี่ โดยมีวิวหลักเป็นทะเล และก็มีต้นไม้ และก็ภูเขาอยู่ข้างหลัง อยู่กล่องหนึ่ง แล้วเราไม่ได้ดูฝากล่องว่าที่เขาต่อสำเร็จจะเป็นรูปอะไร เราก็เปิดดูครับ แล้วก็บังเอิญ หยิบ สอง สามชิ้นเป็นรูปต้นไม้มาดู แล้วคุณก็คิดว่าอ้อ ต้องเป็นรูปป่าแน่นอน เสร็จปั๊ป เราก็หยิบขึ้นมาอีก 2 ชิ้น ปรากฏว่ามี ภูเขา เราก็ว่าต้องเป็นป่าที่เชียงใหม่แน่ๆ แต่เราต่ออย่างไรมันก็เป็นป่าไม่ได้ และก็เป็นที่เชียงใหม่ไม่ได้ด้วยครับ แต่พอเราดูฝากล่อง เราก็อ๋อทันที่ อ้าวนี่มันทะเลนี่นา แล้วเราก็เร่ิมเข้าใจภาพบริบทรวม และก็จะเร่ิมต่อได้ เมื่อเราเอาแต่ละตัวมาเทียบกับภาพรวม

เห็นไหมครับ บริบทก็เป็นอย่างนี้ เมื่อตั้งต้นผิด ก็ผิดหมดครับ ถ้าตั้งต้นถูก พระคัมภีร์ก็ง่ายนิดเดียว เข้าใจได้ด้วยสามัญชนอย่างเราๆ เหมือนอย่างที่พระเจ้าตั้งใจไว้ เพียงแค่เราอย่าเอา “ตัวเรา” เป็นที่ตั้งเป็นจุดศูนย์กลาง แล้วอย่าตีความพระวจนะเข้าข้าง “ตัวเรา”

แต่ตรงข้าม!

ให้เราเอา “พระเยซู” เป็นที่ตั้งที่จุดศูนย์กลาง และ อ่านพระคัมภีร์เข้าข้าง “พระเยซู” แล้วตัวเราจะเข้าใจสิ่งที่พระคัมภีร์บอกครับ อย่าลืมนะครับ พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า บริบทจึงอยู่ที่พระเจ้า ไม่ใช่เรา

(จบภาค 1)

______________________________

อยากจะขออาสาเพิ่มเติมอีกนิด เรื่องบริบท เกี่ยวกับพันธสัญญาเดิม (Old Covenant) และ พันธสัญญาใหม่ (New Covenant) สักเล็กน้อยครับ เพื่อเป็นประโยชน์ในการตีความตามบริบทของ พระคัมภีร์เดิม (Old Testament) และ พระคัมภีร์ใหม่ (New Testament) คือต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างทั้งสองพันธสัญญา

คริสเตียนต้องเข้าใจความแตกต่างของแต่ละพันธสัญญา!

นี่คือสองสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกันในพระวจนะของพระเจ้า ผมไม่ได้เขียนว่าสิ่งที่ขัดแย้งกันนะครับ ผมบอกว่าตรงกันข้ามกันเพราะว่า เป็นสิ่งดีและประเสริฐทั้งคู่ครับ แต่ให้คนละเวลา คนละบริบท คนละความสัมพันธ์ คนละกลุ่มคน และคนละสถานที่ครับ ถ้าเราผสมกัน เราจะสับสนมากและจะป่วนครับ สองสิ่งเหล่านี้เราเห็นเป็นคู่กันเสมอครับ แต่อยู่คนละเวลา และคนละบริบท

ธรรมบัญญัติ กับ พระคุณ  (Grace and Law)

พันธสัญญาเดิม  กับ พันธสัญญาใหม่  (New Covenant and Old Covenant)

ความกลัวพระเจ้า กับ ความเชื่อวางใจพระเจ้า

การกระทำของมนุษย์ กับ ความเชื่อ

ความชอบธรรมได้มาด้วยการกระทำ กับ ความชอบธรรมได้มาด้วยความเชื่อ

กฏหมาย  กับ พระวิญญาณ

โลหิตของแกะบริสุทธิ์ กับ โลหิตพระเยซู

พิธีชำระ กับ ไม้กางเขน

พิธีปัสกา กับ พิธีมหาสนิท

มุนษย์พยายามด้วยต้นเอง กับ พระเจ้าประทานให้

ค่าจ้าง กับ ของประทาน

ระบอบปุโรหิตเลวี กับ ระบอบปุโรหิตนิรันดร์

ความพยายามของมนุษย์ กับ การยอมจำนนของมนุษย์

…เป็นต้น ถ้ามีใครอยากเติมอีก ช่วย comment มาก็ได้ครับ

ทั้งคู่เป็นสิ่งดี และ ประเสริฐ ทั้งคู่ครับ แต่เป็นเรื่องของเวลาที่ต่างกัน และเรื่องของ ความเก่าและความใหม่ครับที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์   ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราก็จะเข้าใจความแตกต่างระหว่างแต่ละคู่ และรู้ว่าแต่ละอย่างมีไว้เพื่อซึ่งกันและกัน อย่างแรกมีขึ้นเพื่อให้เล็งเห็นสิ่งที่ “ดีกว่า และประเสริฐกว่า”  ของอย่างที่สองเสมอครับ (ฮิบรูทั้งเล่ม และ โรม 5-8)  เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้ เราจะเข้าใจทำไมพระเจ้าจึงทรงเต็มไปด้วยพระคุณนัก และแสนดีเช่นนี้

คุณลักษณะที่เหมือนกันของทั้งสองพันธสัญญา

ทั้งสองพันธสัญญาเป็นสิ่งประเสริฐ (โรม 7:13)

ทั้งสองได้รับการสถาปนาด้วยเลือด (ฮิบรู 9:18-21)

ทั้งสองมีขึ้นเพื่ออภัยบาป ต้องอภัยบาปทั้งคู่  (ฮิบรู 9:22)

ทั้งสองพันธสัญญาเองสามารถพาให้มนุษย์มาถึงความชอบธรรมได้ทั้งคู่

ทั้งสองเร่ิมต้นด้วยการสละชีวิต คือต้องตายก่อนจึงจะเกิดผลแห่งพันธสัญญาครับ (ฮิบรู 9:17)

ทั้งสองต้องมีผู้กลางคือ ปุโรหิต  (ฮิบรู 7:23-24)

และยังมีความเหมือนกันอีกมากมายที่แทบจะบรรยายไม่ไหว และคริสเตียนต้องรู้ทั้งสองครับ และเป็นสิ่งดี ที่พระเจ้าให้มนุษย์ ตั้งแต่บรรพกาล  แต่จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ เราต้องรู้ว่าทั้งสองพันธสัญญานั้นต่างกันอย่างไร  คือที่พันธสัญญาใหม่นั้น ดีกว่า และ ประเสริฐกว่า พันธสัญญาเดิม โดยทั้งนี้ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ว่าพันธสัญญาเดิมนั้นไม่ดี แต่ปัญหาอยู่ที่ “เรา” นั้นต่างหากที่ไม่ดี และไม่เคยกระทำได้ พระเจ้าจึงต้องให้พันธสัญญาที่ ประเสริฐกว่า และสมบูรณ์ที่สุดเพื่อเรา เพื่อให้เรารอดได้ ซึ่งคราวนี้ไม่ได้พึ่งการกระทำ แต่พึ่งความเชื่อของเราเท่านั้น

อย่างหลัง “ประเสริฐกว่า” อย่างแรกอย่างไรครับ?

อย่างหลัง นั้น ทำให้อย่างแรก “ทำให้บริบูรณ์” (complete)

อย่างหลัง นั้น “เติมเต็ม” อย่างแรก (fulfill)

อย่างหลัง นั้น “แทนที่” อย่างแรก (replace)

ลองไล่ดูสิครับ เช่น โลหิตพระเยซู “ประเสริฐกว่า” โลหิตของลูกแกะบริสุทธิ์ “ทำให้บริบูรณ์” ได้ “เติมเต็ม” พิธีถวายด้วยลูกแกะ และ “แทนที่”ระบอบการไถ่บาปด้วยลูกแกะ เป็นต้น  ของประทานนั้น “ประเสริฐ”กว่าค่าจ้าง และ “เติมเต็ม”ค่าจ้างได้ และ “แทนที่” ค่าจ้างได้ !  ความเชื่อนั้นประเสริฐกว่าการกระทำของมนุษย์ สามารถเติมเต็มสิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ และ แทนที่ การกระทำของมนุษย์เพื่อให้พระเจ้าพอพระทัยได้

และก็ลองไล่ดูจากข้างบนไปเรื่อยๆครับ

ตอนนี้ลองหยุดอ่านของผมก่อน และอ่าน ฮิบรู 7:11 ไปถึง 9:22 (ระหว่างอ่านลองอธิษฐาน และเพ่งไปที่ 7:12, 7:18-20, 8:6-7, 8:13, 9:12, และ 9:15) โดยมี บทที่ 8:6-7…พันธสัญญาซึ่งพระเจ้าทรงเป็นผู้กลางนั้น ก็ประเสริฐกว่าพันธสัญญาเดิม เพราะว่าได้ทรงตั้งขึ้นโดยพันธสัญญาทั้งหลายอันประเสริฐกว่าเก่า เพราะว่าถ้าพันธสัญญาเดิมนั้นไม่มีข้อบกพร่องแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีพันธสัญญาที่สองอีก

สิ่งแรกนั้นต้อง “เล็งเห็น” ถึงสิ่งหลังเสมอ และเพื่อให้เปรียบเทียบเสมอว่า สิ่งหลัง นั้น “ประเสริฐกว่า ดีกว่า เหนือกว่า” สิ่งแรกเสมอ เพราะเนื่องจากสิ่งแรกมีข้อบกพร่อง  (Found Fault in the people NASB) ไม่ใช่บกพร่องที่ธรรมบัญญัตินะครับ แต่บกพร่องที่มนุษย์ เพราะเราทำไม่ได้  แต่สิ่งหลังคือพันธสัญญาหลังนั้น สมบูรณ์นิรันดร์  และพันธสัญญาใหม่นี่เองที่เป็น ฐาน แห่งการดำเนินชีวิตคริสเตียนปัจจุบัน

เมื่อสอนหรือตีความบริบท พันธสัญญาเดิม ควรจะตีความให้มีบริบทที่ ยกย่อง เชิดชู ส่งเสริม พระเยซูคริสต์ในพันธสัญญาใหม่ทุกครั้ง เพราะว่าพระเยซูคริสต์และสิ่งที่พระองค์ทำนั้น “ประเสริฐกว่า” มากมายนัก

ยกตัวอย่างเช่นเราไม่ปฏิเสธการสอนพระคัมภีร์เดิม แต่การสอนพระคัมภีร์เดิมต้องเล็งให้เห็นถึงสิ่งที่ดีกว่าในพระคัมภีร์ใหม่เสมอ เราไม่ปฏิเสธการสอนว่า พิธีปัสกา คืออะไร แต่เราไม่ใช้สอนให้ทำ พิธี ปัสกา เดี๋ยวนี้ และสอนให้ “เล็งเห็น” ถึงศีลมหาสนิท ว่า อันศีลมหาสนิททีพระเยซูตั้งนั้น ดีกว่า ประเสริฐกว่า เพียงไร เป็นต้น

พันธสัญญาเดิมนั้นให้กับอิสราเอลโดยไม่มีหลักประกัน และขึ้นอยู่กับอิสราเอลคือมนุษย์เป็นหลัก (อพยพ 24:6-8) พันธสัญญาใหม่นั้นมีหลักประกันโดยขึ้นอยู่กับพระเยซูเป็นหลัก (ฮิบรู 7:22) พันธสัญญาเดิมนั้น (ฉธบ 6:20-24) มนุษย์ต้องทำและไม่เคยทำได้แม้กระทั่งข้อที่ง่ายที่สุด (อพย.20:3)

เมื่อไรก็ตามที่เราตีความตามใจและผสม สองสิ่งเข้าด้วยกัน และสอนไปพร้อมๆกัน และเข้าใจว่าจะต้องปฏิบัติไปพร้อมๆกัน เมื่อนั้นแหละคริสเตียนบังเกิดใหม่แห่งพระคุณก็จะสับสนมาก และดำเนินชีวิตแค่ครึ่งเดียว อ้าว ทำไมล่ะ เมื่อดำเนินทั้งสองก็ดีสิ หนึ่งบวกหนึ่ง น่าจะได้สองนะ ทำไมเหลือครึ่ง? เพราะว่าทั้งสองนี้ถ้าผสมกันก็จะตัดกันเองครับ บั่นทอนส่วนดีของแต่ละอย่าง เลยไม่ได้ส่วนดีทั้งหมดของแต่ละอย่าง

Leave a Reply

15 Comments

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ผมก็ว่างั้นครับ เห็นด้วยครับ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรครับ ปัจจุบัน ผู้รับใช้เต็มเวลาเร่ิมกลายเป็นอาชีพ มองเห็นจำนวนเป็นหลัก เพื่อกำหนดขนาดใหญ่หรือเล็ก ทุกอย่างเร่ิมเป็นการตลาด มีอาจารย์ท่านหนึ่งชื่อ Juan Carlos Ortiz เป็นชาวอาร์เจนติน่าถ้าจำไม่ผิด เขียนหนังสือเล่มหนึ่งผมอ่านตั้งแต่ยังเป็นคริสเตียนอนุชนไว้ว่า "ผมมานั่งทบทวนสิ่งที่ผมกระทำไว้ และเห็นว่าโบสถ์ที่ผมเร่ิมนั้นบัดนี้มีสมาชิกอยู่ 5,000 คนแล้ว แต่พระเจ้าตรัสกับผมวันหนึ่งว่า เจ้าทำคริสตจักรของเราเหมือนบริษัท โคคาโคล่า ขายโค้ก" Juan กล่าวเรื่องนี้ให้กับสมาชิกของท่านฟัง แล้วเร่ิมตั้งต้นใหม่ตั้งแต่จุดเร่ิมต้น 5,000 คนนั้นค่อยๆหายไปจนหมด จนบัดนี้สมาชิกท่านยังไม่ถึง 300 คนครับ คุณ BigBang กับผม คือคริสตจักรครับ ในความหมายของพระเยซูคริสต์ เราเป็นคริสตจักรที่เดินไปมาได้ ไม่ใช่อาคารสถานที่ แต่เป็นผู้เชื่อที่มีชีวิตครับ คริสตชนในพันธสัญญาใหม่ เป็นคริสตจักรครับ ไม่มีกลไก ไม่มีวาระ มีแต่อวัยวะ และชีวิต และเราอยู่ในสถานที่ได้ สามัคคีธรรมกันในสถานที่ได้ แต่สถานที่ไม่ใช่โบสถ์ เราคือโบสถ์ครับ ผมดีใจที่คุณ BigBang ได้ประโยชน์ ขอให้ลองฝึกทำดูนะครับ ไม่ยากอย่างที่คิดหรอก คำนึงถึง 3 อย่างเท่านั้นเอง 1.พันธสัญญาใหม่หรือเดิม แล้วใส่แว่นตาอันไหนลงไปอ่าน 2.ดูข้อต้น 20 ข้อ หลัง 10 ข้อ ค่อยตีความข้อที่ไม่เข้าใจ 3.พยายามหาว่าตอนนี้ หรือ ข้อนี้ เขียนให้ใคร คนเชื่อหรือคนไม่เชื่อ บริบทการสอนให้คนเชื่อแล้ว หรือบริบทประกาศให้คนที่ยังไม่เชื่อ พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว จะมีหลายใจหลายความหมายในพระองค์ได้อย่างไร ผมยังอธิษฐานเผื่อคุณอยู่นะ คุณ BigBang ไม่ใช่แค่พูดด้วย ทำจริงครับ

  • AJ

    Aug 21, 2009

    Reply

    รื่องการตีความตามบริบท อ่านแล้ว ดี....ได้บันทึกไว้แล้ว แบบนี้....ทุกวันนี้ คจ. ผู้รับใช้ ก็สอนผิด หรือ? แล้วที่พวกเราอ่านอยู่ ก็ใช้ผิดหรือ? ยั่งงี้...ถ้าเอาไปหนุนใจ ก็เท่ากับว่า ตัดแปะหรือเปล่า? ขอถามนิสนึง...... เรื่องฤทธิ์เดชนั้นพ้นสมัยไปแล้ว” เพราะว่ามีพระคำที่เรายกมาอีก 10 ข้อนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเราถูกต้อง ไม่เข้าใจว่า ฤทธิ์เดชพระเจ้า พ้นสมัยได้ด้วยหรือ ช่วยอธิบายหน่อย (เคลียให้ด้วย) เรื่องของประทาน ก็พ้นสมัยด้วยหรือเปล่า? (ถ้าคจ.เป็นชีวิตผู้เชื่อที่เคลื่อนที่อยู่ ไม่ไช่อาคาร หรือวิหาร อย่างงี้....การรับใช้คืออะไร? พระกายพระคริสต์ การสามัคคีธรรม จะเป็นอย่างไร? อย่างในกรณี ...ทำบาปไป(จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) จิตสำนึกฟ้อง ไม่สบายใจ แล้วทำไง? ขอบคุณสำหรับทุกคำตอบ......พระเจ้าอวยพร

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    คุณ​ AJ ครับ ขอบคุณมากครับ เรื่องฤทธิ์เดชพ้นสมัยนั้น ผมแค่เพียงยกตัวอย่างครับ คือตอนที่เขียนนั้นยกตัวอย่างว่า ถ้ามีอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าพ้นสมัย แล้วอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าต้องใช้อยู่ ผมกำลังยกกลุ่ม 2 กลุ่มครับ โดยไม่ได้เจาะจงว่าเป็นใคร แต่ต้องการให้เห็นว่าน่าเสียใจที่ต้องไม่ลงรอยกัน จึงไม่ใช่เป็นความเห็นของผม สังเกตุว่าผมใช้คำว่าเรา เห็นไหมครับคุณ AJ แม้กระทั่งอ่านบทความสั้นๆ เรายังสามารถหลงบริบทได้ง่ายเลยครับ แต่ผมเข้าใจ เพราะว่าคุณ AJ ไปโฟกัสอยู่ที่คำเดียว เลยตะหงิดใจเล็กน้อย แต่ถ้าอ่านขึ้นไปสัก 2 ย่อหน้า และ ลงมาก็จะเห็นว่าบริบทคือกำลังพูดเรื่อง การขัดแย้งกันมีสาเหตุมาจากการไม่ดูบริบทพระคัมภีร์ (โยงมาจนได้นะนี่เรา) ใจจริงผมอยากให้คุยเรื่องบริบทพระคัมภีร์ว่า อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร ในเรื่องนี้ ไม่อยากให้เป็นเรื่องอื่นไปในทันที แต่ไหนๆก็ถามมาสั้นๆก็ตอบสั้นๆนะก็แล้วกันก่อนนะครับ ถ้าถามความเห็นผมว่า เชื่อฤทธิ์เดชหรือไม่ ผมเชื่อครับ และไม่คิดว่าพ้นสมัย เพราะพระเจ้าเป็นเหมือนเดิมทุกเวลา แต่ๆๆๆๆๆ ผมไม่คิดว่าพระเจ้าจะสำแดงฤทธิ์เดชนั้นทุกที่ที่ มนุษย์ ต้องการและปรารถนาจะให้พระเจ้าสำแดง ผมไม่เชื่อว่าเราจะตั้งกรอบขึ้นมาว่าเราจะเชื่อเรื่องฤทธิ์เดชที่โบสถ์นี้ แล้วพระเจ้าจะตอบสนอง ด้วยการสำแดงฤทธิ์เดชที่เราต้องการ หรือ ถ้าเราจัดงานนี้ที่อินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก และมีอาจารย์ท่านนี้มา และอธิษฐานโต้รุ่งทั้งคืน เพื่อ พระเจ้าจะเทพระวิญญาณ หรือ สำแดงฤทธิ์เดชอย่างนั้นอย่างนี้ และพระเจ้าจะทำ เห็นไหมครับคุณ AJ ในทุกๆเรื่องเรา เร่ิมต้นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการตีความพระวจนะ หรือ อธิษฐาน หรือ เรื่องใดๆ เมื่อเราเร่ิมต้น สำหรับผมก็ผิดแล้วครับ แต่ผมเชื่อว่าพระเจ้าสำแดงฤทธิ์เดชทุกที่ที่พระเจ้าต้องการตามแต่พระคุณของพระองค์ โดยไม่ได้คำนึงถึงเรา หรือสิ่งที่เราคิดเป็นแนวทางปฏิบัติครับ ถ้าพระองค์จะสำแดงความรักมั่นคงของพระองค์รักษาใคร พระองค์ก็รักษาเขาเพราะรักเขา และไม่รักษาเขาเพราะรักเขาเช่นเดียวกัน หรือ พระองค์จะให้ใครพูดภาษาท้องถิ่นนั้นได้เพื่อประกาศแก่พวกเขาให้เขาเข้าใจ พระองค์ก็จะทำครับ โดยไม่ได้มีเราเป็นผู้ตีกรอบ หรือ วางบริบทไว้เป็นเช่นนั้น คุณ AJ ไม่รู้สึกแปลกๆหรือครับ ที่ทั้งหมดนี้ เรา เรา เรา เรา เร่ิมทุกครั้งเลยครับ โดยอ้างอย่างโน้นอย่างนี้ เพื่อพันธกิจอันยิ่งใหญ่ เพื่อคนไทยจะพบความรอด มาด้วยกัน แล้วเราจะเห็นพระเจ้าแสดงความยิ่งใหญ่ อะไรเทือกนี้ เราเร่ิม พระเจ้าตอบสนอง เหมือน เราเป็นอาละดิน พระเจ้าเป็นยักษ์จินนี่ ถูเมื่อไร ออกมาเมื่อนั้น โธ่ถัง ไม่รู้เมื่อไรจะเข้าใจหนอ ส่วนของประทานฝ่ายพระวิญญาณ แต่ถ้าให้เลือกผมขอไม่ใช้ครับ ผมเคยให้ความเห็นไว้ดังนี้ครับ ขณะเดียวกันผมก็สามารถแสดงจุดยืนได้เลยครับ ว่าผมมิได้พูดภาษาแปลกๆอีกแล้ว และเรื่องเต้นด้วย หรือ ร้องเพลงในพระวิญญาณด้วย ก็มิได้ทำอีกแล้ว แต่ไม่ใช่เพราะผมไปอยู่ คจ.สภานะครับ และผมก็จะยังไม่แตะต้องเรื่องเป็นภาษาอะไร แปลกๆ หรือ ฑูตสวรรค์ แปลได้หรือไม่ได้ ทำเพื่อคนพูดได้ หรือเพื่อคนอื่น หรือรู้ได้อย่างไรว่าของจริงหรือของปลอม พระวิญญาณสถิตย์จริงหรือ ผมไม่ได้สนใจตรงนั้น และไม่เคยคิดที่จะใช้บางข้อเพื่อโต้แย้งเพื่อให้ใครเปลี่ยน แต่เพราะว่า: 1.เมื่อผมรู้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตย์ในผมถาวรนิรันดร์ ผมหาพระวจนะของพระเจ้าตามบริบทที่ถูกต้องที่แสดงให้เห็นว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าให้เราตามพระวิญญาณโดยใช้ “ของประทานฝ่ายพระวิญญาณ” ได้น้อยกว่า พระวจนะที่มีบริบทที่ถูกต้องที่แสดงให้เห็นว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ให้เราตามพระวิญญาณเพื่อให้เกิด “ผลฝ่ายพระวิญญาณ” หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ผมเห็นว่าบริบทที่สอนเราให้เกิด ผลฝ่ายพระวิญญาณนั้น มีมากกว่าและสำคัญกว่าบริบทเรื่อง ของประทานฝ่ายพระวิญญาณ มากมายนัก 2.ผมตอบคำถามตัวเองไม่ได้ว่า ถ้าพระเยซูคริสต์ เป็นฤทธิ์เดชที่อัศจรรย์ที่สุดแล้ว และความรอดที่ผมได้มาจากพระองค์นั้น ถาวรนิรันดร์ และพระองค์เป็นที่สุดแล้ว ผมยอมจำนน และ พระองค์ เพียงพอแล้ว ผมยังต้องการอะไรอีก? อีกนัยยะหนึ่ง ผมตอบคำถามต่อตัวเองไม่ได้ว่า “ถ้าพระเยซูคริสต์เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตคริสเตียน และพระเยซูคริสต์เพียงพอต่อคนที่ยังไม่รอดให้รอดได้แล้ว ผมปฏิบัติกิจการดังกล่าวนี้เพื่ออะไร?” และก็ตอบตัวเองไม่ได้อีกว่า ถ้าผมยังต้องพึ่งสิ่งนี้อยู่ไม่ว่าจะเพื่อหนุนใจตัวเอง หรือเพื่อหนุนใจคนอื่น หมายความว่าพระเยซูคริสต์ยังไม่พอ ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่ถึงที่สุด อย่างนั้นหรือ! ถ้าวันใดผมตอบคำถามตัวเอง 2 ข้อนี้ได้ ผมอาจจะ คิดใหม่ ทำใหม่ ได้ครับ วันหน้าจะมาขยายความให้ครับ ส่วนเรื่องการหนุนใจเราควรทำครับ แต่ไม่ควรหนุนใจด้วยพระวจนะที่ออกนอกบริบท เพราะเมื่อไรที่เราทำอย่างนั้น เราก็บิดเบือนการหนุนใจของเราเอง ถึงแม้ว่าเราจะมีเจตนาดีก็ตามแต่ ผมอยากถามคุณ AJ ว่า เมื่อคุณ AJ เห็นการตีความพระวจนะในปัจจุบันนี้แล้ว และคุณมองกลับไปดูที่ คจ.ที่คุณ AJ อยู่คิดว่าอย่างไรครับ และสิ่งที่คุณAJ อ่านมีผลต่อการตีความของคุณ AJ อย่างไรครับ

  • Ephesians

    Aug 21, 2009

    Reply

    รอดโดยความเชื่อ -------------------- 2:1 พระองค์ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายมีชีวิตอยู่ แม้ว่าท่านตายแล้วโดยการละเมิดและการบาป 2:2 ครั้งเมื่อก่อนท่านเคยดำเนินตามวิถีของโลกนี้ตามเจ้าแห่งอำนาจในย่านอากาศ คือวิญญาณที่ครอบครองอยู่ในบุตรแห่งการไม่เชื่อฟัง 2:3 เมื่อก่อนเราทั้งปวงเคยประพฤติเป็นพรรคพวกกับคนเหล่านั้นที่ประพฤติตามตัณหาของเนื้อหนังเช่นกัน คือกระทำตามความปรารถนาของเนื้อหนังและความคิดในใจ ตามสันดานเราจึงเป็นบุตรแห่งพระอาชญาเหมือนอย่างคนอื่น 2:4 แต่พระเจ้า ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา เพราะเหตุความรักอันใหญ่หลวง ซึ่งพระองค์ทรงรักเรานั้น 2:5 ถึงแม้ว่าเมื่อเราตายไปแล้วในการบาป พระองค์ยังทรงกระทำให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ (ซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณ) 2:6 และพระองค์ทรงให้เราเป็นขึ้นมากับพระองค์ และทรงโปรดให้เรานั่งในสวรรคสถานกับพระองค์ในพระเยซูคริสต์ 2:7 เพื่อว่าในยุคต่อๆไป พระองค์จะได้ทรงสำแดงพระคุณของพระองค์อันอุดมเหลือล้น ในการซึ่งพระองค์ได้ทรงเมตตาเราในพระเยซูคริสต์ 2:8 ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ 2:9 ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้ 2:10 เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ประกอบการดีซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เราดำเนินตามนั้น พวกต่างชาติคืนดีกับพระเจ้าได้โดยพระโลหิตของพระคริสต์ -------------------------------------------------------------------- - 2:11 เหตุฉะนั้นท่านจงระลึกว่า เมื่อก่อนท่านเคยเป็นคนต่างชาติตามเนื้อหนัง และพวกที่รับพิธีเข้าสุหนัตซึ่งกระทำแก่เนื้อหนังด้วยมือเคยเรียกท่านว่า เป็นพวกที่มิได้เข้าสุหนัต 2:12 จงระลึกว่า ครั้งนั้นท่านทั้งหลายเป็นคนอยู่นอกพระคริสต์ ขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอลและไม่มีส่วนในบรรดาพันธสัญญาซึ่งทรงสัญญาไว้นั้น ไม่มีที่หวัง และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า 2:13 แต่บัดนี้ในพระเยซูคริสต์ ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกลได้เข้ามาใกล้โดยพระโลหิตของพระคริสต์ ในพระคริสต์ ผู้เชื่อทุกคนก็เป็นหนึ่งเดียวกัน ----------------------------------------------------- 2:14 เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นสันติสุขของเรา เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง 2:15 และได้ทรงกำจัดการซึ่งเป็นปฏิปักษ์กันในเนื้อหนังของพระองค์ คือกฎของพระบัญญัติซึ่งให้ถือศีลต่างๆนั้น เพื่อจะกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ เช่นนั้นแหละจึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข 2:16 และเพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้ทั้งสองพวกคืนดีกับพระเจ้า เป็นกายเดียวโดยกางเขนซึ่งเป็นการทำให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อกันหมดสิ้นไป 2:17 และพระองค์ได้เสด็จมาประกาศสันติสุขแก่ท่านที่อยู่ไกล และแก่คนที่อยู่ใกล้ 2:18 เพราะว่าพระองค์ทรงทำให้เราทั้งสองพวกมีโอกาสเข้าเฝ้าพระบิดา โดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน 2:19 เหตุฉะนั้นบัดนี้ท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับวิสุทธิชนและเป็นครอบครัวของพระเจ้า 2:20 ท่านได้ถูกประดิษฐานขึ้นบนรากแห่งพวกอัครสาวกและพวกศาสดาพยากรณ์ พระเยซูคริสต์เองทรงเป็นศิลามุมเอก 2:21 ในพระองค์นั้น ทุกส่วนของโครงร่างต่อกันสนิท และเจริญขึ้นเป็นวิหารอันบริสุทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า 2:22 และในพระองค์นั้น ท่านก็กำลังจะถูกก่อขึ้นให้เป็นที่สถิตของพระเจ้าในฝ่ายพระวิญญาณด้วย ข้อลึกลับของชนต่างชาติกับชนอิสราเอลที่จะรวมเข้าในคริสตจักรเดียวกัน -------------------------------------------------------------------------------------- 3:1 เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าเปาโล ผู้ที่ถูกจองจำเพราะเห็นแก่พระเยซูคริสต์เพื่อท่านซึ่งเป็นคนต่างชาติ 3:2 ถ้าแม้ท่านทั้งหลายได้ยินถึงพระคุณของพระเจ้าอันเป็นพันธกิจ ซึ่งทรงโปรดประทานแก่ข้าพเจ้าเพื่อท่านทั้งหลายแล้ว 3:3 และรู้ว่าพระองค์ได้ทรงสำแดงให้ข้าพเจ้ารู้ข้อลึกลับ (ตามที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้แล้วอย่างย่อๆ 3:4 และโดยคำเหล่านั้น เมื่อท่านอ่านแล้ว ท่านก็รู้ถึงความเข้าใจของข้าพเจ้าในเรื่องความลึกลับของพระคริสต์) 3:5 ซึ่งในสมัยก่อน ไม่ได้ทรงโปรดสำแดงแก่บุตรทั้งหลายของมนุษย์ เหมือนอย่างบัดนี้ซึ่งทรงโปรดเผยแก่พวกอัครสาวกผู้บริสุทธิ์ และพวกศาสดาพยากรณ์ของพระองค์โดยพระวิญญาณ 3:6 คือว่าคนต่างชาติจะเป็นผู้รับมรดกร่วมกัน และเป็นอวัยวะของกายอันเดียวกัน และมีส่วนได้รับพระสัญญาของพระองค์ในพระคริสต์โดยข่าวประเสริฐนั้น

  • UI5I

    Aug 21, 2009

    Reply

    เอ่อ สวัสดีครับคุณคงศักดิ์ผมอยากทราบครับว่าคริสเตียนที่ดำเนินชีวิตตามธรรมบัญญัติเปนอย่างไรบ้าง อยากให้ยกตัวอย่างและอธิบายให้ละเอียดด้วยนะครับ ผมเองก็อยากตรวจสอบตัวเองเหมือนกันว่าตัวเองเปนคริสเตียนด้วยใจที่เชื่อมั่นในพระเยซูหรือว่าอยากรอดโดยการพึ่งธรรมบัญญัติ คำถามนี้ผมคิดว่าคงมีประโยชน์กับคริสเตียนจำนวนมากนะครับคุณคงศักดิ์ ผมเชื่อนะว่ามีหลายคนยังแยกแยะไม่ออกเหมือนผมว่าการดำเนินชีวิตภายใต้พระคุณของพระเยซูกับภายใต้ธรรมบัญญัติต่างกันอย่างไร กรุณาช่วยตอบด้วยนะครับ สรุปคำถามนะ 1. คริสเตียนที่ดำเนินชีวิตตามกฎบัญญัติเป็นอย่างไร 2. ตัวอย่างของชีวิตคริสเตียนที่ดำเนินตามธรรมบัญญัติ 3. ชีวิตคริสเตียนที่ดำเนินชีวิตตามพระคุณเป็นอย่างไร 4. ตัวอย่างชีวิตที่ดำเนินตามพระคุณ 5. เปรียบเทียบของทั้งสองว่าเปนอย่างไร แค่นี้พอก่อนครับ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    U151 เป็นคำถามที่ดีนะ ที่ผมไม่อยากยกตัวอย่างเพราะว่า ผมไม่อยากตกเป็นจุดขัดแย้งครับ เพราะตัวอย่างที่ผมยกข้างธรรมบัญญัติ และคนที่ไม่เห็นด้วย จะรู้สึกโกรธทันที แต่ก็จะลองดูนะ แต่ ผมมีข้อแม้ครับ ผมอยากให้่คุณ U151 ช่วยไปโพสท์คำถามดังกล่าวอีกครั้งที่ หัวข้อ ธรรมบัญญัติ VS พระคุณ ได้ไหมครับ สาเหตุก็คือ ผมอยากให้ blog อ่านง่าย และมีใจความหลักสอดคล้องกัน บังเอิญเรื่องนี้เกี่ยวกับ บริบทแห่งพระคัมภีร์ ผมจึงอยากให้ คำถาม หรือ คำตอบ สอดคล้องกับหัวข้อเรื่องเท่านั้นน่ะครับ ไม่มีอะไร และเดี๋ยวผมจะข้ามไปตอบให้ครับ ขอบคุณครับ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ถ้ามีความตั้งใจจริง และเห็นความสำคัญของบริบทพระคัมภีร์จริงๆ เพื่อนๆ ลองทำการบ้านสักข้อไหมครับ บังเอิญผมเฝ้าเดี่ยวตอนเช้านี้ ฮิบรู 4:1 เหตุฉะนั้น เมื่อพระสัญญายังมีอยู่ว่า จะให้เราเข้าสู่การพำนักซึ่งพระองค์ทรงประทาน ก็ให้เราทั้งหลายระมัดระวังอยู่เสมอ มิฉะนั้นอาจจะมีบางคนในพวกท่านไปไม่ถึง ถ้าอ่านหรือยกข้อนี้ข้อเดียว โดยไม่คำนึงบริบท จะตีความและสอนแบบนี้ครับ "จงระวังให้ดี เพราะว่าพระสัญญามีอยู่แล้วว่าเราจะได้เข้าพำนักในที่ที่พระเจ้าให้ คือสวรรค์ พระองค์เตรียมที่ให้ผู้เชื่อไว้แล้ว แต่ถ้าท่านไม่ระมัดระวังอยู่เสมอ และ กระทำผิดซ้ำซ้อน อาจจะไปไม่ถึงคือ ไม่ได้เข้าแผ่นดินสวรรค์ ถ้ายังเป็นคริสเตียนทำบาปอยู่ อาจลงนรกได้ถ้าไม่ระมัดระวัง" เพื่อนๆลองใช้บริบทที่ผมเขียนข้างต้น ลองตีความดูใหม่ดีไหมครับ โดยสังเกตุแค่สองหลักการในที่นี้ 1.ดูข้อต้นและข้อท้ายประกอบ 2.กำลังพูดถึงใครอยู่ หรือใครเป็นกลุ่มเป้าหมายที่รับสาส์น 3.ข้อนี้รู้อยู่แล้วว่าอยู่ในพันธสัญญาใหม่ ซึ่งบริบทใหญ่คือพระคุณ ถือว่าเฝ้าเดี่ยวด้วยกันนะครับ เพื่อนๆลองดูหน่อยไหมครับ หรือใครก็ได้ ถือว่าร่วมสามัคคีธรรมกันครับ รักในพระคริสต์ คงศักดิ์

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    เพื่อนๆพี่น้องคนอื่นลองดูหน่อยไหมครับ ไม่ต้องคิดว่าจะผิดถูกแล้วจะมีใครว่า คำถามอยู่ในคำตอบที่ 11 ครับ แต่ต้องอ่านบทความให้หมดก่อนนะให้เข้าใจ ฮิบรู 4:1 เหตุฉะนั้น เมื่อพระสัญญายังมีอยู่ว่า จะให้เราเข้าสู่การพำนักซึ่งพระองค์ทรงประทาน ก็ให้เราทั้งหลายระมัดระวังอยู่เสมอ มิฉะนั้นอาจจะมีบางคนในพวกท่านไปไม่ถึง ถ้าอ่านข้อนี้ข้อเดียวแล้วตีความเลย และตีเข้าข้างตัวเอง จะเข้าใจว่า: การพำนัก คือ สวรรค์ การระมัดระวัง คือ การระมัดระวังที่จะไม่ทำบาป ไปไม่ถึง คือ ไปไม่ถึงสวรรค์ สรุป "ถ้าเราระมัดระวังการกระทำ และเผลอไปทำบาป เราอาจจะสูญเสียความรอดได้ และไม่ได้เข้าสวรรค์" ถ้าตีความเช่นนี้ เราจะขัดแย้งกับบริบทหลักของพันธสัญญาใหม่ทั้งหมดทันที การตีความแบบที่ผมทำตัวอย่างนี้ ดีหรือไม่ดีอย่างไร แล้วท่านตีความข้อนี้อย่างไร ลองดูไหมครับ รักในพระคริสต์

  • bigbang

    Aug 21, 2009

    Reply

    BigBang คงจะกำลังพูดถึงคริสเตียนชาวฮีบรู เวลานั้นอาจกำลังมีความเชื่อถดถอย หรือเริ่มสงสัยในข่าวประเสริฐ ผู้เขียนก็เลยเตือนสติให้ระลึกถึงว่า พระสัญญายังมีอยู่นะ คือสัญญาว่าจะให้อิสราเอลได้เข้าพักสงบในแผ่นดินคานาอัน ซึ่งเมื่อก่อนมีหลายคนไปไม่ถึง เพราะขาดความเชื่อวางใจในพระเจ้า ดังนั้น ผู้เขียนจึงเตือนสติให้มีความเชื่อมั่นคงไว้ พระวจนะต่อมา พูดถึงพระสัญญายังคงมีอยู่โดยมาทางข่าวประเสริฐ หมายถึงใครที่เชื่อในข่าวประเสริฐแห่งการทรงไถ่ ก็จะได้รับการปลดปล่อยและได้เข้าพักสงบในพระเยซูคริสต์อย่างถาวรนิรันดร์ ดังนั้น ผู้เขียนต้องการเตือนให้ระมัดระวังความเชื่อ มิฉะนั้นจะไปไม่ถึงการพักสงบในพระคริสต์ เพราะหันเหความเชื่อกลับไปอียิปต์อีก (อียิปต์หมายถึงความเชื่อเดิมๆของพวกฮีบรู) ในที่นี้ผู้เขียนไม่ได้หมายถึงเน้นถึงให้ระมัดระวังอย่ากระทำบาป แต่เน้นให้ระมัดระวังความเชื่อที่ได้เชื่อในข่าวประเสริฐแล้ว อย่าหันกลับไปเชื่อในสิ่งเดิมๆอีก เพราะจะไปไม่ถึงการพักสงบที่แท้จริง คือสันติสุขในพระเยซูคริสต์ ไม่ทราบว่าผมตีความถูกบริบทไหมครับ

  • kkk

    Aug 21, 2009

    Reply

    ฮีบรู3.18 และแก่ใครหนอที่พระองค์ได้ทรงปฏิญาณว่า เขาจะไม่ได้เข้าสู่การพำนักซึ่งพระองค์ทรงประทาน ก็.............คนเหล่านั้นที่......ไม่เชื่อฟัง......มิใช่หรือ 19 ฉะนั้นเราจึงรู้ว่า เขาไม่สามารถเข้าไปสู่การพำนักนั้นได้ ก็.............เพราะเขา.....ไม่ได้เชื่อ.... 4.1 เหตุฉะนั้นเมื่อพระสัญญายังมีอยู่ว่า จะให้เรา.....เข้าสู่การพำนัก........ซึ่งพระองค์ทรงประทาน ก็................ให้เราทั้งหลายระมัดระวังอยู่เสมอ มิฉะนั้นอาจจะมีบางคนในพวกท่านไปไม่ถึง 2 เพราะว่าแท้ที่จริง เราได้รับ...ข่าวอันประเสริฐ.....เช่นเดียวกับเขา แต่ว่าเขา....ไม่ได้รับประโยชน์จากข่าวอันประเสริฐ เพราะ.....................เขาไม่เชื่อ 1.......พระคัมภีร์......ตีความพระคัมภีร์ ในตัวเองเสมอ อยู่แล้ว 2......ผู้เขียน ไม่ชัดเจน (เข้าใจว่า เป็น เปาโล) เขียนถึง คต.ยิว(ที่เผชิญกับการต่อต้าน และกำลังจะละทิ้งความเชื่อ) 3......เขียนเพื่อหุนนใจ เตือนสติ ให้ยืนหยัดในความเชื่อต่อไป โดยชี้ให้เห็นถึงความจริงในพระเยซูคริสต์ที่เป็น พระบุตรพระเจ้า ที่พระบิดาทรงใช้ผ่าน..............(ข่าวประเสริฐ) และเป็นผู้ประทานความรอดผ่านทางพระคริสต์ ซึ่งยิ่งใหญ่กว่า ประเสริฐกว่า เหนือกว่า โมเสส และปุโรหิต(ที่นำเครื่องบูชา ถวายพระเจ้าทุกปี) สรุป..........จุดประสงค์ เพื่อนำเรามาสู่ความรอด เพื่อมาสู่กับพำนัก(หยุดพัก) เพื่อมาสู่พันธสัญญาใหม่(พระสัญญาที่แน่นอนกว่า-เป็นเครื่องบูชาตัวจริง(ไม่ไช่เงา)ซึ่งถวายเพียงครั้งเดียวเพียงพอ และไม่ต้องถวายซ้ำอีกเลย เป็นมหาปุโรหิตที่เลิศกว่า เพราะอยู่ชั่วนิรันดร์ จึงเป็นพระสัญญานิรันดร์) เขียนเป็นภาพรวม....เพื่อหุนนใจให้ยืนหยัด ในความเชื่อ อย่าหันหลังกลับเหมือนชนชาติอิสรเอลใน รุ่นก่อน เพื่อจะได้พัก อย่างแท้จริง

  • AMP

    Aug 21, 2009

    Reply

    ขอถามพี่คงศักดิ์​สักข้อหนึ่งครับ โบสถ์เกือบจะ 100% มักจะสอนเรื่องการแต่งงานว่า " เราต้องแต่งงานกับผู้เชื่อหรือคริสเตียนด้วยกันเท่านั้น " โดยยกมาจาก 2 โครินทร์ 6:14-16 พี่คงศักดิ์เห็นด้วยหรือเปล่าครับ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ผมเห็นด้วยกับการแต่งงานกับผู้รอดด้วยกัน (ที่ผมใช้คำว่าผู้รอดเพราะผมไม่เชื่อว่า คริสเตียนทุกคนที่รอด หรือผู้เชื่อทุกคนจะรอด โปรดดูในบทความ "คริสเตียนเชื่ออย่างไรถึงรอด" ประกอบครับ ผมเห็นด้วยกับการแต่งงานหรืออยู่กินกับผู้รอดด้วยกัน เพราะ มันจะทำให้คุณมีความสุข และมีปัญหาให้แก้น้อยกว่าครับ จะดีต่อตัวคุณเองในอนาคตและการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไปตลอดชีวิต แต่ถ้าผมใช้ข้อพระคัมภีร์เพื่อสอนเรื่องนี้ ผมอาจไม่ใข้ข้อนี้ครับ เพราะผมคิดว่า 2 โครินธ์ 6:14-16 กำลังพูดถึงบริบทที่เกี่ยวกับชุมชนครับ ถ้าดูจากข้อ 17-20 ที่อาจารย์เปาโลเขียนประกอบจะเห็นได้ว่า เปาโลต้องการเปรียบเทียบให้ผู้อ่านเห็นภาพว่าคริสตชนไม่ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในพิธีกรรมใดๆ ซึ่งจะทำให้ตนเองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรูปเคารพและความชั่วร้ายทั้งด้านความคิดและการกระทำ คือไม่ควรยุ่งเกี่ยว (แต่ไม่ได้ให้แยกตัวออกมา หรือสุงสิงด้วย) ต่อกิจการของผู้ที่ไม่เชื่อ เพราะไม่มีวันเข้ากันได้ เหมือนลาและวัว เข้าเทียมกันไม่ได้ครับ เช่นคริสเตียนไม่ทำพิธีบูชาพระพุทธรูป เป็นต้น ผมเห็นด้วยกับข้อพระคัมภีร์ทุกข้อครับ ถ้าถูกบริบทแห่งพันธสัญญา ตอนนี้พูดในพันธสัญญาใหม่ครับ ซึ่งประยุกต์กับเราได้ทั้งหมดเลยครับ ทุกข้อ แต่ต้องถูกบริบทนะ แต่บริบทนี้ไม่ควรใช้บังคับเป็นกฏให้ไม่ต้องแต่งงานกับผู้ไม่เชื่อครับ เพราะยกผิดบริบทครับ

  • BigBang

    Aug 21, 2009

    Reply

    ขอบคุณครับคุณ L&G ผมจะนำสิ่งที่คุณเขียนไปใคร่ครวญดูให้มาก ได้เห็นความสำคัญของการที่ต้องรู้บริบทของพระคัมภีร์แล้วจริงๆ แต่ผมสงสัยอยู่อย่าง.... ผู้รับใช้พระเจ้าที่เรียนจบโรงเรียนพระคริสตธรรมมา ทำไมเขาไม่สอนหรือเทศนาให้ถูกต้องตามบริบทกันเลย มีแต่บอกให้อ่านด้วยใจอธิษฐาน แล้วพระวิญญาณจะตรัสให้รู้แจ้งเอง ....ผมก็ว่าผมอ่านด้วยใจอธิษฐานบ่อยๆอยู่แล้วนา แต่ไม่เห็นตรงกับบริบทเลย กลายเป็นทึกทักเอาเองซะเยอะ แถมคิดเข้าข้างตัวเองไปมากมาย ผู้ที่เรียนจบโรงเรียนพระคริสตธรรมมา เขาก็น่าจะรู้ว่ามันมีผลทำให้คริสเตียนส่วนใหญ่มีความเข้าใจพระคัมภีร์ผิดๆ ..... และทำให้เกิดผลเสียต่อการดำเนินชีวิตคริสเตียนมากเลย.... หรือจะเป็นเพราะโรงเรียนพระคริสตธรรมก็ไม่ได้สอนเกี่ยวกับเรื่องบริบทของพระคัมภีร์ด้วย ถ้างั้นก็แย่เลยนะครับ กลายเป็นคนตาบอดจูงคนตาบอดกันไปหมด อีกอย่าง ผมอ่านหนังสือวรรณกรรมคริสเตียนที่ฝรั่งเขียนและคนไทยแปล หลายเล่มก็ยกพระคัมภีร์มากล่าวอ้างโดยไม่สอดคล้องกับบริบทด้วย บางเล่มโด่งดังขายดิบขายดีเสียด้วย ... เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เพราะทำให้ความเชื่อของคริสเตียนเขวไป ห่างออกไปจากน้ำพระทัยพระเจ้ากันหมดเลย ขอพระเจ้าอวยพรคุณ L & G นะครับ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    สวยงามนะ เอเฟซัส 2 สวยงาม คลาสสิค พออ่านแล้วได้ feel จริงๆ มันซาบซึ้งมันบอกไม่ถูก ตอนที่ไม่เข้าใจบริบทนี้นะอ่านแล้วงงมาก ดูข้อที่ 14 มีอาจารย์เคยสอนผมว่า ผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่าย และสองฝ่ายนั้นคือเรากับพระเจ้า หรือในข้อที่ 16 บอกว่าสองพวกคืนดีกัน โดยไม่ดูข้อที่ 18 จะตีความว่า สองฝ่ายนั้นคือเรากับพระเจ้า อ่่านแล้วก็รู้สึกดี แต่ไม่ค่อยรู้สึกอะไร คือรู้อยู่แล้ว แต่พออ่านข้อ 18 แล้วรู้ว่าตามบริบทคำว่า 2 พวกนั้นคือ ยิว กับ ต่างชาติ ปั๊ป โอ้โห คราวนี้สวยงามมากเลย ท่านว่าไหม พระคัมภีร์เมื่อเข้าใจบริบทแล้วมันสุดๆคลาสสิคครับ พอเรารู้ว่า 2 พวกนี้คือต่างชาติกับยิว มันทำให้เราเห็น พระคุณ ล้วนๆ เลยว่าเมื่อก่อนนี้ในพันธสัญญาเดิม เราซึ่งเป็นคนต่างชาติ อย่าได้แม้แต่หวังว่าจะได้รับความรอด เพราะพันธสัญญาไม่เคยมีให้เรา แต่ให้อิสราเอล ข้อ 12 บอกว่า ขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอล และ ไม่มีส่วนในพันธสัญญาที่ทรงให้ แต่โดยพระคริสต์ เราในที่นี้คือ ยิว และ ไทย เป็นอันหนึ่งอันเดียว รับความรอดเดียว บัพติสมาเดียวโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความเชื่อเดียว โดยกางเขน เราเห็นถึง การกำหนดความรอดไว้ล่วงหน้า ว่าเราต่างชาติก็เช่นเดียวกัน บัดนี้ได้มีส่วนในพันธสัญญาใหม่นี้จะได้รับ พระกรุณาคุณ นั้นด้วย เห็นไหม พันธสัญญาเดิม ไม่เคยให้เรา การประพรมเลือดที่โมเสสทำตอนที่สถาปนาพันธสัญญาเดิม กฏหมายต่างๆ ธรรมบัญญัตินั้น ไม่เคยต้ังใจจะให้เรา พันธสัญญาที่สองต่างหากที่พระเจ้าอยากให้เรา แต่บัดนี้ เหตุไฉน ชอบไปยืมพันธสัญญาเดิมมาใช้อยู่เรื่อยๆ และก็บอกว่า พระวจนว่าไว้ เราต้องทำตาม เราต้องตามตามธรรมบัญญัติ เราก็เลยเลือกเอาที่ทำได้ เช่น ทศางค์ หรือ บัญญัติสิบประการ ส่วนที่ทำไม่ได้ เราก็ไม่เลือก เช่น เข้าสุหนัต ล้างมือ พิธีชำระบาปด้วยแกะ ของดีที่พระเจ้าให้กับเรากลับไม่อยากเอา ของที่พระเจ้าให้คนอื่นตั้งนานแล้วอยากนำมาใช้ประพฤติ แล้วก็เลือกประพฤติเสียด้วย จะเอามะม่วงก็เลือกแต่ที่สุกๆ คริสเตียนนี้หนอ พอมาอ่านเอเฟซัสบทที่ 2 ที่คุณ Ephesians เขียนมา อ่านแล้ว ขนลุก! ด้วยความซาบซึ้งครับ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    คุณ U151 ครับ คำถามของคุณว่า 1. คริสเตียนที่ดำเนินชีวิตตามกฎบัญญัติเป็นอย่างไร 2. ตัวอย่างของชีวิตคริสเตียนที่ดำเนินตามธรรมบัญญัติ 3. ชีวิตคริสเตียนที่ดำเนินชีวิตตามพระคุณเป็นอย่างไร 4. ตัวอย่างชีวิตที่ดำเนินตามพระคุณ 5. เปรียบเทียบของทั้งสองว่าเปนอย่างไร แค่นี้พอก่อนครับ ผมได้ตอบคำถามคุณ​แล้วครับ ที่หัวข้อ ธรรมบัญญัติ และ พระคุณ ครับ หวังว่าคงได้ประโยชน์บ้างครับ