Wisdom of Life

ล่วงประเวณีกับธรรมบัญญัติ

ฟังหัวข้อดูแย่มากครับ เขียนได้ไงเนี่ย นั่นสิ!  แต่เห็นมีคนเขียนตอบมาในกระทู้ ฟังดูอ่านง่ายดี และเปรียบเทียบชัดเจนดี นับถือก็เลยเอาลงให้เป็น กระทู้ ครับ!

เขาเขียนว่า:

พูดถึงธรรมบัญญัติ คนส่วนมากก็ไม่เข้าใจ

มีคนสองแบบ เมื่อคิดถึงธรรมบัญญัติ คนแบบที่ 1 ฉันต้องรักษาให้ได้ คนแบบที่ 2 ฉันรักษาไม่ได้แน่นอน

คนแบบไหนที่จะได้รับความเมตตา คนแบบไหนที่จะร้องขอความเมตตา

คนแบบที่ 2 ใช่ไหม

มีพระคำที่พูดเรื่อง สามีภรรยา ว่า ถ้า ภรรยาตายไป สามีก็มีภรรยาใหม่ได้ ไม่ถือว่าล่วงประเวณี เราลองคิดเรื่องนี้ เป็นเรื่อง ธรรมบัญญัติดูสิ

เมื่อก่อน เรามีภรรยา คือ ธรรมบัญญัติ แต่ตอนนี้ ภรรยานี้ตายไปแล้ว

เรามีภรรยาใหม่ คือ พระคุณ แบบนี้จึงจะถูกต้อง

ถ้าเราถือทั้งธรรมบัญญัติ และพระคุณพร้อมกัน เราก็กำลังล่วงประเวณีอยู่

เรามีภรรยาสองคนพร้อมกันไม่ได้

ผมพูดแบบนี้คนก็จะบอกว่า ผมมั่ว เอาเรื่องนี้มาโยงกันได้อย่างไร

แต่ผมไม่ได้มั่ว เพราะ มันอยู่ในพระคำ โรม 7 ข้อ 1-3

“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ท่านไม่รู้หรือ(ข้าพเจ้าพูดกับคนที่รู้ธรรมบัญญัติแล้ว)ว่า ธรรมบัญญัตินั้นมีอำนาจเหนือมนุษย์ ก็เฉพาะตอนที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น เป็นต้นว่า ผู้หญิงที่สามียังมีชีวิตอยู่นั้น ต้องอยู่ในกฏประเพณีสามีภรรยา แต่ถ้าสามีตาย ผู้หญิงนั้นก็พ้นจากกฏนั้น ฉะนั้นถ้าผู้หญิงนั้นไปหลับนอนกับชายอื่นในเมื่อสามียังมีชีวิตอยู่ นางก็ได้ชื่อว่าเป็นหญิงล่วงประเวณี แต่ถ้าสามีตายแล้ว นางก็พ้นจากกฏประเพณีสามีภรรยา แม้นางไปหาชายอื่น ก็หาผิดประเวณีไม่”

พระคำนี้ไม่ได้สอนเรื่องชีวิตคู่นะครับ แต่เปรียบเทียบให้เห็นเรื่อง ธรรมบัญญัติ

พระเจ้าทำให้ธรรมบัญญัติตายไปจากเรา เพื่อให้เราตกเป็นของพระคริสต์

“เช่นนั้นแหละ พี่น้องทั้งหลาย ท่านทั้งหลายได้ตายจากธรรมบัญญัติทางพระกายของพระคริสต์ เพื่อท่านจะได้ตกเป็นของผู้อื่น คือ ของพระองค์ผู้ทรงฟื้นขึ้นจากความตายแล้ว เพื่อเราทั้งหลายจะได้เกิดผลถวายแด่พระเจ้า”(โรม7:4)

คนที่ยังไม่หมดจากความบาป ก็เพราะ ธรรมบัญญัติยังไม่ตายไปจากเขา

เขาเข้าใจว่า การไม่รักษาธรรมบัญญัติ จะทำให้เขาทำบาปง่ายมากขึ้น

นั่นเป็นเพราะ เขาไม่รู้จักตัวเอง เขาไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง เพราะ เขารักษาธรรมบัญญัติมาตั้งแต่เกิด ธรรมบัญญัติบางอย่างที่เขาทำได้ ทำให้เขาคิดว่า เขาเป็นคนดีได้ ซาตานเอาธรรมบัญญัติมาเป็นช่องทางหลอกมนุษย์

ถ้ามนุษย์ทำดีได้ มันก็หลอกว่า พระเจ้าชอบ

ถ้ามนุษย์ทำบาป มันก็หลอกว่า พระเจ้าจะลงโทษ

ทุกคนตกอยู่ใต้อำนาจของซาตาน ผ่านทางธรรมบัญญัติ

“เพราะว่าบาปได้ถือเอาพระบัญญัตินั้นเป็นช่องทางล่อลวงข้าพเจ้า และประหารข้าพเจ้าให้ตายด้วยพระบัญญัตินั้น”(โรม7:11)

คนที่ยังไม่เข้าใจเรื่องธรรมบัญญัติ จึงไม่สามารถได้รับการชำระบาปและบังเกิดใหม่ได้ เพราะ เหตุนี้เอง

Leave a Reply

11 Comments

  • mm

    Nov 09, 2010

    Reply

    ขอบคุณครับ คุณตี้ ที่ช่วยนำมาเป็นหัวข้อกระทู้ จริงๆแล้วพระคำโรม 7 ข้อ 1-3 นี้ บอกถึงเรื่อง ธรรมบัญญัติ กับ พระคุณ อย่างชัดเจนมาก แต่ทำไมคนมากมายกลับไม่เข้าใจและมองข้ามไป และ พระคำนี้สามารถเช็คจิตวิญญาณของคริสเตียนได้ว่า หลุดพ้นจากบาปหรือยังได้ คนที่ยังพูดไม่ได้ว่า หลุดพ้นจากบาปแล้ว ก็หมายความว่า เขายังอยู่ภายใต้ธรรมบัญญัติ ถ้าเขาไม่ทำบาปเขาก็มั่นใจ เพราะ ไม่ผิดธรรมบัญญัติ แต่พอเขาทำบาป เขาก็เริ่มรู้สึกผิด แล้วก็พยายามแก้ไขเอง เพื่อจะได้สบายใจและรู้สึกไม่ผิด คนมากมายจึง อ่านพระคัมภีร์ ถวายเงิน สารภาพบาป ออกเผยแพร่ เพื่อทำให้รู้สึกมั่นใจว่า ไม่มีบาป แน่นอนว่า เขาไม่รู้ตัวหรอก เขาไม่ได้ตั้งใจทำสิ่งนั้นเพื่อลบบาปตัวเอง เพราะ จิตใจของเขาล่อลวงตัวเองอยู่ เยเรมีย์ 17:9 บอกว่า "จิตใจเป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด มันเสื่อมทรามอย่างร้ายที่เดียว ผู้ใดจะรู้จักใจนั้นเหล่า" ซาตานล่อลวงมนุษย์ผ่านทางความคิดของมนุษย์เอง มันไม่ได้ปรากฏตัวให้เราเห็น แต่มันสิงอยู่ในความคิดของเรา มนุษย์จึงไม่มีความสามารถในการแยกแยะระหว่างเสียงของพระเจ้า กับเสียงของซาตานที่อยู่ในความคิดของเราเองได้ และที่สำคัญ พระเจ้าไม่ได้ตรัสกับมนุษย์ ผ่านทางความคิดของเราเลย ในฮีบรู 1 ข้อ 2 พระคำบอกว่า พระเจ้าตรัสกับเราทางพระบุตรเท่านั้น ในวาระสุดท้ายนี้ พระบุตร คือ พระเยซู พระเยซู คือ พระคำ(ยน1:14) และ พระคำ คือ พระคัมภีร์ คริสเตียนมากมายชอบฟังเสียงของตัวเอง แล้วบอกว่า พระเจ้าตรัสกับเขา เยเรมีย์ 23 พระเจ้าตรัสถึง ผู้เผยพระวจนะที่มุสา ในข้อ 4-8 พระเจ้าตรัสถึงพระเยซูที่จะเป็นผู้เลี้ยงแกะ แต่ข้อ 9 ไปจนจบบท พระเจ้าประณามผู้เผยพระวจนะที่มุสา ในข้อ 16 และ 26 มีคำว่า "นิมิตแห่งใจของเขาเอง" "ตามการหลอกลวงแห่งจิตใจของเขาเอง" คนส่วนมากก็เป็นแบบนี้ คือ เชื่อความคิดตัวเอง เชื่อจิตสำนึกตัวเอง ถ้าคิดว่าดีก็สรุปว่าต้องดี ถ้าไม่ดีก็สรุปว่าไม่ดี มนุษย์เชื่อฟังเฉพาะ สายตาที่มองเห็น เห็นอย่างไรก็เชื่ออย่างนั้น แต่มันใช้ไม่ได้กับ ความเชื่อในพระเจ้า เพราะ ความคิดของมนุษย์ไม่ใช่ความคิดของพระเจ้า วิถีทางของมนุษย์ตรงข้ามกับพระเจ้า ความคิดของพระเจ้าสูงกว่าความคิดของมนุษย์(อิสยาห์ 59:8-9) การที่พระเยซูเดินบนน้ำ ทำให้น้ำกลายเป็นเหล้าองุ่น ทำให้คนตายฟื้นขึ้น ทำให้คลื่นลมสงบ และอีกมากมายที่พระเยซูทำ ล้วนแล้วแต่เกินความคิดของมนุษย์ ความคิดและตรรกะของมนุษย์ไม่สามารถอธิบายได้ มนุษย์ทำไม่ได้ แต่พระเจ้าทำได้ มนุษย์อยากจะเข้าใจแต่พระเจ้า บอกว่า ต้องใช้ความเชื่อเท่านั้น การจะหลุดพ้นจากบาปทั้งหมดได้ ต้องใช้ความเชื่อเท่านั้น พระคำบอกว่า เพราะ ธรรมบัญญัติ ทำให้มนุษย์รอดไม่ได้ เราต้องเชื่อ พระเยซูเท่านั้น เราอาจจะไม่เข้าใจว่า บาปหมดได้ยังไง แต่ว่า พระเจ้าทำให้บาปหมดไปได้แล้ว พระเจ้าเท่านั้นที่ทำให้บาปหายไปได้ บาปพ่ายแพ้ เพราะ ความเชื่อ ไม่ใช่เพราะ เลิกทำเอง คนที่ยังไม่มีความเชื่อ ก็เป็นเพราะ ไม่เข้าใจเรื่อง ธรรมบัญญัติอย่างแท้จริงนั่นเองครับ

  • CG

    Dec 12, 2010

    Reply

    ขอบคุณพี่ทั้งสองท่านมากนะครับ ผมได้เข้าใจน้ำพระทัยและพระคุณพระเจ้ามากขึ้นผ่านสิ่งที่พวกพี่ได้แบ่งปันที่นี่ ที่นี่ช่วยให้ผมเป็นอิสระจากค่านิยมที่เกิดจากความเข้าใจผิดที่ระบบโบสถ์ได้สร้างขึ้นมา ผมรู้สึกปลดปล่อยเป็นอย่างมาก เมื่อก่อนยังกลัวๆว่าตัวเองรอดจริงๆ รึเปล่า แต่ตอนนี้มั่นใจในความรอดที่พระเจ้าได้มอบให้ผมอย่างแท้จริง ผมยังอยู่ท่ามกลางคนที่มีความเข้าใจผิดๆ ที่ผมก็เคยเป็นอย่างเขาอยู่ แต่ผมเห็นว่าพระเจ้าก็ทำพระราชกิจของพระองค์ผ่านชีวิตของผม โดยการแบ่งปันสิ่งที่พวกพี่ได้ให้ความเข้าใจกับผมไปสู่พี่น้องหลายคนที่เริ่มตระหนักถึงสิ่งที่ผิดปกติและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในใจของเขาจากกรอบของระบบโบสถ์ และได้แนะนำเว็บไซต์นี้ให้เขาลองศึกษาดูด้วย อย่างน้อยผมก็ได้เห็นว่าพี่น้องบางคนที่ผมได้แบ่งปันไปมีความเข้าใจในพระคุณของพระเจ้ามากขึ้น ผมคงยังต้องเรียนรู้น้ำพระทัยของพระเจ้าในด้านอื่นๆ อีกมาก เพราะผมมองว่าผมก็ยังอ่านพระคัมภีร์ยังไม่เข้าใจในหลายๆ จุด และยังไม่สามารถตอบคำถามพวกเขาได้ทุกประเด็น แต่สิ่งที่พวกพี่แบ่งปันมา ทำให้ผมได้ยึดแกนความเชื่อที่ถูกต้องและเชื่อว่าจะสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตข้างหน้าได้ดีขึ้น ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากทำความรู้จักพวกพี่มากขึ้นนะครับ เผื่อว่าผมจะได้เข้าใจมุมมองการดำเนินชีวิตในด้านอื่นๆ ได้ดีขึ้นด้วย ผมก็ได้เจอกับพี่ตี้สมใจอยากแล้วนะครับ (เชื่อว่าพี่คงรู้ว่าผมเป็นใคร 555) ก็อยากมีโอกาสติดต่อกับพี่ mm ได้บ้าง ผ่านทางโลกออนไลน์นี้ก็ได้นะครับ เผื่อว่าผมจะได้เข้าใจน้ำพระทัยพระเจ้ามากขึ้นผ่านทางประสบการณ์ของพวกพี่ๆ นะครับ คือส่วนตัวผมก็ต้องศึกษาด้วยตัวเองด้วย แต่ถ้าได้รับมุมมองจากพวกพี่ อาจทำให้ผมเข้าใจพระเจ้าได้ดีขึ้นนะครับ ถึงพี่ mm นะครับ ถ้าหากไม่เป็นการรบกวนและมีหนทางใดที่สามารถติดต่อพี่ mm ได้ ก็ช่วยบอกผมด้วยนะครับ เผื่อว่าจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะครับ ต้องขอขอบคุณพวกๆ พี่อีกครั้งนะครับ ขอให้พระเจ้าปกป้องดูแลพวกพี่ และชีวิตเป็นพระพรกับคนอีกมากมายอย่างที่เป็นพระพรกับชีวิตผมแล้วนะครับ พระเจ้าอวยพร (ท่านแล้ว) นะครับ

    • admin

      Dec 13, 2010

      Reply

      ยินดีด้วยครับ นัดเจอกันสิครับ มาเจอกันได้เลย มานั่งเรียนพระคัมภีร์กันสัก เดือนละ 1 ชั่วโมง เดี๋ยวผมโทรหาคุณ​ mm มาด้วยก็ได้ถ้าอยากเจอกัน CG จัดมาเลยครับ เดี๋ยวไปแน่นอน คุณ​mm เป็นช่างตัดผมธรรมดานี่แหละครับ ตัดทรงวัยรุ่นก็ได้ :)

  • หล่อฟาด

    Jan 20, 2011

    Reply

    ในช่วงวันเด็กที่ผ่านมา อาจารย์ที่โบสถ์เทศน์ว่า จากสถิติชาวยิวเป็นชาติที่มีอัตราอาชญากรรมของวัยรุ่นน้อยที่สุดในโลก เป็นเพราะสังคมยิวเค้าจะให้เด็กท่องธรรมบัญญัติตั้งแต่ยังเล็ก และเมื่ออายุ 12 ปีเด็กเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วสำหรับสังคมยิว เพราะรู้ธรรมบัญญัติและสอบผ่านแล้ว คำถามที่อยากถามคุณ admin คือ 1. ชาวยิวเป็นชาติที่มีอาชญากรรมของวัยรุ่นน้อยที่สุด จริงหรือไม่ 2. ถ้าจริง ทำไมเยาวชนยิวจึงสามารถดำเนินตามมาตรฐานคุณธรรมอันสูงส่งได้ดี จะว่าเป็นเพราะสภาพธรรมชาติที่เงียบสงบก็ไม่ใช่ เพราะมีหลายประเทศในโลกที่มีสภาพสังคมหรือธรรมชาติที่เงียบสงบ คนจึงใจเย็น จิตใจดี รักสันติ 3. เด็กที่ท่องจำและประพฤติตามธรรมบัญญัติของศาสนายิว จะสามารถควบคุมความประพฤติบาปได้ดีกว่าเด็กที่ไม่รู้ธรรมบัญญัติของศาสนายิวใช่หรือไม่ การท่องจำกฎบัญญัติทางศาสนาอื่นจะทำให้เด็กมีความประพฤติดีได้น้อยกว่าธรรมบัญญัติของศาสนายิวหรือไม่ จะว่าไปคำถามทุกข้อก็เป็นเรื่องเดียวกันนะคับ ช่วอธิบายหน่อยนะคับ

  • admin

    Jan 20, 2011

    Reply

    ผมตอบให้สั้นๆนะครับ เพราะค่อนข้างยุ่งมากวันนี้ อยากตอบยาว แต่กลัวยาวครับ ธรรมบัญญัติเป็นสิ่งดีนะครับ การที่ยิวใช้เพื่อเป็นคนดีขึ้น ก็ถูกแล้วนะครับ เพราะพระคัมภีร์ก็ยืนยันว่า ธรรมบัญญัติเป็นสิ่งดี แต่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่นำพาถึงความชอบธรรมได้ คือช่วยได้ แต่ช่วยให้รอดไม่ได้ เป็นแค่ "เงา" ของสิ่งจริงที่จะมาภายหลังคือพระคริสต์ การที่คนหนึ่ง มีศีล มี ธรรม เหมือนพุทธ เขาก็เป็นคนดีขึ้นได้นะครับ แต่เป็นคนชอบธรรมไม่ได้ครับ การเป็นคนดีไม่มีประโยชน์อะไรต่อหน้าพระเจ้า การเป็นคนชอบธรรมต่างหากมีประโยชน์ อับราฮัมถูกนับว่าชอบธรรม ไม่ใช่ถูกนับว่าเป็นคนดี มีคนดีมากมายบนโลกนี้ครับโดยรักษาธรรมบัญญัติ และรักษาศีล แต่ความรอดไม่ได้มาจากความดีไงครับ ความรอดมาจากความเชื่อ เพราะความเชื่อเราได้ความชอบธรรม ความช่ัวก็ยังคงอยู่ ความดีก็ยังมีได้ แต่พระเจ้าทรงเห็นว่าเราชอบธรรมเพราะเราเชื่อในพระเยซูที่ไม้กางเขนนั้น ล้างชำระบาปทั้งสิ้นของเรา ไม่จดจำอีกเลย ไม่คำนึงถึงอีกเลย ธรรมบัญญัตินั้นเป็น สิ่งดีนะครับ แต่สิ่งที่ทำให้เราตาย คือบาปที่อาศัยช่องแห่งธรรมบัญญัตินั้น ประหาร เรา ก็คือ ฟ้องผิดเรานั่นเอง ถ้าธรรมบัญญัติไม่มี เราก็ไม่มีสิ่งใดฟ้องผิด เมื่อมีธรรมบัญญัติ เราก็ถูกฟ้องผิดด้วยบัญญัตนั้น และเราก็ตาย อ.เปาโลอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างละเอียด แต่คนอ่านพระคัมภีร์ไม่เข้าใจ ธรรมบัญญัติโดยตัวเองไม่ได้ฆ่าเรานะครับ และก็เป็นสิ่งดีด้วย แต่สิ่งที่ฆ่าเราคือบาปที่อาศัยธรรมบัญญัติเป็นช่องนั้นเอง และเร้าให้เราทำบาป เพราะเรามีจุดอ่อนคือ ยิ่งรู้ว่าผิด ยิ่งอยากทำ ถ้าสิ่งดีจะไม่ค่อยทำ เช่น ถ้ามีรูที่กำแพงแล้วบอกว่าห้ามดู เราจะอยากดู บาปอาศัยธรรมบัญญัติ เร้าเราให้ทำ คือ อ.เปาโลเทศนาไว้ใน กาลาเทีย 3 และ โรม 7 ดังข้างล่าง และ ท่านก็สอนว่า ท่านได้ตายจากธรรมบัญญัติ ก็คือ ตายจากการผูกมัดของบาป และตายจากธรรมบัญญัติ โดยไม่ให้บาปอาศัยเป็นช่องประหารอีกต่อไป เพราะบาปได้หมดไปแล้วที่ไม้กางเขนนั้น 11เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่า ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า ด้วยธรรมบัญญัติได้เลย เพราะว่า “คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” 12แต่ธรรมบัญญัติไม่ได้อาศัยความเชื่อ เพราะ ผู้ที่ประพฤติตามธรรมบัญญัติ ก็จะได้ชีวิตดำรงอยู่โดยธรรมบัญญัตินั้น 13พระคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นความแช่งสาปแห่งธรรมบัญญัติ โดยการที่พระองค์ทรงยอมถูกแช่งสาปเพื่อเรา (เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า ทุกคนที่ต้องถูกแขวนไว้บนต้นไม้ต้องถูกสาปแช่ง) 14เพื่อพระพรทางอับราฮัมจะได้มาถึงคนต่างชาติทั้งหลาย เพราะพระเยซูคริสต์ เพื่อเราจะได้รับพระวิญญาณตามพระสัญญาโดยความเชื่อ ถ้าเช่นนั้นมีธรรมบัญญัติไว้ทำไม ที่เพิ่มธรรมบัญญัติไว้ก็เพื่อบาปจะปรากฏเป็นความละเมิด กาลาเทีย 3:11 ตัณหาชั่วที่ธรรมบัญญัติเร้าให้เกิดขึ้นนั้น ได้ทำให้อวัยวะของเราก่อกรรมชั่วนำไปสู่ความตาย 6แต่บัดนี้เราได้พ้นจากธรรมบัญญัติ คือได้ตายจากธรรมบัญญัติที่ได้ผูกมัดเราไว้ เพื่อเราจะได้ไม่ประพฤติตามตัวอักษรในประมวลธรรมบัญญัติเก่า แต่จะดำเนินชีวิตใหม่ตามลักษณะพระวิญญาณ 7ถ้าเช่นนั้นเราจะว่าอย่างไร ว่าธรรมบัญญัติคือบาปหรือ หาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่ว่าถ้ามิใช่เพราะธรรมบัญญัติแล้ว ข้าพเจ้าก็คงไม่รู้จักบาป เพราะว่าถ้าธรรมบัญญัติมิได้ห้ามว่า “อย่าโลภ” ข้าพเจ้าก็คงไม่รู้ว่าอะไรคือความโลภ 8แต่ว่าบาปได้ถือเอาพระบัญญัตินั้นเป็นช่อง ทำให้ตัณหาชั่วทุกอย่างเกิดขึ้นในตัวข้าพเจ้า เพราะว่าถ้าไม่มีธรรมบัญญัติ บาปก็หาดำรงอยู่ไม่ 9เมื่อก่อนข้าพเจ้าดำรงชีวิตอยู่นอกเหนือธรรมบัญญัติ แต่เมื่อมีธรรมบัญญัติขึ้น บาปก็เกิดขึ้น และข้าพเจ้าก็ตาย 10พระบัญญัตินั้นซึ่งมีขึ้นเพื่อการดำรงชีวิต ก็ปรากฏแล้วว่าเป็นเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องตาย 11เพราะว่าบาปได้ถือเอาพระบัญญัตินั้นเป็นช่องทางล่อลวงข้าพเจ้า และประหารข้าพเจ้าให้ตายด้วยพระบัญญัตินั้น 12เหตุฉะนั้นธรรมบัญญัติจึงเป็นสิ่งบริสุทธิ์ และข้อบัญญัติก็บริสุทธิ์ยุติธรรมและดีงาม 13ถ้าเช่นนั้น สิ่งที่ดีกลับทำให้ข้าพเจ้าต้องตายหรือ หามิได้ บาปต่างหาก คือบาปซึ่งอาศัยสิ่งที่ดีนั้นทำให้ข้าพเจ้าต้องตาย เพื่อจะให้ปรากฏว่าบาปนั้นเป็นบาปจริง และโดยอาศัยธรรมบัญญัตินั้น บาปก็ปรากฏว่าชั่วร้ายยิ่งนัก 14เรารู้ว่าธรรมบัญญัตินั้นเป็นมาโดยฝ่ายพระวิญญาณ แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ถูกขายไว้ให้อยู่ใต้บาป 15ข้าพเจ้าไม่เข้าใจการกระทำของข้าพเจ้าเอง เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ทำสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะทำ แต่กลับทำสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชังนั้น 16เหตุฉะนั้นถ้าข้าพเจ้าทำสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะทำ และข้าพเจ้ายอมรับว่าธรรมบัญญัตินั้นดี

  • ALG

    Feb 10, 2011

    Reply

    how to behave by rightousness in daily life? i'm confused about ''faith'' , how to apply this word in our life? thx ka :))

  • admin

    Feb 14, 2011

    Reply

    We can't "behave" righteousness. We can only "obtain" righteousness through faith in Christ Jesus krub. Righteousness is something given to us by having faith in Christ that He already cleansed your sins and all of your sins, never to see them again. Jesus took it from you and took it once only for all. By faith, you become righteous. You don't become righteous because of what you do, but because of Christ did at the cross. This is why you can't behave righteously. No one can behave righteously. We can only be righteous by believing in what Jesus did for us :)

  • mm

    Feb 16, 2011

    Reply

    ไม่ได้เข้ามาเยี่ยมนาน คุณตี้สบายดีนะครับ (ไม่น่าถามเลย คนไม่มีบาปต้องสบายดีแน่นอน) งาน worldcamp เพิ่งผ่านไปครับ ช่วงนี้ก็มีเวลาบ้างแล้ว คุณ CG ครับ ผมจะให้เบอร์โทรไว้นะครับ สงสัยอยากถามอะไรก็โทรมาได้ครับ ที่ 089-0446558 หรือ ถามกับ คุณคงศักดิ๋ก็ได้ ถ้ามีโอกาศเราคงได้มีเวลาสามัคค๊ธรรมร่วมกันนะครับ คุณตี้เข้ากรุงเทพเมื่อไหร่ ขอเชิญทานอาหารกันนะครับ ถ้าไม่รังเกียจ ขอเชิญ คุณ CG ด้วยนะครับ

  • admin

    Feb 16, 2011

    Reply

    สบายดีครับ คุณ​mm ผมก็ยุ่งมากเรื่องงาน ช่วงนี้หน้าแก่ไปเยอะ ผมกะว่าทำอีก 1-2 ปีจะหยุด หรือ เบาลงแล้วครับ (พูดอย่างนี้หลายครั้งแล้ว ถ้าเป็นพันธสัญญาเดิม ถ้าจะละเมิดคำสาบาน ต้องไปถวายเครื่องบูชา) เพราะตอนนี้ peak จริงๆครับ ใจจริงผมอยากเจอกันทุกเดือนนะ อย่างน้อยเดือนละครั้งก็ยังดี แต่ผมไม่อยากวางไว้เป็นโปรแกรม เพราะจะเป็นภาระครับ และถ้ามาไม่ได้จะรู้สึกไม่ดี อะไรทำนองนี้ แต่ถ้าเป็นแบบ ตั้งไว้เป็นวันที่ใดวันที่หนึ่ง ใครไม่มาก็ไม่ต้องรู้สึกอะไร อยากมาก็มา ไม่อยากมาก็ไม่ต้องมา แบบนี้ ครับ แล้วเจอกัน MM

  • mm

    Feb 19, 2011

    Reply

    ใช่ครับ พวกเราก็เหมือน เปาโลที่บอกว่า สิ่งที่อยากจะทำแต่ทำไม่ได้ แต่สิ่งที่ไม่อยากทำกลับทำอยู่ จิตใจมนุษย์เป็นแบบนี้จริงๆ บางครั้งตั้งใจมากๆ ก็ไม่สำเร็จ แต่บางที่ไม่ตั้งใจ แต่ก็จบลงไปได้อย่างสวยงาม ก็ขอให้คุณตี้มีกำลังมากมายจากพระเจ้าล่ะกันครับ

  • Unnile

    Jul 18, 2013

    Reply

    เพิ่งอ่านเจอกระทู้นี้ ขออัพหน่อยนะคะ จากที่ได้อ่านมา ความเห็นของคุณ mm"ต้องใช้ความเชื่อเท่านั้น การจะหลุดพ้นจากบาปทั้งหมดได้ ต้องใช้ความเชื่อเท่านั้น พระคำบอกว่า เพราะ ธรรมบัญญัติ ทำให้มนุษย์รอดไม่ได้ เราต้องเชื่อ พระเยซูเท่านั้น เราอาจจะไม่เข้าใจว่า บาปหมดได้ยังไง แต่ว่า พระเจ้าทำให้บาปหมดไปได้แล้ว พระเจ้าเท่านั้นที่ทำให้บาปหายไปได้ บาปพ่ายแพ้ เพราะ ความเชื่อ ไม่ใช่เพราะ เลิกทำเอง คนที่ยังไม่มีความเชื่อ ก็เป็นเพราะ ไม่เข้าใจเรื่อง ธรรมบัญญัติอย่างแท้จริงนั่นเองครับ" อยากถามว่าต้องเชื่ออย่างไร? ถึงจะรอด “พี่‌น้องของข้าพ‍เจ้า แม้ใครจะกล่าวว่าตนมีความเชื่อ แต่ไม่‌ได้ประ‍พฤติตามจะมีประ‍โยชน์อะไร? ความเชื่อนั้นจะช่วยให้เขารอดได้หรือ?” แล้วประพฤติตามนั้นประพฤติตามอะไร? “ถ้าเราประ‍พฤติตามพระ‌บัญ‍ญัติของพระ‌องค์ เราจะมั่น‌ใจได้ว่าเรารู้‌จักพระ‌องค์ ผู้ที่กล่าวว่า “ข้าพ‍เจ้ารู้‌จักพระ‌องค์” แต่ไม่ได้ประ‍พฤติตามพระ‌บัญ‍ญัติของพระ‌องค์ คนนั้นเป็นคนพูดมุสาและสัจจะไม่ได้อยู่ในเขาเลย แต่ผู้ที่ประ‍พฤติตามพระ‌วจนะของพระ‌องค์ ความ‌รักของพระ‌เจ้าก็บริ‍บูรณ์อยู่ในผู้นั้นอย่างแท้จริง เพราะเหตุนี้แหละเราจึงรู้ว่าเราอยู่ในพระ‌องค์ ผู้ที่กล่าวว่าตนอยู่ในพระ‌องค์ ผู้นั้นก็ควรดำ‍เนินชีวิตเหมือนพระ‌องค์” “ทุกคนที่ทำบาปก็ประ‍พฤติผิดธรรมบัญ‍ญัติ บาปเป็นสิ่งที่ผิดธรรมบัญ‍ญัติ พวกท่านรู้อยู่แล้วว่าพระ‌องค์ทรงปรา‍กฏเพื่อกำ‍จัดบาปของเราให้หมดไป และไม่มีบาปอยู่ในพระ‌องค์เลย ผู้ที่อยู่ในพระ‌องค์ไม่ทำบาปอีกต่อไป ส่วนผู้ที่ทำบาปอยู่เรื่อยๆ คนนั้นยังไม่เห็นพระ‌องค์และยังไม่รู้‌จักพระ‌องค์ ลูกทั้ง‌หลายเอ๋ย อย่าให้ใครชัก‌จูงท่านให้หลง ผู้ที่ประ‍พฤติชอบก็ชอบ‌ธรรมเหมือนอย่างที่พระ‌องค์ทรงชอบ‌ธรรม ผู้ที่ทำบาปก็มาจากมาร เพราะว่ามารก็ทำบาปตั้ง‌แต่เริ่ม‌แรก พระ‌บุตรของพระ‌เจ้าได้เสด็จมาปรา‍กฏก็เพราะเหตุ‌นี้ คือเพื่อทำ‍ลายกิจ‌การของมาร ผู้ที่เกิดจากพระเจ้าไม่ทำบาป เพราะเชื้อของพระเจ้าอยู่ในคนนั้นและเขาทำบาปไม่ได้ เพราะเขาเกิดจากพระเจ้า เช่น‌นี้แหละ จึงเห็นได้ว่าใครเป็นลูกของพระ‌เจ้า และใครเป็นลูกของมาร คือผู้ที่ไม่ได้ประ‍พฤติชอบ และไม่รักพี่น้องของตน ก็ไม่ได้มาจากพระ‌เจ้า ทุก‌คนที่ประ‍พฤติตามพระ‌บัญ‍ญัติของพระ‌องค์ก็อยู่ในพระ‌องค์ และพระ‌องค์สถิตอยู่ในคนนั้น เช่นนี้แหละ พวกเราจึงรู้ว่าพระ‌องค์สถิตอยู่ในเราคือโดยพระ‌วิญ‍ญาณที่พระ‌องค์ประ‍ทานแก่เรา” ความรอดนั้นจะได้รับก็ต่อเมื่อเราเชื่อและมีพระคริสต์สถิตอยู่ในเรา(มีพระวิญญาณบริสุทธิ์)ใช่มั๊ยคะ และเราจะไม่ทำบาปอีก(เรารู้จักบาปเพราะธรรมบัญญัติ) คนที่ไม่มีพระคริสต์สถิตอยู่คือคนที่ทำบาปอยู่เรื่อย ๆ ...คนที่พูดว่าตนได้รับความรอดแล้ว แต่ยังทำบาปอยู่ จะหมายถึงเขาได้รับความรอดแล้วจริงหรือ ไม่น่าใช่? เพราะว่าคนที่ได้รับความรอดจริงเขาจะ "เพราะเหตุนี้แหละเราจึงรู้ว่าเราอยู่ในพระ‌องค์ ผู้ที่กล่าวว่าตนอยู่ในพระ‌องค์ ผู้นั้นก็ควรดำ‍เนินชีวิตเหมือนพระ‌องค์” เพราะเห็นพูดอยู่ตลอดว่า เมื่อได้รับความรอดแล้ว แม้จะทำบาปก็ไม่ทำให้เสียความรอด เพราะเราได้รับการไถ่บาปโดยพระเยซูแล้ว(เพียงครั้งเดียว)... เราได้รับความรอดและการไถ่บาปก็จริง แล้วเราจะทำบาปเพื่อให้เป็นมลทินอีกทำไม ? และเรามีธรรมบัญญัติไว้เพื่ออะไร? (พระเยซูไม่ได้มาเพื่อทำให้ธรรมบัญญัติเป็นโมฆะ แต่มาทำให้สมบูรณ์) "เหตุฉะนั้นธรรมบัญญัติจึงเป็นสิ่งบริสุทธิ์ และข้อบัญญัติก็บริสุทธิ์ยุติธรรมและดีงาม" ไม่ใช่เพื่อรักษาชีวิตให้บริสุทธิ์เหมือนพระองค์จนกว่าพระองค์จะเสด็จมาหรอกหรือ? "ท่าน​ทั้ง‌หลาย จง​ให้​สิ่ง​ที่​ท่าน​ได้​ยิน​มา​ตั้ง‌แต่​ต้น​นั้น​ดำ‍รง​อยู่​กับ​ท่าน​เถิด ถ้า​สิ่ง​ที่​ท่าน​ได้​ยิน​ตั้ง‌แต่​ต้น​นั้น​ดำ‍รง​อยู่​กับ​ท่าน ท่าน​ก็​จะ​อยู่​ใน​พระ‌บุตร​และ​ใน​พระ‌บิดา​ด้วย นี่​แหละ​เป็น​สิ่ง​ที่​พระ‌องค์​ได้​ทรง​สัญ‍ญา​ไว้​กับ​เรา คือ​ชีวิต​นิรันดร์" "และ​บัด‌นี้​ลูก​ทั้ง‌หลาย​เอ๋ย จง​อยู่​ใน​พระ‌องค์ เพื่อ​ว่า​เมื่อ​พระ‌องค์​ทรง​ปรา‍กฏ เรา​จะ​ได้​มี​ความ​มั่น​ใจ และ​ไม่​ต้อง​หลบ​พระ‌พักตร์​พระ‌องค์​ด้วย​ความ​ละอาย เมื่อ​พระ‌องค์​เสด็จ​มา ถ้า​พวก​ท่าน​รู้​ว่า​พระ‌องค์​ทรง​เที่ยง‌ธรรม ท่าน​ก็​รู้​ว่า​ทุก‌คน​ที่​ประ‍พฤติ​ตาม​ความ​เที่ยง‌ธรรม​นั้น​เกิด​มา​จาก​พระ‌องค์​ด้วย"......แค่อยากลองแสดงความคิดเห็นค่ะ ไม่รู้ว่าแปลความหมายใน BB ถูกรึป่าว ช่วยชี้แนะด้วยนะคะ พระเจ้าอวยพรค่ะ