Wisdom of Life

คำถามที่คริสเตียนถามบ่อย

มีคนเขียนถามว่า

ก่อนอื่นผมขอ ออกตัวก่อนละกันครับ เรื่องคัมภร์ผมไม่ได้อ่านเท่าไหร่ครับ แต่ขออนุณุญาติแสดงความเห็นด้วยนะครับ ขอตั้งข้อสังเกตุดังนี้นะครับ

1. พระเยชูบอกให้เข้าโบสถ์วันอาทิตย์หรือ ก็ไม่เคยเห็นมีใครสอน
2. โดยพระคุณแล้ว จะทำผิดช้ำซากได้หรือ
3. โดยพระคุณแล้ว พระบัญ 10 ประการ วันสะบาโตเปลี่ยนได้ใช่ไหม
4. ใครอยากรู้วันไหนกันแท้จริง คือวันสะบาโต ไปดูศาสนายิวที่เขาถือกันมาแบบเคร่งคัดก่อนศาสนาคริสอีก นั้นคือ วันเสาร์

ตัวอย่าง ทางโลก
นาย ก เป็นเ็ด็กเส้น เกิดไปฆ่าคนตาย ถามว่า ก ผิดไหม
ก ผิดแน่นอน แต่ ก ก็อาจรอดได้ เพราะ ก เส้นใหญ่มาก

นาย ข ไม่ได้ฆ่าใครเลย นาย ข ก็ไม่มีความผิดติดตัว

ทั้งสองคนไม่มีความผิดเหมือนกัน ก็คิดเอาเองคุณอยากเป็นใคร

ท้ายสุดผมก็รู้มาเ่ท่านี้แระ เพราะไม่สันทัดในรายละเอียด ต้องขออภัยที่มารบกวนสายตา หวังว่าคงจะเป็นประดยชน์สำหรับผู้ตั้งคำถาม
ขอบคุณครับ

ใครจะวันไหนแต่ถ้ารู้แล้ว แต่ประพฤติไม่ได้ ก็เท่านั้นแระครับ (ผมคนหนึ่ง)
รู้แล้ว เป็นแล้วจิตใจยังแข็งกระด้าง ไม่ต้องว่าถึงขั้นทำความผิดหรอกหรอกครับ
เคยอ่านวิวรณ์ บทนี้ค่อนข้างโหด คนที่จะรอดได้นั้น มีน้อยเหลือเกิน ต้องดีจริงๆๆๆ ถึงจะรอดได้

ตอบสี่ข้อก่อน

1. พระเยชูบอกให้เข้าโบสถ์วันอาทิตย์หรือ ก็ไม่เคยเห็นมีใครสอน

นั่นดิ ไม่เห็นพระเยซูสอน ไม่เห็นพระคัมภีร์สอน ถูกแล้วครับ เอ! แล้วใครสะเออะบอกให้ผมทำตามว่าให้ไปวันอาทิตย์  ผมจะบอกให้ คนที่สะเออะบอกว่าวันอาทิตย์ เขามีชื่อว่า นาย ประเพณี ครับ และอีกคนหนึ่งที่สนับสนุนความคิดของเขา คือ นายธรรมบัญญัติ ครับ แต่ในเมื่อเขาไปวันอาทิตย์กัน แล้วคุณจะไปวันอื่น คุณก็ไม่เจอใคร เมื่อเราอยากเจอกัน เพื่อหนุนใจซึ่งกันและกัน เราก็ควรจะไปหาเพื่อนเราวันอาทิตย์ ไม่งั้นเราจะไปหาตึกแทน แต่เราไปวันอาทิตย์ ไม่ใช่เพราะว่าเรารักษาธรรมบัญญัติสะบาโต แต่เพราะเราอยากไปเจอเพื่อนๆร่วมร่างกายเดียวกันของพระคริสต์นั่นเอง

2. โดยพระคุณแล้ว จะทำผิดช้ำซากได้หรือ

ถ้าโดยธรรมบัญญัติแล้ว เราทำผิดซ้ำซากได้น้อยลงหรือเปล่า?  ประเด็นคือ เราก็ทำผิดซ้ำซากอยู่แล้ว ไม่ว่าจะด้วยระบบเดิม หรือ ระบบใหม่ พระเจ้ารู้ดี จึงให้ระบบใหม่ และทรงให้ระบบเดิมยกเลิกไปเสีย (ฮิบรู 7) เพื่อให้เรารอดได้โดยพระคุณครับ  เราต้องยึดสิ่งจริงไว้ก่อน เพราะสัจจะทำให้เราเป็นไท แต่เสียงซาตานทำให้เราติดคุก เป็นทาส บาปทำให้เราเป็นทาส ความชอบธรรมทำให้เราเป็นไท เมื่อเราได้ความชอบธรรมนั้นจริง เราจะยิ่งซาบซึ้งในพระคุณนั้น และดำเนินชีวิตอยู่ด้วยพระคุณ และพึ่งในพระคุณเสมอ ไว้วางใจเสมอ ผลของพระวิญญาณจะสำแดงออกมาเป็น ความรัก ความดี ความปลาบปลื้มใจ ฯลฯ นั่นคือผล ส่วนเหตุแห่งความรอดนั้นไม่เคยเปลี่ยน และไม่มีวันเปลี่ยนแปลง คือรอดได้ด้วยพระคุณของพระเยซู ด้วยความเชื่อในการงานที่สิ้นสุดของพระเยซูบนไม้กางเขนครับ

3. โดยพระคุณแล้ว พระบัญญัติ 10 ประการ วันสะบาโตเปลี่ยนได้ใช่ไหม

ไม่ใช่เปลี่ยนไป แต่ยกเลิกไปครับ เราไม่ได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ ธรรมบัญญัติชี้ช่องเราให้ตาย และประหารเราด้วยการฟ้องผิด ธรรมบัญญัติเหมือนกระจก ที่ให้เราเห็นว่าตัวเราโสโครกเพียงใด แต่ไม่มีทางแก้ให้ ยกเว้นไปสารภาพบาปทุกปี ทุกวัน และขอการยกโทษด้วยการชำระบาป โดยการนำสัตว์ไปถวายและฆ่าสัตว์เพื่อให้เลือดล้างมลทินความโสโครกของเรา  แต่ด้วยพระคุณนั้น พระเยซูเป็นเครื่องถายครั้งเดียว เพื่อชำระล้างความบาปให้เรานิรันดร์ โดยไม่ต้องถวายพระองค์เองซ้ำแล้วซ้ำอีก และได้ทำให้ธรรมบัญญัตินั้นสมบูรณ์โดยการรับโทษที่เกิดจากธรรมบัญญัตินั้นไป เมื่อเราดำเนินชีวิตคริสเตียน เราจึงไม่ดำเนินโดยจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความดี ความถูกต้อง โดยเทียบกับธรรมบัญญัติ แต่ดำเนินโดยการนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทุกๆวัน ทุกนาที ให้พระองค์ดำเนินไปกับเรา เพราะพระเยซูมีชีวิตอยู่ภายในเราครับ
4. ใครอยากรู้วันไหนกันแท้จริง คือวันสะบาโต ไปดูศาสนายิวที่เขาถือกันมาแบบเคร่งคัดก่อนศาสนาคริสอีก นั้นคือ วันเสาร์

ถูกแล้วครับ แต่ไม่ได้สำคัญว่า วันเสาร์หรือวันอาทิตย์ ถูกต้องตามธรรมบัญญัติ ความสำคัญอยู่ที่ เราไม่ได้ไปโบสถ์เพราะตามธรรมบัญญัติให้ถูกต้อง เราไปโบสถ์เพื่อไปหาเพื่อน ไปสามัคคีธรรมครับ ไปแบ่งปันความรัก และความหวังใจที่มีอยู่ให้แก่กันและกัน หนุนจิตใจกันครับ :)

ถ้าตามบทบัญญัติ และตามสัญญาแบบเดิมของพระเจ้า คุณพูดถูกแล้วครับ คนที่จะรอดได้นั้นมีน้อยเหลือเกิน ต้องดีจริงๆ ถึงจะรอดได้ ผมอยากบอกมากกว่านั้นว่า ถ้าตามนั้นแล้ว ไม่มีใครรอดได้เลยต่างหาก

พวกเราทุกคนก็เหมือน นาย ก. และนาย ข.พร้อมกัน คือผิดทั้งหมด ไม่ว่ามากหรือน้อย ใหญ่หรือเล็ก แต่เรามีสิทธิ์เลือกเป็น นาย ก. ครับ เพราะเส้นเราใหญ่มากจริงอย่างที่คุณว่า เพราะเส้นก๋วยจั๊บของเราคือพระเยซูครับ เมื่อพระเยซูยอมตามเพื่อบาปของคุณ ก็คือพระองค์ชำระล้างบาปของคุณ ทำให้เมื่อพระเจ้าติดสินคุณ พระเจ้าไม่ได้ตัดสินที่การกระทำของคุณอีกต่อไป เพราะได้ตัดสินไปแล้ว มีคำพิพากษาออกมาแล้ว คำพิพากษานั้นแจ้งความผิด แล้วออกคำพิพากษาลงโทษให้ ตาย มติมีออกมาแล้วเป็นเอกฉันท์ให้คุณตาย เพราะความผิดบาป (โรม 6:23) เมื่อคุณต้องคำพิพากษา คุณก็ต้องรับโทษตาย คือตายนิรันดร์ นั่นเอง เพราะการกระทำของเรา

แต่ทีนี้ เรื่องดูเหมือนจะจบ แต่ยังไม่จบ พระเจ้าได้ให้คำมั่นในพระคัมภีร์บอกเราว่า เราได้ตายแล้ว แต่เพราะพระเจ้าทรงพระกรุณาชำระเรา ให้เราบังเกิดใหม่ คือโดยความรักของพระองค์ พระองค์ยอมตายแทนเรา เพื่อรับโทษแห่งคำพิพากษาที่ว่านั้นเสียเอง คราวนี้จึงเกิดการ “ตายแทน” คือรับโทษทัณฑ์ แทนเรานั่นเอง เพื่อจะนำเอา โทษแห่งบาป ที่เกิดจากเรานั้น ออกไปจากเสียหมดสิ้น พูดง่ายๆคือ “เจ๊ากัน” กับพระเจ้านั่นเอง

พระเจ้ากับเราเมื่อก่อนเป็นศัตรูกัน เพราะความบาปผิด แต่ตอนนี้ “เจ๊ากัน” คือไม่ติดหนี้กันแล้วนั่นเอง พระคัมภีร์ใช้คำว่า “คืนดี” กันครับ

คุณได้คืนดีกับพระเจ้าโดยพระเยซู โดยเส้นพระเยซูที่คุณว่า คุณจึงรอดไปได้โดยพระเยซู ไม่่ใช่การกระทำของคุณเอง และไม่มีวันจะเป็นอย่างนั้นได้ เพราะคุณรอดด้วยความเชื่อเช่นนั้น

ความเชื่อบอกคุณว่า พระเยซูชำระล้างบาปคุณสิ้น
แต่ตัวเองบอกคุณว่า ผมยังเต็มไปด้วยบาป

คุณอยากเชื่อใคร เชื่อตัวเอง หรือ เชื่อพระเยซูตามที่พระคัมภีร์บอก สิ่งเดียวที่ทำให้คุณตายได้คือบาป แล้วบาปถูกชำระออกไปสิ้นจากคุณ ไม่จดจำอีกเลย (ฮิบรู 8) ถ้าบาปยังไม่หมด เราก็จะตายเพราะบาป เพราะบาปทำให้เราตายจากพระเจ้า ตายฝ่ายวิญญาณ แยกเราออกจากพระเจ้า

คำถามที่น่าคิด แทนที่จะถามว่า ใครจะรอดไปได้ เพราะยังทำความผิดบาป หรือจะถามว่า เมื่อไรเราจะเอาชนะบาปได้ หรือ ฉันต้องเอาชนะบาปได้อย่างไร น่าจะกลับไปถามว่า:

บาปคุณถูกชำระล้างหมดหรือยัง?

คุณเป็นคนชอบธรรมหรือยัง?

Leave a Reply

3 Comments

  • หล่อฟาด

    Nov 01, 2010

    Reply

    หล่อฟาดคิดว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้ เกิดขึ้นมาจากความกลัวสูญเสียความรอด ผู้นำกลัวสมาชิกจะหลงหาย พี่เลี้ยงกลัวน้องเลี้ยงออกจากทางของพระเจ้า ผู้เชื่อเองก็กลัวว่าตัวเองจะทำผิดและหล่นจากมาตรฐานของพระเจ้า หล่อฟาดคิดว่าผู้เชื่อมักจะพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์มากที่สุดเพื่อรับรองความมั่นใจในวันพิพากษา ความกลัวก่อให้เกิดความเคร่งครัด ความเค่งครัดจะให้ความรู้สึกมั่นใจในความรอดได้มากขึ้น คนที่ปกปิดบาปได้เก่งจะเคร่งศาสนาได้ดีกว่าคนที่อ่อนแอ ฉะนั้นคนที่ปกปิดบาปได้เก่งจะอยู่ทน.......นำไปสู่ข้อสรุปว่าเติบโต เกิดผล คนอ่อนแอจะเหน็ดเหนื่อยและอยู่ไม่นาน........นำไปสู่ข้อสรุปว่า หลงหาย ชีวิตใช้ไม่ได้

  • admin

    Nov 01, 2010

    Reply

    ตอบได้โดน น่าจะให้มาเป็น webmaster อิอิ

  • mm

    Nov 04, 2010

    Reply

    คุณคงศักดิ์ และ หล่อฟาดสบายดีนะครับ มนุษย์เราถูกล่อลวงให้สนใจเรื่องหยุมหยิม เช่น วันไหนเป็นวันสบาโต วันนมัสการที่แท้จริงคือวันไหน เราต้องมีท่าทียังไงกับพระเจ้า เราควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร ๆลๆ แต่ไม่มีใครสนใจว่า ฉันยังมีบาปหรือไม่ บาปของฉันได้รับการอภัยหรือยัง ซาตานหลอกมนุษย์ง่ายๆ แค่เรื่องเดียว เบี่ยงเบนความสนใจของมนุษย์ไปจากเรื่อง การอภัยบาปชั่วนิรันดร์ แค่นี้ซาตานก็นั่งเชิดมนุษย์ให้สนใจเรื่ืองอื่นกันอย่างสนุกสนาน ซาตานทำงานเลียนแบบพระเจ้าด้วย พระเจ้าอภัยบาปมนุษย์ในครั้งเดียว แต่ซาตานให้มนุษย์ขอการอภัียเรื่ือยๆ พูดถึงธรรมบัญญัติ คนส่วนมากก็ไม่เข้าใจ มีคนสองแบบ เมื่อคิดถึงธรรมบัญญัติ คนแบบที่ 1 ฉันต้องรักษาให้ได้ คนแบบที่ 2 ฉันรักษาไม่ได้แน่นอน คนแบบไหนที่จะได้รับความเมตตา คนแบบไหนที่จะร้องขอความเมตตา คนแบบที่ 2 ใช่ไหม มีพระคำที่พูดเรื่อง สามีภรรยา ว่า ถ้า ภรรยาตายไป สามีก็มีภรรยาใหม่ได้ ไม่ถือว่าล่วงประเวณี เราลองคิดเรื่องนี้ เป็นเรื่อง ธรรมบัญญัติดูสิ เมื่อก่อน เรามีภรรยา คือ ธรรมบัญญัติ แต่ตอนนี้ ภรรยานี้ตายไปแล้ว เรามีภรรยาใหม่ คือ พระคุณ แบบนี้จึงจะถูกต้อง ถ้าเราถือทั้งธรรมบัญญัติ และพระคุณพร้อมกัน เราก็กำลังล่วงประเวณีอยู่ เรามีภรรยาสองคนพร้อมกันไม่ได้ ผมพูดแบบนี้คนก็จะบอกว่า ผมมั่ว เอาเรื่องนี้มาโยงกันได้อย่างไร แต่ผมไม่ได้มั่ว เพราะ มันอยู่ในพระคำ โรม 7 ข้อ 1-3 "ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ท่านไม่รู้หรือ(ข้าพเจ้าพูดกับคนที่รู้ธรรมบัญญัติแล้ว)ว่า ธรรมบัญญัตินั้นมีอำนาจเหนือมนุษย์ ก็เฉพาะตอนที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น เป็นต้นว่า ผู้หญิงที่สามียังมีชีวิตอยู่นั้น ต้องอยู่ในกฏประเพณีสามีภรรยา แต่ถ้าสามีตาย ผู้หญิงนั้นก็พ้นจากกฏนั้น ฉะนั้นถ้าผู้หญิงนั้นไปหลับนอนกับชายอื่นในเมื่อสามียังมีชีวิตอยู่ นางก็ได้ชื่อว่าเป็นหญิงล่วงประเวณี แต่ถ้าสามีตายแล้ว นางก็พ้นจากกฏประเพณีสามีภรรยา แม้นางไปหาชายอื่น ก็หาผิดประเวณีไม่" พระคำนี้ไม่ได้สอนเรื่องชีวิตคู่นะครับ แต่เปรียบเทียบให้เห็นเรื่อง ธรรมบัญญัติ พระเจ้าทำให้ธรรมบัญญัติตายไปจากเรา เพื่อให้เราตกเป็นของพระคริสต์ "เช่นนั้นแหละ พี่น้องทั้งหลาย ท่านทั้งหลายได้ตายจากธรรมบัญญัติทางพระกายของพระคริสต์ เพื่อท่านจะได้ตกเป็นของผู้อื่น คือ ของพระองค์ผู้ทรงฟื้นขึ้นจากความตายแล้ว เพื่อเราทั้งหลายจะได้เกิดผลถวายแด่พระเจ้า"(โรม7:4) คนที่ยังไม่หมดจากความบาป ก็เพราะ ธรรมบัญญัติยังไม่ตายไปจากเขา เขาเข้าใจว่า การไม่รักษาธรรมบัญญัติ จะทำให้เขาทำบาปง่ายมากขึ้น นั่นเป็นเพราะ เขาไม่รู้จักตัวเอง เขาไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง เพราะ เขารักษาธรรมบัญญัติมาตั้งแต่เกิด ธรรมบัญญัติบางอย่างที่เขาทำได้ ทำให้เขาคิดว่า เขาเป็นคนดีได้ ซาตานเอาธรรมบัญญัติมาเป็นช่องทางหลอกมนุษย์ ถ้ามนุษย์ทำดีได้ มันก็หลอกว่า พระเจ้าชอบ ถ้ามนุษย์ทำบาป มันก็หลอกว่า พระเจ้าจะลงโทษ ทุกคนตกอยู่ใต้อำนาจของซาตาน ผ่านทางธรรมบัญญัติ "เพราะว่าบาปได้ถือเอาพระบัญญัตินั้นเป็นช่องทางล่อลวงข้าพเจ้า และประหารข้าพเจ้าให้ตายด้วยพระบัญญัตินั้น"(โรม7:11) คนที่ยังไม่เข้าใจเรื่องธรรมบัญญัติ จึงไม่สามารถได้รับการชำระบาปและบังเกิดใหม่ได้ เพราะ เหตุนี้เอง