Wisdom of Life

พระคริสต์เป็นศูนย์กลาง

เนื่องจากคุณ A.J ถามมาในหัวข้อ “ตอบคำถามคุณ A.J ครับจาก บอร์ดคริสตจักรใจสมาน” และคุณ A.J มีคำถามต่อ แต่เนื่องจากเป็นคำถามที่ดี และเห็นว่าในการที่จะตอบคำถามเหล่านั้น เสมือนประหนึ่งพูดเรื่องหัวข้อใหม่เลย จึงตัดสินใจใช้ หัวข้อใหม่นี้ว่า “พระคริสต์เป็นจุดศูนย์กลาง” (Christ Centered) เพื่อตอบคำถามเหล่านั้นครับ โดยคำถามคุณ A.J มีดังนี้ครับ

1.ความเชื่อ..มีขนาดไหม? เชื่อแบบไหน? ถึงไม่ตกขอบ หรือล้ำเส้น?

2.ความเชื่อกับแนวจิตวิทยา เช่น คิดบวก พูดบวก  มองบวก? อะไรอย่างนี้ (ซึ่งเวลานี้โลกกำลังนิยม) เหมือนกับความเชื่อ  (ในพระคริสต์) หรือแตกต่างกันอย่างไร?

3.คำเทศนาเรื่องความเชื่อ.. เรื่องการหายโรค และ เจริญรุ่งเรือง (ร่ำรวย) คุณคิดอย่างไร? ถูกต้องตามหลักพระคัมภีร์ใหม่หรือไม่? อย่างไร?

4.การรับใช้..ที่คจ…หนุนใจ เร้าใจ (จนบางคนไม่มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัว) มีความเห็นอย่างไร

ตรงไหน? จึงจะเรียกว่า พอดี พอเหมาะกับการรับใช้ หรือใช้ของประทาน

เอาแค่นี้ก่อน เชื่อว่าทั้งคำถาม และคำตอบ จะเป็นประโยชน์ ต่อคจ. คต.ที่แสวงหาอยู่ ขอบคุณสำหรับ คำตอบล่วงหน้า ขอพระเจ้าอวยพร

ตอบเลยน้าาาาาคุณ A.J ตั้งใจอ่านนะคร๊าาาาบบบ

1.ความเชื่อ..มีขนาดไหม? เชื่อแบบไหน? ถึงไม่ตกขอบ หรือล้ำเส้น?

ตอบ:

ความเชื่อไม่มีขนาดหรอกครับ คริสเตียนเข้าใจผิดว่ามีโดยใช้ข้อพระคัมภีร์สักสองข้อกระมังครับ?? ที่ไม่ตรงกับบริบทการสอนเลย และยกขึ้นมาบอกว่า เราต้องมีความเชื่อ “มาก” หรือ “น้อย” โดยอนุมานเป็นปริมาณในใจ แต่ปริมาณที่ว่านี้ไม่มีเหตุผลทางพระคัมภีร์สนับสนุนเลยครับ และวัดไม่ได้ด้วยว่า ปริมาณ  “แค่ไหนเรียกว่ามาก” และ “แค่ไหนเรียกว่าน้อย” อาจารย์ที่สอนเอาอะไรวัดครับ? ไม้บรรทัดหรือเครื่องชั่ง?  แล้วมักจะพูด “ฝัง” คริสเตียนว่า “น้องเอ๋ย ขอพระเจ้าเพิ่มเติมความเชื่อให้น้องนะ น้องจะได้เอาชนะบาปเรื่องนี้ได้” ไปกันใหญ่เลยคราวนี้  น้องคนนั้นก็รับเอาความรู้เท็จนี้เข้าไปในใจทันทีและคิดทันทีว่า “เรามันผู้เชื่อน้อย แค่นี้ก็เอาชนะบาปแค่นี้ได้ เรามันไม่ไหวเลย เนาะ” ยิ่งอกหัก ยิ่งซ้ำซาก ยิ่งซ้ำเติม ย่ิงใจสลายครับ นี่คืออีกรูปแบบหนึ่งของธรรมบัญญัติ เพื่อฝัง และ ประนาม

ในความคิดของผม

ความเชื่อนั้นไม่ใช่การ  “ทึกทัก”  และความเชื่อไม่ใช่ “คาดหวัง”

ความเชื่อคือ “ยอมจำนน” และ “ปล่อยวาง”

ต่างกันนะครับ!

ต่างยังไงครับ!

ความเชื่อแบบแรก ที่คริสเตียนส่วนมากชอบใช้นั้น มี ตัวเอง เป็นจุดศูนย์กลาง  (Man Centered)

ความเชื่อแบบที่สอง มีพระเยซูเป็นจุดศูนย์กลาง (Christ Centered)

คุณ A.J. ฟังดีๆนะครับ

ความเชื่อแบบแรก “ทึกทัก” และ“คาดหวัง”

ความเชื่อไม่ใช่การทึกทักเอาว่า ถ้าเราทำอย่างใด และพระเจ้าจะตอบสนองอย่างใด  การทึกทัก เช่น “ถ้าผมอธิษฐานมากขึ้น…พระเจ้าจะช่วยผมมากขึ้น” หรือ  “ถ้าคุณถวายมากขึ้น…พระเจ้าจะอวยพรมากขึ้น” หรือ “ถ้ามาโบสถ์ทุกวัน…พระเจ้าจะเสริมกำลัง”  แล้วอันนี้ผมเจอบ่อย “ถ้าคุณถวายทศางค์ด้วยความสัตย์ซื่อ พระเจ้าจะสัตย์ซื่อกับคุณและ.. พระเจ้าจะอวยพรธุรกิจของคุณให้ดียิ่งขึ้นอีก” ร้ายกว่านั้น “ถ้าคุณนมัสการแบบนี้…คุณจะเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น  (คุ้นๆเนอะ)

คุณ A.J เห็นไหมครับ ทั้งหมดนี้ขึ้นต้นด้วยอะไรครับ “ผม หรือ คุณ” และกลับลงท้ายด้วย “พระเจ้า” คุณมาก่อนเสมอ สมการแบบนี้มาจากไหนครับ เราทำไมโอหังจัง! และความเชื่อแบบนี้ “คาดหวัง”  ตลอดครับ ว่าพระเจ้าจะทำแบบนั้น แล้วถ้าไม่ตามนั้นล่ะ โอย..ยังไม่พอ ยังอธิษฐานไม่พอ ยังมีความเชื่อไม่พอ ยังไปโบสถ์ไม่พอ ต้องพยายามอีก แล้วพระเจ้า เมื่อถึงจุดหนึ่งพระเจ้าจึงจะให้ตามที่ “คาดหวัง” ตายเลย กลับตาลปัตร! เอามาจากไหนเนี่ย แต่ก็สอนกันอยู่ทุกวันร่ำไป ความเชื่อแบบไม่เรียกว่าความเชื่อครับ เป็นความรู้สึกเฉยๆ ความรู้สึกทึกทัก และคาดหวัง ความรู้สึกแบบนี้มีตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง (Man Centered) และพระเจ้าโคจร (Revolve) อยู่รอบสิ่งที่เรา “ปฏิบัติกระทำ (works)”

ความเชื่อแบบที่สอง “ยอมจำนน”  และ “ปล่อยวาง”

ความเชื่อนั้นมีพระคริสต์เป็นจุดศูนย์กลางเสมอ ยอมจำนนต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าเสมอ พระเยซูคริสต์เป็นตัวอย่างที่สวนเกทเสมนีครับ พระองค์ไม่ต้องการขึ้นกางเขน และอธิษฐานจนเหงื่อเป็นเลือด  แต่พระองค์อธิษฐานว่า “เหตุการณ์ (ขึ้นกางเขน) นี้ไม่สามารถพ้นไปได้ก็ไม่เป็นไร ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์เถิด” พระองค์ยอมจำนน และ ไม่ ทึกทัก คาดหวังสิ่งใด พระองค์ “ปล่อยวาง” และยอมมอบชีวิตไว้ใต้น้ำพระทัยพระเจ้า และพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้าเสมอ

คริสเตียนเมื่อรับเชื่อพระเจ้าครั้งแรกก็ดี ถ้าเป็นความเชื่อแบบยอมจำนนอย่างนี้ และยอมรับว่าตัวเองเป็นคนบาป และ เป็นคนตาย ต้องการอภัยโทษ และต้องการชีวิต และจำนนว่าตัวเองช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  และยอมให้พระคริสต์เข้ามาเป็นเจ้าของชีวิต เป็นพระเจ้า และเป็นเจ้านาย ถ้าเร่ิมต้นอย่างนี้…ความเชื่ออย่างนี้ก็จะติดไปด้วยครับ เมื่อเวลาดำเนินชีวิตคริสเตียนก็จะดำเนินด้วยความเชื่อแบบนี้ เช่นเดียวกัน คือ ยอมจำนน และ ปล่อยวาง ความเชื่อแบบนี้พูดว่า “ถ้าสิ่งนี้เป็นไปตามน้ำพระทัยพระองค์.. .ผมยินดียอมรับทุกอย่าง และดำเนินชีวิตต่อไปด้วยความไว้วางใจ” หรือ “ถ้าพระเจ้าจะให้ผมมีธุรกิจที่ดีขึ้นหรือด้อยลง… ผมยินดียอมรับทุกอย่าง และพร้อมจะดำเนินชีวิตด้วยความไว้วางใจต่อไป”  ความเชื่อแบบนี้ ให้พระเจ้า “เร่ิมต้น” และ “คุณหรือผม” ลงท้าย นี่คือสมการที่ถูกต้องครับ  ความเชื่อแบบนี้มีพระคริสต์เป็นจุดศูนย์กลาง (Christ Centered) และเราโคจร (Revolve) อยู่รอบสิ่งที่พระเจ้า “ทำให้เรา”

แจ่มไหมครับ!

2.ความเชื่อกับแนวจิตวิทยา เช่น คิดบวก พูดบวก  มองบวก? อะไรอย่างนี้ (ซึ่งเวลานี้โลกกำลังนิยม) เหมือนกับความเชื่อ  (ในพระคริสต์) หรือแตกต่างกันอย่างไร?

3.คำเทศนาเรื่องความเชื่อ.. เรื่องการหายโรค และ เจริญรุ่งเรือง (ร่ำรวย) คุณคิดอย่างไร? ถูกต้องตามหลักพระคัมภีร์ใหม่หรือไม่? อย่างไร?

ตอบครับ:

(แต่ก่อนตอบขอถอนหายใจแรงๆ หน่อยเพื่อระงับความโกรธ ไม่ได้โกรธคุณ AJ นะครับ แต่โกรธแนวคิดแบบนี้ครับ!)

Positive Thinking การคิดแง่บวก  ก็ดี Healing Gospel การประกาศโดยการรักษาโรค ก็ดี หรือ Prosperity Gospel  มีแนวคิดเร่ิมต้นมาจาก การคิดแง่บวก มองบวก พูดบวก ทำบวก และ การรักษาโรค หรือ เมื่อเชื่อพระกิตติคุณจะร่ำรวย เพราะพระเจ้าร่ำรวยและพร้อมจะอวยพรให้ก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็น ความเท็จทั้งสิ้นครับ!

โอ้โห เอางี้เลยเหรอพี่? เอางี้แหละครับ!  ผมชอบเอาตรงๆ ไม่ชอบหน่อมแน้มครับ!

1 โครินธ์ 15 อาจารย์เปาโลพูดถึงพระกิตติคุณที่ช่วยให้รอดได้ Gospel that saves ไว้ดังนี้ครับ: พระกิตติคุณที่ช่วยให้รอดได้นั้น คือที่พระคริสต์ ตายบนไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และคืนพระชนม์ (Death, Burial, and Resurrection) เท่านั้นครับ นี่คือพระกิตติคุณที่ช่วยให้รอดได้ นอกเหนือจากนี้ไม่มีพระกิตติคุณอื่นอีกในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ครับ และใครก็ตามที่เพิ่มเติมเข้าไปในข่าวดีนี้อีก หรือ  ลดบางอย่างออกเพื่อเติมสิ่งใหม่เข้าไป ก็ไม่ใช่พระกิตติคุณแท้ครับ

ผู้ที่ประกาศโดยใช้วิธีการอย่างนี้ Prosperity Gospel  ก็ใช้พระกิตติคุณหากิน และมีคนถวายให้แก่เขาเป็นอันมาก คนพวกนี้ร่ำรวยครับ ขับรถหรูราคาแพง ซึ่งก็ได้มาจากเงินถวายของคนหาเช้ากินค่ำ ผู้ประกาศแบบนี้ไม่ได้ประกาศพระกิตติคุณที่ช่วยให้รอด ครับ แต่ประกาศ “ลัทธิ” ที่ไม่มีพระคัมภีร์สนับสนุน หรืออาจมีแค่ 2-3 ข้อ และทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่ใช้ นอกบริบท โดยข้อที่ใช้กันเป็นหลักก็คือ 2 โครินธ์  8:9 หรือ 2 โครินธ์ 9:10-11 เป็นต้น แต่ไม่ได้พิจารณาบริบทถึงแห่งการสอนของอาจารย์เปาโล โดยข้อเหล่านี้มีบริบทคำสอนคือ “การถวายด้วยเสรีภาพตามพระวิญญาณ การให้แก่คนยากจนโดยไม่มีกฏบังคับ และไม่ฝืนใจ” ไม่ใช่ เอาสองข้อ และสรุปว่าเป็นการสอนเรื่อง “พบพระเจ้าทำให้ร่ำรวย” และก็ไม่เคยสามารถเอาพระคัมภีร์อื่นๆมาสนับสนุนอย่างเช่นบริบทของการ “ไม่รักเงินทอง” ใน 1 ทิโมธี 6 เอาเถอะครับ ผมว่าฝากใว้กับพระเจ้าก็แล้วกัน

ผู้ประกาศโดยใช้การรักษาโรคครับ ตอนที่พระเยซูรักษาโรคนั้น  ใช้การอัศจรรย์ซึ่งไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่าเป็นตัวล่อเป้า ทำให้คนเข้ามารับเชื่อ แต่ไม่รู้เชื่ออะไร เชื่อการรักษาโรค เชื่ออาจารย์ผู้มี “อิทธิฤทธิ์” และพอ กลับเป็นโรคอีก ก็หายไป ครับ เมื่ีออาจารย์กลับบ้าน เขาก็เหมือนเดิม เพราะว่ามา “ไม่ถึง” พระเยซูคริสต์ มาถึงแค่ “การอัศจรรย์” เท่านั้น เมื่อผมตอบแบบนี้คนที่ไปชุมนุมกันก็จะว่าผมทันทีครับว่า “คุณมีความเชื่อน้อย เลยไม่มีวันเห็นการอัศจรรย์ของพระเจ้าหรอก” ผมก็จะตอบอย่างข้างบนที่ตอบไปน่ันแหละครับ ว่าความเชื่อแท้จริงคืออะไร ใครเร่ิมต้น ใครตอบสนอง และเขาก็จะว่า “อาจารย์คนนี้มีความรู้มากมายนะ เดินทางไปทั่วโลก ไปรักษาในพระนามของพระเยซู พระเจ้าแต่งตั้ง คุณจะดูหมิ่นผู้เผยพระวจนะที่พระเจ้าแต่งตั้งหรือ? คุณจะขัดกับผู้เผยพระวจนะหรือ? แล้วคุณเป็นใคร?”  แล้วคราวนี้ก็คุยกันยาวเลยครับ และผมก็จะใช้ ฮิบรูบทที่ 1:1-4  ครับ “ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรัสด้วยวิธีต่างๆ มากมายแต่บรรพบุรุษ…แต่ในวาะสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร ..พระบุตรทรงเป็นแสงสะท้อน…เป็นพิมพ์เดียวกันกับพระองค์..” พระคริสต์คือการเปิดเผยสุดท้าย แล้วครับ (last revelation) ถ้ามีการเปิดเผยโดยผู้เผยพระวจนะ หรือ ผู้วินิจฉัยอื่นอีก ก็แปลว่าพระเจ้าโกหก พระเยซูคริสต์ยังไม่เพียงพอต่อความรอด! ท้ายที่สุดเขาต้องตอบคำถามนี้ผมให้ได้ครับว่า “คุณทำอย่างนี้เพราะว่าพระเยซูคริสต์ไม่เพียงพอใช่ไหม” ซึ่งเขาไม่กล้าตอบว่า “ใช่” หรอกครับ! ส่วนมากตอบว่า “ไม่ใช่” ผมก็ถามอีกว่า “ในเมื่อพระเยซูคริสต์เพียงพอ แล้วคุณทำอีกทำไม?” “ในเมื่อพระคริสต์เพียงพอและพระเจ้าพูดจริงตามพระคัมภีร์ แล้ว “คุณเป็นผู้เผยพระวจนะอีกได้อย่างไร ใครแต่งตั้ง? ในเมื่อพระเจ้าไม่แต่งตั้งอีกแล้ว” คราวนี้ก็ตอบไม่ได้แล้ววววว แล้วยังมี พระธรรมเอเฟซัส 1:19-23 ตอกย้ำอีกครับว่า พระเยซูคริสต์ เท่านั้น ไม่มีใครอื่นอีกที่พระเจ้าใช้มาในยุคนี้เพื่อถึงความบริบูรณ์ (Completion)  แล้วโคโลสี 1:15-19 พระเยซูคริสต์เป็นการเปิดเผยที่บริบูรณ์ที่สุดแล้ว นำมนุษย์ให้กลับคืนดีกับพระเจ้าได้แน่นอน ไม่ต้องการเสริมอื่นใดนอกเหนือจากนี้อีก

อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับการรักษาโรค ผมไม่ได้ปฏิเสธการรักษาโรคนะครับ ผมเชื่อว่าถ้าพระเจ้าจะรักษาคุณด้วยความรักและตามน้ำพระทัยของพระเจ้า พระองค์ก็จะทำได้เองทุกที่ครับ ไม่ต้องไปประชุมกันที่ใดที่หนึ่ง พระเจ้าจึงจะสำแดงเดช   อีกทั้งยังมีคนมากมายที่รักพระเจ้า และเชื่อในพระเยซูคริสต์ที่พระเจ้ามีน้ำพระทัยให้เขาไม่หาย และตายจากร่างกายนี้ไป ก็เป็นพระคุณพระเจ้า เป็นน้ำพระทัยครับ เราโคจรอยู่รอบๆสิ่งที่พระองค์ทำ  การที่เรา “ทึกทัก” ว่าพระเจ้าอยู่ที่นี่เพราะคนๆหนึ่ง และพระเจ้าจำสำแดงฤทธิ์ ถ้าคุณมาร่วมประชุมที่นี่หรือที่ไหน ๆ สำหรับผม คุณได้ลดทอนสิทธิอำนาจของพระเจ้า และดูถูกฤทธิ์เดชของพระองค์ครับ!  คนเหล่านั้นกระทำการเหมือนประหนึ่งว่า พระเจ้าเป็นยักษ์อะลาดินที่อยู่ในตะเกียงวิเศษ เมื่อถึงคราวเรียกใช้ก็จะออกมาตามคำสั่งของอาละดิน แล้วก็มาทำอะไรก็ได้ที่ “ผู้นำ” นั้นให้กระทำ ผมอยากจะจับมาเขย่าหัวเสียจริงๆ จะได้ฉุกคิดได้

ประการสุดท้าย (ยังไม่หายคัน)  ผมอ่านพระวจนะมาก็มากพอควร และพันธสัญญาใหม่ก็อ่าน ผมไม่เคยได้ผ่านตาเลยครับ ว่าเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ สวมทับแล้ว จะ “กระแทกให้ล้มลง” และก็มีเสียงจากปากว่า “ปึ้ม” ผมเห็นแล้วจะประสาทกินครับ! ตามที่ผมได้เรียนจากพระวจนะของพระเจ้า ทั้งจดหมายฝากทั้งหมด พระวิญญาณบริสุทธิ์ “ไม่ทำให้ล้มลง” หรอกครับ มีแต่ “ทำให้ลุกขึ้น” “ ฟื้นขึ้นมาจากความตายฝ่ายวิญญาณครับ” นี่ต่างหากมีข้อพระคัมภีร์สนับสนุนมากมาย ไอ้ที่ทำให้ล้มลงผมบอกไม่ได้ครับว่าพระวิญญาณอะไร?

Positive Thinking มีจุดยืนอยู่ที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่พระเจ้า เมื่อเราคิดบวก ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นบวก ซึ่งไม่ได้เกิดกับทุกคนครับและไม่มีพระคัมภีร์สนับสนุนเลย แม้แต่น้อย พระเจ้าจะตอบสนอง และโคจร อยู่กับการคิดบวกของเรา นี่ก็ไร้สาระ (non sense) เหมือนกันครับ!

ขอให้เรายืน และยึดมั่นอยู่ฐานบนพระกิตติคุณที่ช่วยให้รอดได้ ตาม 1โครินธ์ 15:1-4 และถ้ามีกิตติคุณอื่น ผมไม่รับประกัน และไม่เชื่อว่าจะรอดได้ครับ อาจมาแค่แป๊ปเดียว และพอ “สิ่งจูงใจ” หรือ “ตัวล่อเป้า”  หายไป เขาก็จะหายไปตามด้วย

4.การรับใช้..ที่คจ…หนุนใจ เร้าใจ (จนบางคนไม่มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัว) มีความเห็นอย่างไรตรงไหน? จึงจะเรียกว่า พอดี พอเหมาะกับการรับใช้ หรือใช้ของประทาน

พระเยซูตรัสว่า งานของพระเจ้าคือวางใจในพระบุตรของพระองค์ครับ แปลว่าอะไร แปลว่าเมื่อเราวางใจในพระบุตรของพระเจ้า ไม่ว่าจะทำสิ่งใด เราได้รับใช้พระเจ้าแล้วครับ เราดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อในสิ่งที่พระองค์ทำ ยึดดำเนินด้วยพระคุณพระเจ้า งานของพระเจ้าจะค่อยๆปรากฏออกมาโดยธรรมชาติ โรม 12:1 ถวายตัวของท่านให้โบสถ์เหรอครับ หรือให้พระเจ้า เราถวายตัวให้พระเจ้า เป็นของพระองค์  เรารับใช้ตามพระวิญญาณของพระองค์เร้าใจภายใน ไม่ใช้คริสตจักรหรือมนษย์เร้าให้เราทำมากน้อย  เห็นไหมครับเมื่อไม่ได้ดำเนินตามกฏ แต่ตามพระวิญญาณก็จะเกิดเสรีภาพ มั่นใจในการทรงเรียกและทรงใช้ท่าน

แต่ถ้าไม่มีพระวิญญาณผู้นั้นก็ยังไม่เป็นของพระคริสต์​  (โรม 8:9) เมื่อยังไม่บังเกิดใหม่  ก็ยังไม่เป็นของพระองค์ยังไม่มีความรอด แค่ “ดูเหมือน” คริสเตียน เฉยๆ ครับ ดูภายนอกก็กระทำกิจกรรมเหมือนคริสเตียนทุกอย่าง ขยันขันแข็ง แต่ไม่มี “พระวิญญาณเร้าใจภายใน” และไม่มี เสรีภาพ ทำตามสิ่งที่เขาทำต่อๆกันมา ทำตามที่เห็นคนอื่นทำให้ดู และทำตามที่ได้รับมอบหมาย  เมื่อเป็นอย่างนี้ ข้างในว่างเปล่า ก็ต้องอาศัย กฏ และประเพณีบังคับ และก็ทำไปเหมือนงานชิ้นหนึ่งครับ สนุกสนานเป็นบางครั้ง น่าเบื่อเป็นบางที เต็มใจบางครั้ง ฝืนใจบางที แต่ก็ต้องทำเพราะกลัวถูก “ตราหน้า” แบบนี้จะเป็นการดำเนินชีวิตด้วยเสรีภาพในพระวิญญาณได้อย่างไร?  ลองอ่านบทความเรื่อง “นายหูหนวก กับนายหูดี” ใน blog นี้อีกครั้งครับ จะเข้าใจยิ่งขึ้น

คริสเตียนยุคแรกในพันธสัญญาใหม่ ไม่รู้จักคำว่า “โบสถ์นี้” หรือ “โบสถ์นั้น” นะครับ และเขาไม่ “ไป”คริสตจักร ด้วยครับ เขา “เป็น” คริสตจักรของพระคริสต์ที่เดินได้ครับ เมื่อเขาเจอกัน เขาไม่มีพิธีครับ ไม่มีตัวตึกอาคาร ไม่มีตั้งโต๊ะ ไม่มีเทศนา ไม่มีธรรมาสน์ ไม่มีพิธีระเบียบนมัสการหรอกครับ ไม่มีจุดเทียน ไม่มีศิษยาภิบาล ไม่มีศาสนาจารย์ ไม่มีเครื่องดนตรีเขาไม่รู้จัก (ลองนึกภาพพระธรรมกิจการดูสิ มีหรือเปล่า? เขามีพระคริสต์เป็นจุดศูนย์กลางเท่านั้น เขานมัสการด้วยชีวิตของเขา เป็นคริสตจักรเดินได้ ทุกที่ ทุกเวลา

มิหนำซ้ำ ยังเป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้อีกโดยมีคนไปค้นคว้ามาครับชื่อ George Barna เขาพบว่า พิธี  ก็ดี…ตึกอาคาร ก็ดี..การเทศนาก็ดี… ธรรมาสน์ก็ดี..ระเบียบนมัสการก็ดี..จุดเทียนก็ดี..ศิษยาภิบาล ก็ดี.. ศาสนาจารย์ก็ดี..เครื่องดนตรีก็ดี..ขั้นตอนการนมัสการก็ดี..การยกมือก็ดี..การหลับตาก็ดี..และอื่นๆอีกมากมายล้วนแล้วไป “ลอก” และไป “ยืม”  มาจาก  ผู้ไม่เชื่อหรือพวกนอกรีต (Pagan) ทั้งสิ้น และก็เป็นการปฏิบัติสือทอดกันมาเป็นประเพณีนิยม (Traditions) และแตกแขนงออกไปอีกมากมายหลายรูปแบบ (คงไม่ต้องบอกนะว่าแบบไหนบ้าง)

นาย George Barna เขียนหนังสือเรื่อง Pagan Christianity เป็นหนังสือวิชาการครับ มีเอกสารอ้างอิงทุกอย่างทางประวัติศาสตร์ หาอ่านดูได้ อ่านแล้วตกใจ! ตกใจว่า คริสเตียนกลายพันธ์จากยุคแรกแห่งพันธสัญญาใหม่ มาเป็นอย่างตอนนี้ได้ยังไง? พิสูจน์จริงว่ามนุษย์นั้น “ตกต่ำ” อยู่เสมอ และ “ยึดถือไม่ได้”

คริสตจักรของพระเยซูคริสต์นั้น ไม่ได้เป็น “กลไก” (Mechanic)  แต่เป็น “สรีระที่มีชีวิต”  (Organic)  ไม่ได้เป็นสถานที่  แต่เป็น การขับเคลื่อนครับ คริสตจักรของพระเยซูสมัยเมื่อเร่ิมแรกแห่งพันธสัญญาใหม่นั้น คือผู้เชื่อ ไม่ใช่สถานที่ เป็นผู้เชื่ออยู่ที่บ้านและแบ่งปันความรักและพระคุณที่พวกเขาได้จากการได้ดำเนินในพระวิญญาณบริสุทธิ์และที่พระคริสต์มีชีวิตอยู่ผ่านเขาทั้งหลาย ไม่เพียงเท่านั้นเขาเรียกรวมเป็นหนึ่งเดียว เช่นเมื่อเปาโลกล่าวถึง คจ.อันทิโอก ในความหมายของท่านคือ ผู้คนแห่งความเชื่อที่อาศัยอยู่ในเมืองอันทิโอกทั้งหมด ไม่ใช่สถานที่และกลไก และเป็นผู้เชื่อรากฐานที่ไม่มีสิ่งป้นเปื้อน แห่งประเพณี จารีต หรือธรรมเนียมต่างๆ (Traditions) แต่มีชีวิตอยู่ด้วยความชื่นขมยินดีในความรอดด้วยความเชื่อในพระเยซูทั้งสิ้น คริสตจักรถูกขับเคลื่อนด้วยการให้ ไม่ใช่การรับ คริสเตียนทั้งหมดไม่ได้มาเจอกันเพื่อรับ… แต่มาเพื่อให้..ไม่ได้มาเพื่อรับพลังแห่งการนมัสการ แต่มาเพื่อให้การนมัสการด้วยชีวิต ไม่ได้มาเพื่อรับพลัง แต่มาเพื่อให้พลัง ไม่ได้มาเพราะกฏแห่งวันสะบาโต (ที่เราเข้าใจผิด) แต่มาด้วยชีวิตในพระวิญญาณ ด้วยความปรารถนา ไม่ได้ถวายด้วยกฏหมายแห่งสิบลด  แต่ด้วยการให้ด้วยความเต็มใจ ไม่ได้มาฟังเทศนา แต่มาเพื่อแบ่งปัน ประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตโดยมีพระเยซูคริสต์มีชีวิตผ่านทางเขาทั้งหลายให้ซึ่งกันและกัน ไม่ได้มารับพระพรจากอาจารย์ตอนสุดท้ายก่อนกลับบ้าน แต่มาให้พระพรซึ่งกันและกัน

พวกเขาไม่ได้มาร้องเพลงเพื่อเกิดความใกล้ชิด เพราะเขารู้ว่าความรู้สึกไม่ได้ช่วยอะไร  เพราะว่าพระเยซูอยู่ในเขา เขาใกล้มากกว่านี้อีกไม่ได้ เพราะใกล้ที่สุดแล้ว ชุมชนแห่งความเชื่อจึงเป็นชุมชนที่ไม่มีสถานที่ แต่เป็นความขับเคลื่อนของพลังแห่งผู้คนที่มีพระเยซูคริสต์อาศัยอยู่ผ่านทางเขาเหล่านั้น นั่นแหละคือคริสตจักรของพระเยซูคริสต์ที่พระองค์สถาปนาไว้ใน มัทธิว 16:18-20

ถ้าเรามีคริสตจักรแบบนี้ ไม่มีคริสเตียนเหนื่อยหรอกครับ!

แหมคุณคงศักดิ์! แต่มันนานมาแล้วนะ  เราต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาสิ จะได้ทันกับโลกยุคโลกาภิวัฒน์… นั่นแน่ ผมว่าแล้ว…คุณต้องคิดเช่นนี้ แต่คริสตจักรของพระเจ้ามี  “พันธุกรรม” อยู่นะครับ และมีพันธุกรรมแบบอย่างนั้นก็บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ เราจะเลือกข้างตามพระคัมภีร์ หรือจะเลือกข้างตามพวก “นอกรีต” ที่เราไป “ลอก”เขามาล่ะครับ ลองคิดดู!

ความรู้เท็จ (errors) : ในพันธสัญญาเดิม มนุษย์เร่ิมต้นทำและมีส่วนในธรรมบัญญัติ และพระเจ้าตอบสนองต่อความสามารถในการประพฤติตามธรรมบัญญัติแก่มนุษย์ และเนื่องจากเข้าใจผิดเรื่องพันธสัญญาเดิมและใหม่ คริสเตียนบางท่านจึงผสมกัน และคิดในใจไปว่า เมื่อเรารอดแล้วด้วยความเชื่อ เราก็ต้องดำเนินชีวิตใหม่ โดยประพฤติตามธรรมบัญญัติ แต่ธรรมบัญญัติยุ่งยาก จึงตั้งกฏบัญญัติ ตั้งศาสศาสตร์ ขึ้นมาเอง และบอกว่า “ถ้าฉันทำดังนี้… พระเจ้าจะกระทำดังนี้….ให้ฉัน” (If I do this.., God will do this..for me) โดยมีฉันตั้งต้นเสมอ คริสเตียนที่สับสนกับพันธสัญญาเดิมจึงตั้งธงว่า พระเจ้าให้มนุษย์ทำ มนุษย์จึงเป็นผู้กระทำเร่ิมต้น  แล้วพระเจ้าจะตอบสนอง ในสิ่งที่มนุษย์ทำ การดำเนินชีวิตแบบนี้มี มนุษย์ เป็นจุดศูนย์กลาง (Man Centered) และพระเจ้าโคจรรอบมนุษย์

ความจริง (truth): ในพระกิตติคุณแห่งพันธสัญญาใหม่ พระเจ้าเป็นผู้เร่ิมต้น มนุษย์เป็นผู้ตอบสนอง พระเจ้าเร่ิมต้นรักเรา และประทานพระองค์เองให้แก่เรา เราทำได้อย่างเดียวคือสนองพระคุณนั้น ด้วยความเชื่อไว้วางใจได้เท่านั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดีหรือไม่ดีอย่างไร ไว้วางใจพระเจ้าไปจนสุดปลาย ยึดความเชื่อไว้ให้ม่ันจนสุดท้าย โดยไม่ได้โอหังถึงสิ่งที่ เรา จะทำอะไรให้พระเจ้าได้บ้าง เพราะมันไม่มีเลย เราจึงจะต้องบอกว่า “ถ้าพระเจ้าให้ฉันดังนี้..ฉันก็จะขอให้เป็นไปตามพระทัยพระเจ้า” (If this is God’s will, I will follow) โดยมีพระเจ้าตั้งต้นเสมอ ถ้าเราเข้าใจเช่นนี้ เราจะรู้ว่า พระเจ้าเป็นผู้เร่ิมต้น มนุษย์เป็นผู้ตอบสนอง และตอบสนองด้วยความเชื่อไว้วางใจ ปล่อยวางไว้กับพระองค์เสมอ การดำเนินชีวิตแบบนี้แหละ มีพระเจ้า เป็นจุดศูนย์กลาง (Christ Centered)  และมนุษย์เราโคจรรอบพระคุณของพระเจ้าครับ!

ท่านดำเนินชีวิตแบบไหน? ใครเป็นจุดศูนย์กลาง? ใครโคจรรอบใคร?


Leave a Reply

14 Comments

  • AJ

    Aug 21, 2009

    Reply

    ขอบคุณมาก คุณคงศักดิ์ แต่...ขัดข้องเล็กน้อย...ขอแย้งนิดหน่อย..... เรื่องความเชื่อ..มีขนาด เช่น เอเฟซัส4.7 แต่ว่าพระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราทุกๆคน ตามขนาดที่พระคริสต์ประทานให้ โรม 14 1 ส่วนคนที่ยังมีความเชื่อน้อยอยู่นั้น จงรับเขาไว้ แต่มิใช่เพื่อให้โต้เถียงกันในเรื่องความเชื่อที่แตกต่างกันนั้น โรม 15 1 พวกเราซึ่งมีความเชื่อเข้มแข็ง ควรจะอดทนต่อความเชื่อของคนที่เคร่งในข้อหยุมๆหยิมๆ และไม่ควรกระทำสิ่งใดตามความพอใจของตัวเอง 2 เราทุกคนจงกระทำให้เพื่อนบ้านพอใจ เพื่อนำประโยชน์และการพัฒนามาให้เขา เรื่องการหว่านมากได้มาก หว่านน้อยได้น้อย ใน2โครินธ์8 เรื่องการคิดบวก พูดบวก มองบวก ในฟิลิปปี4.8 เรื่องการอธิษฐาน พระคำสอนให้เรา จงขอแล้วจะได้ ยกตัวอย่างให้ดูหญิงหม้าย กับผู้พิพากษาอธรรมในมัทธิว ละ? เรื่องคจ. กับของประทาน ใน1โครินธ์14 เรื่องที่เราเป็นพระกาย และมีของประทานในการเผยวจนะด้วย ไม่ไช่ไม่เห้นด้วยนะ....แต่อยากให้อธิบายเพิ่มเกี่ยวกับพระคำที่ยกมาด้วย เพราะพระคัมภีร์ก็บันทึกไว้ อีกเรื่อง..คือความเชื่อ -ไว้วางใจ คือการรับใช้ และตอบสนองพระเจ้า แล้วเชื่อไว้วางใจเท่านั้นเพียงอย่างเดียวหรือ คต.ไม่ต้องประพฤติ หรือกระทำอะไรหรือ? ขอช่วยให้ชัดเจนกว่านี้ แล้วที่พระคัมภีร์ สอนเรื่องการดำเนินชีวิตคต.ละ! .คต.ต้องเป็นแสงสว่าง และเป็นเกลือ การเชื่อและวางใจ รวมถึงการดำเนินชีวิตคตด้วยหรือไม่? และคต.ควรรับใช้พระเจ้าด้วย ไม่งั้นของประทานต่างๆ จะทำยังไง? ขอพระเจ้าอวยพรมากๆ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ขอบคุณมาก คุณคงศักดิ์ แต่...ขัดข้องเล็กน้อย...ขอแย้งนิดหน่อย..... เรื่องความเชื่อ..มีขนาด เช่น เอเฟซัส4.7 แต่ว่าพระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราทุกๆคน ตามขนาดที่พระคริสต์ประทานให้ โรม 14 1 ส่วนคนที่ยังมีความเชื่อน้อยอยู่นั้น จงรับเขาไว้ แต่มิใช่เพื่อให้โต้เถียงกันในเรื่องความเชื่อที่แตกต่างกันนั้น โรม 15 1 พวกเราซึ่งมีความเชื่อเข้มแข็ง ควรจะอดทนต่อความเชื่อของคนที่เคร่งในข้อหยุมๆหยิมๆ และไม่ควรกระทำสิ่งใดตามความพอใจของตัวเอง 2 เราทุกคนจงกระทำให้เพื่อนบ้านพอใจ เพื่อนำประโยชน์และการพัฒนามาให้เขา เรื่องการหว่านมากได้มาก หว่านน้อยได้น้อย ใน2โครินธ์8 เรื่องการคิดบวก พูดบวก มองบวก ในฟิลิปปี4.8 เรื่องการอธิษฐาน พระคำสอนให้เรา จงขอแล้วจะได้ ยกตัวอย่างให้ดูหญิงหม้าย กับผู้พิพากษาอธรรมในมัทธิว เรื่องคจ. กับของประทาน ใน1โครินธ์14 เรื่องที่เราเป็นพระกาย และมีของประทานในการเผยวจนะด้วย ไม่ไช่ไม่เห็นด้วยนะ....แต่อยากให้อธิบายเพิ่มเกี่ยวกับพระคำที่ยกมาด้วย เพราะพระคัมภีร์ก็บันทึกไว้ อีกเรื่อง..คือความเชื่อ -ไว้วางใจ คือการรับใช้ และตอบสนองพระเจ้า แล้วเชื่อไว้วางใจเท่านั้นเพียงอย่างเดียวหรือ คต.ไม่ต้องประพฤติ หรือกระทำอะไรหรือ? ขอช่วยให้ชัดเจนกว่านี้ แล้วที่พระคัมภีร์ สอนเรื่องการดำเนินชีวิตคต.ละ! .คต.ต้องเป็นแสงสว่าง และเป็นเกลือ การเชื่อและวางใจ รวมถึงการดำเนินชีวิตคตด้วยหรือไม่? และคต.ควรรับใช้พระเจ้าด้วย ไม่งั้นของประทานต่างๆ จะทำยังไง? ขอพระเจ้าอวยพรมากๆ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    รอหน่อยนะ คุณ AJ กำลังเรียบเรียงคำตอบอยู่ ตอบง่ายครับ แต่ วันนี้ยุ่งมากครับ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    คุณ​AJ ครับ ผมอยากตอบวันนี้เพราะพรุ่งนี้กับวันอังคารผมคงจะยุ่ง อีนุงตุงนังแน่ๆ ครับ ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดีครับ ท่านพันธมิตรพ่นพิษมาถึงเชียงใหม่เลยครับ คุณ A.J ครับ ก่อนผมตอบ ผมขอบอกก่อนนะครับว่าเวลาผมอ่านพระคัมภีร์ ผมมี "เลนส์" ส่องนำตลอดนะครับ เมื่อเรามี "เลนส์" ถูก บริบทก็จะถูกด้วยครับ และที่เราอ่านก็จะเป็นรูปร่างรวม และจะเข้าใจชัดเจน ไม่เหมือน จิ๊กซอว์ที่กระจัดกระจายครับ เลนส์คืออะไร เลนส์คือ บริบท (Context) รวมของพระคัมภีร์ครับ เช่นถ้าเราอ่านพันธสัญญาใหม่ เลนส์คือ พระคุณเท่านั้น และไม่ใช่การกระทำ พระคุณเพียงพอเสมอ , พระเยซูคริสต์เป็นจุดศูนย์กลาง, การไถ่และการให้อภัยน้ันสิ้นสุดแล้ว และนิรันดร์ ถ้าเราอ่านพันธสัญญาเดิม เลนส์คือ การชำระบาปด้วยพิธี การปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ, ธรรมบัญญัติเป็นศูนย์กลาง พระเจ้าตอบสนองมนุษย์โดยใช้มาตรฐานแห่งธรรมบัญญัติ และการลงโทษ, การไถ่นั้นชั่วคราว เป็นต้น บริบทย่อยคือทั้งเล่มนั้น และย่อยอีกคือบทนั้น และข้อนั้น แต่ทั้งหมดต้องไม่ตีความเข้าข้างตัวเอง โดยขัดกับบริบทใหญ่ หรือ เลนส์ใหญ่นั่นเอง ผมยกตัวอย่างเช่น ผมอ่านฮิบรู 12:6 ว่า พระองค์รับผู้ใดเป็นบุตรพระเจ้าก็ตีสอนผู้นั้น ..จงรับและทนเอาเถอะ" ถ้าผมไม่มี เลนส์ แห่งพันธสัญญาใหม่ข้างต้น ผมก็ตีความว่า "ไอ้หยา พระเจ้าต้องทำโทษเราแน่เลย เพราะเราเพิ่งไปทำบาปมา เปิดเจอข้อนี้พอดี" แต่ถ้าผมมีเลนส์ ผมก็รู้ว่า การตีความต้องไม่ขัดกับบริบท และบริบทใหญ่คือการอภัยนั้นนิรันดร์ พระคุณของพระเจ้าพอสำหรับผมเสมอ และไม่มีการลงโทษอีก ผมก็จะเข้าใจว่า การตีสอน นี้ไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นการ ฝึกฝนให้เกิดระเบียบวินัย ในพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษใช้ว่า discipline ครับ ไม่ใช่ punishment (การลงโทษ) การฝึกฝนเตรียมเราเพื่อการต่อสู้ในภายหน้า แต่การลงโทษระบายใส่เราในสิ่งที่เราทำข้างหลังที่ผ่านมา ขอพระวิญญาณช่วยให้เราเข้าใจพระวจนะของพระเจ้ายามเราอ่านครับ เมื่อมีเลนส์บริบทที่ถูกต้องก็จะเข้าใจพระคัมภีร์ และพระคัมภีร์จะมีเหตุผลและไม่ขัดกันเองครับ พระคัมภีร์จะขัดกันเองได้อย่างไร เราต่างหากไม่เข้าใจ หรือเราอาจมีเลนส์อย่างอื่นมาทำให้มัวครับ เช่นเลนส์แห่งนิการบางอย่าง เลนส์แห่งพยานพระยะโฮวาห์ เขาตีความทีไร พระคริสต์ก็ไม่มีทางเป็นพระเจ้าครับ! พอเจอบางข้อแล้วอึ้งก็เลี่ยงบาลีไปประเด็นอื่น ผมคุยกับคนมีเลนส์พวกนี้แล้วเสียเวลาครับ ไปทำมาหากินหรือมาตอบคุณ A.J ดีกว่า อีกตัวอย่างก็ได้ครับ พระธรรมมาลาคีสอนเรื่องการฉ้อโกงพระเจ้า ถ้าไม่ถวายทศางค์ หรือทำตามกฏหมาย สิบชักหนึ่ง แต่พระธรรม 2 โครินธ์: 8-9 สอนเรื่องการถวายด้วยความยินดี ไม่ใช่สอนทศางค์ หรือสิบลด ถ้าอ่านโดยไม่มีเลนส์บริบทของแต่ละพันธสัญญาก็มั่วสิครับ พระคัมภีร์ขัดแย้งกันเองนี่นา ไม่หรอกครับคุณไม่รู้บริบทต่างหาก บริบทแรกเป็นการสอนให้ตามกฏหมายของอิสราเอล เพื่อมีให้อิสราเอลครับ ไม่ใช่ให้ท่าน ตอนนั้น เมื่อเขาทำมาหากิน เช่นปลูกพืชผล เขาก็ถวายคืน 10 ส่วนจากร้อยส่วน เหมือนกฏหมายแห่งการเสียภาษีครับ เป็นประเพณีสืบต่อกันมา แต่ไม่ได้ใช้สอน หรือบังคับคริสเตียนแห่งพระคุณครับ เพราะคนละบริบทกัน ธรรมบัญญัติไม่ได้มีไว้ให้เราซึ่งเป็นชาวต่างชาติ แต่มีสำหรับอิสราเอลและคนอธรรมและดื้อด้าน ผู้หลงหายครับ ไม่ใช่ให้ผู้รอด 1ทิโมธี 1:9 และเมื่อมีพระคริสต์ จึงเป็นจุดจบของธรรมบัญญัติ โรม 10:4 เมื่อเป็นเช่นนี้ ตามบริบทใหญ่ คริสเตียนจึงดำเนินชีวิตการถวายแบบ 2โครินธ์ 8-9 ด้วยเสรีภาพครับ ที่ผมกล่าวแบบนี้ เพราะผมได้ยินคริสเตียนยกพระคัมภีร์ออกนอกบริบทอยู่เสมอ ดังที่ผมยกตัวอย่างตอนที่ผมตอบ คุณคริสเตียน จากหัวข้อ "นายหูหนวกกับนายหูดี" เป็นต้นครับ แต่ของคุณ​ AJ เป็นการถามเพราะไม่เข้าใจ ไม่ใช่ยกข้อพระคัมภีร์ต่างบริบท มาตั้งศาสนศาสตร์ใหม่เอาเอง ซึ่งอาจารย์ นักเทศน์และผู้นำนิกายแปลกๆ หลายท่านทำเช่นนี้ครับ เอาล่ะเมื่อเข้าใจตรงกันแล้วก็จะตอบตาม เลนส์ ที่มีอยู่นะครับ คุณ AJ เปิดพระคัมภีร์ตามด้วยนะครับ ความเชื่อมีขนาด..ยังสงสัยอยู่ ? ไม่มีหรอกครับ เอเฟซัส 4:7 เอเฟซัส มีบริบทคือ การเป็นหนึ่งเดียวกันของอิสราเอลกับคนต่างชาติ โดยความเชื่อ และ ได้รับความรอด ทางความเชื่อดุจเดียวกัน เพราะฉะนั้น บริบทของเอเฟซัส 4 จึงเกี่ยวกับการที่ทั้งสองฝ่าย (อิสราเอลกับคนต่างชาติ) เมื่อก่อนนี้แตกต่างกันแต่เดี๋ยวนี้มีพระเจ้าองค์เดียวกัน และบัพติสมาเดียวกันเป็นต้น เอเฟซัส 4:7 พระคุณในที่นี้ให้ตามขนาดแห่งของประทานครับ ไม่ได้เรื่องของขนาดของความเชื่อ กล่าวคือ เมื่อเป็นพระคุณ จึงไม่ต้องตะเกียกตะกาย พระองค์ให้ของประทานมาเท่านั้นเท่านี้ก็แล้วแต่พระเจ้าครับ และเราก็ดำเนินชีวิตต่อด้วยความไว้วางใจต่อไป ไม่มีเรืองใดเกี่ยวกับขนาดของความเชื่อครับ โรม 14:1-15:1 ก็ไม่ได้พูดถึงขนาดความเชื่อครับ "คนเชื่อน้อย" ไม่ได้หมายความเรื่องปริมาณน้อยครับ แต่พูดถึง weak in faith (NASB) คืออ่อนแอครับ อ่อนแอเพราะเพราะผสมกฏหมายแห่งธรรมบัญญัติ เขากลัวธรรมบัญญัติเพราะห้ามไม่ให้กินหลายอย่าง ก็เลยได้กินแต่ผักเท่านั้น หยุมๆ หยิม หน่อมแน้มครับ และก็ถือวันกิน เพราะถือกฏหมายคือรอดโดยพระคุณแล้วแต่ผสมกับธรรมบัญญัติอยู่ บทที่ 15:1 ก็เลยกล่าวถึงผู้เชื่อที่ เข้มแข็งครับ ในความหมายของเปาโลไม่ใช่เข้มแข็งแบบความแข็งแรง สอนเก่งนะ หรือ นำนมัสการได้นะ (เหมือนเราใช้วัดคริสเตียน) แต่หมายถึงเชื่อเข้มแข็งในพระคุณ ไม่เอาธรรมบัญญัติครับ จึงให้คนเหล่านี้อดทนต่อคนที่ความเชื่ออ่อนแอ ที่เคร่งครัดเรื่องกฏหมายหยุมหยิม เพื่อที่ทั้งสองพวกคือ พวกเข้มแข็งในพระคุณ กับพวกอ่อนแอในพระคุณเพราะผสมกับกฏหมาย จะได้อยู่กันอย่างมีความสุขฉ้นพี่น้องได้ ก็เท่านั้นเองครับ! เห็นไหมครับ พอมีเลนส์เดียวกับอาจารย์เปาโลผู้เขียน เราก็เข้าใจสิ่งที่ท่านพยายามบอก ท่านพยายามแยกแยะคนที่อยู่ในพระคุณ และ คนที่อยู่ในพระคุณและก็ยังกังวลเรื่องธรรมบัญญัติ โรมทั้งเล่มก็บริบทเดียวกันนี่แหละครับ คือพระคุณ VS ธรรมบัญญัติ เข้ากันไม่เคยได้ 2 โครินทธ์ 8 เรื่องหว่านมากได้มากหว่านน้อยได้น้อย คุณ AJ น่าจะหมายถึง 2 โครินธ์ 9:6 หรือเปล่าครับ ข้อนี้พูดถึงการถวายด้วยความยินดีครับ ไม่มีกฏหมายอะไรมาฝืนใจ หรือ ธรรมบัญญัติมาบังคับ แต่มีเสรีภาพในการถวายตามที่พระวิญญาณทรงนำ การหว่านมากได้มาก น้อยได้น้อย ไม่ใช่ว่าพระเจ้าตอบสนองเรามากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับที่เราถวาย (งั้นก็ขัดกันกันเสรีภาพสิ) แต่เปาโลหมายถึง เมื่อเราให้คนอื่น ในอนาคตคนอื่นอาจมาให้เรา หรือ เราได้จากคนอื่นๆ ในที่นี้คือกำลังมีการถวายเพื่อแจกจ่ายให้แก่คนยากจน และธรรมิกชนในเมืองมาซิโดเนีย (ข้อ 2-5) และเมื่อเราให้ด้วยใจยินดี และเสรีภาพอย่างนั้น เราจะให้คนยากจน ด้วยใจกว้างขวางครับ และท่านก็บอกว่า พระเจ้าก็อาจจะอวยพรเราตามสมควรในข้อที่ 8 ง่ายเนาะ แล้วก็ซาบซึ้งด้วย และไม่ขัดกันกับบริบทใหญ่แห่งพระคุณเลยครับ ฟิลิปปี 4:8 ไม่เห็นมีพูดถึงเกี่ยวกับคิดบวก ทำบวก พูดบวกอะไรเลยครับ ผิดข้อหรือเปล่าครับ เรื่องการอธิษฐาน จงขอแล้วจะได้ หญิงหม้าย และ ผู้พิพากษาอธรรม ที่ต้องตื๊อใช่ไหมครับ เป็นบริบทเรื่องการอดทน รอคอย ตามน้ำพระทัยพระเจ้าครับ อาจได้อย่างที่ต้องการหรือไม่ ก็อยู่ที่น้ำพระทัยพระเจ้าครับ เราอย่าเป็นจุดศูนย์กลาง ที่จะให้พระเจ้าเปลี่ยนตามเราเลยครับ บริบทรวมแห่งพระคุณอยู่ที่พระเจ้าเป็นใหญ่ครับ เป็นเจ้านาย เป็นพ่อ เราคอยฟัง คอยตาม คอยรับเท่านั้นครับ ไม่ใช่เร่ิม ส่วนจงขอแล้วจะได้... อยู่ใน มัทธิว 7:7 ครับ ถ้าเราถอด บทและข้อออก เราก็จะเห็นว่า พระเยซูพูดในบริบทการเทศนาประกาศครับ ให้แก่ผู้ไม่เชื่อ ดูได้จากบทที่ 5:1 ครับ และพระธรรม มัทธิว เขียนให้ชาวยิวนะครับ ไม่ใช่ชาวต่างชาติ ตอนนั้น มีคนเป็นอันมากเข้ามาหาพระองค์ พระองค์เลยสอนเขามากมาย ข้อนี้เป็นหนึ่งในนั้นครับ ถ้าสวมบริบทนี้ผมว่า พระคริสต์ ไม่ได้กำลังพูดเรื่อง “การ อธิษฐานขอ” ในชีวิตประจำวันของเรา ครับ แต่พูดถึงเรื่องการ “ขอความรอด” ของชาวยิว ที่กำลังแสวงหาพระเมสสิยาห์ จากพระเจ้าโดยความเชื่อครับ นั่นคือทำไมพระองค์จึงตามด้วย “จงเคาะ และจะเปิดให้แก่ท่าน” และพระเจ้าจะประทาน “สิ่งดี” ให้แน่นอน เพราะพระองค์ทรงรักชาวยิวเช่นเดียวกัน เห็นไหมครับว่า “เลนส์” แห่งบริบทนั้นสำคัญนะครับ ชักเหนื่อยแล้วครับ. เรื่องของประทานก็ดีนะสิครับ พระเจ้าให้ของประทานเราเราก็ใช้ครับ เผยพระวจนะคือการเทศนาครับ คือการสอนพระคัมภีร์ ไม่ใช่ “ผู้เผยพระวจนะ” ที่หมายถึง อิสยาห์ หรือ เยเรมีย์ หรอกครับ พระเยซูเป็นที่เปิดผยสุดท้ายแล้วครับ ยิ่งใหญ่ที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด และ ไม่ต้องการใครมาเพ่ิมแล้วครับ เรามีพระคัมภีร์แล้วนะครับ อย่าลืม พระเจ้าเผยความในใจ ให้เรารู้หมดแล้วทางพระวจนะของพระองค์ครับ คุณ AJ สุดท้าย.. การเป็นแสงสว่าง เป็นเกลือ การดำเนินชีวิตที่เป็นแบบอย่างเป็นสิ่งที่ดีสิครับ เป็นตัวอย่างให้คนอื่นเห็น มีของประทานก็ยิ่งใช้สิครับ ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อ พี่น้องในพระคริสต์ด้วยกันครับ “คริสตจักร” คือ Ekklesia นะครับ เป็นบุคคลไม่ใช่สถานที่ เป็น Organic คือ มีชีวิตและร่างกาย ครับ ไม่ใช่ Mechanic หรือกลไก วิธีการ และไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่สถานที่ครับ คุณ AJ รับใช้ได้ตั้งหลายที่ครับ ที่มหาวิทยาลัยก็ได้ ถ้าเรียนอยู่ หรือที่ทำงานก็ได้ครับ หรือไปเยี่ยมเพื่อนที่บ้านและสอนพระคัมภีร์เขาสิครับ แต่ผมก็เข้าใจคำว่า “โบสถ์” นะครับ และก็ไม่ได้ต่อต้านอะไร ถึงแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยในหลายๆ เรื่อง ผมก็ยังไปโบสถ์อยู่ครับ และก็นมัสการพระเจ้าได้เหมือนกันครับ ผมไม่ต้องการตัดสินใคร และผมใช้ความรักในการยอมรับ และอดทน และ ดำเนินชีวิตคล้องจองไปด้วยกันครับ การสอนพระคุณพระเจ้าก็ไม่ได้ขัดกันเลยครับ ไม่ได้สอนให้ ไม่ต้องดำเนินชีวิตคริสเตียนเลยครับ เพราะพระคุณไม่ใช่ “ช่องทาง” ให้คนทำบาปครับ หากแต่เป็น “ช่องทาง” ให้เรายิ่งชนะบาปได้ดีขึ้นครับ ถ้าผมจำไม่ผิด ผมตอบเรื่องนี้ในเรื่อง “ตอบคำถามคุณ A.J” ที่ blog ผม ไปแล้ว และ “ธรรมบัญญัติ VS พระคุณที่ webboard ใจสมานแล้วครับ ผมตอบไปยาวมาก อยากให้คุณ AJ ลองตั้งใจอ่านช้าๆ อีกทีนะครับ แล้วเปิดพระคัมภีร์ตามด้วย ครับ ผมพอก่อนนะครับ หวังว่าจะได้ประโยชน์ ผมกำลังตั้งหัวข้อใหม่ครับ ชื่อ “พระคุณเป็นช่องทาง หรือ เป็น ข้ออ้างให้เราทำบาป ซ้ำๆจริงหรือ” คิดว่าน่าจะโดนใจหลายคน รวมทั้งคุณ AJ ด้วย ครับ! เชิญได้ที่ web.me.com/graceonly ครับ รักในพระคริสต์

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    อ้อ เข้าใจคำถามแล้วครับ! ฟิลิปปี4.8 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ในที่สุดนี้ขอจงใคร่ครวญถึงสิ่งที่จริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่ทรงคุณ คือถ้ามีสิ่งใดที่ล้ำเลิศ สิ่งใดที่ควรแก่การสรรเสริญ ก็ขอจงใคร่ครวญดู ด้านความคิด..... ให้คิดถึงแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่ประเสริฐ สิ่งที่เป็นคุณ ซึ่งปัจจุบัน โลกกำลังนิยม ในการ... คิดบวก พูดบวก จะแตกต่างกันอย่างไร? จะได้แยกแยะออก อะ.... คนที่ตีความพระคัมภีร์แบบนี้ ก็พังครับ เพราะใช้ "เลนส์" ผิด ใช้เลนส์เข้าข้างตัวเอง คือยึดตัวเองเป็นหลัก ไม่ได้ใช้เลนส์บริบทแห่งพระคริสต์และพระคุณเป็นใหญ่ เมื่ออ่านพระคัมภีร์โดยยึดตัวเอง ก็เข้าข้างตัวเอง และก็เหมาเอาว่า สิ่งที่จริง สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่ทรงคุณ ก็คืิอให้คิดทุกอย่างเป็นสิ่งนี้แล้วจะดี พอเราสวม เลนส์ แห่งพระคุณ และพระเจ้าเป็นจุดศูนย์กลางเข้าไป เมื่อเราตีความ จะไม่ขึ้นต้นว่า "ฉัน" ครับ เช่นถ้า ฉันคิดบวก มันจะดี แบบนี้ผมว่าทึกทักครับ เป็นความรู้สึก และไม่มีพื้นฐานแข็งแรง มันไหวไปมาเหมือนต้นอ้อ เพราะว่าถ้าวันหนึ่งฉันคิดบวก แล้วมันไม่ดีอย่างที่ฉันคิด ก็ยิ่งสับสนอีก โกรธพระเจ้า หาว่าพระคัมภีร์พูดไม่ถูก เป็นต้น เราใช้บริบท เข้าข้างตัวเอง อย่างนี้เยอะครับ เช่น "อย่ากินเลือด" เพราะพระคัมภีร์บอกไว้ ฉะนั้นจึงมีกฏในบางคริสตจักรว่า คริสเตียนไม่ควรจะกินลาบ หรือขนม แต่บริบทนั้นคือพันธสัญญาเดิมครับ คนที่คิดแบบนี้ก็แปลกนะครับ อยากจะเอา ธรรมบัญญัติมาใช้ แต่ก็ไม่กล้าเอามาหมด เลือกเอามาในสิ่งที่คิดว่าตัวเองน่าจะปฏิบัติได้ เช่น ไม่กินเลือด พอทำได้ ทศางค์พอสอนได้ แต่พิธีชำระด้วยเลือดแกะ ทำไม่ไหว อันนี้ไม่เอา เอาแต่อันนั้น คุณ AJ เห็นไหมครับว่า มนุษย์นั้นตกต่ำจริงๆครับ และ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย คนตายฝ่ายวิญญาณ จะ คิดและเข้าใจสิ่งที่เป็นฝ่ายพระวิญญาณได้อย่างไร? มนุษย์จึงต้องการพระคุณของพระเยซูคริสต์ครับ จึง "ฟื้น" ขึ้นมาได้ครับ หรืออีกบริบทที่เข้าข้างตัวเอง เช่น มีคจ.แห่งหนึ่งไปดูในกิจการบทที่ 2 เห็นว่า เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมา เขาเร่ิมต้นพูดภาษาต่างๆและก็ประกาศให้กับคนหลายชาติที่มาในวันเพนเทคศเต แล้วก็เหมาเอาว่า การพูดภาษาต่างๆเป็นหมายสำคัญให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมา แล้วก็ตั้งศาสศาสตร์ให้สอนให้เร่ิมต้นพูดภาษาต่างๆ พอพูดไม่ได้ ก็พูดภาษาแปลกๆแทนครับ แล้วก็ใช้ข้ออื่นมาสนับสนุนอีก ว่าเป็น ภาษาพระวิญญาณ (เขียนอย่างนี้น่ากลัวจะอยู่ไม่ได้นาน) แต่ถ้าตีความกิจการบทที่ 2 ด้วยเลนส์แห่งพระคุณ และพันธสัญญาใหม่ จะเห็นได้ว่า เมื่อก่อนนี้ในพันธสัญญาเดิม "พระวิญญาณบริสุทธิ์" อยู่กับมนุษย์ชั่วคราวเท่านั้น เช่นอยู่กับ กษัตริย์เซาโล แล้วก็ออก อยู่กับกษัตริย์ดาวิด แล้วก็ออก ดาวิดจึงว่าขออย่่าทรงจากข้าพระองค์ แต่บัดนี้ตั้งแต่วันเพนเทคศเต คือวันที่พระเยซูสั่งสาวกให้รอ เมื่อครบกำหนดแล้ว พระผู้ช่วย คือพระวิญญาณก็มาตามสัญญา คราวนี้พระองค์ไม่ได้มาเข้าๆออก โดยขึ้นอยู่กับส่ิงที่มนุษย์ทำ แต่มาอยู่ถาวรโดยขึ้นอยู่ที่มนุษย์เชื่อ กิจการบทที่ 2 จึงเป็นจุดเร่ิมต้นแห่งชีวิตในพระวิญญาณ ซึ่งหมายถึง ชีวิตพระเยซูเข้ามาอยู่ในชีวิตมนุษย์ที่ตายฝ่ายวิญญาณ และเข้ามาอยู่ถาวร มนุษย์จึงไม่ตายอีก และมีชีวิตนิรันดร์ นั่นคือบริบทของพระวิญญาณ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฤทธิ์เดช หรือ ภาษา เลยน่ันเป็นส่วนย่อยครับ ในบริบทนี้พระเจ้าส่งสาส์นที่ยิ่งใหญ่กว่า การพูดภาษาต่างๆ พระเจ้าส่งสาส์นว่า พระเจ้าต้องการให้เปิดเผยข้อความล้ำลึกนั้นซึ่งซ่อนอยู่นานมาครับ ข้อความนั้นคือ พระคริสต์สถิตย์ในท่าน เป็นที่หวังแห่งศักดิ์ศรี โคโลสี 1:27-28 และนั่นคือข่าวดีครับ การพูดภาษาเป็นผลแห่งข่าวดีนี้ต่างหาก ตอบคำถามคุณ AJ ใน ฟิลิปปี เปาโลสอนในบริบทแห่ง ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ครับ โดยพูดเรื่องการให้คริสเตียนมีความชื่นชมยินดี ในพระคุณของพระเจ้า และเมื่อให้ใคร่ครวญก็คือให้พระคริสต์มีชีวิตผ่านทางเรา ออกผล ให้สิ่งที่สำแดงออกมาเป็นสิ่งที่จริง น่านับถือ ให้มีความยุติธรรม... และอื่นๆ ก็ให้กระทำสิ่งนั้นครับ โดยมีพระคุณของพระเจ้าเป็นสรณะ และเป็นธงนำ ผมว่าดีนะ ได้ตอบเลยได้กลับมาอ่านฟิลิปปีหน่อย ไม่ได้อ่านนานแล้ว! รู้สึกได้รับพระพรในบทที่ 3 ด้วยครับ พูดถึงสุนัข และคนทำชั่ว เชื่อดเนื้อเถือหนัง เขาไม่ได้ฆ่าคนนะ ไม่ใช่ฮานนิบาล กินคน เชือดคนกิน แต่เปาโลหมายถึงข้อ 3:3 คือพวกถือธรรมบัญญัติ เพื่อมาก่อกวน ผู้เชื่อในพระคุณ โดยจะให้เชือดเนื้อส่วนนั้นให้เข้าสุหนัตไปกับชาวยิว อาจารย์เปาโลเลยโกรธ และก็อธิบายว่าตัวท่านก็เป็นยิว ฟาริสีเหมือนกัน เข้าสุหนักตเหมือนกัน (3:4-5) แต่ท่านว่าโดยพระคุณนั้น สิ่งที่ทำตามธรรมบัญญัตินั้น ไร้ประโยชน์ เพราะความชอบธรรมที่ท่านได้นั้น ได้มาจากความชอบธรรมของพระคริสต์ ซึ่งท่านได้ผ่านทางความเชื่อ (3:9) สุดยอดเนอะ!

  • F4

    Aug 21, 2009

    Reply

    แหม๋......อ่านแล้วรู้สึกดี ... ดีทั้งเนื้อหา สาระ อ่านจนน้ำตาไหลเลย คือมันยาวไป แสบตาอ่ะ..อิอิ.. เข้าใจว่า เรื่องของพระเจ้า คุยให้เข้าใจ จะสั้น และตัดตอน ไม่ได้ คนที่จะได้รับพระพร คงต้องมีเลนส์กรองแสงกันบ้างล่ะ ก็มีคำถาม คาใจอยู่บ้าง อยากให้คุณคงศักดิ์ช่วยตอบด้วย ที่ว่า ถูกเปิดผ้าคลุม แล้วอ่านBB เปลี่ยนไป ...ในมุมมองใหม่แห่งพระคุณ อันนี้เห็นด้วย แต่.... 1.ที่แล้วมา คต. คจ. ทำไมเค้ายังค้นไม่พบเรื่องพระคุณ หรือเอาพระคุณ+ธรรมบ/ญ อย่างนี้แล้วเค้าก็สอนผิดมาตลอดเลยซิ 2.แล้วคนในสมัยก่อน เค้าเชื่อธรรมบัญญัติ และล่วงไป (ตาย) เขาจะรอดมั้ย 3.แล้วที่BB เตือนเราว่า ให้ระวังผู้สอนเท็จ ในอนาคต จะมีคนมาอ้างนามของเรา จะดูอย่างไร? ขอตอบให้หายสงสัยด้วย ขอพระเจ้าอวยพรคุณ ช่วงนี้อาจทำงานหนักหน่อย แต่ถ้าเป็นพระพรแก่พี่น้อง เชื่อว่า คุณเองก็จะได้รับการเสริมกำลังจากพระเจ้าดุจกัน

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    คุณ F4 ขอบคุณครับ คำถามคุณดีมากเลยครับ เหมือนคำถามคุณ AJ เลย โดยเฉพาะข้อ 2 ผมเคยถามข้อนี้เหมือนกันครับ และก็สงสัยมากๆว่าเป็นอย่างไร ถ้าเราใช้ "เลนส์" แห่งบริบทของพระคุณในพันธสัญญาใหม่นำทาง ดีมากครับ เข้าใจคิดคำถาม เดี๋ยวตอบให้ครับ รอหน่อยนะ! ระหว่างรอผมมีหัวข้ออื่นให้คุณ F4 ลองไปอ่านครับ ไม่ยาวมาก อ่านช้าๆ แล้วเปิดพระคัมภีร์ไปด้วย ค่อยๆ ติดตามไปที่ละประโยคครับ ที่ web.me.com/graceonly ตอนนี้น่าจะมีอยู่ 7 หัวข้อ ครับ อยากให้ลองอ่านดู อาจเป็นพระพรครับ อ่านแล้วคุณ F4 อาจมีชีวิตคริสเตียนเป็น F16 ก็ได้ครับใครจะรู้ แบบติดหัวรบ สู้ทุกรูปแบบ ไม่กลัวมารครับ :-) รักในพระคริสต์ คงศักดิ์ web.me.com/graceonly

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ตอบ คุณ​F4 เลยนะ 1.ที่แล้วมา คต. คจ. ทำไมเค้ายังค้นไม่พบเรื่องพระคุณ หรือเอาพระคุณ+ธรรมบ/ญ อย่างนี้แล้วเค้าก็สอนผิดมาตลอดเลยซิ ผมว่าไม่ใช่สอนผิดนะ แต่สอนไม่ตรงประเด็น จึงขาดพลังครับ ผมก็เคยสอนไม่ตรงประเด็นอย่างนี้แหละครับ ชีวิตก็เลยมั่วๆ ขึ้นๆ ลงๆ และขาดพระพร และขาดฤทธิ์เดชแห่งพระกิตติคุณครับ ผมคิดว่าสาเหตุที่ไม่สอน อาจเป็นได้ทั้งสองอย่างคือ รู้แล้วไม่อยากสอนเพราะกลัว และ ไม่รู้เลยไม่สอน ที่ไม่รู้เลยไม่สอน ผมขอไม่แตะต้อง และไม่ตำหนิครับ เพราะผมเองก็เคยไม่รู้มาก่อน เนื่องจาก มุมมองของเราถูก “บัง” ไว้ด้วย บริบทแห่ง ศาสนาคริสต์ ไม่ใช่พระเยซูคริสต์ ที่ผมพูดแบบนี้เพราะว่า “ศาสนา” มี ประเพณีครับ และ คำว่าประเพณีปฏิบัติ หรือ traditions นี่เองเป็นตัวการร้ายครับ มันทำให้เกิดเมฆหมอก และมองเห็นไม่ชัด เพราะว่า ประเพณีปฏิบัติสืบทอดต่อกันมา นิกาย หรือ หลักข้อเชื่อที่โบสถ์เน้น เมื่อผมกล่าวว่าหลักข้อเชื่อที่โบสถ์เน้นผมหมายความถึง โบสถ์หนึ่งๆเน้นหลักข้อเชื่อไม่เหมือนกันครับ เช่น โบสถ์หนึ่งอาจยึดภาษาแปลกๆเป็นที่ตั้ง อีกที่ใช้เรื่องการประกาศเป็นที่ตั้ง โบสถ์นี้ต้องประกาศเป็นต้น อีกที่หนึ่งเน้นเรื่องกลุ่มเซล อีกที่หนึ่งเน้นเรื่องพระวิญญาณและฤทธิ์เดช อีกที่หนึ่งเน้นเรื่องพระคัมภีร์ อีกที่หนึ่งเน้นเรื่องจำนวนคน อีกที่เน้นเรื่องการทำงานมิชชั่น อีกที่เน้นเรื่องอนุชน เป็นต้น และผมเชื่อครับว่าทุกโบสถ์ก็อยากประกาศ อยากรับใช้ ทั้งสิ้น ทั้งหมดที่เน้นนั้นส่วนมากก็มาจาก นิกาย นั้นๆ เช่น เพ็นเทคอส เพรสไบทีเรียน บั๊พติสท์เป็นต้น หลักข้อเชื่อก็คล้ายกันครับ แต่เน้น และ มีจุดยืนคนละที่ และอาจารย์ที่สอนก็เรียนมาจากสถาบันที่ถอดมาจาก นิกาย นั้นเช่นเดียวกันครับ และก็เอาการเน้นนี้ และเอาวิถี และประเพณีที่ได้รับมาติดตัวมาด้วย ในการเน้นนี้เองก็เลยต้องทำให้แต่ละที่แตกต่างจากผู้อื่น เพื่อให้เห็นว่าแตกต่างและแสดงว่าไม่เห็นด้วยกับคนอื่น ก็เลยสถาปนา ระเบียบหรือกฏนั่นแหละ ขึ้นมาครับ เช่น ระเบียบการนมัสการ วิธีการนมัสการที่แตกต่างกัน เช่นเงียบหรือดัง ใช้เครื่องดนตรีหรือไม่ใช่ ระเบียบการให้บัพติสมาที่ต่างกัน เช่นจุ่มหรือพรม เมื่อใช้ระเบียบมากขึ้น นานขึ้น จึงเป็นประเพณี การเน้นจึง ทำให้ เกิดเมฆหมอกครับ มันทำให้มองไม่ทะลุว่า ทั้งหมดที่เน้นนั้น ยิ่งเน้นเรื่องอื่นยิ่งเจือจางพระคุณครับ! เหมือนเราเอาน้ำเปล่าไปผสมกับสบู่ครับ มันก็เจือจางคุณค่าของสบู่ เหมือนเอายีสต์ไปใส่แป้งดิบครับ แป้งก็ฟูขึ้น และก็ไม่เป็นแป้งที่บริสุทธิ์อีกต่อไป พระเจ้าให้เสต๊กเนื้อสันในจานใหญ่เรามา พร้อมกับเครื่องเคียง เราเลือกหยิบแต่เครื่องเคียงแต่ไม่ยอมกินเสต๊กครับ หรือกินนิดเดียวครับ และเราก็บ่นว่าพระเจ้าให้เราอิ่มแค่วันอาทิตย์ เมื่อมีเมฆหมอกบับ ทำให้มองเป็นพระคุณไม่ชัด ผมว่าน่าเห็นใจและผมเองจึงออกมาไงครับ ผมเชื่อว่าคริสเตียนที่บังเกิดใหม่ และมีพระวิญญาณนั้น รู้สึกหิว แต่กินไม่เคยอิ่ม กระหายแต่ดื่มไม่เคยหาย เพราะ ประเพณีนี่เอง นิกาย หลักข้อเชื่อเน้นนี่เอง ทำให้เราทำงานหนักอยู่เสมอ และไม่ได้ “พักผ่อน” ในพระคุณ วางใจในพระคุณ เมื่อเราไม่เห็นพระคุณ ก็เหมือนกับอิสราเอลที่ย่ำอยู่ในถิ่นทุรกันดารคารเดชบารเนีย คานาอันอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่ไม่ยอมเข้า ไม่เข้าไปพัก จึงเห็นแต่แผ่นดินทุรกันดาร ไม่มีผลองุ่น ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร มีแต่ความแห้งแล้ง แสวงหาอาหารก็ได้แต่เนื้อ แสวงหาน้ำก็ออกมาจากหิน แต่ถ้าเราเข้าสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญาคานาอัน ซึ่งก็คือแผ่นดินแห่งพระคุณ​ เราจะเปรมปรีดิ์ในส่ิงที่พระเจ้าให้ครับ มีความอุดมสมบูรณ์ มีอาหาร มีน้ำ บริบูรณ์ครับ เพราะเพราะพระเยซูเป็นอาหารแห่งชีวิต และเป็นน้ำแห่งชีวิต ครับ เราจะไม่หิว และไม่กระหายอีกเลย เมื่อพระเยซูตรัสอย่างนั้นพระองค์หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆนะครับ เมื่อเรา “พักสงบ” อยู่ในพระคุณ และไม่เพ่งเล็งมาที่สิ่งที่เราทำ แต่เพ่งเล็งไปที่สิ่งที่พระองค์ทำ วิญญาณเราจะได้พักเข้าสู่สะบาโตแท้ครับ ที่มีทุกวัน ไม่ใช่เฉพาะวันเสาร์ (สำหรับชาวยิว) อาทิตย์ (สำหรับชาวไทย) คุณ​ F4 อยากเข้าในคานาอันหรือยังครับ? อ้อ! แต่ที่รู้แล้วไม่สอน เพราะกลัว นี่น่าจับมาเขย่าครับ เช่นรู้ว่าพระคุณดี และเสรีภาพในการถวายดี แต่ไม่สอน เพราะกลัวไม่มีคนถวายสิบลด เดี๋ยวสร้างโบสถ์ไม่เสร็จ หรือรู้ว่าพระคุณดี แต่กลัวว่าถ้าสอนแล้วคริสเตียนจะใช้เป็นช่องทางทำบาป ก็เลย “ล๊อค” คริสเตียนใหม่ไว้ก่อนด้วยธรรมบัญญัติ และกฏที่นิกายตั้งขึ้น แบบนี้ต้องส่งให้พันธมิตรครับ 2.แล้วคนในสมัยก่อน เค้าเชื่อธรรมบัญญัติ และล่วงไป (ตาย) เขาจะรอดมั้ย? คำถามนี้ดีมากครับ แสดงว่าคุณ F4 เข้าใจสิ่งที่ผมเขียน และย่อยสาส์นผม และไตร่ตรองมาพอสมควร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครสอน เพราะพระคัมภีร์กล่าวไว้ค่อนข้างน้อย จึงไม่มีใครอยากแตะแบบจริงจัง เพราะกลัวผิด เอาว่าเป็นความเห็นของผมนะครับ ก่อนพระเยซูคริสต์มาสถาปนาพันธสัญญาใหม่ มนุษย์ถูกปกครองด้วยธรรมบัญญัติ และตามธรรมบัญญัตินั้น มนุษย์สามารถเป็นคนชอบธรรมในพระเจ้าได้ครับ แต่ปัญหาคือ มนุษย์ทำไม่ได้ และเนื่องจากยังไม่มีพระเยซู และยังไม่มีการยกบาป และการคืนพระชนม์ แต่คนเหล่านั้นยังมีอยู่อย่างหนึ่งคือ “ความเชื่อ” ครับ และพระคัมภีร์ใหม่เช่นใน ฮิบรู และโรมก็กล่าวถึงเรื่องนี้บ้าง และยกย่องความเชื่อของคนเหล่านั้น เช่นโมเสส ดาเนียล และ อับราฮาม เป็นต้น และเปาโลท่านว่า ความเชื่อของคนเหล่านี้ พระเจ้าถือว่าเป็นความชอบธรรมครับ และพระเจ้ายอมรับความชอบธรรมนั้นด้วยความเชื่อได้ เช่นอับราฮามถวายอิสอัค และพระเจ้ายินดีในความเชื่อของอับราฮาม และถือว่าเขาชอบธรรม เป็นต้น เอาล่ะ ปัญหายังไม่จบครับ แต่มนุษย์เหล่านั้นตายอยู่ เพราะทุกคนทำบาป และตายเพราะบาปนั้นเหมือนกับอาดัมน่ะสิ (โรม 5) และสิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการเพื่อให้รอดได้ คือการยกโทษบาป ซึ่งได้มาจากไม้กางเขน และ ชีวิต ซึ่งได้มาจากคืนพระชนม์ ด้วยทั้งสองอย่างนี้มนุษย์จึงจะรอดจากกฏแห่งบาปและความตายได้ แต่พระเยซูยังไม่มา รอดได้ยังงัยล่ะ ถึงแม้มีความเชื่อ คุณ F4 ครับ ผมตอบนะ เป็นความเห็นของผม แต่เทียบจากพระคัมภีร์เท่าที่มีอยู่ได้ครับ! จะให้่ผมหาให้ทุกข้อก็ได้ครับ แต่ผมง่วงนอนแล้ว และผมคิดว่าถ้าคุณ F4 ลองหาเองจะมีประโยชน์มากกว่าครับ รอดได้โดยความเชื่อเช่นเดียวกันครับ แต่รอดโดยการปกคลุมไว้จากโลหิตของสัตว์แห่งพิธีชำระไว้ชั่วคราว และพักไว้อยู่อย่างนั้นก่อน ค่าจ้างของบาปคือความตายยังไม่ได้จ่ายนะครับ แต่ปกคลุมไว้ก่อน จนพระเยซูคริสต์มา แล้ว พระองค์ตายบนไม้กางเขน และคืนพระชนม์ สถาปนาพันธสัญญาแห่งความรอดที่แท้จริง ตอนที่พระองค์ลงไปที่แดนมรณานั่นแหละครับ พระองค์ไปประกาศก้องถึงชัยชนะเหนือบาป และได้ถอนเหล็กไนแห่งมัจจุราช เพื่อคนทั้งโลกครับ และตอนนั้นแหละที่พระองค์ลงไปกล่าวแก่คนเหล่านั้นที่พักไว้ชั่วคราวว่า “ท่านทั้งหลาย เราจ่ายแล้วนะ จ่ายด้วยชีวิตของเรา ครั้งเดียวเท่านั้นเพื่อความผิดบาปทั้งหมดของท่าน และของโลก” พระองค์จึงเป็นลูกแกะแห่งปัสกานิรันดร์ ปัสกาแปละว่าผ่านเว้น ความตายจึงผ่านเว้นคนเหล่านั้นเช่นเดียวกับผ่านเว้นเราครับ คุณ F4 เคยมีเครดิตการ์ดไหมครับ คุณไปซื้อรถจักรยานที่บิ๊กซี แล้วคุณจ่ายค่ารถจักรยานนั้นด้วยเครดิตการ์ด แล้วคุณก็กลับไปบ้าน แล้วก็ขี่จักรยาน คุณได้เป็นเจ้าของรถจักรยานนั้นหรือยังครับ? เป็นเจ้าของแล้ว แต่คุณได้จ่ายหรือยังครับ? ยังหรอก คุณจะจ่ายก็ตอนที่ธนาคารคุณเรียกเก็บโดยตัดยอดบัญชีคุณตอนสิ้นงวดชำระ ตอนนั้นแหละคุณจ่ายจริง! แต่เครดิตการ์ดได้ ปกคลุม “ค่า” ของสินค้านั้นไว้ครับ โลหิตของแกะนั้นได้ “ปกคลุม” ความบาปและค่าจ้างของบาปไว้ครับ เมื่อพระเยซูมาพระองค์จึงได้ จ่าย และชำระค่าจ้างนั้นด้วยความบริบูรณ์ ไม่มีเหลืออีกสำหรับ คุณ F4 และผม นั่นแหละคือพระคุณเท่านั้นครับ 3.ผู้สอนเท็จนั้น คนสอนเท็จนั้นอ้างนามพระเยซูตลอดครับ มีเยอะแยะครับ ผมคงเอ่ยชื่อไม่หมด ผมเช็คหลักข้อเชื่อก่อนครับ พระเยซูเป็นพระเจ้า หรือไม่ อันดับแรกเลย ถ้าไม่ ก็ไม่พูดต่อแล้วครับ ถ้าคริสเตียนบังเกิดใหม่ มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเยซูคริสต์สถิตข้างใน พระวิญญาณจะช่วยเราแยกแยะ ส่ิงที่ไม่ได้มาจากพระวิญญาณครับผมเองจะรู้สึกแปลกๆ เมื่อฟังคนเหล่านี้สอน และเมื่อเขาว่าพระเยซูไม่ใช่พระเจ้า ก็ยังไม่รอดครับ และหลงหายอยู่ ถ้าเขายินดีรับฟัง ผมก็จะช่วยครับ แต่ถ้าเถียงและโกรธ ผมจะลุกหนี และไม่โต้แย้งครับ เพราะเสียเวลา เนื่องจาก เขาไม่สามารถรับสิ่งของที่เป็นของพระวิญญาณได้ครับ เนื่องจากเขาไม่มีพระวิญญาณ จำได้ไหมครับ อาจารย์เปาโลกล่าวใน 1 โครินธ์ 2:13-14 ว่า “....เราได้อธิบายความหมายของเรื่องฝ่ายพระวิญญาณ ให้คนที่มีพระวิญญาณฟัง แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เรพาะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา...” เมื่อเขาไม่รับพระเยซูเป็นพระเจ้า ก็ยังไม่รอดครับ เป็นมนุษย์ธรรมดาอยู่ครับ ดูอย่างไร ดูอย่างแรกก่อน พระเยซูเป็นพระเจ้าหรือไม่ นอกนั้นว่ากันอีกทีตามพระวิญญาณทรงนำจากพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ครับ Good night ครับ ด้วยรักในพระคริสต์ คงศักดิ์ web.me.com/graceonly

  • UI5I

    Aug 21, 2009

    Reply

    เอ่อ สวัสดีครับวันนี้เคลียขึ้นมาอีกหน่อยแล้วครับ ขอบคุนครับ วันนี้ผมมีคำถามมาอีกครับนั่นคือ 1. จะทำอย่างไรจึงจะรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ 2. มีหลักฐานอะไรบ่งบอกว่าเรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว เอาสองข้อนี้ก่อนกรุณาตอบด้วยนะครับ ขอบคุนครับ คำถามที่ผมถามผมว่ามีหลายคนสงสัยชัว

  • AJ

    Aug 21, 2009

    Reply

    คุณคงศักดิ์..... เราไม่ไช่ไม่เห็นด้วยนะ....เพียงแต่ อยากเคลียให้ชัดเจนกว่านี้ แม้คต.จะมีพระคุณพระเจ้า และเราสามารถรับพระคุณด้วยความเชื่อ แต่.......ความเชื่อ ต้องส่งผลออกมาเป็นภาคปฏิบัติ(ประพฤติ)ด้วย ใครจะเห็นจิตวิญญาณภายในตัวเองได้ ว่าเป็นอย่างไร พระคัมภีร์บอกว่า เราจะรู้จักเขาด้วยผลของเขา ผลนั้นจะบอกว่าเราเชื่อใคร เชื่อแบบไหน เชื่ออะไร จริงไม๊?

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ตอบคุณ AJ ครับคำถามของคุณก็เป็นคำถามที่ดี คำถามนี้คุณว่าอย่างนี้ครับ: คุณคงศักดิ์..... เราไม่ไช่ไม่เห็นด้วยนะ....เพียงแต่ อยากเคลียให้ชัดเจนกว่านี้ แม้คต.จะมีพระคุณพระเจ้า และเราสามารถรับพระคุณด้วยความเชื่อ แต่.......ความเชื่อ ต้องส่งผลออกมาเป็นภาคปฏิบัติ(ประพฤติ)ด้วย ใครจะเห็นจิตวิญญาณภายในตัวเองได้ ว่าเป็นอย่างไร พระคัมภีร์บอกว่า เราจะรู้จักเขาด้วยผลของเขา ผลนั้นจะบอกว่าเราเชื่อใคร เชื่อแบบไหน เชื่ออะไร จริงไม๊? ผมตอบว่าจริงที่สุดเลยครับ เมื่อผมเอ่ยถึงพระคุณเท่านั้น ผมไม่ได้หมายความว่า "ไม่เอา" การประพฤตินะครับ คุณ PK ก็เข้าใจผิดแบบนี้ จึงรีบ post มาใหญ่เลย และก็บอกให้ระวัง ผมย้ำอีกครั้งนะครับ การที่คุณไว้วางใจในพระคุณ ไม่ใช่หมายความว่า เราจะไม่ประพฤติเพราะมีพระคุณนะครับ หรือ เข้าใจไปว่า มีพระคุณก็ดีเด่ะ ไม่ต้องทำตาม ไม่ต้องประพฤติ ผมไม่รู้ว่าต้องพูดเรื่องนี้ซ้ำๆ อีกกี่ครั้ง จึงจะเข้าใจ ผมอ่านไปอ่านมา ผมว่าคุณ AJ ไม่ได้อ่านคำตอบผมทุกคำตอบชัดเจน หรืออาจจะรีบอ่าน เลยมองผ่านจุดสำคัญไป เดี๋ยวผมจะเขียนเรื่องใหม่ครับ ใน blog ผมชื่อว่า "พระคุณเป็นช่องทางให้ทำบาปจริงหรือ?" ผมจะตอบคำถามนี้คุณ AJ และคนอื่นๆ ด้วยหัวข้อนี้แหละครับ ผมว่าจะเขียนให้เสร็จเมื่อ 2 วันที่แล้ว แต่ตอบคำถามหลายคนอยู่ คุณ AJ ครับ สิ่งที่คนเข้าใจผิด: เมื่อเราไว้วางใจพระคุณ และ พักสงบ อยู่ว่าพระคริสต์ไถ่เรานิรันดร์แล้ว เราจะใช้พระคุณนี้เป็นข้ออ้างในการทำบาป (โรมบทที่ 6 ก็ว่าไว้ว่าอย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย) สิ่งที่ถูก: เราทำบาปดี และเก่งอยู่เสมอไม่ว่าจะยึดเรื่องพระคุณหรือไม่ ใช่ไหมครับ ถ้าผมพูดไม่พูดเรื่องพระคุณ คุณ AJ ก็ทำบาปอยู่ดี เมื่อผมพูดเรื่องพระคุณ คุณ AJ ก็ไม่ได้ทำบาปน้อยลงเลย ปัญหามันอยู่ที่เราครับ ธรรมบัญญัติเป็นสิ่งดีงาม และพระคุณเป็นสิ่งดีงาม สิ่งดีงามทำให้เราต้องตายหรือ ไม่ใช่หรอก! บาปต่างหาก ประเด็นก็คือ เราทำไม่ได้ครับ เราล้มหน้าทิ่มอยู่เสมอเมื่อเราพยายาม กระทำ แต่......ตัวใหญ่ๆ เมื่อเราไว้วางใจในพระคุณของพระเจ้า เราต้องยอมจำนนก่อนครับว่า เราทำดีด้วยตัวเองไม่ได้ และเราทำให้พระเจ้าพอพระทัยด้วยการกระทำ works ของเราไม่ได้ และเมื่อเราไว้วางใจในพระคุณของพระเยซู เพราะพระองค์ไถ่เรานิรันดร์แล้ว ไม่เอาโทษเราอีก ไม่ห่างจากเราอีกเพราะความบาปของเรา เราชอบธรรทจำเพาะพระพักตร์พระเจ้าเสมอเพราะความเชื่อของเรา ไม่ใช่การกระทำของ เรา พักสงบ และจะขอบคุณพระเจ้าได้สนิทใจว่าพระองค์เท่านั้นที่เราจำนนอยู่ พระองค์เท่านั้นที่ทำได้ และไว้วางใจและขอบคุณสำหรับพระคุณของพระองค์ เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้ เราจะ "ย่ิงมีพลัง" ชนะบาปครับ จะเลือกได้ดีขึ้นครับ และผลของพระวิญญาณจะออกมาจากเถาองุ่นครับ เพราะว่าแขนงออกผลเองไม่ได้ เถาต่างหากเป็นผู้ออกผล ผลของพระเยซูที่มีชีวิตผ่านทางเราจะยิ่งออกมามากขึ้น เมื่อเรายิ่งสำนึกและซาบซึ้่งอยู่ในพระคุณแห่งการไถ่นิรันดร์ของพระองค์ การประพฤติจะยิ่งดีมากขึ้นเพราะเราไม่กลัว เราจะทำบาปน้อยลงเพราะเราเร่ิมต้นที่จะไว้วางใจมากขึ้น ยิ่งเรากลัวที่จะห่างพระเจ้าเพราะเราทำบาปมากเท่าไร เราก็จะยิ่งห่างมากขึ้นเท่านั้น เพราะเราไม่เคยหยุดบาปได้เลย แม้กระทั่งเปาโลก็ไม่หยุด (โรม 7) ความกลัวการลงโทษไม่ทำให้เราชนะบาปครับ มันยิ่งฝังเรา ความไว้วางใจต่างหากที่สามารถทำให้เรา ชนะ บาปได้ อันนี้คร่าวๆ นะครับ รอเวอร์ชั่นจริง ผมจะชำแหละเรื่องนี้เลยครับ แต่คุณ AJ หรือคุณ PK เห็นไหมครับว่า ผมไม่ได้ยืนอยู่ข้างพระคุณ และปฏิเสธการกระทำหรือการประพฤตินะครับ แต่พระคุณต้องมาก่อนครับ และเมื่อเรายอมจำนนว่าเราทำไม่ได้ เมื่อนั้นแหละเราจะพึ่งพระคุณ และเมื่อเราพึ่งพระคุณ แม่เจ้าประคุณเอ๋ย ผลของพระวิญญาณจะยิ่งหลั่งไหล ออกมากมายจนเก็บไม่ไหวครับ เชื่อผมสิ! รักในพระคริสต์ คงศักดิ์ web.me.com/graceonly

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ขอแก้ย่อหน้าที่ว่า สิ่งที่ถูก: เราทำบาปดี และเก่งอยู่เสมอ เป็น เราทำบาปบ่อย และเก่งอยู่เสมอครับ ผมกลัวคนรีบอ่านและอ่านผ่านๆ หาว่าผมพูดว่าการทำบาปนั้นดี ตายเลย อ้อ ผมจะหยุดตอบชั่วคราวครับ ขอเขียนเรื่อง "พระคุณเป็นข้ออ้าง หรือเป็น ประตู แห่งการทำบาปจริงหรือ?" เพราะผมดูแล้ว ต้องรีบๆเขียนก่อน ไม่งั้นตอบคำถามตายเลยครับ บทความนี้จะตอบคำถามว่า เมื่อเรามีพระคุณ เราไม่ต้องประพฤติงั้นสิ เมื่อพระเจ้าไถ่เรานิรันดร์แล้วก็ดีสิ ไปทำบาปเลย ทำซ้ำๆอีก หรือหาว่าผมปฏิเสธการกระทำ ไม่ต้องทำ ตรงกันข้ามครับ โดยพระคุณเท่านั้น เราจะยิ่งทำบาปน้อยลงครับ และประพฤติได้ดียิ่งขึ้น เราจะชนะได้ครับ แต่ถ้าโดยธรรมบัญญัติ โดยกฏหมาย โดยความกลัวที่จะห่างพระเจ้า โดยการกระทำของเราเองนั้น ไม่มีทางเลยครับ ยิ่งระวัง ยิ่งสารภาพ ยิ่งกลับไปทำอีกครับ หรือว่าไม่จริง รู้งี้ผมเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่แรกก่อนดีกว่า ไม่เป็นไรครับ อย่างนี้ก็ดีไปอีกแบบ!

  • AJ

    Aug 21, 2009

    Reply

    ฟิลิปปี4.8 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ในที่สุดนี้ขอจงใคร่ครวญถึงสิ่งที่จริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่ทรงคุณ คือถ้ามีสิ่งใดที่ล้ำเลิศ สิ่งใดที่ควรแก่การสรรเสริญ ก็ขอจงใคร่ครวญดู ด้านความคิด..... ให้คิดถึงแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่ประเสริฐ สิ่งที่เป็นคุณ ซึ่งปัจจุบัน โลกกำลังนิยม ในการ... คิดบวก พูดบวก จะแตกต่างกันอย่างไร? จะได้แยกแยะออก อะ....

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    อยากถามคุณ จขกท ว่า 1ยอนห์5.16 ถ้าผู้ใดเห็นพี่น้องของตนกระทำบาปอย่างหนึ่งอย่างใด ที่ไม่นำไปสู่ความตาย ผู้นั้นจงทูลขอ และพระองค์ก็จะทรงประทานชีวิตแก่ผู้ที่ได้กระทำบาป ซึ่งไม่ได้นำไปสู่ความตาย บาปที่นำไปสู่ความตายก็มี ข้าพเจ้ามิได้ว่าให้อธิษฐานในเรื่องบาปอย่างนั้น 17 การอธรรมทุกอย่างเป็นบาป แต่บาปที่ไม่ได้นำไปสู่ความตายก็มีอยู่ เมื่อพระเจ้ายกโทษ ให้อภัยต่อบาปของมนุษย์ ทรงยกโทษให้อภัย...บาปเฉพาะอดีต เท่านั้น หรือเปล่า ส่วนบาปในปัจจุบัน และบาปในอนาคต เมื่อทำ และสำนึกได้ ค่อยสารภาพใช่หรือเปล่า แล้วพระคำที่ยกมา อะไรคือบาปที่นำไปสู่ความตาย แล้วอะไรคือบาปที่ไม่นำไปสู่ความตาย ขอบคุณครับ