Wisdom of Life

คริสเตียนทำบาปอยู่เรื่อย พระคุณช่วยได้?

คุณเด้ง…….ยินดีที่รู้จัก

*สวัสดีครับคุณ​AJ ขอบคุณมากที่มาเยี่ยม เขียนถึงผม และ ทิ้ง comment ไว้ให้ใน webblog หัวข้อ “ความเท็จและความจริง” รวมถึงถามไว้ใน webboard ของคริสตจักรใจสมาน เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ!

ก่อนอื่นผมไม่ได้ชื่อเด้งนะครับ  นายเด้ง นามสุกลฟื้นฟู เป็นชื่อสมมติ สำรหับคนหนึ่งที่ผมรู้จัก และผมเคยดำเนินชีวิตคริสเตียนอย่างนั้น เหมือนคริสเตียนบางคนที่เด้งขึ้นๆลงๆ เหมือนมีคำกล่าวกันในเพื่อนคริสเตียนว่า ‘ช่วงนี้รู้สึกอ่อนแอ มากแต่วันนั้่น..รู้สึกเข้มแข็งมากเลย” เป็นต้น โดยเรื่องนี้ผมได้เขียนไว้ในบทความในบล็อคผมที่ชื่อว่า “นายเด้ง นามสกุล ฟื้นฟู” ซึ่งอ่านได้ที่    http://web.me.com/graceonly/Grace_Only/พระคุณเท่านั้น/Entries/2008/9/17_นายเด้ง_นามสกุล_ฟื้นฟู.htm

ผมจะพยายามตอบคำถามคุณ AJ นะครับ โดยจะตอบที่ละคำถาม โดยผมจะพยายามตอบโดยสุภาพที่สุดครับ และโปรดเข้าใจผมด้วยครับว่าคำตอบของผมจะเป็นลักษณะ “เลือกข้าง” ชัดเจนครับ ผมเองก็เคยถามคำถามนี้เหมือนกันเมื่อผมได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก แต่ในที่สุดผมก็ไม่สามารถ “หักล้าง” พระคุณของพระเจ้าได้เลย  และก็มีคนถามอาจารย์เปาโลแบบนี้ในกรุงโรม และท่านก็ตอบคำถามเดียวกับคุณ A.J นี้ด้วยจดหมายฝากไปถึงกรุงโรม คำตอบของท่านปรากฏอยู่ใน โรม: บทที่  5-6-7-8 ครับ และหักล้างธรรมบัญญัติอย่างสิ้นเชิงเช่นเดียวกันครับ

อีกอย่างหนึ่งผมใช้เวลาตอบประมาณ 3 ชั่วโมงโดยละงานของผม เพราะผมดีใจและอยากตอบคำถามคุณ A.J หวังว่าคุณ A.J จะลองใช้เวลาอ่านให้ละเอียดนะครับ เหมือนผมตั้งใจตอบอย่างละเอียดครับ ค่อยๆอ่านนะครับ ถ้าไม่เห็นด้วยตอนใด จดไว้ก่อนครับ อย่าเพิ่งด่าผม และขอให้อ่านต่อไปครับ :-)

พระคุณเท่านั้น ที่คุณค้นพบ เกิดด้วยตัวคุณเอง? หรือคุณไปคจ.ไหน? หรือคุณไปเรียนกับอาจารย์ไหน?

*ผมรับใช้พระเจ้าอยู่ที่คริสตจักรแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่  (บอกได้นะครับ ไม่ได้เป็นความลับอะไร ถ้าอยากให้บอกแต่ผมคิดว่าไม่จำเป็น)  ภาคที่1 สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทยครับ  สังกัด Presbyterian ครับ เป็นผู้ปกครองครับ และเทศนาเดือนละครั้งสลับกับศิษยาภิบาล  ก่อนหน้านี้เคยอยู่ในคริสตจักร อีกแห่งหนึ่ง นำนมัสการ สอนกลุ่มเซลมานาน ผมรับเชื่อโดยมิชชั่นนารีจาก The Navigators ครับ และสร้างสาวกผมในช่วงแรกของชีวิตคริสเตียน ผมย้ายมาคริสตจักรล่่าสุด เพราะย้ายบ้านครับ อยู่ใกล้บ้าน  ในเชียงใหม่ก็รู้จักคริสตจักรในเครือสหกิจคริสเตียนบ้างครับ แต่ทั้งหมดนี้ ไม่ได้ช่วยผมเลยครับ

ผมเพิ่งจะมาค้นพบเมื่อ 2 ปีหลังนี้ ว่า ไม่ว่าจะเป็น แบบแผนใด หรือ แนวทางการนมัสการใด หรือ นิกายใด ไม่ได้ช่วยให้คริสเตียนไทยส่วนมากมองเห็น “พระคุณ” ชัดเจน    หรือเอาหรือผ้าคุลมหน้าแห่งพันธสัญญาเดิมของโมเสสออกไปได้เลย  (2โครินธ์ 5:14-15)  เพราะว่าคริสเตียนส่วนมากรวมถึงผมในตอนนั้น ยังไม่ได้หันกลับมาหาพระเยซู ยังไม่ได้เข้าใจพันธสัญญาใหม่แห่งพระคุณจริงๆ จึงอ่านพระคัมภีร์ทีไร ก็มีผ้าคลุมหน้าแห่งพันธสัญญาเดิมนั้นเป็น “เลนส์” บังคับอยู่เสมอ แต่ถ้ามาหาพระเยซู และเข้าใจพันธสัญญาใหม่จริงๆแล้ว ผ้าคลุมแห่งพันธสัญญาเดิมจะต้องเปิดออก และมีเสรีภาพในพระวิญญาณ ตามพระวิญญาณ  ไม่ใช่ตามธรรมบัญญัติ (2 โครินธ์ 5:16-17) และเราก็จะมีศักดิ์ศรี ในพระคุณของพระเจ้า ตามพระวิญญาณ (2โครินธ์ 5:18) มีคนมาแนะนำผมครับว่าผมเป็นเหมือนคริสเตียนส่วนมา เป็นคริสเตียนที่ยังอยู่ในวังวนแห่งการ ขึ้น-ลง ฝ่ายวิญญาณ (ซึ่งไม่มีจริง และเราคิดขึ้นมาเองในใจ และไม่มีพระวจนะของพระเจ้าสนับสนุน)  ก่อนที่ผมจะตอบว่าใครแนะนำผม หรืออาจารย์ไหน ผมขออธิบายเรื่องที่ผมได้กล่าวตอนนี้ก่อนนะะครับ

โดยเป็นดังนี้ครับ: ลง เมื่อทำบาป และบาปนั้นใช้ธรรมบัญญัติเป็นช่องให้ ยัง “รู้สึกผิด” และ  “ไกลห่างขึ้น”  guilt    และ ขึ้น เมื่อคริสเตียน “ปฏิบัติ” works เช่น  สารภาพขอการยกโทษในห้องลับ,  ไปปลีกวิเวกเพื่อทบทวนกิจการของตัวเองกับพระเจ้า,  ไปอธิษฐานมากๆเพื่อฟื้นใจ, ไปนมัสการวันอาทิตย์เพื่อ “ใกล้ชิด”พระเจ้ามากขึ้น , แสวงหา  “การสัมผัสแห่งพระวิญญาณ”  เพื่อให้รู้สึกคืนดีกับพระเจ้า และกลับมาอยู่ใน “ทาง” แห่งพระเจ้า, และด้วยกิจการอื่นๆอีกมากมายครับ แต่พระคัมภีร์ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลยครับ และไม่มีเหตุผลทางพระวจนะของพระเจ้าสนับสนุน (biblical support) เลยแม้แต่น้อย

1.การขึ้น-ลงฝ่ายวิญญาณนั้นไม่มีพระวจนะของพระเจ้าสนับสนุนครับ และ เกิดขึ้นเพราะความไม่เข้าใจ ความสิ้นสุดสมบูรณ์แห่งการไถ่บนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์ครับ  และสำคัญที่สุดไม่เข้าใจการใช้ พระคัมภีร์ภาพพันธสัญญาเดิม (Old Testament) กับพันธสัญญาใหม่ (New Testament) ด้วยความไม่เข้าใจนี้เอง( ผมจะอธิบายใน blog เรื่องนี้ทีหลังครับ) ได้นำมาถึงคำสอนซึ่ง “ผสม” พันธสัญญาเดิม ซึ่งเป็น ธรรมบัญญัติ กันพันธสัญญาใหม่ซึ่งเป็นพระคุณ เข้าด้วยกัน

คริสเตียนบังเกิดใหม่ไม่มีขึ้นลง มีแต่ติดสนิทอยู่ตลอดเวลา เมื่อเราเชื่อ เราเข้าสนิทอยู่ในพระองค์ และเป็นการเข้าสนิทถาวร (abide in me)เพราะความรอดนั้นถาวรนิรันดร์   (ยอห์น 15:4-5) คนที่ไม่ได้เข้าสนิทก็คือแขนงที่ไม่ได้เข้าอยู่ในเถา ก็คือผู้ไม่เชื่อ ก็ไม่รอดครับ (ยอห์น 15:6) และไม่มีสิ่งใดทำให้เราขึ้น-ลง ไม่ว่าจะเป็นบาป หรือฤทธิ์เดชใด ก็ไม่สามารถแยกเราขาดออกจากความรักของพระเจ้าได้ (โรม 8:38-39) ไม่มีสิ่งใดฟ้องโทษเราได้อีกเพื่อให้เรา “ห่าง’ หรือ “ใกล้”ขึ้น (โรม 8:33-34)

2.การ “ปฏิบัติ” หรือ works ของเรานั้น ไร้ประโยชน์ครับ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็เชื่อถือไม่ได้ครับ เราพยายามมาตลอด 4,000 ปีแห่งพันธสัญญาเดิม คือพันธสัญญาแห่งการปฏิบัติตามกฏหมายแห่งธรรมบัญญัติ แต่ก็ ล้มหน้าทิ่มลงบนพื้นไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และพิสูจน์แล้ว่า มนุษย์ “ทำ”อะไรไม่ได้เลยเพื่อจะชอบธรรมได้ ?? ปราศจากเราแล้วท่านทำสิ่งใดไม่ได้เลย  (ยอห์น 15:5)

“งาน (works)” ของพระคริสต์นั้นต่างหากที่สำคัญที่สุด ที่มนุษย์ หรือคริสเตียนอย่างเราควรจะ เชื่อพึ่งและไว้วางใจทั้งหมดได้ “การปฏิบัติให้” ของพระคริสต์นั้นสิ้นสุด และบริบูรณ์แล้ว และสมบูรณ์เพียงพอต่อความรอดสมบูรณ์ และทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าไม่มีทางแยกจากกันได้  และไม่มี “การปฏิบัติ” อะไรของเราที่จะเพิ่มเติม หรือ ลด ความสัมพันธ์นี้ให้ “ไกล้ชิด” ขึ้น หรือ “ไกลห่าง”ลงได้อีก

3.การไกลห่างเป็น แนวคิด concept ที่คริสเตียนสร้างขึ้นมาด้วยความไม่เข้าใจข้อ 1-2 ข้่างบนครับ   จึง “หลุด” เข้าใจผิดไปว่าเป็นจริง และมิหนำซ้ำยังมีคน หยิบยก เอาพระธรรมอิสยาห์  กล่าวเกี่ยวกับเมื่อยูดาห์ทำบาป พระเจ้าจึงไม่ได้ยิน  ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ซึ่งมีบริบทให้กับยูดาห์ในตอนนั้น มาสอนเพื่อกำหราบคริสเตียนไม่ให้ทำบาป แต่คนสอนไม่เข้าใจว่าพระธรรมดังกล่าวว่า ไม่ใช่ให้ท่าน  และไม่ได้ใช้กับท่าน แต่ใช้กับยูดาห์ ให้เขาเห็นว่า ด้วยการกระทำบาป  ยูดาห์จะไกลจากพระเจ้า  และไม่ได้มีบริบทใดถึงคริสเตียนบังเกิดใหม่ใต้พระคุณของพระเยซูคริสต์เลย

ในพันธสัญญาใหม่ และบริบทแห่งพระคุณ คริสเตียนบังเกิดใหม่นั้น มนุษย์“เข้าใน (abide)” พระเจ้าได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์เท่านั้น และไม่มีวันไกลห่างขึ้น หรือ ใกล้ชิดขึ้น เพราะเราใกล้ที่สุดแล้วคืออยู่ด้วยกันกับพระองค์ และทางพระคุณนี้ไม่มีสิ่งใดที่แยกเราจากความรักของพระเจ้าได้  (โรม 8:35)

(นี่คือตัวอย่างหนึ่งของการใช้พันธสัญญาเดิมOld Testament  มากประยุกต์อย่างผิดเพื่อสอนคริสเตียนซึ่งบังเกิดในพันธสัญญาใหม่  New Covenant  เหมือนเอา ถุงหนังเก่ามาใส่น้ำองุ่นหมักใหม่ครับ –พระธรรมตอนนี้ไม่ควรเอามาสอนเรื่องคริสเตียนไกลห่างพระเจ้าเพราะความบาป แต่อาจใช้ประยุกต์ว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะความบาปในบริบทแห่งพันธสัญญาเดิม อิสราเอลไม่มีทางเข้าใกล้พระเจ้าได้โดยปราศจากพิธีชำระ  แต่ดีนะที่เราได้การชำระที่สมบูรณ์มาจากพระเยซูคริสต์  เราจึงอยู่กับพระองค์ได้ นมัสการพระเจ้าได้ ก็สอนไปได้ครับ เพราะพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมสามารถใช้สอนได้ครับ โดยใช้สอนเพื่อ ให้เล็งเห็น ถึงพระคุณของพระคริสต์ในพันธสัญญาใหม่ซึ่งสถาปนาโดยพระคริสต์ ไม่ใช่นำมาสอนเพื่อประยุกต์เอาโทษ หรือ ฝัง คนต่างชาติ Gentiles ซึ่งรอดได้โดยพันธสัญญาใหม่)

ผมว่ามาทั้งหมดนี้เพื่อจะบอกว่า มีคนอธิบายเรื่องนี้ให้ผมเข้าใจเป็นมิชชั่นารีท่านหนึ่งครับ ประกอบกับแนะนำหนังสือหลายเล่ม จากผู้เขียนหลายท่าน เช่น C.I.Scofield, Bob George, George Barna, Frank Viola เป็นต้น  และผมใช้เวลาศึกษาอีก 2 ปีโดยการอ่านพระคัมภีร์ใหม่อีกรอบโดยมี “เลนส์” แห่งพระคุณ และ ความสำเร็จสมบูรณ์แห่งไม้กางเขน  ผมเข้าใจพระวจนะของพระเจ้ากระจ่างแจ้งกว่าเดิมมากเลยครับ! น่าเสียใจว่าไม่มีการสอนเช่นนี้ในคริสตจักรไทย และสถาบันสอนในประเทศไทย แต่ถ้ามีช่วยบอกหน่อยนะครับ ผมอยากไปครับ

หลักการที่อาจารย์ท่านนั้นแนะให้ผมนั้น คือ ให้เอาผ้าคลุมแห่งธรรมบัญญัติซึ่งเป็นพันธสัญญาแห่งการกล่าวโทษนั้นออกไปก่อน เพราะไม่ใช่มีไว้สำหรับคุณ แต่สำหรับอิสราเอล และเอาพระคุณมาทอแสงแห่งรัศมีในชีวิต เชื่อพึ่งไว้วางใจในความจริงแห่งการไถ่สมบูรณ์ของพระคริสต์ และการคืนพระชนม์ของพระองค์เพื่อให้ชีวิตใหม่แก่คุณ  ด้วยชีวิตของพระคริสต์สถิตย์อยู่ในคุณ เพื่อคุณไม่ดำเนินตามธรรมบัญญัติ แต่ดำเนินตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระคริสต์ และมีชีวิตอยู่บนส่ิงที่พระคริสต์ “ทำ”เพื่อคุณ ไม่ใช่ สิ่งที่คุณ “ทำ” เพื่อพระเจ้า (โรม 7:6)  เท่านั้นแหละครับ ผมน้ำตาซึมเลยครับ  หลังจากนั้นผมก็ปิ๊งเลย ครับ มันใสเหมือนแก้วเจียระไน  สว่างจ้า ไม่ทึมๆเหมือนเมื่อก่อน ชีวิตชัดเจน ไม่สับสนเหมือนเมื่อก่อน (คุณลองอ่านย่อหน้านี้ซ้ำๆสักสองรอบนะครับ และอ่านช้าๆครับ)

คุณ​A.J.ถามต่อว่า:

พระคุณเท่านั้น หลังจากรับเชื่อ ชีวิตไม่เปลี่ยนแปลง พระคุณเท่านั้นเพียงพอ จะแน่ใจยังไงว่า รอดแล้ว

*ต้องถามว่า ถ้าชีวิตไม่เปลี่ยนแปลง เขารับเชื่ออะไรครับ ถ้ารับเชื่อพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และเชื่อในจิตใจว่าพระเยซูคืนพระชนม์?? โรม 10 เขาจะรอด เขาจะมีพระวิญญาณบริสุทธิ์สวมทับอยู่ครับ และชีวิตจะเปลี่ยนแปลงเพราะมีผลแห่งพระวิญญาณครับ

แต่ถ้ารับอย่างอื่น เช่นรับบัพติสมา รับสันติสุข รับการนมัสการ รับคำเทศนาที่โดนใจ  รับคำสอนที่ตื่นเต้น รับความคิดด้านบวก รับอาหาร รับยารักษาโรค รับศีลมหาสนิท รับความสบายใจเวลามาโบสถ์ อาจดูเหมือนรับเชื่อ แต่มาไม่ถึงครับ  บุคคลนั้นอาจเข้าใจเรื่องความรอดผิด และอาจยังมาไม่ถึงความรอด ดูเหมือนว่ารอด แต่ไม่ได้มาหา หรือมาไม่ถึง ชีวิตแห่งการคืนพระชนม์ของ พระคริสต์ บุคคลนั้นจึงยังเป็นคนตายฝ่ายวิญญาณอยู่  อาจดูเหมือนรอดแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นกับพระเจ้าครับ ผมมิอาจตัดสินได้ (อ่านบทความผมเรื่อง คำถามแห่งความรอด ท่านเข้าใจจริงหรือ?) เมื่อบุคคลนั้นยังไม่รอด ก็ไม่มีทางมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึง เอ็นจอย และทำบาปอย่างเปิดเผย ถ้าเป็นกรณีนี้ ก็คงยังไม่รอด ยังมิได้บังเกิดใหม่ พระคุณก็ไม่มีให้เขาอยู่แล้วครับ เพราะเขายังไม่ได้รับพระคุณนั้น เขาดูเหมือน “ใช่ และรอด” แต่จริงๆอาจยัง “ไม่ใช่และหลงหาย และตายอยู่”  ผู้ยังไม่รอด ก็ ไม่ต้องพูดถึงพระคุณ เพราะเขาไม่ได้รับตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว

แต่ถ้ากลับใจใหม่จากความไม่เชื่อ มาเป็นเชื่อ และบังเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ รับเชื่อจริงๆอย่างข้างต้นและมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดำรงชีวิตผ่านทางชีวิตเขา เป็นความรอดสมบูรณ์ครับ ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงครับ! เพราะความรอดไม่ไช่เป็นการยกโทษบาปอย่างเดียว แต่ความรอดเป็นการรับเอาชีวิตของพระคริสต์เข้ามาอยู่ในคนตายฝ่ายวิญญาณเพราะบาป บุคคลที่รอดจึงต้องมีพระวิญญาณของพระคริสต์ครับ  ถ้ารอดจริงและมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ ต้องมีผลแห่งพระวิญญาณครับ   (กาลาเทีย 5:22)   และผู้นั้นต้องดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วย  (กาลาเทีย 2:25)

เมื่อมีผลแห่งพระวิญญาณ และเข้าใจในสิ่งที่พระคริสต์ “ทำ” เพื่อเรา ไม่ใช่สิ่งที่เรา “ทำ” เพื่อพระคริสต์ และสิ่งที่พระองค์ทำนั้น ก็เพียงพอ (Sufficiency) และสมบูรณ์ (Complete) และไม่มีสิ่งใดจะพรากผู้ที่รอดไม่จากพระเจ้าได้ ?? เขาคนนั้นจะต้องมั่นใจในความรอดนั้นครับ  เพราะตัวการเดียวที่ทำให้เราตายฝ่ายวิญญาณไปจากพระเจ้าได้นั้น คือ “บาป” และ “บาป”และค่าจ้าง (ผล) ของความบาปคือ “ความตาย” ทั้งหมดของเราไม่ว่าตอนนี้ หรือในอดีต หรือในอนาคตที่เราจะทำนั้น ได้ถูก “ทำลาย” นิรันดร์เสียแล้ว เหตุฉะนั้น เราจึง “ไม่ตาย”เพราะบาปอีก เพราะการลงโทษตามธรรมบัญญัตินั้น (punishment by Law)ได้สำเร็จสมบูรณ์แล้ว  การลงโทษนั้นเกิดขึ้นที่ เรา หรือเปล่า? ไม่ใช่ครับ! เกิดขึ้นที่ใคร?  ที่ลูกสุดที่รักคนเดียวของพระองค์ ไม่มีเหลืออีกแล้ว!  ทั้งหมดแห่งความพิโรธเราเพราะความบาป ลงไปที่ลูกสุดที่รักองค์เดียวของพระองค์ในฐานะมนุษย์สมบูรณ์ที่ไม่ได้ทำบาป  พระองค์ผู้ทรงไม่มีบาป ถูกทำให้บาป ?? เพื่อเป็นแก่เราครับ แล้ว เราจะยังไม่แน่ใจอีกได้อย่างไร แน่ใจ เถอะครับ มั่นใจเถอะครับ ว่าพระคุณของพระองค์นั้น เพียงพอ และสมบูรณ์เสมอ  จึงไม่มีเหลือสิ่งใดที่ทำให้ท่านตายอีก คุณ A.J.กับผมจึงรอดด้วยพระคุณ และไม่มีใครแยกเราออกจากพระเจ้าได้ครับ เมื่อรู้อย่างนี้จะไม่แน่ใจได้อย่างไร

ถ้ารอดจริงตั้งแต่ต้น ก็ต้องมั่นใจในความรอดจริงๆ ครับ ถ้าไม่รอดจริงตั้งแต่ต้นจะม่ันใจในความรอดได้อย่างไร ถ้ารอดจริง ชีวิตต้องมีผลแห่งพระวิญญาณครับ ถึงแม้ยังทำบาปอยู่  อย่า “เพ่งเล็งจุดศูนย์รวม” อยู่กับผลบาป ครับ เพราะมันหมดฤทธิ์ไปแล้ว มันทำอะไรเราไม่ได้อีกเลยครับ มัน ฝ่อไปแล้ว แต่ให้ “เพ่งเล็งจุดศูนย์รวม” ไปอยู่ที่ผลแห่งพระวิญญาณ  เพ่งเล็งมุ่งอยู่ที่สิ่งที่พระองค์ “ทำ” เพื่อเรา  ไม่ใช่สิ่งที่เรา “ทำ” ด้วยความพยายาม

ถ้ารอดแล้วต้องเปลี่ยนแปลงครับ ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงเลย อาจอนุมานได้ว่ายังไม่รอดตั้งแต่แรก ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ในใจ แค่รับเชื่อ ก็ต้องถามว่ารับเชื่ออะไร (ผมเน้นนะครับว่า “อาจจะ” เฉยๆ เพราะผมตัดสินไม่ได้ด้วยภายนอกครับ พระเจ้าเท่านั้นที่ตัดสิน)

พระคุณเท่านั้น คต.ที่เชื่อแล้ว ยังทำบาปเรื่อยไป พระคุณจะเป็นพระคุณต่อไป ยังไง?

อันนี้โดนใจเลยครับ อยากตอบมาก :-)

*ผมตอบข้อนี้โดยอนุมานว่า คุณ A.J กับผมเข้าใจตรงกันว่า คำว่่า คต.ในคำถามนี้นั้น คือคริสเตียนที่ได้รับความรอดจริงๆ บังเกิดใหม่จริงๆ มีพระวิญญาณจริงๆ ตามสิ่งที่ผมตอบในคำถามข้างบนนะครับ   ไม่ใช่คนที่ “ดูเหมือน” ว่าเป็นคริสเตียนแต่จริงๆยังไม่ได้รับความรอดตาม โรม 10:9-10 นะครับ

เร่ิมแรก คริสเตียนที่รอดแล้ว อย่าเข้าใจว่าพระคุณเป็น “ช่องทาง” แห่งการ อนุญาติให้ทำบาป หรืออีกนัยยะหนึ่ง คิดว่า “เฮ้ยยังงี้ก็ดีเด่ะ ในเมื่อมีพระคุณไปตลอดแล้ว ลุยเลยดีกว่า ไปล่วงประเวณีเลย ไปกินเหล้าเลย ไปทำบาปกันเลย”  เปาโลกล่าวดักไว้ว่า “เราจะทำบาปเพราะมิได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณอย่างนั่นหรือ” พระคัมภีร์สอนว่าอย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย โรม 6:15-16

แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่บอกว่า เมื่อมีพระคุณแล้ว เราจะไม่ทำบาปอีก เพราะเป็นไปไม่ได้ คุณต้องทำบาปอีกตลอดชีวิต  เพราะบาปฝังอยู่ในตัวเราผ่านทางอาดัม(โรม 5:12) และไม่มีความดีอะไรอยู่ในตัวเราเลย ด้วยว่าเจตนาดีก็มีอยู่ แต่กระทำการดีนั้นหาได้กระทำได้ไม่ โรม 7:18  หรือคุณจะเถียง?  ถ้าเราอยากหยุดทำบาป เราต้องอธิษฐานให้เราตายจากโลกนี้ครับ เพราะนั่นจะเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เราหยุดทำบาป เพราะฉะนั้น  เราต้องทำบาปแน่ๆ  แล้วเรื่อยไปด้วยเหมือนคำถามที่เขียนมา

ตอบจริงๆแล้วนะครับ

ถ้าคริสเตียนทำบาปก็ทำไงได้ล่ะครับ ก็เราติดมาจากอาดัมนี่นา  (โรม 5:12) มันฝังอยู่กับธรรมบัญญัติ และเมื่อธรรมบัญญัติแจ้งให้เห็นว่าผิด ก็ยิ่งเร้าให้มีการละเมิด และมีบาปมากขึ้น (โรม 5:20)  และพระคัมภีร์ก็ยืนยันว่าจะมีไปตลอด เพราะบาปจะอาศัยช่องทางแห่งธรรมบัญญัติให้ปรากฏว่าเป็นบาปจริง และก็ชั่วร้ายย่ิงนัก (โรม 7:13) หมายถึงว่า ธรรมบัญญัตินั้นไม่ได้ชั่วร้ายด้วยตัวเอง แต่บาปที่อยู่เราอาศัยธรรมบัญญัติชี้ให้เห็นแดงแจ๋ โจ๋งครึ่มว่าบาปชั่วร้ายนัก แล้วธรรมบัญญัติก็ยืนยัน ด้วยกฏหมาย แล้วก็ลงโทษได้ครับ แล้วอาจารย์เปาโลก็ยืนยันว่าท่านในฐานะอัครฑูตแห่งพันธสัญญาใหม่ ก็ยังทำบาป แล้วก็แก้ไม่ได้ด้วย ท่านอธิบายเรื่องนี้ในพระธรรมโรม 7 ทั้งบท ว่า  “ส่ิงที่ท่านอยากทำ (ดี) กลับทำไม่ได้ สิ่งที่ท่านไม่อยากทำ (บาป) กลับทำอยู่เรื่อย ๆ โอยช่างน่าสมเพชอะไรเช่นนี้ ใครจะช่วยให้ข้าพเจ้าพ้นจาก ร่างกายแห่งบาปนี้ได้? คำตอบคือ พ้นไม่ได้ครับ เพราะยังอยู่ในร่างกายนี้ที่เต็มด้วยบาป แต่ทำไงดี? เป็นถึงอัครฑูตแห่งพันธสัญญาใหม่ แล้วยังทำบาปอยู่เลย

ถ้าอาจารย์เปาโลหยุดแค่นี้ที่ โรมบทที่ 7:24 ก็ไม่ตอบคำถามคุณ AJ เลยที่ถามว่า ถ้ายังทำบาปเรื่อยไป พระคุณจะเป็นพระคุณยังไง? และเราก็ควรปิดพระคัมภีร์และกลับไปยังที่เดิมกัน เพราะไม่มีสิ่งใดช่วยจากร่างกายนี้ที่เต็มไปด้วยบาปชั่วได้

โอ๊ะโอ….แต่ช้าก่อน…อย่าเพิ่งปิด

แต่ๆๆๆ แล้วท่านก็บอกวิธีแก้ใน  โรม 7:25-8:4  ว่า “จงขอบคุณพระเจ้า” (ตอบแล้วนะ) ว่ากฏแห่งความรอดนั้นพระเจ้าได้ให้เราแล้ว คือพระเยซูรับโทษไปแล้ว เนื้อหนังของเราก็ยังเป็นทาสแห่งบาปก็ทำอะไรไม่ได้! แต่ทางฝ่ายวิญญาณเราขอบคุณพระคริสต์ได้ ถึงแม้ฝ่ายเนื้อหนังทำบาป

ถ้าทำบาปทำยังงัย ก็ขอบคุณสิครับ! ขอบคุณอะไร? ก็ขอบคุณ ที่พระองค์รับสภาพเนื้อหนังเดียวกับท่านเพื่อไถ่บาป และ “ปรับโทษบาป” (โรม 8:3) และที่พระเยซูรับทัณฑ์บนไม้กางเขนนั้น ทำให้เราพ้นจากกฏแห่งบาปและความตาย  (โรม 8:2) หมายความว่า ค่าจ้างแห่งความบาปคือความตายนั้นหมดฤทธิ์ไปแล้ว การลงโทษได้กระทำเสร็จสิ้นตามกฏแห่งธรรมบัญญัติไปแล้ว  โดยลงโทษบาปของผมและท่านลงบนร่างกายของพระคริสต์โดยประหารให้ตายตามกฏ เมื่อลงโทษเสร็จแล้ว กฏจึงหมดฤทธิ์ที่จะลงโทษได้อีก   เราจึงพ้นจากกฏแห่งบาปและความตาย เพราะเหตุนี้เอง การลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้หลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์  (โรม 8:1) และไม่มีใครฟ้องคนเหล่านั้นได้อีก ผู้ทรงโปรดให้พ้นโทษแล้วทางการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ และการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระองค์ (โรม 8:33)

(สังเกตุว่าผมตอบคำถามโดยใช้ โรม 6,7,8 ต่อกันเลยนะ เพราะผมว่าก็มีคนถามอาจารย์เปาโลเป็นคำถามเดียวกันกับคุณ AJ อย่างนี้แหละในกรุงโรม อาจารย์เลยเขียนจดหมายโรมไปตอบ)

นี่แหละครับคือพระคุณเท่านั้น! พระคุณอย่างเดียว ไม่มีอื่นอีกที่ช่วยท่านได้

ถ้ามีบาปก็ ขอบพระคุณเถอะครับ เพราะที่ใดมีบาปปรากฏมากขึ้น ที่นั่นพระคุณก็จะไพบูลย์ขึ้น (โรม 6:20) (แต่อย่าเข้าใจผิดใช้พระคุณเป็นช่องทางทำบาปนะ บอกไปแล้ว) เมื่อทำบาป จะขอบพระคุณอย่างไร ก็บอกพระเจ้าไปสิครับว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอบพระคุณที่พระคุณของพระองค์เพียงพอต่อบาปนี้ และจะเพียงพอต่อไปอีกแน่นอน ผมมั่นใจในส่ิงที่พระเจ้าทำเพื่อผม แล้วให้ผมดำเนินใหม่นะ ตามพระวิญญาณของพระองค์ ตามเสียงของพระองค์” บอกกับพระองค์สิ ว่าคุณ มั่นใจ เพราะผมว่า พระเจ้าดีใจนะ ที่คุณสำนึกในพระคุณของพระองค์ และไม่ได้ดำเนินชีวิตบนความพยายามของเราเองเพื่อจะเป็นคนชอบธรรมได้ด้วยตัวเอง

พระคุณจะไม่มีผลเป็นพระคุณหรอกครับครับ ถ้าคริสเตียนยังเข้าใจผิดและตั้งธงว่า บาปยังมีฤทธิ์มากโขอยู่ และมีผลทำให้ต้องรับโทษอีก ถ้าเราเข้าใจผิดเช่นนี้และตั้งธงนี้ พระคุณก็ไม่เป็นพระคุณครับ พระเจ้าให้เราแล้วนะครับ “ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์” (โรม 6:23)  นิรันดร์แปลว่าไม่สูญหาย ไม่หมดไม่ใช่หรือครับ เร่ิมชีวิตนิรันดร์เมื่อไรครับ? เมื่อเราตายแล้วไปอยู่แผ่นดินใหม่ เหมืือนพยายนพระยะโฮวาห์สอนเหรอครับ หรือที่คริสเตียนบางนิกายสอน!  ไม่ใช่ครับ! ชีวิตนิรันดร์เร่ิมเมื่อคุณรับเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ เป็นขึ้นมาจากตาย  (โรม 10: 9-10) จึงเป็นผลแรก (1โครินทธ์ 15:20) ให้คุณรอดจากตาย ณ.บัดเดี๋ยวนั้นที่คุณรับด้วยปากและเชื่อด้วยใจ  ชีวิตที่พระเยซูคริสต์ได้รับจากการเป็นขึ้นจากความตาย เข้าสวมทับชีวิตของคนนั้น เปลี่ยนแปลงสถานะภาพจากคน “ตายฝ่ายวิญญาณ” เพราะบาป ให้ “ฟื้น ฝ่ายวิญญาณ” โดยชีวิตที่คืนพระชนม์  และนั่นแหละคือความรอด (เอเฟซัส 2:5, โคโลสี 2:13, โรม 5:10) ไม่มีสิ่งใดที่จะแยกเราออกจากพระเจ้าได้อีก และบาปก็ทำสิ่งนั้นไม่ได้ด้วย เพราะถูกกำหราบไปหมดที่ไม้กางเขนแล้วครับ พระคัมภีร์จึงว่า เหล็กไน ของมัจจุราชอยู่ที่ไหน ไม่มีแล้ว เพราะพระเยซูชนะแล้ว เราจึงพ้นไปจากกฏแห่งบาป เข้าไปสู่กฏแห่งพระคุณ (โรม 8)

พระคุณเท่านั้น สำหรับพวกผิดเพศ ล่วงประเวณี พระคุณจะช่วยยังไง หรือปล่อยให้เป็นไปเรื่อยๆ เพราะพระคุณเพียงพอ

  • ผมตอบโดยอนุมานว่าพวกผิดเพศ  ล่วงประเวณี ยังไม่รับเชื่อหรอกครับ ยังไม่เข้าสู่ความรอดด้วย และก็ยังไม่ได้รับพระคุณเลย อย่าว่าแต่เพียงพอหรือไม่

แต่ถ้ารอดจริง และเคยเป็นนิสัยเดิม ก่อนรับพระเยซู หรือพฤติกรรมเดิม  ต้องเปลี่ยนได้ครับ และต้องไม่มีความชื่นชมยินดีกับนิสัยเดิมครับ และต้องไม่ “ชื่นชม” บาป และโวว่าดี  และอยาก “เปิดเผย” ว่าดี ต้องตามพระวิญญาณได้ (สังเกตว่าผมไม่ได้เขียนว่าต้องตามธรรมบัญญัติได้นะครับ) และฟังเสียงพระวิญญาณแห่งความรัก และตามพระวจนะของพระเจ้าใจพันธสัญญาใหม่ครับ  แขนงที่ติดในเถาองุ่นไม่ได้ออกผลเองนะครับ แต่เถาองุ่นต่างหากที่ออกผลผ่านทางแขนง ถ้าคนนั้นอยู่เถาองุ่น แขนงนั้นติดอยู่ในเถาองุ่น แขนงนั้นต้องเปลี่ยนไปครับ ถ้าแขนงไม่ออกผลของเถาองุ่นเลย แขนงนั้นยังไม่ติดครับ! (ยอห์น 15) พระวิญญาณจะออกผลเป็นการผิดเพศได้หรือครับ?   ถ้าเป็นคริสเตียนบังเกิดใหม่จริง ต้องมีพระวิญญาณของพระคริสต์ครับ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่พระคัมภีร์ใช้ตรวจสอบว่าเป็นคริสเตียนบังเกิดใหม่จริงหรือเปล่า โรม8:9 เขียนไว้ครับว่า “ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลายจริงๆแล้ว ท่านก็มิได้อยู่ใต้เนื้อหนัง แต่อยู่ใต้พระวิญญาณ…ผู้ใดไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์ ผู้นั้นก็ไม่เป็นของพระองค์”  ถ้าคนนั้นมีพระวิญญาณของพระคริสต์ คนนั้นเป็นของพระองค์ครับ และพระวิญญาณของพระองค์ไปนำไปทำเช่นนั้นครับ เพราะเขาจะเป็นคนใหม่ เพราะเขาบังเกิดใหม่ “ฟื้น”ขึ้นจากตายแล้ว

และถ้าเป็นพระคุณจริง ช่วยให้รอดได้จนถึงฝั่งแน่นอนครับ เพราะเป็นด้วยความเชื่อ ไม่ใช่การกระทำไม่ใช่หรือ (เอเฟซัส 2:8-9) แล้วลองคิดดูว่า….ถ้าพระคุณช่วยเขาไม่ได้ แล้ว ธรรมบัญญัติจะช่วยคนนี้ได้หรือ คำตอบคือยิ่งไม่ได้แน่นอน เพราะบาปจะใช้ช่องทารงธรรมบัญญัติเพื่อพิสูจน์ว่าคนนี้ผิด และก็ประหารทันทีครับ!  เพราะฉะนั้นจงยืนอยู่มั่นคงในพระคุณเท่านั้น ยืนอยู่ตามข้อพระคัมภีร์ที่ว่าว “แต่ถ้าเป็นทางพระคุณก็หาได้เป็นเพราะทางการประพฤติไม่ ถ้าเป็นทางการประพฤติ พระคุณก็จะไม่เป็นพระคุณอีกต่อไป” (โรม 11:6)

มีอีกกรณีหนึ่งครับ!  ถ้าเขายืนยันว่าเขาเข้าใจพระกิติคุณจริง แต่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เพราะเป็น ฮอร์โมนที่เขารับมาแต่เกิด เป็นการผิดปกติทางพันธุกรรม (แต่ผมไม่สามารตัดสินได้ว่าคนนั้นเป็นแบบใด เป็นนิสัย หรือเป็นพันธุกรรม) เฉกเช่นเดียวกับคนที่เกิดมาปัญญาอ่อน แล้วตายไป หรือ เด็กอายุ 5 ขวบแล้วตายไป  จะรอดหรือไม่! พระเจ้าจะตัดสินอย่างไร พระคุณจะช่วยอย่างไร? ส่วนนี้ผมว่าต้องมั่นใจใน ความ “ยุติธรรม” ซึ่งเปี่ยมไปด้วย  “ความรัก” มนุษย์ของพระเจ้า และฝากคนเหล่านี้ซึ่งช่วยตัวเองให้รอดไม่ได้ เพราะไม่มีสัมปชัญญะเพียงพอ ไว้กับพระเจ้าที่แสนดีของเราครับ! ไม่ใช่กงการอะไรของเราที่ต้องไปหาคำตอบ ฝากไว้กับพระเจ้าผู้สัพพัญญู และสุดแสนดีก็แล้วกัน :-)

พระคุณเท่านั้น สอนเรื่องการถวาย อย่างไร? หากมีปัญหาเรื่องนี้ พระคุณจะยังเป็นพระคุณ อีกไหม?

อันนี้ตอบไม่ยากครับ ยังงี้ครับ!

พระคุณสอนเรื่องการถวายจากพระธรรม 2โครินธ์  บทที่ 8-9 ทั้งสองบทครับ

ส่วนธรรมบัญญัติสอนเรื่องการถวายจากพระธรรม มาลาคี 3:9-11 และกฏหมายทศางค์อื่นๆอีกมากมายครับ

พระคุณสอนเรื่องการถวายโดยให้ถวายด้วยใจยินดี ไม่ได้ด้วย กฏหมายแห่งทศางค์ในพันธสัญญาเดิม ไม่ได้ด้วยความกลัว ไม่ใช่ด้วยการฝืนใจตามกฏหมาย แต่ด้วยความสบายใจ ให้ด้วยใจกว้างขวาง เพราะพระเจ้าทรงรักคนเหล่านั้นที่ให้ด้วยใจยินดี จะให้หนึ่ง หรือ สอง หรือสาม หรือ ห้า หรือ สิบ หรือ ยี่สิบลดก็ได้ ถ้าเป็นความสมัครใจและเสรีภาพ และพระวิญญาณบริสุทธิ์นำให้เขาถวายเช่นนั้น พระเจ้าพอพระทัยได้ครับ และพระคุณเจิดจ้า และทอแสงแน่นอนอยู่ในคนนั้นครับ ไม่ว่าจะถวายเท่าใด!

ถ้ามีปัญหาเรื่องนี้ ผมเข้าใจว่าคุณ AJ หมายความว่าถ้าคริสเตียนไม่ได้ถวายสิบลด พระคุณยังเป็นพระคุณอยู่หรือไม่?  พระคุณก็ยังเป็นพระคุณแน่นอน เพราะพระคุณคือ “ของประทาน” ไม่ใช่ “การสนองตอบ”

ในพันธสัญญาเดิมพระเจ้ามนษย์ “เร่ิมต้น” และพระเจ้า “สนองตอบ” ต่อ “สิ่งที่มนุษย์ทำ”

ในพันธสัญญาใหม่พระเจ้า “เร่ิมต้น” และมนุษย์ “สนองตอบ” ต่อ “สิ่งที่พระเจ้าทำให้”

ในพันธสัญญาเดิม มนุษย์ต้องเป็นผู้ “เร่ิมต้น” และต้อง “กระทำ” และ “ประพฤติ” ตามกฏบัญญัติ ถ้าทำได้ เช่น ถวายทศางค์ หรือ ถวายแท่นบูชา และกฏหมายอื่นๆตามพระธรรมเลวีนิติ และเฉลยธรรมบัญญัติ ได้พระเจ้าจะพอพระทัยและ “สนองตอบ” ด้วยการอวยพร ให้ฝ่ายร่างกายและชีวิตภายนอก เช่น อุดมสมบูรณ์ ไม่เป็นโรค เป็นต้น

ในพันธสัญญาใหม่  พระเจ้าเป็นผู้ “เร่ิมต้น” พระเจ้าเห็นว่ามนุษย์ทำไม่ได้ และไม่มีวันทำได้ พระองค์จึงเริ่มต้นพันธสัญญาใหม่ ด้วยพระโลหิตของพระคริสต์ สถาปนาเป็นพันธสัญญาใหม่แห่งพระคุณด้วยพระโลหิต พระองค์ประทานให้เป็นของขวัญโดยให้เปล่า มนุษย์มีหน้าที่ “ตอบสนอง” ด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ด้วยการ “กระทำ” ประพฤติตามกฏหมายบัญญัติ และพระเจ้าพอพระทัยด้่วยความเชื่อนั้น และอวยพรฝ่ายวิญญาณ ให้มีชีวิตภายในที่เต็มไปด้วยพระคุณ และสันติสุข

พระเจ้าไม่ได้รักเราเพราะสิ่งที่เราทำ แต่รักเราเพราะพระองค์เลือกที่จะรักเรา  ถึงแม้เราไม่น่ารัก เลือกที่จะยอมรับเราถึงแม้เราไม่มีสิ่งใดเลยที่ทำให้พระเจ้ายอมรับได้ และพระองค์รักเรามากจนประทานชีวิตของพระองค์เองให้แก่เรา และเราจะบอกได้อย่างไร ถ้าเราไม่ถวายตามกฏหมายแห่งทศางค์ หรือทำไม่ได้ พระเจ้าจะไม่รักเรา ไม่ยอมรับเรา เราผิดบาปต้องถูกลงโทษตามธรรมบัญญัติ โอ้โห..มั่วไปหมด พระคุณก็จะเอาการยกโทษก็บอกว่ารับ แต่ผิดกฏหมายก็จะลงโทษอีก ปรับโทษใครอีกครับ ปรับพระเยซูอีกหรือครับ พระองค์รับไปรอบหนึ่งแล้ว จะให้รับอีกรอบหนึ่งหรือครับ? มาหาพระคุณเท่านั้นเถิด สอนพระคุณเท่านั้นเถิด และ พระคุณจะยังเป็นพระคุณแน่นอนครับ จนถึงนิรันดร์!

ทุกวันนี้ คจ.สอนพระคุณ+ธรรมบัญญัติ คุณคิดว่าพระคุณจะช่วยอย่างไร?

*อันนี้ค่อยยังชั่วหน่อยตอบง่ายครับ

คริสตจักร (ส่วนมาก) สอนว่า “พระคุณจะช่วยให้คริสเตียนสามารถที่จะประพฤติตามธรรมบัญญัติได้” นี่เป็นคำสอนที่ดูเหมือนถูก และฟังแล้วดูดี มีเหตุผล แต่เป็นการผสมพระคุณกับธรรมบัญญัติด้วยกันครับ และเป็นคำสอนที่ไม่ได้มีหลักสนับสนุนจากพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่เลย ไม่ว่าจะเป็นจดหมายของอาจารย์เปาโล หรืออื่นใด เป็นคำสอนผิดครับ!

อย่าผสมกันครับ อย่าสอนว่า “พระคุณจะช่วยให้คริสเตียนสามารถที่จะประพฤติตามธรรมบัญญัติได้” แต่จงสอนว่า  “พระคุณจะทำให้คริสเตียนดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้”  ดูเหมือนคล้ายกัน แต่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ ผมจะไปอธิบายเรื่องนี้ในบทความที่ blog ของผม web.me.com/graceonly ในหัวข้อ พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ คุณ AJ ลองไปตามอ่านดูนะครับ

พระคุณกับธรรมบัญญัติเข้ากันไม่ได้ เหมือนน้ำกับน้ำมันครับ ไม่มีวันเข้ากันได้ เพราะทั้งสองอย่างนี้ให้มาคนละเวลา คนละสถานที่ และให้ไว้แก่คนละชนชาติครับ ถ้าเราผสมกัน เราใช้ผิดกาละเทศะ ครับ  พระเยซูสอนว่า “ไม่เอาน้ำองุ่นหมักใหม่ มาใส่ถุงหนังเก่า ถ้าทำอย่างนั้นถุงหนังเก่าจะขาด น้ำองุ่นจะรั่ว และถงหนังก็จะเสียไปด้วย แต่เขาย่อมเอาน้ำองุ่นหมักใหม่ใส่ในถุงหนังใหม่ แล้วทั้งสองอย่างก็อยู่ดีด้วยกันได้” (มัทธิว 9:17)  บริบทนี้พระองค์ได้สอนเรื่องที่มีการเอาธรรมบัญญัติเรื่องการอดอาหารมาใช้กับศิษย์ของพระองค์ซึ่งกำลังเข้าสู่พันธสัญญาใหม่แห่งพระคุณ โดยพระองค์อธิบายว่า เราไม่สามารถเอา คริสเตียนที่รอดด้วยพันธสัญญาใหม่ (น้ำองุ่นหมักใหม่) มาเก็บไว้ใน บริบทแห่งธรรมบัญญัติแห่งพันธสัญญาเดิม (ถุงหนังเก่า) เพราะคริสเตียนจะ “ร่ัว” คือสับสน และเสียไป แต่ควรจะสอนให้คริสเตียนแห่งพันธสัญญาใหม่คือ (น้ำองุ่นหมักใหม่)เข้าส่วน และซาบซึ้งและม่ันใจใน  (ถุงหนังใหม่) คือ พระคุณของพระองค์ที่ช่วยให้รอดด้วยความเชื่อไม่ใช่ด้วยการกระทำ  และคริสเตียนจะอยู่ได้อย่างมีชัยชนะ และมั่นใจในความรอดครับ

และพันธสัญญาเดิม แห่งธรรมบัญญัตินั้น หมดไปแล้วครับ ยกเลิกไปแล้วครับ ถูกแทนที่ด้วยยุคแห่งพันธสัญญาใหม่ แห่งพระคุณของพระเยซูคริสต์ครับ  อ่านถึงตอนนี้ คุณ A.J บอกว่าโอ้โห แรงจัง ใช้คำ “ยกเลิก” เลยหรือ อ้างพระคัมภีร์หน่อย พูดเองหรือเปล่า? ได้ครับ ฮิบรู 7:12, 18, หรืออ่านทั้งบทเลยยิ่งดีใหญ่ และ โคโลสี 2:14, 20 หรือทั้งบทเลยยิ่งดีครับ

อาจารย์เปาโลเลือกข้างชัดเจนครับ ไม่มีผสมกัน เหมือนอย่างชาวกาเลาเทียที่เคยนำเอาธรรมบัญญัติแห่งการเข้าสุหนัตมาประยุกต์ใช้กับคริสเตียนใหม่ที่รอดโดยพระคุณ โดยท่านเขียนไปตำหนิ ว่า “ชาวกาลาเทียคนเขลา ใครสะกดดวงจิตของท่านให้เห็นผิดไปได้..ข้าพเจ้าใคร่รู้ข้อเดียวจากท่านว่า ท่านได้รับพระวิญญาณด้วยการประพฤติตามธรรมบัญญัติหรือ หรือได้รับโดยการฟังด้วยความเชื่อ” และยังว่าอีกว่า “ท่าเขลา (โง่) ถึงเพียงนั้นทีเดียวหรือ…พระองค์ประทานพระวิญญาณแก่ท่าน…และทรงกระทำการเช่นนั้นโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติหรือ หรือโดยการฟังด้วยความเชื่อ

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว อาจารย์บางท่านในคริสตจักรบางแห่งยังจะสอนผสมทั้งสองอย่างกันอยู่อีกหรือครับ? ยังสอนให้ทำตามธรรมบัญญัติแห่งทศางค์ แห่งสุหนัต แห่งบัญญัติสิบประการหรือครับ ยังจะกักตัวคริสเตียนที่บังเกิดใหม่ในพระคุณไว้ใต้ธรรมบัญญัติหรือ?  เพราะว่าอาจารย์ต้องสอนธรรมบัญญัติเพื่อกำหราบเพื่อไม่ให้คริสเตียนทำบาป?  โธ่ถัง! อาจารย์สอนแล้วตัวเองไม่ทำบาปได้หรือไม่ครับ?  อาจารย์เองพ้นจากร่างกายแห่งบาปแล้วหรือ? หรือว่าอาจารย์ควรจะสอนเรื่องพระคุณ โดยให้ตามพระวิญญาณ ด้วยความเชื่อไว้วางใจในความรอดที่พระเยซูให้เราอย่างสมบูรณ์ สอนให้ตามพระวิญญาณแห่งเสรีภาพสิครับ พระวิญญาณไม่พาท่านไปกินเหล้าหรือ พระวิญญาณจะพาคริสเตียนในโบสถ์ท่านไปสู่ความเลวร้ายหรอกครับ เพราะว่าพระองค์เป็นพระวิญญาณแห่งความจริง และจะเปิดเผยทุกอย่างเกี่ยวกับพระเยซูให้คริสเตียนเองครับ ! หรืออาจารย์ไม่มั่นใจจว่าพระวิญญาณทำได้? ก็ต้องจบข่าว! ไปทำอย่างอื่นเถอะครับ! ท่านอัครฑูตเปาโลกว่า “แต่บัดนี้เราได้พ้นจากธรรมบัญญัติคือได้ตายจากธรรมบัญญัติที่ได้ผูกมัดเราไว้ เพื่อเราจะได้ไม่ประพฤติตามตัวอักษรในประมวลธรรมบัญญัติเก่า แต่จะดำเนินชีวิตใหม่ตามลักษณะพระวิญญาณ (โรม 7:6) คริสเตียนบังเกิดใหม่ที่รักครับ  ท่านตายจากธรรมบัญญัติแล้วหรือยัง?

การดำเนินชีวิตโดย ใช้พระคุณ เพียงอย่างเดียว ใช้ความเชื่อบีบคั้น เพื่อจะได้ในสิ่งที่ตัวปรารถนา นั้นถูกต้อง หรือ?

*อันนี้ผมไม่ค่อยเข้าใจคำถามครับ เลยขออณุญาติไม่ตอบ ถ้าตอบกลัวตอบไม่ตรง และตอบผิดไปจากความอยากรู้ของผู้ถามครับ แต่ถ้าอ่านตั้งแต่ข้างบนลงมา ผมว่าชัดเจนแล้ว และอาจตอบคำถามนี้ไปได้ด้วยครับ

การตีสอนมีหรือไม่? คต.ที่ยังทนทุกข์อยู่ มีการทดลอง การล่อลวง อยู่จริงหรือไม่? จะต้องทำอย่างไร?

*อันนี้ก็ตอบง่ายครับ

การตีสอนใน ฮิบรูบทที่ 12 นั้น อ่านดูเหมือนการลงโทษต่อการทำบาป จึงต้องตีสอน  ผมก็เคยเข้าใจอย่างนั้นครับ ถ้าอ่านโดยมี “เลนส์” แห่งธรรมบัญญัติและพันธสัญญาเดิม แต่ถ้าพิจารณาดูดีๆ แล้ว คำว่า  “ตีสอน” ที่พระคัมภีร์ไทยแปลนั้น คือคำว่า “discipline” ต่างหากครับ ซึ่งแปลว่า “ฝึกฝน ขัดเกลาให้เกิดวินัย”

สองคำนี้ต่างกันครับ “การตีลงโทษ” คือการตอบสนองในส่ิงที่กระทำผิด แต่การ  “ฝึกฝนขัดเกลาให้เกิดระเบียบวินัย” นั้นคือการเตรียมตัวในสิ่งที่กำลังจะมาถึงครับ เปรียบเหมือนนักฟุดบอลที่ต้องฝึกหนัก ดูเหมือนเป็นการลงโทษ แต่จริงๆแล้วคือการฝึกให้เตรียมพร้อมการแข่งขัน ชีวิตคริสเตียนก็เช่นเดียวกัน พระเจ้าฝึกฝนเราอยู่เสมอ แต่พระเจ้าไม่ “ลงโทษ” เรานะครับ เพราะ พระเจ้าลงโทษเราไปแล้ว แต่โทษไปได้ลงที่เรา ไปลงที่ลูกสุดที่รักคนเดียวของพระเจ้า คือพระเยซูคริสต์ครับ

ส่วน การล่อลวง มีอยู่ครับ แต่ไม่ได้มาจากพระเจ้า  พระเจ้าแสนดี แล้ว ส่ิงไม่ดีจะมาจากพระเจ้าได้หรือ?  การล่อลวงมาจากซาตานครับ และเราที่รอดในพระคุณแล้วก็ควรยืดอก และตะเบ็งใส่มันด้วยเสียงอันดังว่า  “ไปเสียให้พ้น  เจ้าจะล่อลวงเราหรือ?..ถึงแม้เราพลาดทำตามเจ้า  เจ้าก็ทำอะไรเราไม่ได้ ..อำนาจแห่งความตายเจ้าหมดแล้ว.. เหล็กไนเจ้าหมดฤทธิ์แล้ว เจ้าแพ้แล้ว ..สิ่งที่เจ้าพยายามทำมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่พระเยซูได้ “ทำ”ให้ข้าเลย..เพราะพระเยซูช่วยข้าไว้บนไม้กางเขน แล้ว ด้วยความตายของพระเยซูจึงไม่มีความตาย (ฝ่ายวิญญาณ)เหลือสำหรับข้าอีก ..ข้ายึดมั่นอยู่ในพระคุณของพระเจ้าของข้าเท่านั้น  และ…ข้ายึดมั่นอยู่ในสิ่งที่พระองค์ไถ่สำเร็จ บริบูรณ์เพื่อข้าเท่านั้น… จงไปเสียให้พ้น”

เจ๋งไหม? ผมว่าเจ๋งนะ  มันดีจริงๆเลยกับการที่มีความเชื่อในพระคุณเป็นโล่ห์น่ะ  เพื่อจะดับลูกศรเพลิงของพญามารเสีย (เอเฟซัส 6:15-16)

ช่วยอธิบายด้วย เอาแค่นี้ก่อน จะรอคำตอบ……..ขอบคุณมาก พระเจ้าอวยพร

*อธิบายไปแล้วครับ หวังว่าคุณ​AJ คงตั้งใจอ่าน เพราะผมพิมพ์เหนื่อยมากครับ ขอพระเจ้าอวยพรเช่นกันครับ ด้วยรักในพระคริสต์ ครับ อยากจะฝากทิ้งท้ายอย่างนี้ครับ

ตรงกันข้ามกับการไว้ใจธรรมบัญญัติที่จ้องแต่จะประหารให้ตายตามกฎหมาย ธรรมบัญญัติไม่ได้ช่วยเราและประนามเรา แต่การไว้ใจในพระคุณจะทำให้คริสเตียนมีพลัง และมีฤทธิ์อำนาจแห่งความจริงไว้ต่อกรกับซาตานมาร้าย และการมั่นใจในพระคุณจะทำให้คริสเตียนยิ่งดำเนินชีวิตตามฝ่ายพระวิญญาณได้ดีขึ้นครับ  เพราะว่าไม่กลัวบาป และไม่กลัวโทษแห่งบาป ไม่กลัวซาตานครับและจะฟังเสียงพระวิญญาณบริสุทธิ์ ชีวิตคริสเตียนจะสนุกครับ ชัดเจน และชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งอาศัยอยู่ในคริสเตียนที่บังเกิดใหม่ครับ   เหมือนในพระคัมภีร์ที่ว่า “แต่บัดนี้เราได้พ้นจากธรรมบัญญัติคือได้ตายจากธรรมบัญญัติที่ได้ผูกมัดเราไว้ เพื่อเราจะได้ไม่ประพฤติตามตัวอักษรในประมวลธรรมบัญญัติเก่า แต่จะดำเนินชีวิตใหม่ตามลักษณะพระวิญญาณ (โรม 7:6)

“..ผู้ทรงโปรดประทานให้เราสามารถที่จะเป็นพันธกรแห่ง พันธสัญญาใหม่ อ้นมิใช่ประมาลกฏแต่เป็นมาโดยพระวิญญาณ ด้วยว่าประมวลกฏนั้นประหารให้ตาย แต่ส่วนพระวิญญาณประทานชีวิต” 2 โครินธ์ 3:6

ผมอยากเป็นพันธกรแห่งพันธสัญญาใหม่ครับ ท่านล่ะอยากเป็นไหม?

คงศักดิ์

Leave a Reply

21 Comments

  • AJ.

    Aug 21, 2009

    Reply

    ขอบคุณมาก....คุณคงศักดิ์ สำหรับคำอธิบาย เราก็เชื่อเช่นเดียวกับคุณ เพราะเราก็ค้นหามานานแล้วเหมือนกัน ได้พบคำตอบนี้ เมื่อ2-3ปีก่อนเหมือนกัน พระวิญญาณกำลังทำงานผ่านคุณ และพระองค์จะใช้คุณมากขึ้นอีก เชื่อว่า คจ.และคต.จะรับการเปิดผ้าคลุม และได้เข้าถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณอย่างแท้จริง เชื่อว่าคจ.และคต.จะเข้มแข็งและเกิดผลมาก เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าด้วย อาเมน แต่....เดี๋ยวก่อน....ยังมีคำถามอีก ถ้าคุณอย่างไม่เหนื่อยเกินไป (ไว้มีเวลาค่อยตอบก็ได้) ความเชื่อ.....มีขนาดไหม? เชื่อแบบไหน?ถึงไม่ตกขอบ หรือล้ำเส้น? ความ เชื่อกับแนวจิตวิทยา เช่น คิดบวก พูดบวก มองบวก ?อะไรอย่างนี้ (ซึ่งเวลานี้โลกกำลังนิยม)เหมือนกับความเชื่อ(ในพระคริสต์) หรือแตกต่างอย่างไร? คำเทศนา เรื่องความเชื่อ...เรื่องการหายโรค และเจริญรุ่งเรื่อง(ร่ำรวย) คุณคิดอย่างไร? ถูกต้องตามหลัก พระคัมภีร์ใหม่ หรือไม่? อย่างไร? การรับใช้....ที่คจ...หนุนใจ เร้าใจ (จนบางคนไม่มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัว) มีความเห็นอย่างไร? ตรงไหน? ถึงจะเรียกว่า พอดี พอเหมาะกับการรับใช้ หรือใช้ของประทาน เอาแค่นี้ก่อน เชื่อว่า ทั้งคำถาม และคำตอบ จะเป็นประโยชน์ต่อคจ. คต. ที่แสวงหาอยู่ ขอบคุณสำหรับ คำตอบล่วงหน้า ขอพระเจ้าอวยพร

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    คุณ A.J ครับ ขอบคุณเช่นเดียวกันครับ คำถามของคุณผมต้องบอกว่า "อ่านแล้วขนลุก" ครับ เพราะอยากรีบตอบ คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ผมเตรียมไว้เรียบเรียงอยู่ก่อนเพื่อให้เป็นบทความ และก็มีบางอันที่ผมนึกไม่ถึง และคำถามของคุณ A.J ก็เลยทำให้ผมยิ่งกระตือรือร้น ที่จะเขียนมากขึ้นครับ คุณ A.J รอไม่นานหรอกครับ ถ้าให้ดีทิ้ง email ไว้ก็ได้ครับ ผมจะแจ้งไปว่า update แล้ว! รับรองถ้าผมตอบคำถามคุณ A.J มีคนอ่านบางคนอาจหงายหลังตึง! ก็แล้วกัน หรือถ้าไม่สะอึก อึ้ง และรีบไปบอกคนอื่น ก็อาจจะทุบคอมฯทิ้งและไม่เปิดเข้า blog ผมอีกเลย คงศักดิ์

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ผมตอบให้แล้วนะครับ เนื่องจากเป็นคำถามที่น่าสนใจ และ อาจเกิดข้อโต้แย้งมาก จึงเอาไว้ที่หัวข้อใหม่ดีว่าครับ ชื่อ "พระคริสต์เป็นจุดศูนย์กลาง" ครับ เชิญคุณ A.J ลองไปอ่านดูครับว่าตอบตรงคำถามหรือไม่ หรือ คลิ๊กที่ "ดูบทความทั้งหมด" หรือกลับไปหน้าแรก แล้วเลือกหัวข้อดังกล่าวก็ได้ครับ

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    ผมตอบที่นี่ด้วยก็แล้วกัน! ไม่เป็นไรครับ space ผมเยอะ 1.ความเชื่อ..มีขนาดไหม? เชื่อแบบไหน? ถึงไม่ตกขอบ หรือล้ำเส้น? 2.ความเชื่อกับแนวจิตวิทยา เช่น คิดบวก พูดบวก มองบวก? อะไรอย่างนี้ (ซึ่งเวลานี้โลกกำลังนิยม) เหมือนกับความเชื่อ (ในพระคริสต์) หรือแตกต่างกันอย่างไร? 3.คำเทศนาเรื่องความเชื่อ.. เรื่องการหายโรค และ เจริญรุ่งเรือง (ร่ำรวย) คุณคิดอย่างไร? ถูกต้องตามหลักพระคัมภีร์ใหม่หรือไม่? อย่างไร? 4.การรับใช้..ที่คจ...หนุนใจ เร้าใจ (จนบางคนไม่มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัว) มีความเห็นอย่างไร ตรงไหน? จึงจะเรียกว่า พอดี พอเหมาะกับการรับใช้ หรือใช้ของประทาน เอาแค่นี้ก่อน เชื่อว่าทั้งคำถาม และคำตอบ จะเป็นประโยชน์ ต่อคจ. คต.ที่แสวงหาอยู่ ขอบคุณสำหรับ คำตอบล่วงหน้า ขอพระเจ้าอวยพร ตอบเลยน้าาาาาคุณ A.J ตั้งใจอ่านนะคร๊าาาาบบบ 1.ความเชื่อ..มีขนาดไหม? เชื่อแบบไหน? ถึงไม่ตกขอบ หรือล้ำเส้น? ตอบ: ความเชื่อไม่มีขนาดหรอกครับ คริสเตียนเข้าใจผิดว่ามีโดยใช้ข้อพระคัมภีร์สักสองข้อกระมังครับ?? ที่ไม่ตรงกับบริบทการสอนเลย และยกขึ้นมาบอกว่า เราต้องมีความเชื่อ “มาก” หรือ “น้อย” โดยอนุมานเป็นปริมาณในใจ แต่ปริมาณที่ว่านี้ไม่มีเหตุผลทางพระคัมภีร์สนับสนุนเลยครับ และวัดไม่ได้ด้วยว่า ปริมาณ “แค่ไหนเรียกว่ามาก” และ “แค่ไหนเรียกว่าน้อย” อาจารย์ที่สอนเอาอะไรวัดครับ? ไม้บรรทัดหรือเครื่องชั่ง? แล้วมักจะพูด “ฝัง” คริสเตียนว่า “น้องเอ๋ย ขอพระเจ้าเพิ่มเติมความเชื่อให้น้องนะ น้องจะได้เอาชนะบาปเรื่องนี้ได้” ไปกันใหญ่เลยคราวนี้ น้องคนนั้นก็รับเอาความรู้เท็จนี้เข้าไปในใจทันทีและคิดทันทีว่า “เรามันผู้เชื่อน้อย แค่นี้ก็เอาชนะบาปแค่นี้ได้ เรามันไม่ไหวเลย เนาะ” ยิ่งอกหัก ยิ่งซ้ำซาก ยิ่งซ้ำเติม ย่ิงใจสลายครับ นี่คืออีกรูปแบบหนึ่งของธรรมบัญญัติ เพื่อฝัง และ ประนาม ในความคิดของผม ความเชื่อนั้นไม่ใช่การ “ทึกทัก” (presumption) และความเชื่อไม่ใช่ “คาดหวัง” (Expect) ความเชื่อคือ “ยอมจำนน”(surrender) และ “ปล่อยวาง” (submissive) ต่างกันนะครับ! ต่างยังไงครับ! ความเชื่อแบบแรก ที่คริสเตียนส่วนมากชอบใช้นั้น มี ตัวเอง เป็นจุดศูนย์กลาาง (Man Centered) ความเชื่อแบบที่สอง มีพระเยซูเป็นจุดศูนย์กลาง (Christ Centered) คุณ A.J. ฟังดีๆนะครับ ความเชื่อแบบแรก “ทึกทัก” (presumption) และ“คาดหวัง” (Expect) ความเชื่อไม่ใช่การทึกทักเอาว่า ถ้าเราทำอย่างใด และพระเจ้าจะตอบสนองอย่างใด (Presume) การทึกทัก เช่น “ถ้าผมอธิษฐานมากขึ้น...พระเจ้าจะช่วยผมมากขึ้น” หรือ “ถ้าคุณถวายมากขึ้น...พระเจ้าจะอวยพรมากขึ้น” หรือ “ถ้ามาโบสถ์ทุกวัน...พระเจ้าจะเสริมกำลัง” แล้วอันนี้ผมเจอบ่อย “ถ้าคุณถวายทศางค์ด้วยความสัตย์ซื่อ พระเจ้าจะสัตย์ซื่อกับคุณและ.. พระเจ้าจะอวยพรธุรกิจของคุณให้ดียิ่งขึ้นอีก” ร้ายกว่านั้น “ถ้าคุณนมัสการแบบนี้...คุณจะเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น (คุ้นๆเนอะ) คุณ A.J เห็นไหมครับ ทั้งหมดนี้ขึ้นต้นด้วยอะไรครับ “ผม หรือ คุณ” และกลับลงท้ายด้วย “พระเจ้า” คุณมาก่อนเสมอ สมการแบบนี้มาจากไหนครับ เราทำไมโอหังจัง! และความเชื่อแบบนี้ “คาดหวัง” (Expect) ตลอดครับ ว่าพระเจ้าจะทำแบบนั้น แล้วถ้าไม่ตามนั้นล่ะ โอย..ยังไม่พอ ยังอธิษฐานไม่พอ ยังมีความเชื่อไม่พอ ยังไปโบสถ์ไม่พอ ต้องพยายามอีก แล้วพระเจ้า เมื่อถึงจุดหนึ่งพระเจ้าจึงจะให้ตามที่ “คาดหวัง” ตายเลย กลับตาลปัตร! เอามาจากไหนเนี่ย แต่ก็สอนกันอยู่ทุกวันร่ำไป ความเชื่อแบบไม่เรียกว่าความเชื่อครับ เป็นความรู้สึกเฉยๆ ความรู้สึกทึกทัก และคาดหวัง ความรู้สึกแบบนี้มีตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง (Man Centered) และพระเจ้าโคจร (Revolve) อยู่รอบสิ่งที่เรา “ปฏิบัติกระทำ (works)” ความเชื่อแบบที่สอง “ยอมจำนน”(surrender) และ “ปล่อยวาง” (submissive) ความเชื่อนั้นมีพระคริสต์เป็นจุดศูนย์กลางเสมอ ยอมจำนนต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าเสมอ พระเยซูคริสต์เป็นตัวอย่างที่สวนเกทเสมนีครับ พระองค์ไม่ต้องการขึ้นกางเขน และอธิษฐานจนเหงื่อเป็นเลือด แต่พระองค์อธิษฐานว่า “เหตุการณ์ (ขึ้นกางเขน) นี้ไม่สามารถพ้นไปได้ก็ไม่เป็นไร ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์เถิด” พระองค์ยอมจำนน และ ไม่ ทึกทัก คาดหวังสิ่งใด พระองค์ “ปล่อยวาง” และยอมมอบชีวิตไว้ใต้น้ำพระทัยพระเจ้า และพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้าเสมอ คริสเตียนเมื่อรับเชื่อพระเจ้าครั้งแรกก็ดี ถ้าเป็นความเชื่อแบบยอมจำนนอย่างนี้ และยอมรับว่าตัวเองเป็นคนบาป และ เป็นคนตาย ต้องการอภัยโทษ และต้องการชีวิต และจำนนว่าตัวเองช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และยอมให้พระคริสต์เข้ามาเป็นเจ้าของชีวิต เป็นพระเจ้า และเป็นเจ้านาย ถ้าเร่ิมต้นอย่างนี้...ความเชื่ออย่างนี้ก็จะติดไปด้วยครับ เมื่อเวลาดำเนินชีวิตคริสเตียนก็จะดำเนินด้วยความเชื่อแบบนี้ เช่นเดียวกัน คือ ยอมจำนน และ ปล่อยวาง ความเชื่อแบบนี้พูดว่า “ถ้าสิ่งนี้เป็นไปตามน้ำพระทัยพระองค์.. .ผมยินดียอมรับทุกอย่าง และดำเนินชีวิตต่อไปด้วยความไว้วางใจ” หรือ “ถ้าพระเจ้าจะให้ผมมีธุรกิจที่ดีขึ้นหรือด้อยลง... ผมยินดียอมรับทุกอย่าง และพร้อมจะดำเนินชีวิตด้วยความไว้วางใจต่อไป” ความเชื่อแบบนี้ ให้พระเจ้า “เร่ิมต้น” และ “คุณหรือผม” ลงท้าย นี่คือสมการที่ถูกต้องครับ ความเชื่อแบบนี้มีพระคริสต์เป็นจุดศูนย์กลาง (Christ Centered) และเราโคจร (Revolve) อยู่รอบสิ่งที่พระเจ้า “ทำให้เรา” แจ่มไหมครับ! 2.ความเชื่อกับแนวจิตวิทยา เช่น คิดบวก พูดบวก มองบวก? อะไรอย่างนี้ (ซึ่งเวลานี้โลกกำลังนิยม) เหมือนกับความเชื่อ (ในพระคริสต์) หรือแตกต่างกันอย่างไร? 3.คำเทศนาเรื่องความเชื่อ.. เรื่องการหายโรค และ เจริญรุ่งเรือง (ร่ำรวย) คุณคิดอย่างไร? ถูกต้องตามหลักพระคัมภีร์ใหม่หรือไม่? อย่างไร? ตอบครับ: (แต่ก่อนตอบขอถอนหายใจแรงๆ หน่อยเพื่อระงับความโกรธ ไม่ได้โกรธคุณ AJ นะครับ แต่โกรธแนวคิดแบบนี้ครับ!) Positive Thinking การคิดแง่บวก ก็ดี Healing Gospel การประกาศโดยการรักษาโรค ก็ดี หรือ Prosperity Gospel มีแนวคิดเร่ิมต้นมาจาก การคิดแง่บวก มองบวก พูดบวก ทำบวก และ การรักษาโรค หรือ เมื่อเชื่อพระกิตติคุณจะร่ำรวย เพราะพระเจ้าร่ำรวยและพร้อมจะอวยพรให้ก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็น ความเท็จทั้งสิ้นครับ! โอ้โห เอางี้เลยเหรอพี่? เอางี้แหละครับ! ผมชอบเอาตรงๆ ไม่ชอบหน่อมแน้มครับ! 1 โครินธ์ 15 อาจารย์เปาโลพูดถึงพระกิตติคุณที่ช่วยให้รอดได้ Gospel that saves ไว้ดังนี้ครับ: พระกิตติคุณที่ช่วยให้รอดได้นั้น คือที่พระคริสต์ ตายบนไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และคืนพระชนม์ (Death, Burial, and Resurrection) เท่านั้นครับ นี่คือพระกิตติคุณที่ช่วยให้รอดได้ นอกเหนือจากนี้ไม่มีพระกิตติคุณอื่นอีกในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ครับ และใครก็ตามที่เพิ่มเติมเข้าไปในข่าวดีนี้อีก หรือ ลดบางอย่างออกเพื่อเติมสิ่งใหม่เข้าไป ก็ไม่ใช่พระกิตติคุณแท้ครับ ผู้ที่ประกาศโดยใช้วิธีการอย่างนี้ Prosperity Gospel ก็ใช้พระกิตติคุณหากิน และมีคนถวายให้แก่เขาเป็นอันมาก คนพวกนี้ร่ำรวยครับ ขับรถหรูราคาแพง ซึ่งก็ได้มาจากเงินถวายของคนหาเช้ากินค่ำ ผู้ประกาศแบบนี้ไม่ได้ประกาศพระกิตติคุณที่ช่วยให้รอด ครับ แต่ประกาศ “ลัทธิ” ที่ไม่มีพระคัมภีร์สนับสนุน หรืออาจมีแค่ 2-3 ข้อ และทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่ใช้ นอกบริบท โดยข้อที่ใช้กันเป็นหลักก็คือ 2 โครินธ์ 8:9 หรือ 2 โครินธ์ 9:10-11 เป็นต้น แต่ไม่ได้พิจารณาบริบทถึงแห่งการสอนของอาจารย์เปาโล โดยข้อเหล่านี้มีบริบทคำสอนคือ “การถวายด้วยเสรีภาพตามพระวิญญาณ การให้แก่คนยากจนโดยไม่มีกฏบังคับ และไม่ฝืนใจ” ไม่ใช่ เอาสองข้อ และสรุปว่าเป็นการสอนเรื่อง “พบพระเจ้าทำให้ร่ำรวย” และก็ไม่เคยสามารถเอาพระคัมภีร์อื่นๆมาสนับสนุนอย่างเช่นบริบทของการ “ไม่รักเงินทอง” ใน 1 ทิโมธี 6 เอาเถอะครับ ผมว่าฝากใว้กับพระเจ้าก็แล้วกัน ผู้ประกาศโดยใช้การรักษาโรคครับ ตอนที่พระเยซูรักษาโรคนั้น ใช้การอัศจรรย์ซึ่งไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่าเป็นตัวล่อเป้า ทำให้คนเข้ามารับเชื่อ แต่ไม่รู้เชื่ออะไร เชื่อการรักษาโรค เชื่ออาจารย์ผู้มี “อิทธิฤทธิ์” และพอ กลับเป็นโรคอีก ก็หายไป ครับ เมื่ีออาจารย์กลับบ้าน เขาก็เหมือนเดิม เพราะว่ามา “ไม่ถึง” พระเยซูคริสต์ มาถึงแค่ “การอัศจรรย์” เท่านั้น เมื่อผมตอบแบบนี้คนที่ไปชุมนุมกันก็จะว่าผมทันทีครับว่า “คุณมีความเชื่อน้อย เลยไม่มีวันเห็นการอัศจรรย์ของพระเจ้าหรอก” ผมก็จะตอบอย่างข้างบนที่ตอบไปน่ันแหละครับ ว่าความเชื่อแท้จริงคืออะไร ใครเร่ิมต้น ใครตอบสนอง และเขาก็จะว่า “อาจารย์คนนี้มีความรู้มากมายนะ เดินทางไปทั่วโลก ไปรักษาในพระนามของพระเยซู พระเจ้าแต่งตั้ง คุณจะดูหมิ่นผู้เผยพระวจนะที่พระเจ้าแต่งตั้งหรือ? คุณจะขัดกับผู้เผยพระวจนะหรือ? แล้วคุณเป็นใคร?” แล้วคราวนี้ก็คุยกันยาวเลยครับ และผมก็จะใช้ ฮิบรูบทที่ 1:1-4 ครับ “ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรัสด้วยวิธีต่างๆ มากมายแต่บรรพบุรุษ...แต่ในวาะสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร ..พระบุตรทรงเป็นแสงสะท้อน...เป็นพิมพ์เดียวกันกับพระองค์..” พระคริสต์คือการเปิดเผยสุดท้าย แล้วครับ (last revelation) ถ้ามีการเปิดเผยโดยผู้เผยพระวจนะ หรือ ผู้วินิจฉัยอื่นอีก ก็แปลว่าพระเจ้าโกหก พระเยซูคริสต์ยังไม่เพียงพอต่อความรอด! ท้ายที่สุดเขาต้องตอบคำถามนี้ผมให้ได้ครับว่า “คุณทำอย่างนี้เพราะว่าพระเยซูคริสต์ไม่เพียงพอใช่ไหม” ซึ่งเขาไม่กล้าตอบว่า “ใช่” หรอกครับ! ส่วนมากตอบว่า “ไม่ใช่” ผมก็ถามอีกว่า “ในเมื่อพระเยซูคริสต์เพียงพอ แล้วคุณทำอีกทำไม?” “ในเมื่อพระคริสต์เพียงพอและพระเจ้าพูดจริงตามพระคัมภีร์ แล้ว “คุณเป็นผู้เผยพระวจนะอีกได้อย่างไร ใครแต่งตั้ง? ในเมื่อพระเจ้าไม่แต่งตั้งอีกแล้ว” คราวนี้ก็ตอบไม่ได้แล้ววววว แล้วยังมี พระธรรมเอเฟซัส 1:19-23 ตอกย้ำอีกครับว่า พระเยซูคริสต์ เท่านั้น ไม่มีใครอื่นอีกที่พระเจ้าใช้มาในยุคนี้เพื่อถึงความบริบูรณ์ (Completion) แล้วโคโลสี 1:15-19 พระเยซูคริสต์เป็นการเปิดเผยที่บริบูรณ์ที่สุดแล้ว นำมนุษย์ให้กลับคืนดีกับพระเจ้าได้แน่นอน ไม่ต้องการเสริมอื่นใดนอกเหนือจากนี้อีก อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับการรักษาโรค ผมไม่ได้ปฏิเสธการรักษาโรคนะครับ ผมเชื่อว่าถ้าพระเจ้าจะรักษาคุณด้วยความรักและตามน้ำพระทัยของพระเจ้า พระองค์ก็จะทำได้เองทุกที่ครับ ไม่ต้องไปประชุมกันที่ใดที่หนึ่ง พระเจ้าจึงจะสำแดงเดช อีกทั้งยังมีคนมากมายที่รักพระเจ้า และเชื่อในพระเยซูคริสต์ที่พระเจ้ามีน้ำพระทัยให้เขาไม่หาย และตายจากร่างกายนี้ไป ก็เป็นพระคุณพระเจ้า เป็นน้ำพระทัยครับ เราโคจรอยู่รอบๆสิ่งที่พระองค์ทำ การที่เรา “ทึกทัก” ว่าพระเจ้าอยู่ที่นี่เพราะคนๆหนึ่ง และพระเจ้าจำสำแดงฤทธิ์ ถ้าคุณมาร่วมประชุมที่นี่หรือที่ไหน ๆ สำหรับผม คุณได้ลดทอนสิทธิอำนาจของพระเจ้า และดูถูกฤทธิ์เดชของพระองค์ครับ! คนเหล่านั้นกระทำการเหมือนประหนึ่งว่า พระเจ้าเป็นยักษ์อะลาดินที่อยู่ในตะเกียงวิเศษ เมื่อถึงคราวเรียกใช้ก็จะออกมาตามคำสั่งของอาละดิน แล้วก็มาทำอะไรก็ได้ที่ “ผู้นำ” นั้นให้กระทำ ผมอยากจะจับมาเขย่าหัวเสียจริงๆ จะได้ฉุกคิดได้ ประการสุดท้าย (ยังไม่หายคัน) ผมอ่านพระวจนะมาก็มากพอควร และพันธสัญญาใหม่ก็อ่าน ผมไม่เคยได้ผ่านตาเลยครับ ว่าเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ สวมทับแล้ว จะ “กระแทกให้ล้มลง” และก็มีเสียงจากปากว่า “ปึ้ม” ผมเห็นแล้วจะประสาทกินครับ! ตามที่ผมได้เรียนจากพระวจนะของพระเจ้า ทั้งจดหมายฝากทั้งหมด พระวิญญาณบริสุทธิ์ “ไม่ทำให้ล้มลง” หรอกครับ มีแต่ “ทำให้ลุกขึ้น” “ ฟื้นขึ้นมาจากความตายฝ่ายวิญญาณครับ” นี่ต่างหากมีข้อพระคัมภีร์สนับสนุนมากมาย ไอ้ที่ทำให้ล้มลงผมบอกไม่ได้ครับว่าพระวิญญาณอะไร? Positive Thinking มีจุดยืนอยู่ที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่พระเจ้า เมื่อเราคิดบวก ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นบวก ซึ่งไม่ได้เกิดกับทุกคนครับและไม่มีพระคัมภีร์สนับสนุนเลย แม้แต่น้อย พระเจ้าจะตอบสนอง และโคจร อยู่กับการคิดบวกของเรา นี่ก็ไร้สาระ (non sense) เหมือนกันครับ! ขอให้เรายืน และยึดมั่นอยู่ฐานบนพระกิตติคุณที่ช่วยให้รอดได้ ตาม 1โครินธ์ 15:1-4 และถ้ามีกิตติคุณอื่น ผมไม่รับประกัน และไม่เชื่อว่าจะรอดได้ครับ อาจมาแค่แป๊ปเดียว และพอ “สิ่งจูงใจ” หรือ “ตัวล่อเป้า” หายไป เขาก็จะหายไปตามด้วย ความรู้เท็จ (errors) : ในพันธสัญญาเดิม มนุษย์เร่ิมต้นทำและมีส่วนในธรรมบัญญัติ และพระเจ้าตอบสนองต่อความสามารถในการประพฤติตามธรรมบัญญัติแก่มนุษย์ และเนื่องจากเข้าใจผิดเรื่องพันธสัญญาเดิมและใหม่ คริสเตียนบางท่านจึงผสมกัน และคิดในใจไปว่า เมื่อเรารอดแล้วด้วยความเชื่อ เราก็ต้องดำเนินชีวิตใหม่ โดยประพฤติตามธรรมบัญญัติ แต่ธรรมบัญญัติยุ่งยาก จึงตั้งกฏบัญญัติ ตั้งศาสศาสตร์ ขึ้นมาเอง และบอกว่า “ถ้าฉันทำดังนี้... พระเจ้าจะกระทำดังนี้....ให้ฉัน” (If I do this.., God will do this..for me) โดยมีฉันตั้งต้นเสมอ คริสเตียนที่สับสนกับพันธสัญญาเดิมจึงตั้งธงว่า พระเจ้าให้มนุษย์ทำ มนุษย์จึงเป็นผู้กระทำเร่ิมต้น (Initiate) แล้วพระเจ้าจะตอบสนอง (Respond) ในสิ่งที่มนุษย์ทำ การดำเนินชีวิตแบบนี้มี มนุษย์ เป็นจุดศูนย์กลาง (Man Centered) และพระเจ้าโคจรรอบมนุษย์ ความจริง (truth): ในพระกิตติคุณแห่งพันธสัญญาใหม่ พระเจ้าเป็นผู้เร่ิมต้น มนุษย์เป็นผู้ตอบสนอง พระเจ้าเร่ิมต้นรักเรา และประทานพระองค์เองให้แก่เรา เราทำได้อย่างเดียวคือสนองพระคุณนั้น ด้วยความเชื่อไว้วางใจได้เท่านั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดีหรือไม่ดีอย่างไร ไว้วางใจพระเจ้าไปจนสุดปลาย ยึดความเชื่อไว้ให้ม่ันจนสุดท้าย โดยไม่ได้โอหังถึงสิ่งที่ เรา จะทำอะไรให้พระเจ้าได้บ้าง เพราะมันไม่มีเลย เราจึงจะต้องบอกว่า “ถ้าพระเจ้าให้ฉันดังนี้..ฉันก็จะขอให้เป็นไปตามพระทัยพระเจ้า” (If God do this, thy will be done) โดยมีพระเจ้าตั้งต้นเสมอ ถ้าเราเข้าใจเช่นนี้ เราจะรู้ว่า พระเจ้าเป็นผู้เร่ิมต้น Initiate มนุษย์เป็นผู้ตอบสนอง Respond และตอบสนองด้วยความเชื่อไว้วางใจ ไม่ใช่การกระทำ การดำเนินชีวิตแบบนี้แหละ มีพระเจ้า เป็นจุดศูนย์กลาง (Christ Centered) และมนุษย์เราโคจรรอบพระคุณของพระเจ้าครับ! ท่านดำเนินชีวิตแบบไหน? ใครเป็นจุดศูนย์กลาง?

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    4.การรับใช้..ที่คจ...หนุนใจ เร้าใจ (จนบางคนไม่มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัว) มีความเห็นอย่างไรตรงไหน? จึงจะเรียกว่า พอดี พอเหมาะกับการรับใช้ หรือใช้ของประทาน พระเยซูตรัสว่า งานของพระเจ้าคือวางใจในพระบุตรของพระองค์ครับ แปลว่าอะไร แปลว่าเมื่อเราวางใจในพระบุตรของพระเจ้า ไม่ว่าจะทำสิ่งใด เราได้รับใช้พระเจ้าแล้วครับ เราดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อในสิ่งที่พระองค์ทำ ยึดดำเนินด้วยพระคุณพระเจ้า งานของพระเจ้าจะค่อยๆปรากฏออกมาโดยธรรมชาติ โรม 12:1 ถวายตัวของท่านให้โบสถ์เหรอครับ หรือให้พระเจ้า เราถวายตัวให้พระเจ้า เป็นของพระองค์ เรารับใช้ตามพระวิญญาณของพระองค์เร้าใจภายใน ไม่ใช้คริสตจักรหรือมนษย์เร้าให้เราทำมากน้อย เห็นไหมครับเมื่อไม่ได้ดำเนินตามกฏ แต่ตามพระวิญญาณก็จะเกิดเสรีภาพ มั่นใจในการทรงเรียกและทรงใช้ท่าน แต่ถ้าไม่มีพระวิญญาณผู้นั้นก็ยังไม่เป็นของพระคริสต์​ (โรม 8:9) เมื่อยังไม่บังเกิดใหม่ ก็ยังไม่เป็นของพระองค์ยังไม่มีความรอด แค่ “ดูเหมือน” คริสเตียน เฉยๆ ครับ ดูภายนอกก็กระทำกิจกรรมเหมือนคริสเตียนทุกอย่าง ขยันขันแข็ง แต่ไม่มี “พระวิญญาณเร้าใจภายใน” และไม่มี เสรีภาพ ทำตามสิ่งที่เขาทำต่อๆกันมา ทำตามที่เห็นคนอื่นทำให้ดู และทำตามที่ได้รับมอบหมาย เมื่อเป็นอย่างนี้ ข้างในว่างเปล่า ก็ต้องอาศัย กฏ และประเพณีบังคับ และก็ทำไปเหมือนงานชิ้นหนึ่งครับ สนุกสนานเป็นบางครั้ง น่าเบื่อเป็นบางที เต็มใจบางครั้ง ฝืนใจบางที แต่ก็ต้องทำเพราะกลัวถูก “ตราหน้า” แบบนี้จะเป็นการดำเนินชีวิตด้วยเสรีภาพในพระวิญญาณได้อย่างไร? ลองอ่านบทความเรื่อง “นายหูหนวก กับนายหูดี” ใน blog นี้อีกครั้งครับ จะเข้าใจยิ่งขึ้น คริสเตียนยุคแรกในพันธสัญญาใหม่ ไม่รู้จักคำว่า “โบสถ์นี้” หรือ “โบสถ์นั้น” นะครับ และเขาไม่ “ไป”คริสตจักร ด้วยครับ เขา “เป็น” คริสตจักรของพระคริสต์ที่เดินได้ครับ เมื่อเขาเจอกัน เขาไม่มีพิธีครับ ไม่มีตัวตึกอาคาร ไม่มีตั้งโต๊ะ ไม่มีเทศนา ไม่มีธรรมาสน์ ไม่มีพิธีระเบียบนมัสการหรอกครับ ไม่มีจุดเทียน ไม่มีศิษยาภิบาล ไม่มีศาสนาจารย์ ไม่มีเครื่องดนตรีเขาไม่รู้จัก (ลองนึกภาพพระธรรมกิจการดูสิ มีหรือเปล่า? เขามีพระคริสต์เป็นจุดศูนย์กลางเท่านั้น เขานมัสการด้วยชีวิตของเขา เป็นคริสตจักรเดินได้ ทุกที่ ทุกเวลา มิหนำซ้ำ ยังเป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้อีกโดยมีคนไปค้นคว้ามาครับชื่อ George Barna เขาพบว่า พิธี ก็ดี...ตึกอาคาร ก็ดี..การเทศนาก็ดี... ธรรมาสน์ก็ดี..ระเบียบนมัสการก็ดี..จุดเทียนก็ดี..ศิษยาภิบาล ก็ดี.. ศาสนาจารย์ก็ดี..เครื่องดนตรีก็ดี..ขั้นตอนการนมัสการก็ดี..การยกมือก็ดี..การหลับตาก็ดี..และอื่นๆอีกมากมายล้วนแล้วไป “ลอก” และไป “ยืม” มาจาก ผู้ไม่เชื่อหรือพวกนอกรีต (Pagan) ทั้งสิ้น และก็เป็นการปฏิบัติสือทอดกันมาเป็นประเพณีนิยม (Traditions) และแตกแขนงออกไปอีกมากมายหลายรูปแบบ (คงไม่ต้องบอกนะว่าแบบไหนบ้าง) นาย George Barna เขียนหนังสือเรื่อง Pagan Christianity เป็นหนังสือวิชาการครับ มีเอกสารอ้างอิงทุกอย่างทางประวัติศาสตร์ หาอ่านดูได้ อ่านแล้วตกใจ! ตกใจว่า คริสเตียนกลายพันธ์จากยุคแรกแห่งพันธสัญญาใหม่ มาเป็นอย่างตอนนี้ได้ยังไง? พิสูจน์จริงว่ามนุษย์นั้น “ตกต่ำ” อยู่เสมอ และ “ยึดถือไม่ได้” คริสตจักรของพระเยซูคริสต์นั้น ไม่ได้เป็น “กลไก” (Mechanic) แต่เป็น “สรีระที่มีชีวิต” (Organic) ไม่ได้เป็นสถานที่ (Location) แต่เป็น การขับเคลื่อน (Movement) ครับ คริสตจักรของพระเยซูสมัยเมื่อเร่ิมแรกแห่งพันธสัญญาใหม่นั้น คือผู้เชื่อ ไม่ใช่สถานที่ เป็นผู้เชื่ออยู่ที่บ้านและแบ่งปันความรักและพระคุณที่พวกเขาได้จากการได้ดำเนินในพระวิญญาณบริสุทธิ์และที่พระคริสต์มีชีวิตอยู่ผ่านเขาทั้งหลาย ไม่เพียงเท่านั้นเขาเรียกรวมเป็นหนึ่งเดียว เช่นเมื่อเปาโลกล่าวถึง คจ.อันทิโอก ในความหมายของท่านคือ ผู้คนแห่งความเชื่อที่อาศัยอยู่ในเมืองอันทิโอกทั้งหมด ไม่ใช่สถานที่และกลไก และเป็นผู้เชื่อรากฐานที่ไม่มีสิ่งป้นเปื้อน แห่งประเพณี จารีต หรือธรรมเนียมต่างๆ (Traditions) แต่มีชีวิตอยู่ด้วยความชื่นขมยินดีในความรอดด้วยความเชื่อในพระเยซูทั้งสิ้น คริสตจักรถูกขับเคลื่อนด้วยการให้ ไม่ใช่การรับ คริสเตียนทั้งหมดไม่ได้มาเจอกันเพื่อรับ... แต่มาเพื่อให้..ไม่ได้มาเพื่อรับพลังแห่งการนมัสการ แต่มาเพื่อให้การนมัสการด้วยชีวิต ไม่ได้มาเพื่อรับพลัง แต่มาเพื่อให้พลัง ไม่ได้มาเพราะกฏแห่งวันสะบาโต (ที่เราเข้าใจผิด) แต่มาด้วยชีวิตในพระวิญญาณ ด้วยความปรารถนา ไม่ได้ถวายด้วยกฏหมายแห่งสิบลด (Tithing) แต่ด้วยการให้ด้วยความเต็มใจ (Freewill giving) ไม่ได้มาฟังเทศนา แต่มาเพื่อแบ่งปัน (share) ประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตโดยมีพระเยซูคริสต์มีชีวิตผ่านทางเขาทั้งหลายให้ซึ่งกันและกัน ไม่ได้มารับพระพรจากอาจารย์ตอนสุดท้ายก่อนกลับบ้าน แต่มาให้พระพรซึ่งกันและกัน พวกเขาไม่ได้มาร้องเพลงเพื่อเกิดความใกล้ชิด เพราะเขารู้ว่าความรู้สึกไม่ได้ช่วยอะไร เพราะว่าพระเยซูอยู่ในเขา เขาใกล้มากกว่านี้อีกไม่ได้ เพราะใกล้ที่สุดแล้ว ชุมชนแห่งความเชื่อจึงเป็นชุมชนที่ไม่มีสถานที่ แต่เป็นความขับเคลื่อนของพลังแห่งผู้คนที่มีพระเยซูคริสต์อาศัยอยู่ผ่านทางเขาเหล่านั้น นั่นแหละคือคริสตจักรของพระเยซูคริสต์ที่พระองค์สถาปนาไว้ใน มัทธิว 16:18-20 ถ้าเรามีคริสตจักรแบบนี้ ไม่มีคริสเตียนเหนื่อยหรอกครับ! แหมคุณคงศักดิ์! แต่มันนานมาแล้วนะ เราต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาสิ จะได้ทันกับโลกยุคโลกาภิวัฒน์... นั่นแน่ ผมว่าแล้ว...คุณต้องคิดเช่นนี้ แต่คริสตจักรของพระเจ้ามี “พันธุกรรม” อยู่นะครับ และมีพันธุกรรมแบบอย่างนั้นก็บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ เราจะเลือกข้างตามพระคัมภีร์ หรือจะเลือกข้างตามพวก “นอกรีต” ที่เราไป “ลอก”เขามาล่ะครับ ลองคิดดู!

  • Anonymous

    Aug 21, 2009

    Reply

    ผมขอแย้งบางเรื่องนะครับที่เรื่องที่ว่าคนเป็นเกย์รับพระคุณแล้วแต่ยังเป็นอยู๋แสดงว่ายังไม่ได้รับพระคุณจริงๆผมว่าไม่ถูกนะครับมันแตกต่างกันระหว่างเรื่องความเชื่อและการกระทำแน่นอนว่าวันนี้เราทุกคนรอดจากกระบวนการพิพาทษาไปแล้วโดยทางพระคุณที่ได้รับแต่ว่าขณะที่เราอยู่ในโลกนี้เราเองก็ต้องติดต่อพระเยซูคริสตเจ้าในฐานะของคริสเตียนด้วยแน่นอนว่าเมื่อเรากำลังเดินตามพระองค์เราก็ยังมีสิทธิ์ล้มลงเสมอเช่นเดียวกันกับคนที่รับพระคุณแล้วแต่ความประพฤติยังเหมือนเดิมนั้นตามพระคัมภีร์มีบอกไว้ว่าจะรอดแต่จะรอดแบบขาดบำเน็จในสวรรค์หรือรอดจากไฟ เอาล่ะครับในส่วนตกนี้ผมเรียนขวบนการแซงฟีเคชั่นขออภัยด้วยครับสะกดภาษาอังกิตไม่ออกขบวนการนี้แหละครับที่เราเองยังต้องเผชิญอยู่แต่เป็นการเผชิญโดยการได้รับพระเมตาและการยอมจำนนในพระเยซูคริสตเจ้าครับ พระเจ้าอวยพระพรครับ จุ้ย

  • gracethai

    Aug 21, 2009

    Reply

    อืออมมมมม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนนะ แต่ก็เข้าใจข้อแย้งครับ และผมก็มีใจเอนเอียงไปทางข้างคุณจุ้ยเหมือนกัน อีกประการหนึ่ง พระคัมภีร์ กล่าวเรื่องนี้ไว้น้อยมาก เฉกเช่นเดียวกับคำถามเกี่ยวกับ เด็กที่ยังตัดสินใจไม่ได้แล้วเสียชีวิตไป รอดไหม คนที่เกิดมาปัญญาอ่อนแล้วเสียชีวิตลงจะรอดไหม หรือคนที่เป็นเกย์เพราะมีฮอร์โมนในสมองแปรปรวนทำให้ผิดไปจากเพศทางร่างกาย เป็นต้น เรื่องเหล่านี้เราไม่ต้องพยายามครับ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะต้องกังวล เราแค่รู้อยู่ว่า จิตวิญญาณของคนเหล่านี้ อยู่ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า ผู้บริสทธิ์และยุติธรรม ผู้เปี่ยมไปด้วยความรักและเมตตา และให้พระเจ้าผู้ทรงยุติธรรมเป็นผู้ตัดสินเถิด และผมรับรองได้ว่า การตัดสินนั้นออกมายุติธรรมแน่นอนครับ แต่มีปัญหาอยู่นิิดดดดหนึ่งครับ คุณ จุ้ย ถ้าความเป็นเกย์ หรือ กระเทยนั้นไม่ได้มากจากฮอร์โมนใต้สมอง คือไม่ได้เป็นโรคละครับ เป็นนิสัยที่ติดมา เพราะก่อนบังเกิดใหม่นั้น เคยได้รับความสุขเช่นนั้น จึงติดใจ และไม่อยากเลิก และก่อนหน้านั้นได้รับ ‘การเสพ’ เช่นนั้น และ 1 โครินธ์ 6:9 และ 1 ทิโมธี 1:10 เป็นบริบทให้กับผู้ที่ยังไม่เชื่อครับ และก็ไม่มีความรอดด้วย จึงไม่ต้องมาพูดถึงว่าพระคุณจะช่วยเขาได้อย่างไร เพราะยังไม่ได้รับความรอด แต่เมื่อรอดจริงๆด้วยความเชื่อ จะดำเนินชีวิตคริสเตียนที่บังเกิดใหม่อย่างไร? ถ้าเป็นอย่างนี้ เมื่อรับพระเยซูจริงๆแล้ว และมีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตภายใน จะฟ้องตลอดครับ และถ้ารับพระเยซูแล้ว และพระเยซูเพียงพอจริงๆ ยังจะต้องการ เสพ อย่างอื่นอีกหรือครับ ผมว่าน่าจะค่อยๆดีขึ้นถ้าพึ่งพระคุณเท่านั้น ครับ แต่ถ้ายิ่งพึ่งความรู้ผิด เช่น ถ้าคุณทำต่อ จะห่างจากพระเจ้า จะถูกลงโทษจากคริสตจักร จะรับไม่ได้ อย่างนี้ยิ่งไปกันใหญ่เลยครับ เมื่อเขาไม่ได้รับการยอมรับ เขาจะย่ิงยอมรับตัวเองไม่ได้ เมื่อเขารู้สึกว่ามาหาพระเจ้าแล้วมีเงื่อนไข เขาก็ยิ่งออกห่างครับ การบังคับยิ่งทำให้เขาไกลห่าง ความกลัวยิ่งฝังเขาครับ เหมือนกับฝังเราทุกคน เพียงแต่บาปเป็นคนละประเภทกันเท่านั้น และถ้าเราสอนแบบธรรมบัญญัติ เขาจะเข้าใจว่าพระเจ้าไม่ยอมรับเขาเพราะการกระทำของเขาทำไม่ได้บรรลุที่พระเจ้าต้องการ เมื่อนั้นเขาจะยอมรับความเชื่อไม่ได้ แต่ถ้าลองแนะนำให้เขาพึ่งในความม่ันใจในความรอดนี้ และพระเจ้ายอมรับและรักเขาไม่ได้เพราะว่าเขาทำอะไร แต่เพราะเขาเป็นเขา และพระเจ้ายอมรับได้ด้วยการยอมรับ “ความเชื่อ” และไม่มีอะไรแยกเขาได้ เมื่อนั้นเขาจะขอบคุณได้ และรักพระเจ้าตอบได้ครับ เมื่อเขารักพระเจ้าตอบได้ และมั่นใจว่าพระเจ้าอยู่สนิทกับเขาเสมอ เขาจะทำได้ดีขึ้นครับ แล้วก็ดำเนินตามความเชื่อเช่นนี้ ยึดพระเจ้าไว้ให้มั่น ยึดในส่ิงที่พระองค์ทำเพื่อเรา

  • หล่อฟาด

    Mar 30, 2010

    Reply

    คุณคงศักดิ์ จะว่าไปคุณก็น่ารักดีเหมือนกันนะ

    • admin

      Mar 31, 2010

      Reply

      น่ารักสิ ผมหน้าตี๋ๆครับ ลูกผมก็น่ารักด้วย น้องหล่อฟาดเห็นแล้วต้องชอบ ถ้ารู้จักผมดีอาจชอบก็ได้ครับ ผมชอบพูดตรงๆ เขียนตรงๆ ไม่มีศาสนา ไม่มีส่วนเสริมแต่ง พระค้มภีร์ว่าอย่างไรผมก็ว่าอย่างนั้น ไม่มีวาระซ่อนเร้นผลประโยชน์ ผมมีกินอยู่สบายครับ ไม่ได้ใช้ศาสนาหากิน ความเห็นของผมจึงไม่ต้องเกรงใจใคร หรือเกรงกลัวใคร คุณหล่อฟาดจึงเห็นผมเขียนแบบไม่ค่อยกลัวใคร เพราะผมไม่มีหัวโขนที่ต้องพึ่งพาองค์กรศาสนาใดๆครับ แล้วส่วนใหญ่พอมานั่งแย้งกันจริงๆ เชื่อผมเถอะครับ แพ้พระคุณทุกราย ในที่สุดก็ตอบไม่ได้ เพราะตัวเราไม่มีอะไรเลย พระเยซูเท่านั้นครับทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ และเพียงพอที่จะให้เราดำเนินชีวิตคริสเตียนได้แน่นอนครับ เชื่อผมเถอะ

  • palm

    Aug 13, 2010

    Reply

    ไม่เคยเห็นเกย์ ตุ๊ด กระเทยคนไหนมาเชื่อ แล้วเลิกเป็นได้ซักคน อย่าใจแคบหาว่าเค้าไม่รอดเลยคับ เค้าเชื่อเค้าก็รอด

  • A

    Nov 08, 2010

    Reply

    เค้ารอดแน่ครับถ้าเค้าไม่กลับไปทำนิสัยแบบเดิม เช่น ชอบหรือ มีการกระทำ ทางกาม แต่เรื่องบุคลิค มันเปลี่ยนไมไ่ด้หรอกครับ แต่พอเค้าเชื่อพระเจ้า ถ้าเค้ารักพระเจ้าจิงๆ เค้าจะรู้ว่าพระเจ้านี้หล่ะถคือความรักที่เค้าต้องการ ไม่ใช่เรื่องเพศ

  • A

    Nov 08, 2010

    Reply

    คุณเจ้าของblock ตอบได้ดีมากๆ แต่ผมว่าคุณ AJ ก็อยากจะรับใช้พระเจ้า ผมว่า การกระทำให้พระเจ้า อ่ะ มีผล มากๆ แต่สิ่งสำคัญคือต้องทำตามพระประสงของพระเจ้าเท่านั้น อย่าทำตามใจตัวเอง ถ้าเราคิดว่าเราทำสิ่งนี้สิ่งนั้นดี คิดว่าพระเจ้าพอพระทัย (ขอโทษที่ใช้คำพูดแรงๆนะครับ) ไปเป็นพระเจ้าเองมั้ย... เรารู้หรอว่าพระเจ้าชอบอะไรไม่ชอบอะไร ถ้าพระองไม่ทรงบอก ถ้าเราทำตามใจก็ไม่ต่างจาก พวก คาทอริก ที่ทำๆๆๆแล้วก็บอกว่าดีอย่างงั้นอย่างงี้ พระเจ้ารักในสิ่งที่เราเป็น ไม่ว่าเราจะเป็นคนแบบไหนก็ตาม ขอแค่เรารักพระองค์ สุดจิตสุดใจ พอ ....

  • หล่อฟาด

    Nov 09, 2010

    Reply

    คุณA หล่อฟาดขอเปลี่ยนคำตอบของคุณได้มั๊ย ที่ว่า "เค้ารอดแน่ครับถ้าเค้าไม่กลับไปทำนิสัยแบบเดิม เช่น ชอบหรือ มีการกระทำ ทางกาม" เป็น "เค้ารอดแน่ครับถ้าเค้าเชื่อพึ่งในการไถ่ของพระเยซูไม่ว่าเค้าจะมีความผิดพลาดในการดำเนินชีวิตทางเพศหรือไม่ก็ตาม" หล่อฟาดคิดว่า ความรอดขึ้นอยู่กับว่าเราเชื่ออะไร ไม่ใช่เราทำอะไร ถ้าความรอดสูญเสียไปทุกครั้งเมื่อเราทำบาป ถ้าอย่างนั้นแม้เมื่อเรานั่งอยู่เฉยๆเราก็สูญเสียความรอดแล้ว เพราะเมื่อรู้ว่าอะไรดีแต่ไม่ทำก็เป็นบาป เราก็ตกจากมาตรฐานของพระเจ้ากันทุกลมหายใจ ฉะนั้นถ้าความรอดขึ้นอยู่กับการกระทำ ทุกๆวินาทีเราก็สูญเสียความรอดอยู่คับ

  • admin

    Nov 09, 2010

    Reply

    หุหุ

  • mm

    Nov 11, 2010

    Reply

    อยากรู้จังว่า รักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ มันเป็นยังไง ผมเห็นแต่คนรักตัวเองเท่านั้น มนุษย์ไม่มีความรักที่แท้จริงออกมาจากตัวเองได้ ยอมรับเสียเถอะ ลองอ่าน 1 โครินธ์ 13 ข้อ4-7 ดูใหม่ว่า เราไม่มีอะไรในนั้นบ้าง อดทนนาน กระทำคุณให้ ไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่... ไม่ ... ไม่... ไม่..... เราเป็นแบบนั้นทุกอย่างเลย มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่มีทุกอย่างใน 1 โครินธ์ 13:4-7 พระองค์อดทนเพื่อเรา ทำคุณให้เรา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่มีบาปอะไรเลยในพระองค์ แต่มนุษย์ตรงกันข้ามกับพระองค์ เมื่อพระเจ้าตั้งโจทย์ขึ้นมาว่า จงรักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ มีคนตอบโจทย์ว่า โอ ใช่เลย ฉันจะรักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ แต่ถ้าใครรู้จักตัวเอง ผ่านทาง 1คร 13:4-7 คนคนนั้นจะตอบได้เลยว่า พระเจ้าครับ ผมรักพระองค์แบบนั้นไม่ได้หรอกครับ มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่มีความรักแบบนั้น ผมทำได้เพียงอยู่ภายใต้พระโลหิตของพระเยซูเท่านั้น ความรักของพระเยซูเท่านั้นที่ปกคลุมผม แล้วทำให้พระเจ้าพอพระทัยผมได้ แต่ว่า อนิจจา ! คนในโลกนี้ส่วนมาก บอกว่า ฉันรักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ ได้ จิตใจมนุษย์มีแต่ความชั่วร้าย แล้วมนุษย์เอาความรักมาจากส่วนไหนหรือ ? เราต้องรู้ตัวเสียก่อนว่า ไม่มีความรัก แล้วจึงรับความรักจากพระเยซู รับมา 100 % เลย เพราะเรามีบาป 100% ถ้าเข้าใจ มันจะไม่มีภาระหนักกับความเชื่อเลยล่ะ

  • หล่อฟาด

    Nov 16, 2010

    Reply

    เมื่อเรารู้จักตัวเราแล้ว เมื่อเรารับการชำระบาปแล้ว เราบังเกิดใหม่และเราเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว หล่อฟาดขอถามว่า เราจะรับพระคำเพื่อดำเนินชีวิตอย่างไร

  • mm

    Nov 22, 2010

    Reply

    สิ่งแรกเลย ต้องฟังพระคำ อย่างเดียวเลย ต้องเป็นพระคำจาก ผู้รับใช้ที่ไม่มีบาปแล้วนะครับ หล่อฟาดอาจจะยอมรับไม่ได้ เพราะ ผมเคยอ่านที่หล่อฟาดพูดว่า อย่าเชื่อพวกอาจารย์มากเกินไป แต่สำหรับผมนะครับ หลังจากที่ผมได้รับการชำระบาปผ่านทางโบสถ์ข่าวประเสริฐ อาจารย์บอกว่า ฟังพระคำเท่านั้น มีปัญหาอะไรก็ต้องฟังพระคำ ผมฟังพระคำเรื่อยๆ ประมาณ 1 ปี ผมก็สามารถมองเห็นปัญหาทางจิตใจของผมได้เอง และสามารถแยกแยะ ได้ว่า อะไรมาจากซาตาน และ อะไรมาจากพระเจ้าได้ ผมเริ่มฟังเสียงของพระเจ้าได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งผ่านทางพระคำเท่านั้น ไม่ใช่คิดเอาเอง หล่อฟาด มนุษย์เราต้องมีผู้นำนะครับ ถ้าเราพบกับผู้นำที่แท้จริงแล้ว เราเชื่อได้ว่า ผู้นำคนนั้น คือ ผู้รับใช้ของพระเจ้าที่แท้จริง เราก็ต้องฝากชีวิตไว้กับเขา พระคำ สุภาษิต 11 ข้อ 14 บอกว่า "ที่ไหนไม่มีการนำ ประชาชนก็ล้มลง..." มนุษย์เราไม่สามารถจูงนำตัวเองได้ เราไม่สามารถคิดในสิ่งที่ถูกต้องที่แท้จริงได้ เพราะ มนุษย์มักจะเข้าข้างตัวเอง และ แก้ตัวเก่ง และที่สำคัญ มนุษย์มีแต่ความเห็นแก่ตัว ตอนที่เราบังเกิดใหม่ เราก็คือ เด็กที่ต้องการนม จิตวิญญาณที่บังเกิดใหม่ ต้องให้พระวิญญาณบริสุทธิ์จูงนำผ่านทางพระคำ พระคำ ก็คือ น้ำนมที่จะหล่อเลี้ยงจิตใจของเรา เมื่อโตพอ เราก็จะสามารถต่อสู้กับ ความคิด หรือ ความสงสัยที่ซาตานให้กับเราได้มากขึ้น การชำระบาป เป็นขั้นตอนแรกของการ บังเกิดใหม่ ถ้ามนุษย์คนใด เข้าสู่ขั้นตอนแรกได้แล้ว ก็หมายความว่า เขาเกิดใหม่แล้ว เมื่อเกิดใหม่ ขั้นต่อไป คือ ถูกเลี้ยงดู เหมือนเด็กเกิดใหม่นั่นแหละ เด็กเกิดมา พ่อแม่ก็ต้องดูแลป้อนนม ป้อนอาหาร พอโตขึ้นก็เริ่มช่วยตัวเองได้มากขึ้น เริ่มคิดเป็น เริ่มเข้าใจพ่อแม่ จิตวิญญาณก็เช่นกัน เราบังเกิดใหม่แล้ว อยู่คนเดียวไม่ได้หรอก เราตักเตือนตัวเองไม่ได้ ต้องเป็นคนอื่น เราหยิกตัวเองก็ไม่เจ็บเท่าคนอื่นหยิก อยู่ในโบสถ์ไม่ใช่เพื่อเก่งกว่าคนอื่น แต่เพื่อให้โบสถ์คอยตักเตือนและจูงนำ อาจารย์ที่แท้จริง ไม่ใช่อาจารย์ที่มีบาป อาจารย์ที่คอยเทศนาแต่เรื่องเงิน และยื่นแต่ธรรมบัญญัติให้เราไม่ใช่อาจารย์ที่แท้จริง อาจารย์ที่จูงนำเราได้อย่างแท้จริงจะไม่มองข้อบกพร่องของเราเลย อาจารย์ที่แท้จริงจะเป็นแบบอย่างให้กับเราทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของความเชื่อ เรื่องของการเผยแพร่ และให้พระคำที่ทำให้จิตวิญญาณของเราใกล้ชิดกับพระเจ้า พระเยซูมากขึ้นทุกวันได้ โบสถ์ที่แท้จริงจะไม่ให้ภาระหนักในจิตใจกับเรา เช่น ถ้าโบสถ์ไม่สามารถจูงนำเราให้หลุดพ้นจากบาปได้อย่างแท้จริง เราก็ไม่สามารถติดตามโบสถ์ ไม่สามารร่วมใจในการเผยแพร่ได้ เพราะ บาป คือ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดสำหรับมนุษย์เรา การเชื่อพระเยซู หมายความว่า ความบาปทำอะไรเราไม่ได้แล้ว เพราะ พระเยซูชนะความบาปให้เราแล้ว หน้าที่ของเราจึง ไม่ใช่ต่อสู้กับความบาปอีกต่อไป แต่หน้าที่ของเราก็คือ เผยแพร่ เรามีชีวิตในโบสถ์ก็เพื่อ เผยแพร่ โบสถ์ที่เผยแพร่ได้ คือ โบสถ์ที่ไม่มีบาปแล้ว ถ้าโบสถ์ไหนยังมีปัญหาเรื่อง บาป โบสถ์นั้นก็ต้องแก้ไขเสียก่อน ถ้าเรายังมีบาป แล้วเราจะเผยแพร่ไปเพื่ออะไร มนุษย์ในโลกนี้ทุกคนทุกข์ทรมานก็เพราะ ความบาป ข่าวประเสริฐ คือ การที่พระเยซูชำระบาปให้แล้ว เราเป็นพยานถึงความรักนี้ ถ้าเรายังมีบาปเราจะพูดได้อย่างไรว่า พระเยซูรักเรา และถ้าเรายังพูดไม่ได้ว่า พระเยซูรักเราเพราะ กำจัดบาปให้เราแล้ว แล้วเราจะไปบอกคนอื่นได้หรือ ? หล่อฟาดถามว่า เราจะรับพระคำเพื่อดำเนินชีวิตอย่างไร ? ผมก็ตอบได้ตรงๆว่า ก็ต้องไปรับในโบสถ์ที่มีพระคำที่แท้จริงไงครับ พระคำที่แท้จริง คือ พระคำที่ทำให้เราเข้าใจตัวเอง และ เข้าใจพระเจ้าด้วย ถ้าเข้าใจทั้งสองฝ่าย การใช้ชีวิตตามพระคำมันก็จะไปในทางที่ชัดเจนได้ ในสมัยก่อน เมื่อมีการทำพิธีชำระบาปแล้ว เขาก็จะมีเทศกาลอยู่เพิง คนที่ไม่มีบาปแล้วก็ต้องไปอยู่ในเพิง สมัยนี้ก็เหมือนกัน คนไม่มีบาปต้องอยู่ในโบสถ์ที่ไม่มีบาป เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า หล่อฟาดคิดว่า ใช้ชีวิตเองได้หรือ จูงนำตัวเองได้หรือ ผมอาจจะพูดไม่ได้ว่า หล่อฟาดมาฟังพระคำที่โบสถ์ผมเถอะ แต่ผมพูดได้อย่างชัดเจนว่า ผมยังไม่เคยเห็นโบสถ์ที่ไหน ที่ให้พระคำเพื่อ จิตวิญญาณอย่างชัดเจน เหมือนกับโบสถ์ข่าวประเสริฐ เลยครับ มันฟังดูโอ้อวด แต่ผมก็ไม่รู้จะพูดอ้อมค้อมไปทำไม เพราะ มันเป็นความจริง ผมเองพบว่า ผมล้มเหลวกับทุกๆอย่าง และพบว่า ตัวเองอ่อนแอมาก ให้ความสุขกับใครก็ไม่ได้ ผมมีแต่ความเห็นแก่ตัว ผมจึงไม่สามารถเชื่อตัวเองได้อีก ผมไม่สามารถจูงนำตัวเองได้ ผมจึงยอมให้โบสถ์ ยอมให้ผู้รับใช้พระเจ้าจูงนำ จนวันนี้ผมไม่เคยรู้สึกว่า โบสถ์เอาเปรียบหรือ หลอกลวงอะไรผมเลย ผมมีแต่ได้รับการปรนนิบัติจากผู้รับใช้ ได้รับความเป็นห่วงเป็นใยว่า จิตใจของผมมีพระเยซูหรือไม่ จิตใจของผมได้สัมผัสถึง พระเยซู ที่อยู่ในจิตใจของผู้รับใช้ตลอดเวลา ผมได้รับความเชื่อมากมาย เพราะ ผมเองไม่สามารถมีความเชื่อเองได้ และ ก็มีแต่โบสถ์เท่านั้น ที่ให้ความเชื่อกับผม แกะ ต้องมีผู้เลี้ยงนะครับ แกะเลี้ยงตัวเองไม่ได้ และ พระเจ้าให้โบสถ์กับเราก็เพื่อให้เราได้รับการดูแลจิตวิญญาณก่อนที่พระเยซูจะมารับนะครับ คุณต้องหาโบสถ์ที่ดูแลจิตวิญญาณคุณได้อยู่นะครับ

  • หล่อฟาด

    Dec 14, 2010

    Reply

    หล่อฟาดไปเยี่ยมเยียนโบสถ์ข่าวประเสริฐมาแล้วคับเมื่อไม่กี่วันก่อน และได้ซื้อหนังสือ ความลับแห่งการชำระบาป มา หล่อฟาดเชื่อตามความเชื่อของโบสถ์ข่าวประเสริฐคับ และคิดว่าเป็นโบสถ์ที่เข้าใจความรอดได้มากกว่าโบสถ์ทุกๆแห่งที่หล่อฟาดเคยไปมา แต่หล่อฟาดพบว่าโบสถ์แห่งนี้ไม่สามารถแยก iyf ออกจากพระเยซูได้ เชื่อพระเยซูคือเชื่อไอวายเอฟ เชื่อไอวายเอฟคือเชื่อพระเยซู รักพระเยซูคือรักไอวายเอฟ รักไอวายเอฟคือรักพระเยซู รับใช้พระเยซูคือรับใช้ไอวายเอฟ รับใช้ไอวายเอฟคือรับใช้พระเยซู ไม่เห็นด้วยกับไอวายเอฟคือไม่เห็นด้วยกับพระเยซู เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแยกไม่ออก แต่หล่อฟาดคิดว่าจริงๆแล้ว เราสามารถมีความสัมพันธ์กับพระเยซูได้นอกกรอบไอวายเอฟ หล่อฟาดคิดว่าแยกไอวายเอฟออกจากพระเยซูได้ โบสถ์ข่าวประเสริฐจะเฟอร์เฟคมากๆ

  • admin

    Dec 14, 2010

    Reply

    อย่าเครียดครับ ฟังพระวิญญาณ ถ้าพระวิญญาณให้หล่อฟาดสงบอยู่ในพระเยซูได้ โดยไม่ต้องไป ก็ไม่ต้องไปครับ ถ้าไปแล้ว ไม่มีสันติสุข ก็อย่าฝืนครับ พระเจ้าไม่ได้จำกัดอยู่ในโบสถ์​แต่อยู่กับหล่อฟาด อยู่ไปเสมอจนกว่าจะสิ้นยุค สิ่งหนึ่งซึ่งคริสเตียนยังไม่สามารถลบออกจากใจไปได้คือ โบสถ์คือสถานที่ จริงๆแล้วโบสถ์คือผู้เชื่อ ที่อยู่ในสถานที่หนึ่งๆ หรือต่างสถานที่กันก็ได้ โบสถ์คือคุณ คุณคือโบสถ์ และ โบสถ์ไปได้ทุกที่ แม้กระทั่งที่ทำงานของคุณ เราคือพระวิหาร ไม่ใช่ตึกคือพระวิหารครับ ทำใจให้สบาย ขอพระวิญญาณทรงนำ ครับ อย่าไปเครียด เมื่อสันติสุขไม่ได้อยู่กับเรา แสดงว่าสิ่งที่เราดำเนินนั้นอาจไม่ใช่ทางที่พระองค์อยากให้เราเดินครับ

  • หล่อฟาด

    Dec 15, 2010

    Reply

    แต่อยู่โบสถ์เดิมหล่อฟาดไม่ปลื้มกับคำสอนเลยคับ อาจารย์โบสถ์หล่อฟาดเป็นอาจารย์ชื่อดังระดับแนวหน้าของหน่วยงานคริสเตียน ใครๆก็รู้จัก แต่คำอธิษฐานแปลกๆเสมอ เช่น ขอพระเจ้าทรงนำให้คนเข้ามาจนเต็มพระวิหารหลังนี้ (ถ้าเป็นโบสถ์ห้องแถวคงไม่กล้าเรียกว่าพระวิหาร แต่ที่นี่เค้าภูมิใจกับความสวยงามของโบสถ์มาก) เรารับพรเมื่อเราเข้ามา เรารับพรเมื่อเราออกไป(แต่อันนี้ตัดตอนมาจากเฉลยธรรมบัญญัติคับมันมีเงื่อนไขว่าถ้าเราเชื่อฟังธรรมบัญญัติ แต่ถ้าเราไม่เชื่อฟังก็จะมีต่อว่าเราถูกสาปแช่งเมื่อเราเข้ามา เราถูกสาปแช่งเมื่อเราออกไป) แต่ตอนนี้เราไม่ได้เข้ามาหาพระเจ้า และออกไปจากที่ประทับของพระเจ้าเหมือนสมัยก่อนนะคับ พระเยซูทำลายกำแพงบาปไปแล้ว ตอนนี้พระวิญาณมาหาเราและอยู่กับเราแล้ว ฉะนั้นคำอธิษฐานนี้หล่อฟาดคิดว่าแปลกๆนะคับ ขอทรงชำระจากความบาปในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเพื่อเราจะดีพอต่อมหาสนิทของพระองค์ (ทุกวันนี้คนทำบาปน้อยดีพอที่จะอยู่ใกล้พระเจ้า คนทำบาปมากไม่ดีพอ พอขอการชำระแล้ววินาทีนั้นคนทำบาปมากจะดีพอมากขึ้น) หรืออธิษฐานในกลุ่มแคร์ ขอพระเจ้าเสด็จลงมาประทับกับเรา เยี่ยมเยียนเรา ขอมารับคำนมัสการสรรเสริญจากเรา .................................................................

  • admin

    Dec 30, 2010

    Reply

    ผมขออนุญาติลบ comment บางอันที่กระทบกระทั่งกันนะครับ ตามคำขอของคุณ MM ผมเข้าใจดีครับทั้งคู่ อย่าโกรธผมนะครับ และผมก็ไม่อยากลบ comment เลย เพราะผมรู้ว่ามันน่าเซ็ง ที่มีใครทำแบบนั้นกับผม เอาเป็นว่าผมขอก็แล้วกัน ผมว่า Merry Christmas และ Happy New Year ดีกว่าครับ คิดถึงความรัก คิดถึง "แต่ความเชื่อซึ่งแสดงออกเป็นกิจที่ทำด้วยความรักนั้นสำคัญ" กาลาเทีย 5:6 หล่อฟาดครับ ปีหน้าฟ้าใหม่ ผมอยากเจอบางท่านที่ web นี้ เราเคยเจอกันที่ Emporium อยากเรียน Bible ด้วยกัน ผมกำลังศึกษาพระธรรมเอเฟซัสอยู่ครับ ว่าจะนัดน้องๆ เพื่อนๆ กินข้าวด้วยกัน ถ้าหล่อว่างเชิญนะครับ ถ้าไม่อยากเจอก็ไม่เป็นไร ไม่มีกฏบังคับครับ ไม่มีการคาดหวัง ไม่มีตาราเวลาครับ