Wisdom of Life

นายชาญ ผู้ยังมีหนี้บาป และได้ปิดบัญชีบาป

เข้าใจคุณ cr แล้วครับ
ปิดบัญชีบาปเป็นคำที่ผมคิดขึ้นเองครับ ไม่มีในพระคัมภีร์นะครับ แต่ผมจะลองบรรยายในหัวข้อใหม่ให้ฟังครับ ยังงัยถ้าติดตามแล้ว ยังไม่เป็นเวอร์ชั่นเต็ม หรือยังข้องใจ ก็ถามมาได้ที่กระทู้ครับ
การปิดบัญชีบาป เป็นความเชื่อล้วนๆครับ ไม่ได้อาศัยสติปัญญาของมนุษย์ หรือความพยายาม (อันไร้ความหมาย) ของมนุษย์เลย เป็นความเชื่อพึ่งในไม้กางเขนของพระเยซูที่ได้อภัยบาป “ทั้งสิ้น” ของท่าน และเชื่อฟังในพระคัมภีร์ที่ว่า พระเยซูทรงเป็นเครื่องบูชาที่ลบบาปได้ “ตลอดไป”
การปิดบัญชีบาป เป็น การเชื่อฟัง พระคัมภีร์ ซึ่งเป็นการเชื่อฟัง สิ่งที่พระเจ้าบอก
มีหลายบทความในเว็บนี้ได้เขียนไว้อยู่แล้ว และได้มีการถกเถียงกันมากมาย ประเด็นที่เถียงกันก็คือ อ้าว ถ้าปิดบัญชีบาปก็ทำบาปได้สบายสิ?
จริงๆ เป็นคนละเรื่องกันครับ ปิดบัญชีบาปหรือไม่ปิดบัญชี (ยังเป็นคนบาปอยู่) ก็ทำบาปอยู่ดีครับ ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เพราะเนื้อหนังที่เราอาศัยอยู่นั่นเอง เปาโลว่า บาปที่อาศัยในร่างกายเป็นคนทำ
ไม่เป็นไรครับ ถ้าตอบกระทู้จะยาวมาก เดี๋ยวขึ้นหัวข้อใหม่ให้ครับ น่าสนใจ

วันหนึ่งมีคนหนึ่งมาหาผมที่ทำงาน ชื่อชาญ (นามสมมติ ไม่อยากใช้ชื่อจริง) และบอกว่า อยากคุยกับผม เพราะเขามีปัญหายิ่งใหญ่ในชีวิต เขาจำเป็นต้องหนีพระเจ้า ไปหาที่พักสงบ โดยการหนีไปจาก โบสถ์ (ชุมชนที่เขารัก) เนื่องจากเขาอาย  ซึ่งก็ทำให้ผมนึกถึงบางท่านที่ผมเคยรู้จัก เป็นผู้ที่มีตำแหน่งใหญ่ในโบสถ์ แต่ดำเนินชีิวิตคริสเตียนผิดพลาด (ทั้งๆที่คริสเตียนทุกคนก็ดำเนินชีวิตผิดพลาด หรือไม่จริง?) และไปฆ่าตัวตาย สาเหตุหลักก็เพราะอับอาย แต่รากของสาเหตุก็คือ บาปแห่งความไม่เชื่อนั่นเอง คือ บาปแห่งความไม่เชื่อ นั้นเป็นบาป ที่นำเขาไปสู่ความตาย ในที่นี้คือ ตายฝ่ายวิญญาณด้วย แล้วก็เด็ดลมหายใจของตนด้วยการแขวนคอด้วย

ผมก็เลยเชิญเขาเข้ามา เพราะรู้จักกัน และยินดีที่ได้พบเจอกันอีก เขาเดินเข้ามาแล้วก็ขอบคุณผม ผมก็บอกว่าไม่เป็นไร แล้วเร่ิมสังเกตุที่หน้าของเขา มีแต่ความมัวหมอง ไม่มีราศี ไม่มีรอยยิ้ม และ ไม่ค่อยสบตา (ฟังดูเหมือนเราทุกคน ตอนทำบาป) ผมเร่ิมพูดเล่นเรื่องอื่น เร่ิมมีรอยยิ้มบ้าง แล้วก็เร่ิมนั่งคุยกัน ผมให้เวลากับเขาเต็มที่ (ปกติผมคิดชั่วโมงละ 1500 ตอนทำงาน 5555) เราเร่ิมคุยกันถึงครั้นหนหลัง ที่เราเคยอยู่โบสถ์ (สถานที่) เดียวกัน และเคยรับใช้อะไรด้วยกันเยอะแยะ

ผมกับชาญนั่งคิดถึงการนำนมัสการ (ร้องเพลงสรรเสริญ *ซึ่งบัดนี้ผมมองย้อนกลับไป จึงไม่อยากเรียกว่านมัสการ เพราะบัดนี้ผมรู้แล้วว่า นมัสการนั้นทำได้ด้วย ชีวิตเท่านั้น และปรากฏอยู่ใน โรม 12:1-2 เท่านั้น ผมจึงของเรียกว่าการนำร้องเพลงสรรเสริญดีกว่า) โดยการแค่ออกไปทำท่าทาง แอ็คติ้งครับ ผมยังจำได้ดี ผมแค่ไป บิวท์ ความรู้สึก ของทุกคนให้คล้อยตาม แล้วชูมือขึ้น เสียงดนตรีก็เร้าใจขึ้น ภาษาแปลกๆ เร่ิมมา แล้ว หลังจากนั้นก็เร่ิมมีคนพูดดังขึ้น ทั้งห้องก็เต็มไปด้วยเสียงอื้ออึงโกลาหล ออกจะวุ่นวายด้วยซ้ำ ยิ่งโกลาหลเท่าไร ก็หมายความว่า ยิ่งเต็มไปด้วยพระวิญญาณ เท่านั้น ผู้นำจะต้องส่งเสียงดัง และเร่ิมออกไมค์ ด้วยเสียงเพลงที่ช้า และเร้าใจ คร่ำครวญออกมาแบบไม่เป็นคำ เพื่อให้ดูว่า พระวิญญาณกำลังทำงานอยู่ เพื่อประโยชน์แก่คนที่อยู่ในที่ประชุม ไม่ว่าวันนั้นจะทะเลาะกับเมียมาตอนเช้าหรือเปล่า หรือเพิ่งจะด่าคนที่ขับรถปาดหน้าก่อนเข้าซอยโบสถ์ ผู้นำจะต้อง บิวท์ ตัวเองก่อน เพื่อจะ บิวท์ หรือ สร้างอารมณ์ คนอื่นให้ได้ ตอนที่ร้องเพลงสุดท้าย คือพระเจ้ายิ่งใหญ่ ต้องยกเสียงให้สูงขึ้น พระเจ้ายิ่ง ใหญญญญญญญญญญญ่  แล้วดนตรีจะตีกลองรัว แล้วคราวนี้ทั้งที่ประชุมก็จะ “รู้สึกถึงพระวิญญาณ”  แล้วก็เร่ิมอธิษฐาน

เมื่อผมมองย้อนกลับไป ผมมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจาก ลมๆแล้งๆ เหมือนกับ ศาสนาอื่นเขาก็ทำครับ ต้องขอโทษที่เขียน แต่เกลียดก็ไม่เป็นไรครับ ขอให้ลองคิดดู

ทั้งหมดนั้นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าคำว่า Security คือความรู้สึกปลอดภัยนั่นเอง ทั้งที่ประชุม แค่ต้องการรู้สึกว่า เมื่อทำแบบนี้ร่วมกัน จะรู้สึกปลอดภัยในจิตใจ ในจิตวิญญาณ และรู้สึกได้ว่าตัวเองได้รับการ “ยกขึ้น” (จากไหนไม่รู้ ลองคิดดูเอง!) จากการนมัสการ พูดภาษาแปลกๆ ร้องเพลงในพระวิญญาณ ล้มลงกลิ้ง และสารภาพบาป และเมื่อรู้สึกปลอดภัยขึ้น ก็จะกลับบ้าน ด้วยความรู้สึก “มั่นคงและรับประกันได้” และเร่ิมกระทำบาปใหม่ และก็รู้สึกบาป ตั้งแต่วันอาทิตย์บ่าย วนอยู่อย่างนี้จนถึงวันอาทิตย์อีกครั้ง และโบสถ์ใดที่ให้ความรู้สึก “ปลอดภัย” ได้อย่างมีสีสัน และมีลีลา โดยเหมือนกับ มีของดี ่ได้มากกว่า โบสถ์นั้นก็มีคนมากกว่า และติดกับโบสถ์มากกว่า หลายโบสถ์จำเป็นต้องมี สาระ อื่น แนบท้ายด้วย เพื่อให้ไม่เป็นแค่ “ถังน้ำหวาน” ก็เลยใส่สาระลงไปด้วย จึงต้องมี ประชุมอธิษฐาน กลุ่มเซลล์ เรียนพระคัมภีร์ แนบไปด้วย เพื่อรับประกันว่า ของฉันนั้น เป็น “ถังน้ำหวานศักดิ์สิทธิ์” (Holy Sweet Bucket)  และเมื่อวันหนึ่ง เมื่อ มีคนทำบาปมาก (มีมากน้อยด้วยหรือ?) จนกระทั่งไม่สามารถ “รู้สึกปลอดภัย และรับประกันได้ ถึงแม้ได้มาหาถังน้ำหวานศักดิ์สิทธิ์ ทุกวันอาทิตย์แล้วก็ตาม เขาก็จะหนีไปหาถังน้ำหวานอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงความอาย หรือ ไม่ก็ไม่ไปหาถังน้ำหวานอีกเลย เพราะรู้สึกว่า “ไม่บริสุทธิ์เพียงพอ”  ต่อความศักดิ์สิทธิ์ของถังน้ำหวาน นั่นเอง

พระเยซูคริสต์นั้นต่างหาก เป็นที่รับประกันของเรา พระเยซูคริสต์เป็น น้ำแห่งชีวิตที่ไม่ต้องกระหายน้ำหวานอีกเลย เรามาถึงน้ำแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์ไหม หรือ อยู่ในแค่ ถังน้ำหวานศักดิ์สิทธิ์  ท่านได้มาถึง อาหารแห่งชีวิต ดั่งที่พระคริสต์ได้กล่าวถึงตนเองไว้ เราจะมาถึงได้อย่างไร ถ้าเรายังกระหายอยู่ ถ้าเรากระหายอยู่ เราก็ยังไม่ได้มาถึง ผมไม่เคยกระหายหาอะไรอีกเลย เพราะผมได้รับน้ำแห่งชีวิตนั้นแล้ว ผมไม่ต้องการ ถังน้ำหวาน หรือ ถ้วยน้ำหวานอะไรอีกเลย เพราะ พระคริสต์ ดับกระหายผมสิ้น

ดับอย่างไร ดับโดยการ ปิดบัญชีบาปผม โดยการงานที่สิ้นสุดของพระองค์ที่ไม้กางเขนนั้น ถ้าท่านยังไม่ปิดบัญชีบาป ท่านก็ยังวนเวียนอยู่ในความกระหายความชอบธรรมลมแล้วอยู่ร่ำไป วนเวียนอยู่ร่ำไป โดยไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนเพื่อนผมคนนี้ นอกเรื่องซะนาน

“แล้วเป็นไงบ้างล่ะ ชาญ หน้าดูเครียดเชียว เล่าให้พี่ฟังดิ” ผมเร่ิมเข้าเรื่อง

“ผมไม่สามารถเป็นคริสเตียนได้ต่อไปแล้ว ผมไม่ดีพอ ผมไม่สามารถทำได้! ผมไม่สามารถทำได้!” เขาระล่ำระลักบอก

“ชาญ ไม่สามารถทำอะไรได้หรือ?” ผมถามทั้งๆที่รู้ว่า เขากำลังบอกว่าไม่สามารถทำดีได้ เพราะเขาทำบาปอยู่

“พี่ ผมทำไม่ได้เลย ผมเอาชนะบาปไม่ได้เลย ผมพยายามแล้ว และผมก็ล้มลงอีก ผมขอพระเจ้ายกโทษให้ผม และขอให้พระเจ้าให้กำลังผม แต่ผมก็พ่ายแพ้ตลอด ผมไม่สามารถเป็นคริสเตียนที่ดีได้เลย ใจผมเต็มไปด้วยบาป ผมไม่เป็นคริสเตียนแล้วครับ แต่ผมยังรักพระเจ้าอยู่นะพี่” น้องชาญ เข้าประเด็นแบบตรงๆ แรงๆ โดยแทบไม่ต้องคิดก่อนพูด

เพื่อนๆ ลองอ่านคำพูดของน้องชาญสิครับ เมื่อผมได้ฟัง ผมรู้ทันทีว่า น้องชาญไม่ได้มีปัญหาที่บาปที่เขากำลังกระทำอยู่ แต่เขามีบาปแห่งความไม่เชื่อ

คือเขาไม่เชื่อและไว้วางใจในสิ่งที่พระคริสต์ทำสิ้นสุดเพื่อเขาบนไม้กางเขนนั่นเอง พระคัมภีร์บอกว่า เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก..จนได้ประทาน.พระบุตร.ผู้ที่ “วางใจ”จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ จริงๆแล้ว ผมไม่แน่ใจว่า ชาญมีชีวิตนิรันดร์หรือไม่หรือว่า..เขาเพียงแต่รักพระเจ้าที่เขาไม่รู้จัก

ชาญเร่ิมเล่า ความบาปให้ผมฟัง เพื่อจะสารภาพต่อหน้าผม ผมฟังประมาณ 2-3 ประโยคจึงขอให้เขาหยุด เพราะผมจับประเด็นได้แล้ว และไม่ต้องการให้เขาเล่าต่ออีก เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา

หลังจากเขาหยุด ผมถามเขาประโยคหนึ่ง “ชาญ เชื่อพระคริสต์คนไหน?”

เขางงมาก มองหน้าผมแล้วยิ้ม “แปลว่าอะไรพี่ พระคริสต์คนไหน ก็มีคนเดียวนี่”

ผมถามต่อ “ชาญเชื่อพระคริสต์ ที่เดินในอิสราเอล ที่สอนชาวยิว สอนสาวก ที่เป็นลูกมารีย์กับโยเซฟ ที่สอนในพระธรรมมัทธิวถึงยอห์น หรือ ชาญเชื่อในพระคริสต์ที่เป็นพระเจ้า อภัยบาปทั้งสิ้นให้ชาญโดยการตายรับบาปแทนชาญบนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาในวันที่สาม เป็นพระเจ้าที่ทรงพระชนม์อยู่วันนี้?”

เขายังงง อยู่ ผมจึงถามซ้ำ “ชาญเชื่อพระคริสต์คนไน คนที่เดินอยู่ 2000 ปีที่แล้ว หรือ พระคริสต์ที่เป็นพระเจ้าอยู่ปัจจุบัน และนิรันดร์”

ชาญเร่ิมตอบด้วยความไม่แน่ใจ “ผมเชื่อ..เอ่อ…เอ่อ.. พระคริสต์ที่เป็นพระเจ้า อยู่ปัจจุบันและนิรันดร์” เพราะชาญดูแล้ว พระคริสต์ข้างหน้าถ้าจะไม่ถูกแน่ แต่ไม่แน่ใจในความเชื่อที่อยู่ภายใน

“ดีครับ” ผมตอบ แล้วถามต่อ “ชาญเชื่อในพระคริสต์ พระเจ้าผู้ตายบนไม้กางเขน แล้วเป็นขึ้นมาไหม?” ชาญตอบโดยไม่ต้องคิด “เชื่อครับ..”

“พระคริสต์ตายบนไม้กางเขนทำไม” ผมถาม “เพื่อยกโทษบาปผม” ชาญตอบ

“ยกโทษชาญได้หมดสิ้นไหม” ผมถาม “หมดครับ” ชาญตอบ, ผมถามต่อ “แล้วยกโทษทั้งบาปอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไหม” ชาญตอบอีก “หมดครับ”

“แน่ใจไหมว่ายกโทษให้ทั้งหมดได้”  ชาญตอบว่า “แน่ใจครับ”

“ยังมีความบาปใดๆ เหลือไหมในชีวิตของชาญ? ในเมื่อพระคริสต์ยกโทษหมดแล้วทั้งสิ้น”

ชาญตอบว่า “ไม่มีเหลือครับ”

ผมถามทันที “แล้วทำไมเมื่อครู่ชาญเพิ่งบอกพี่ว่า ใจผมเต็มไปด้วยบาป

ชาญ อึ้งอยู่  ผมปล่อยให้เขาอึ้ง สักครู่ และเปิดพระคัมภีร์ โรม 5, 2 โครินธ์ 5, ฮิบรู 10, ฮิบรู 7, กาลาเทีย 3, และ ฟิลิปปี 2, โรม 3, และโรม 7 เราเรียนจากพระคัมภีร์ด้วยกัน แล้วชาญก็สารภาพ บาป แห่งความไม่เชื่อ ไม่ไว้วางใจในพระเยซูคริสต์ และกลับใจใหม่ มาไว้วางใจในการงานที่สิ้นสุดของพระคริสต์ บนไม้กางเขน ชาญกลับบ้าน เป็นอิสระต่อบาป และ เป็นไท ในพระคริสต์ ไม่มีบาปเป็นโซ่ตรวนเขาไว้อีก เขาหลุดออกจากพันธนาการของซาตาน เข้าสู่ เสรีภาพในแผ่นดินของพระคริสต์  เขาหลุดออกจาก ความมืด เข้าสู่ความสว่าง

ชาญ ปิดบัญชีบาป!

เขาหลุดออกจากความบาป เข้าสู่ความชอบธรรมของพระคริสต์

เขาหลุดออกจาก ความตายของอาดัม.. เข้าสู่ ชีวิตของพระคริสต์ (โรม 5)

ชาญตายแล้ว และ เป็นขึ้นมาใหม่ เกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ

“ท่านตายแล้วในบาป พระองค์ยังทรงกระทำให้เรามีชีวิต ถึงแม้ว่าเมื่อเราตายไปแล้วในการบาป   พระองค์ยังทรงกระทำให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์   (ซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณ) 6และพระองค์ทรงให้เราเป็นขึ้นมากับพระองค์” เอเฟซัส 2: 5-6

การปิดบัญชีบาป เป็นความเชื่อล้วนๆครับ ไม่ได้อาศัยสติปัญญาของมนุษย์ หรือความพยายาม (อันไร้ความหมาย) ของมนุษย์เลย เป็นความเชื่อพึ่งในไม้กางเขนของพระเยซูที่ได้อภัยบาป “ทั้งสิ้น” ของท่าน และเชื่อฟังในพระคัมภีร์ที่ว่า พระเยซูทรงเป็นเครื่องบูชาที่ลบบาปได้ “ตลอดไป”

การปิดบัญชีบาป เป็น การเชื่อฟัง พระคัมภีร์ ซึ่งเป็นการเชื่อฟัง สิ่งที่พระเจ้าบอกว่า พระคริสต์ทรงเป็นทางเดียวที่ไปถึงพระเจ้าได้ และไม่มีทางอื่นอีกเลย ถ้าเราบาป จะเข้าไปถึงพระเจ้าได้อย่างไร คนมีบาปไปไหนครับ?  ไปสวรรค์ได้หรือ? คนบาปจะเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้าได้อย่างไร?  คนชอบธรรมเท่านั้นจะเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า ชอบธรรมได้โดยเชื่อพระเยซูเท่านั้น คนชอบธรรมจึงต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อ เร่ิมต้นก็ด้วยความเชื่อ สุดท้ายก็ด้วยความเชื่อ เชื่อว่าอะไร ตรงนี้สำคัญ? เชื่อในการงานที่สิ้นสุดของพระคริสต์ที่ไม้กางเขน ที่พระองค์บอกว่า  “สำเร็จแล้ว” ก่อนสิ้นใจ อะไรสำเร็จแล้ว?  การยกโทษบาป และล้างบาป สำเร็จแล้วนั่นเอง

การปิดบัญชีบาปก็เหมือนกับปิดบัญชีหนี้ เพราะบาปเป็นหนี้ เป็นหนี้ชีวิต ต้องมีคนไถ่หนี้ หนี้จึงจะหมดไป ถ้าไม่งั้นก็ยังเป็นหนี้อยู่ เมื่อเป็นหนี้อยู่ก็ยังไม่เป็นอิสระ เพราะทำงานมาก็ต้องใช้หนี้ หนี้บาปนั้นเป็นพันธนาการที่ตรวนเราอยู่ตั้งแต่อาดัมเป็นต้นมา และเราก็ทำบาปอยู่ทุกวันด้วย มันตรวน และ ตรึงเราไว้เป็นทาสของบาป และเป็นทาสของซาตาน เราต้องถูกไถ่ และพระคัมภีร์บอกว่า พระคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นจากความเป็นทาสของบาป

เมื่อคุณเป็นหนี้ ผ่อนรถ ทะเบียนรถก็อยู่ที่บริษัทลีซซิ่ง คุณไม่มีความเป็นเจ้าของ (ซาตานยังเป็นเจ้าของจิตวิญญาณของเรา) คุณขับรถก็จริง (เรามีลมหายใจ ดำเนินชีวิต ทำงาน) แต่คุณไม่มีจิตวิญญาณ  คุณต้องผ่อนชำระต้นพร้อมดอกเบี้ยบาป ที่เกิดขึ้นทุกวัน เนื่องจากเป็นหนี้เงินต้น เพราะรับสภาพหนี้บาปจากอาดัมไว้ เราขับรถ แต่รถไม่ใช่ของเรา มีวันหนึ่ง คุณคงศักดิ์ มาและบอกกับลีซซิ่งที่ขูดเลือดขูดเนื้อดอกเบี้ยว่า  “ผมขอจ่ายหนี้ค่ารถของ คุณ… ที่ค้างอยู่เป็นเงินต้น 300,000 บาท ขอทะเบียนรถคืนด้วยครับ ต่อจากนี้ไปไม่มีดอกเบี้ยแล้วนะ” ลีซซิ่ง เมื่อรับเงินค่าไถ่หนี้ ก็คืนทะเบียนรถให้คุณ

คุณรับทะเบียนไว้ และพอสิ้นเดือน คุณก็ไปลีซซิ่งอีก และก็บอกว่า “ผมมาชำระค่างวดครับ!”  ลีซซิ่งก็บอกว่า “ไม่ต้องชำระแล้วครับ คุณคงศักดิ์จ่ายหมดแล้ว” คุณก็กลับบอกอีกว่า “ไม่ได้ ผมต้องจ่ายอีก ยังไม่หมดด” ลีซซิ่งก็บอกว่า “คุณไม่เชื่อหรือว่า คงศักดิ์จ่ายหมดแล้ว!”

ความจริงคือคุณไม่เชื่อนั่นเอง ว่าคงศักดิ์จ่ายหมดแล้ว

เมื่อพระคริสต์จ่ายค่าไถ่บาป พระองค์บอกว่า ตายครั้งเดียวเพื่อความผิดบาปทั้งสิ้น ตายครั้งเดียวเท่านั้นเพื่อความผิดบาปทั้งหมด เป็นผู้ที่ทรงไถ่ชีิวิตของเราออกจากซาตาน เพื่อที่เราจะชอบธรรมและยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าได้ แต่ซาตานจะฟ้องผิดเอาค่างวดตลอด เราจะฟังซาตาน หรือ จะฟังพระคริสต์

บางคนว่า ปิดบัญชีบาปก็เป็นช่องให้คนไปทำบาปได้สบาย จริงๆ เป็นคนละเรื่องกันครับ ปิดบัญชีบาปหรือไม่ปิดบัญชี (ยังเป็นคนบาปอยู่) ก็ทำบาปอยู่ดีครับ ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เพราะเนื้อหนังที่เราอาศัยอยู่นั่นเอง เปาโลว่า บาปที่อาศัยในร่างกายเป็นคนทำนั่นเอง สำคัญที่ จิตวิญญาณบังเกิดใหม่ไหมหรือยัง เมื่อมีพระวิญญาณของพระคริสต์ ผลดีแห่งพระวิญญาณ ก็ออกมาเอง  ความดีก็ทะลักล้นออกมาได้ แต่ไม่ได้มาจากความกลัวผิดบาป แต่มาจากความรััก

ชาญนั้นเคยเป็นหนี้บาป บัดนี้ ได้ปิดบัญชีบาปแล้ว

ท่านล่ะ ปิดบัญชีบาปหรือยัง?

Leave a Reply

4 Comments

  • สืบพงศ์

    Sep 09, 2010

    Reply

    บัญชีบาป กับความเป็นจริงที่เราเผชิญอยู่มันต่างกัน การช่วงเหลือซึ่งกันและกัน และการแบ่งเบาภาระต่อกัน จึงเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ สังคมคริสเตียน มีการช่วยเหลือกันน้อยมาก จะช่วยก็เฉพาะกลุ่มที่ เป็นกลุ่มเดียวกัน ทำให้การสำแดง และการมีกระทำจึงมีน้อย ในปัจจุบัน ทั้ง ๆที พระเยซูทรงสอนแล้วทั้งหมด ไม่ต่างจากพวกสาวกในเรือ หรือไม่ก็ พวกพารีสี ทีเป็นแบบอย่างของผุ้ที่เคร่งหลักศาสนา

  • mm

    Sep 09, 2010

    Reply

    สิ่งที่คุณสืบพงศ์พูดก็จริงครับ การช่วยเหลือ การทำตามพระเยซูจริงๆ มีน้อยมาก แต่ การปิดบัญชีบาป เป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อ นะครับ ถ้าคนๆหนึ่งยังไม่ได้รับการชำระบาป ยังปิดบัญชีบาปไม่ได้ การทำตามพระเยซู การทำดีใดๆก็ไร้ค่าครับ การปิดบัญชีบาป เป็นสิ่งที่เกินความคิดที่เราจะใช้ความเข้าใจด้วยสติปัญญาของเราได้ เพราะ มันคือ ความเชื่อ ครับ ความเชื่อ คือ สิ่งที่เรายังไม่เห็นว่าเป็นจริง แต่เราเชื่อว่ามันจะเป็นจริง ไม่ใช่หรือครับ เรายังไม่เห็นเลยว่า เราไม่ทำบาปอีก แต่เราเห็นว่า พระเยซูไถ่บาปให้ทั้งหมดแล้ว เราจึงไม่มีบาปแล้ว เราเชื่ออย่างนั้น นี่คือ ความเชื่อ

  • ทิพ

    Sep 14, 2010

    Reply

    ถ้ารับเชื่อแล้ว บัพติสมาแล้ว แต่ไม่เคยไปโบถส์เลย ไม่ค่อยได้อ่านคำภีร์ หรืออธิฐานเลย ตายไปเราจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าไหมคะ

    • admin

      Sep 15, 2010

      Reply

      การที่เราตายไปแล้วเราจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าหรือไม่ คือรอดหรือไม่ นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำครับ แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเชื่อ เราเชื่อพระคริสต์ไหม ทิพเชื่อไหมครับว่า พระคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า พระผู้สร้างโลกแต่เพียงพระเจ้าเดียว พระคริสต์ตายเพื่อทิพเพื่อ ยกโทษบาปทั้งสิ้นของทิพ ไม่เหลืออีกเลย ไม่จดจำอีกเลย บาปทั้งสิ้นทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตทั้งหมด และพระองค์ให้ชีวิตใหม่แก่ทิพ และมีชีวิตอยู่ในทิพ ทิพจึงเป็นคนที่บังเกิดใหม่ จากภายใน ถ้าเชื่อเช่นนี้ ก็รอดได้ครับ การไปโบสถ์ การอ่านคำภีร์ เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้จักพระเจ้ามากยิ่งขึ้น ได้เห็นความคิดของพระเจ้า ไม่ใช่ความคิดของเรา ทำให้เราเข้าใจวิธีที่พระเจ้ามองเรา เป็นสิ่งที่ดี และมีประโยชน์ต่อชีวิตคริสเตียนครับ แต่ไม่ใช่สิ่งที่กำหนดความรอดของทิพหรอกครับ ขอให้มั่นใจว่า ทิพรอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ มีใช่โดยการกระทำของทิพเอง แตพระเจ้าทรงประทานให้ เพื่อเราจะไม่มีส่ิงใดที่เราอวดได้ว่า เป็นเพราะเราเองเป็นผู้เสาะแสวงหากระทำดีเพื่อให้ได้มา ได้ไปแน่ครับ แล้วไปเจอกันที่น่ันครับ :)