Wisdom of Life

นายหล่อฟาด

นายหล่อฟาดเคยด่าผมแทบตาย เมื่อผมบอกเรื่องพระเยซูและพระคุณทั้งสิ้นสมบูรณ์ของพระเยซู ด่าจนผมโกรธและเลิกเขียนไปเลยย (หาอ่านที่หล่อฟาดด่าผมในเว็บนี้แหละ ไม่รู้กี่กระทู้ ฮ่าฮ่า ด่าผมจนผมเลิกอ่าน และไม่อยากกลับไปเขียนอีก วันหนึ่งมีคนมาบอกผมว่า นายหล่อฟาด เขียนไว้ว่า

“หล่อฟาดจะมาบอกว่า

ตอนนี้หล่อฟาดเชื่อในพระคุณล้วนแล้ว
และเข้าใจแล้วว่าการดำเนินในพระคุณต่างจากการดำเนินแบบพระคุณผสมธรรมบัญญัติยังไง

ที่เมื่อก่อนยังไม่เข้าใจ เป็นเพราะแม้จะคิดว่ารอดโดยพระคุณแล้ว พระเจ้ารับความบาปผิดต่างๆไปแล้ว ได้รับการชำระแล้ว แต่ก็ยังคิดว่าชีวิตยังมีภาระที่ต้องทำคือการรักษาสิ่งนี้ไว้ คือต้องไม่ไปทำบาปอีก ต้องไม่ผิดพลาดอีก ต้องดำเนินชีวิตให้เหมาะสมกับการตายของพระเยซู ดำเนินชีวิตให้เหมาะสมกับชีวิตใหม่ที่ได้รับ จึงดำเนินด้วยความระมัดระวัง ด้วยความกลัว มีจิตสำนึกที่คอยจ้องจับผิดความผิดพลาดของตนเอง มีสันติสุขเมื่อทำได้ ขาดสันติสุขเมื่อทำพลาด ไม่ได้ดำเนินชีวิตด้วยความมั่นใจในชัยชนะ ไม่ได้ดำเนินด้วยเสรีภาพอย่างแท้จริง

หล่อฟาดสามารถเข้าใจพระคุณแท้ได้เพราะ พระเจ้าทรงเปิดเผยว่า หล่อฟาดไม่ได้ต่างอะไรกับหญิงที่ถูกจับได้ฐานล่วงประเวณี หรือหญิงสะมาเรียที่มาตักน้ำ หรือลาซารัสหน้าบ้านเศรษฐี คือถ้าเรายังไม่หมดหวังในความดีของเราก่อน เราจะพบพระเยซูในแบบที่พระองค์เป็นไม่ได้เลย ถ้าเรายังคิดว่าเราสามารถเติมเต็มชีวิตของเราเองได้ พระเยซูก็จะไม่ใช่ผู้ที่เราปรารถนาสูงสุดในชีวิตของเราได้เลย เราจะพบพระเยซูจริงๆได้ก็ต่อเมื่อเราสิ้นหวัง หมดหวัง ในตัวเรา คือต้องไม่เชื่อตนเอง เราไม่สามารถเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าโดยการพยายามเชื่อฟังอย่างเคร่งครัด โดยพยายามถ่อมใจ พยายามทำสิ่งต่างๆเพื่อให้พระเจ้าเห็นแล้วคิดว่าพระองค์จะตอบสนองต่อสิ่งที่เราทำให้พระองค์ ถ้าเรามีความคิดเช่นนั้นเราจะเป็นคริสเตียนที่เหน็ดเหนื่อย ไม่ได้พักสงบ เมื่อทำผิดพลาดก็จะรู้สึกฟ้องผิด ท้อใจ และเรียกร้องการเติมเต็มอีกครั้งด้วยกิจกรรมฝ่ายวิญญาณ เช่น เวอร์ชิพไนท์ ฟื้นฟู การถวายตัว หรือการอธิษฐานปล้ำสู้

แท้จริงแล้วชีวิตคริสเตียนนั้นง่ายกว่านั้นมาก เราเพียงแค่มั่นใจในความชอบธรรมที่พระเจ้าให้ ความชอบธรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราดำเนินชีวิตที่สมกับความรอดมากน้อยเพียงไร หรือดำเนินชีวิตที่สมกับการตายของพระบุตรมากน้อยเพียงไร แต่ความชอบธรรมนั้นไม่ขึ้นกับเราเลย เพราะขึ้นอยู่กับงานที่พระบุตรทรงกระทำ คือการสิ้นพระชนม์บนกางเขน เราชอบธรรมเพราะพระเยซูกระทำ ไม่ใช่เรากระทำร่วมกับพระเยซู เราจึงสามารถดำเนินได้ด้วยความเชื่อความมั่นใจ ไม่มีสิ่งใดที่จะแยกเราออกห่างจากพระบิดาได้อีก”

ผมอ่านแล้วไม่รู้จะพูดอะไรออก เลยเขียนตอบไปว่า

เมื่อท่านได้พักสงบ คือได้เข้าสู่การพำนัก อย่างที่ ฮิบรู บทที่ 3 ได้กล่าววไว้ ท่านก็ได้ เข้าสู่การพำนักที่แท้จริง คือการพำนักนิรันดร์​เข้าสู่การงานที่สำเร็จสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเยซูคริสต์

หล่อฟาดก็เหมือนผม ได้เข้าสู่การพำนักนั้นแล้ว ได้พักสงบ ที่แตกต่างจากที่อิสราเอลได้เข้าพักในแผ่นดินคานาอัน แต่เราได้เข้าสู่แผ่นดินของพระคริสต์ เพราะว่าเราได้พึ่งในการงานที่สำเร็จสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเยซู ได้พึ่งความชอบธรรมของพระเยซู ไม่ใช่ของเรา เพราะของเราไม่เคยมี และไม่มีวันจะมีได้ และไม่เคยคิดจะมี

ถ้าเราพึ่งตัวเองได้ ณ.วันใดวันหนึ่ง แม้กระทั่งหนึ่งเสี้ยววินาทีที่เราคิดจะพึ่งตัวเอง และเชื่อความดีของตัวเอง ณ.วันนั้น วินาทีนั้น เราก็ไม่ได้พึ่งพระเยซูคริสต์ครับ

เปาโลจึงว่า เร่ิมต้นก็ด้วยความเชื่อ สุดท้ายก็ด้วยความเชื่อ คนชอบธรรมจะดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความเชื่อ

การกลับใจใหม่ของคนส่วนมากคือ กลับใจจากการทำชั่วมาเป็นการทำดี กลับใจจากการประพฤติชั่วมาตั้งใจประพฤติดี เพราะได้เชื่อพระเจ้า

การกลับใจใหม่เช่นนี้ เป็นการกลับการกระทำ ไม่ใช่กลับใจ ไม่ใช่ความหมายของการ กลับใจใหม่ repentance ที่แท้จริงในพระคริสตธรรมคัมภีร์ครับ

เราไม่สามารถประพฤติดีเพื่อไม่ให้พระเจ้าเสียพระทัยได้เลย และการประพฤติดี ไม่ใช่การแสดงออกถึงการกลับใจใหม่ การกลับใจใหม่ที่แท้จริง repentance คือการกลับใจใหม่จากการเชื่อตัวเองว่าสามารถประพฤติดีได้ กลับสู่ การเชื่อว่าพระเยซูทำทุกสิ่งเพื่อเรา และชำระความผิดบาปทั้งสิ้นของเราได้ ต่างหาก

หรือเขียนแบบง่ายๆ คือ

การกลับใจใหม่ คือการกลับใจจากการ เชื่อตัวเอง มาสู่ การเชื่อพระเยซู
คือการกลับใจจากการ เชื่อการงานความดีของเรา มาสู่ การเชื่อการงานบนไม้กางเขนที่สำเร็จสิ้นของพระเยซูคริสต์

เมื่อเราเร่ิมต้นชีวิตคริสเตียนอยู่บนกิจการงานที่สำเร็จสิ้นของพระเยซู เราก็ได้บังเกิดใหม่จริงๆ และรับชีวิตใหม่ในพระคริสต์​ มาเป็นคนใหม่ ใจใหม่ คือใจที่เชื่อสุดใจในสิ่งที่พระคริสต์ทำ เชื่อทุกนาทีที่ดำเนินชีวิตว่า เราเป็นคนชอบธรรมแล้ว เราเป็นคนชอบธรรมแล้ว และไม่มีวันเป็นคนบาปอีกได้เลย เพราะบาปนั้นแยกเราจากพระเจ้า และเพราะบาปนั้น…

สิ้นฤทธิ์หมดแล้ว..แพ้หมดสิ้นแล้ว

บนไม้กางเขน

Leave a Reply

77 Comments

  • mm

    Aug 28, 2010

    Reply

    ขอมาแจมด้วยครับ ตอนที่ผมเป็นคริสเตียนแรกๆ ผมก็รู้สึกดีและมีความสุขมากที่ได้รู้จักพระเยซู ตอนนั้นมีการโฆษณา เรื่อง พลังชีวิต ผมจึงขอพระคัมภีร์กับเขา หลังจากนั้นผมก็ชอบไปโบสถ์มาก ชอบพี่น้องที่นั่น ชอบฟังพระคำ ชอบร่วมกิจกรรม ตอนแรกผมไปเชื่อคนเดียว ภรรยาและลูกๆ และพ่อตาแม่ยายยังไม่ได้ไปด้วย จนกระทั่ง 1 ปีผ่านไป ทุกคนก็ไปโบสถ์ด้วยกันทั้งหมด ผมก็ไม่ค่อยขาดโบสถ์ ถ้าไม่จำเป็น พยายามถวายเงินไม่ขาด แม้ว่าตอนนั้นจะมีปัญาการเงินมาก และมีกลุ่มสามัคคีธรรมที่บ้านตัวเองด้วย ผมพยายามเผยแพร่เรื่อยๆ กับคนที่พบเจอ แต่ก็ไม่มีใครเลยที่มาเชื่อพระเจ้าผ่านทางผม นอกจากครอบครัวของผมเอง แต่ผมก็ดำเนินชีวิตกับความเชื่อมาเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ไปนมัสการวันอาทิตย์ ผมชอบที่จะนมัสการกับเพลงช้าๆ ผมไม่ชอบเพลงที่เร็วๆ กระโดดโลดเต้น หรือ พูดภาษาแปลกๆ หรือ การล้มลง หรือ การอธิษฐานเสียงดังระงม ผมไม่ชอบสิ่งเหล่านี้เลย แต่ พูดไม่ได้ เพราะ กลัวเป็นการดูหมิ่นพระวิญญาณ พอเวลาฟังพระคำ บางครั้งก็ชอบ บางครั้งก็ไม่ชอบ เมื่อเลิกการนมัการ ผมรู้สึกว่า ไม่อยากกลับบ้าน อยากฟังพระคำ หรือ อยากสามัคคัธรรมกับใครก็ได้ แค่ว่า ทุกคนแยกย้ายกันกลับหมดเลย ไม่มีใครอยู่ บางครั้งก็อาจจะไปฟื้นฟูที่อื่น หรือ มีการเชิญมาที่โบสถ์ แต่ว่า ไม่ว่าผมจะนมัสการ หรือฟื้นฟูแค่ไหน จิตใจของผม ก็ไม่รู้สึกเติมเต็มได้เลย กลับบ้านทีไรก็รู้สึกว่างเปล่าทุกครั้ง และเฝ้ารอที่ไปนมัสการในอาทิตย์ถัดไป ผมเป็นอย่างนั้นประมาณ 3 ปี ผมเริ่มรู้สึกว่า ผมไม่อยากไปโบสถ์อีก ผมรู้สึกว่า พระคำของพระเจ้าน่าจะต้องมีอะไรมากกว่านั้น มันไม่น่าจะรู้เพียงแค่ มัทธิว ถึง วิวรณ์ ทำไมเราจึงไม่เข้าใจ พันธสัญญาเดิม ทำไมเราต้องสารภาพบาป ทำไมเราต้องพูดภาษาแปลกๆ ทำไมเราไม่สันติสุข ทำไม ทำไม ทำไม ๆๆๆๆๆๆๆ ก่อนที่ผมจะทิ้งพระเจ้า ผมพบกับความกับโบสถ์ที่ผมอยู่ปัจจุบันนี้ โดยน้องคนหนึ่งที่ออกจากโบสถ์เดียวกับผมมาก่อน แล้วมาอยู่ที่โบสถ์ที่ผมอยู่นี้ น้องคนนี้ก็เผยแพร่กับผมว่า เขาได้รับการชำระบาปแล้ว เขาเป็นอิสระจากความบาปและบังเกิดใหม่แล้ว แต่ว่าแรกๆที่ผมพบกับน้องคนนี้ ผมก็บอกว่า ผมก็ได้รับการชำระบาปแล้วเหมือนกัน แล้วผมก็ต่อต้านเธอ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ได้พบกับ อาจารย์คนเกาหลี ที่น้องคนนั้นพามา แต่ผมก็ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพยายามบอกกับผม ผมก็บอกเขาว่า ผมก็เชื่อพระเยซูแล้วนะ และคิดในใจว่า ทำไมต้องมาเผยแพร่กับผมอีก ทั้งๆที่ผมก็เชื่อ พระเยซูเหมือนกับเขา ก่อนจากกันเขาให้หนังสือเล่มนึงกับผม การพบกันครั้งนั้น ผมก็ไม่ได้พบกับเขาอีกเลย 1 ปี ผมได้พบกับเขาอีกครั้งหนึ่งหลังจากผ่านไป 1 ปี แต่ครั้งนี้ผมเป็นคน โทรไปหาเองและบอกว่า ผมอยากจะให้เขามาสอนพระคำกับผม อะไรเกิดขึ้นกับผม รู้ไหม วันนึง ผมขับรถกลับเข้าบ้าน มีรถคันนึงสวนออกมา คนขับเป็นทหารอากาศ เขาแซงรถที่จอดข้างทางออกมา ทำให้มาอยู่ที่เลนของผม และประจันหน้ากัน ผมก็จอดและรอให้เขาถอย แต่เขาไม่ถอยและชี้นิ้วบอกให้ผมหลบให้เขา ตอนนั้นผมรู้สึกว่า ผมถูกต้อง เพราะ มันเป็นเลนของผม แต่ตอนนั้นผมคิดว่า เราเป็นคริสเตียน ต้องรักเพื่อนบ้าน ผมจึงถอยหลังหลบให้เขาไป เมื่อเขาไปแล้วเกิดอะไรขึ้นในใจของผม รู้ไหมครับ มันเหมือนมีไฟลุกขึ้นอยู่ในใจของผมอย่างรุนแรง ผมพยายามที่จะข่มใจและคิดว่า เราทำถูกแล้ว นี่คือ การเชื่อพระเจ้า แต่เมื่อผมข่มมันลง สักพักมันก็กลับมาใหม่อีก ผมถามกับพระเจ้าว่า ทำไมครับ ผมเชื่อพระองค์แล้วทำไมไม่สันติสุขครับ มำไย่งกลับรุนแรงมากขึ้น ผมคิดย้อนไปถึงว่า ถ้าเจอกันคนนั้นอีก ผมจะทำยังไงดี ผมอยากจะลงไปต่อยกับมัน หรือไม่ก็ชนมันเลยดีกว่า ความคิดของผมมันวิ่งไปเรื่อยๆ แบบนั้น ผมถูกความคิดเหล่านั้น เผาไหม้จิตใจจน หน้าผมดำหมองมาก ภรรยาปลอบใจยังไงผมก็ไม่หาย จนกระทั่งเช้าวันใหม่ ผมตื่นขึ้นมา ความรู้สึกนั้นก็ยังอยู่ ผมไม่รู้จะทำอย่างไร จึงหยิบหนังสือที่ อาจารย์เกาหลีคนนั้นให้ไว้เมื่อปีที่แล้วมาอ่าน หนังสือเล่มนั้นเป็นคำเทศนาเรื่อง คนโรคเรื้อนสิบคน ใน 2 พงศ์กษัตริย์ 7 เมื่อผมอ่านแล้วผมก็ไม่ได้เข้าใจทั้งหมด แต่ผมรู้สึกว่า ผมเป็นโรคเรื้อนนั้น ผมจึงบอกกับภรรยาว่า เราโทรไปหาอาจารย์เกาหลีนั้นเถอะ ให้เขามาสอนกับเราดู แล้วเขาก็รีบมา ในวันถัดมา เขาอธิบายพระคำกับผมมากมาย ผมเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ผมเช้าใจหลักๆที่เขาบอกว่า พระเยซูชำระให้เราแล้วทั้งหมด ไม่มีอะไรที่เราจะต้องทำเพื่อความบาปของเราอีกต่อไป และเขาก็พูดเกี่ยวกับความบาปว่า เหมือนถังใส่ข้าวหมู ที่มันจะดูข้างบนใสๆ แต่ถ้าเอาอะไรไปกวน เศษอาหารที่อยู่ข้างล่างก็จะลอยขึ้นมาทันที ความบาปของเราก็คืออย่างนั้น ตอนที่เราไม่ทำบาป มันก็แค่ตกตระกอนอยู่ แต่ถ้าวันนึงมีสถานการณ์เข้ามาบีบคั้นเรา เราก็จะทำบาปแน่นอน เช่น ถ้าเราสบายดี มีเงิน เราก็ไม่ขโมยได้ แต่ถ้าวันนึงมีสงคราม เราอดอาหารมาหลายวัน ถ้าเราไปเห็นอาหารของคนอื่น เราก็จะขโมยแน่นอน การทำดี ของเรามันเป็นแค่การพยายามทำให้ตัวเองดูดี ปกปิดความชั่วร้ายเท่านั้น ไม่มีใครหรอกที่จะฆ่าคน ล่วงประเวณี ขโมย หรือ ทำชั่วตามใจตนเองได้ตามอำเภอใจ ไม่มีใครอยากเป็นแบบนั้น แต่ที่เรา ขโมย ล่วงประเวณี ฆ่าคน ก็เพราะ มันมีอำนาจหนึ่งที่ควบคุมเราอยู่ มันมีกำลังเหนือเรามากที่เราต่อสู้ไม่ได้ คนที่มีบาปทุกคนตกอยู่ภายใต้อำนาจนั้น ไม่ว่าคนคนนั้นจะพยายามไม่ทำแค่ไหน แต่สุดท้ายเขาจะทำมากขึ้น แล้วผมก็ได้เข้าใจว่า ผมยังไม่หลุดพ้นจากอำนาจนั้น ผมคิดว่า ความเชื่อ คือ การไม่ทำบาป แต่ผมเข้าใจผิด เพราะ ไม่มีใครสอนผม ความบาป คือ การไม่เชื่อว่า พระเยซูไถ่บาปให้ทั้งหมดแล้วต่างหาก แล้ววันนั้นผมก็รู้สึกว่า ใช่ผมไม่ควรคิดว่า ผมยังมีบาป แม้ว่า ผมยังทำบาปอยู่ แต่ก่อนจะจากกัน ผมถามอาจารย์คนนั้นว่า ใช่ ผมไม่มีบาปแล้ว แต่ว่าถ้าผมยังโกรธอยู่ล่ะ ผมจะทำยังไง อาจารย์ ตอบว่า ผมยังไม่เข้าใจ แล้วบอกว่า เอาไว้วันหลังผมจะกลับมาสอนใหม่ แล้วก๋ให้หนังสือผมมาอีกเล่มนึง ชื่อ ความลับของการชำระบาปและบังเกิดใหม่ วันถัดมา ผมอ่านหนังสือเล่มนั้นตั้งแต่ต้นจนจบรวดเดียว ตั้งแต่เช้า จน เที่ยง หนังสือเล่มนั้น ทำให้ผมเชื่อและ พบกับความรักที่แท้จริงของพระองค์ ที่ บอกว่า "และเราจะไม่จดจำบาปและการอธรรมของเขาทั้งหลายอีกต่อไป" ใน ฮีบรู 10 ข้อ 17 นี่คือ พระสัญญาของพระเจ้าที่ให้กับมนุษย์ทุกคน ขึ้นอยู่กับว่า ใครที่เชื่อ แต่ผมก็ยีงติดอยู่ที่ว่า ถ้าผมโกรธล่ะ ผมชำระบาปแล้ว ผมก็ไม่แน่ใจว่า ผมจะไม่โกรธได้หรือเปล่า แต่วันนั้นผมต้องไปธุระที่สยามแสควร์ ผมขับรถขึ้น โทลล์เวย์ ผมก็ตั้งใจว่า ผมจะไม่โกรธถ้ามีใครมาปาดหน้า หรือ จี้ท้ายผม แต่พอขับขึ้นไปไม่นานก็มีรถคันนึง มาจี้ท้ายผม ผมก็รู้สึกโกรธ แต่ผมก็เก็บอารมณ์ไว้ และคิดว่า เราชำระบาปแล้ว เราไม่ควรโกรธ แต่ความรู้นั้นก็ไปๆมาๆ ในใจผมเรื่อยๆตลอดทางที่ขับรถไป ผมไม่รู้สึกสันติสุข ทั้งๆที่เชื่อว่าไม่มีบาปแล้ว แต่แล้ว ตอนใกล้ที่จะลงจากโทลล์เวย์ตรงดินแดง อยู่ๆมีความคิดนึงเข้ามาในใจผมว่า โกรธหรือ มันแน่นอนอยู่ มนุษย์ต้องโกรธ ความโกรธมันเป็นธรรมชาติบาปของมนุษย์ แต่มันไม่ใช่ปัญหาเลย เราแค่ยอมรับว่า เราเลิกโกรธไม่ได้แน่นอน พระเจ้าก็รู้จักเราว่า เราเป็นแบบนี้ พระเยซูมาตายเพื่อเรา ก็เพราะ เราเลิกโกรธไม่ได้นี่เอง ความอ่อนแอของเรา ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย สำหรับพระเจ้า ตอนนั้น ผม ฮาเลลูยา ออกมาดังมาก ในรถ ความสันติสุขวิ่งเข้ามาในใจของผมอย่างรุนแรงจนร้องไห้ออกมา แล้วขับรถไปอย่างมีความสุขมาก ความโกรธก็หายไปโดยปลิดทิ้ง กำลังที่มหาศาลเข้ามาทำให้ชนะความโกธนั้นได้ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมได้รับคำตอบทั้งหมดว่า ผมได้รับการชำระบาปและบังเกิดใหม่แล้วอย่างไรอย่างชัดเจน หลังจากนั้น ผมก็ติดตามพระเยซู ติดตามพระคำ เพื่อจะให้พระคำของพระเจ้าที่แท้จริง เอาชนะความชั่วร้ายในใจของผม โดยไม่ใช่การพยายามของผมเองอีกต่อไป 3 ปีที่ผ่านมา ที่ผมได้รับการชำระบาป ผมพบว่า เมื่อเวลาใดที่พระคำของพระเจ้าเข้ามาในใจผม ผมก็ชนะจิตใจชั่วร้ายของผมได้ ผมเริ่มเข้าใจพระคำทั้งเล่มได้ว่า พระเจ้าหมายถึงอะไร พระคำประโยคเดียวแต่เข้าใจต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ผมได้เห็นถึงพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างขัดเจน และเห็นถึงการจัดเตรียมที่พระเจ้าเตรียมไว้ และเห็นถึงจิตใจของพระเจ้าผ่านทางพระคำได้ และที่สำคัญ ผมได้เห็นถึง จิตใจที่ชั่วร้ายของมนุษย์ จยไม่อยากจะเชื่อตัวเองอีกต่อไป ว่า ซาตานทำงานกับเราตลอดเวลายังไง ถ้าเราไม่รู้ว่า ซาตานทำงานกับเรายังไง และ พระเจ้าทำงานยังไง เราจะไม่มีทางพบกับพระคุณที่แท้จริงได้เลย นี่คือ คำพยาน ของผม ผมไม่ใช่คนที่เก่ง หรือ ฉลาดอะไรเลย แต่ผมได้รับพระคุณที่ยิ่งใหญ่ได้ เพราะ ผมได้รับการช่วยโดยพระเยซูแล้ว นั่นเองครับ ขอพระเจ้าเมตตากับคนบาปทุกคนครับ

  • mm

    Aug 28, 2010

    Reply

    แก้ไขครับ "ผมพบกับความกับโบสถ์ที่ผมอยู่ปัจจุบันนี้" เป็น " ผมพบกับโบสถ์ที่ผมอยู่ปัจจุบันนี้" และ "มำไย่งกลับรุนแรงมากขึ้น " เป็น "ทำไมกลับรุนแรงมากขึ้น"

  • admin

    Aug 28, 2010

    Reply

    ผมก็เป็นคริสเตียนมานานครับ เคยรับใช้ เคยเทศนา เคยทำทุกอย่างที่ คนในโบสถ์ พึงกระทำ มีวันหนึ่งผม สารภาพบาป ร้องไห้ เสียใจที่ผมทำซ้ำแล้วซ้ำอีก มีคนหนึ่งถามผมว่า "คุณเป็นคนที่ถูกยกโทษแล้วใช่หรือไม่ใช่" ผมตอบไม่ถูก จะว่าใช่ก็ไม่กล้า เพราะทำบาป จะว่าไม่ใช่ก็ไม่แน่นใจ เขาถามผมอีกว่า "พระเยซูยกโทษให้คุณตี๊ หมดหรือยัง มีเหลืออยู่หรือไม่?" "คุณเชื่อพระเยซูที่ไหน? ที่แค่ในโบสถ์ หรือที่ไม้กางเขน?" ผมพูดไม่ออก ได้แต่งงๆ ตั้งแต่นั้น ผมรู้ทันทีว่า บางอย่างผิดปกติในการดำเนินชีวิตกับพระเจ้า ไม่เห็นมีสันติสุข ผมเร่ิมค้นหาความจริง และเรียนพระคัมภีรใหม่ทั้งเล่ม ก่อนอ่านพระคัมภีร์ผมเร่ิมต้นที่ความเชื่อที่ว่า "พระคริสต์ชำระบาปผมสิ้น ผมเป็นคนชอบธรรม และถูกยกโทษแล้ว ผมเร่ิมชีวิตที่การงานที่สิ้นสุดของพระคริสต์บนไม้กางเขน" ผมเร่ิมอ่านพระคัมภีร์เข้าใจ พระคุณของพระเจ้าชัดเจนในพระคัมภีร์ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เข้าใจเลย

  • mm

    Aug 29, 2010

    Reply

    ครับ การเชื่อ ที่ดูเหมือนเชื่อ มันน่าสงสารมาก เราตัดสินทุกอย่างตามสายตาของเรา นี่คือ ความชั่วร้าย วันนี้ผมฟังพระคำ ใน อพยพ 32 ข้อ 25-29 โมเสสลงมาจากภูเขา แล้วเห็นคนอิสราเอลกราบไหว้รูปวัวทองคำ โมเสสจึงบอกว่า "พระเจ้าตรัสสั่งดังนี้ว่า จงเอาดาบสะพายทุกคน แล้วจงไปมาตามประตูค่ายทุกๆคน จงฆ่าพี่น้องและมิตรสหายแปละเพื่อนบ้านของตัวเอง"(ข้อ28) ถ้าเราลองฟังคำสั่งนี้ แล้วลองคิดดูว่า เราจะทำตามไหม จิตสำนึกของเราจะตัดสินว่า ทำไมล่ะ พระเจ้าให้เราฆ่าพี่น้อง พ่อแม่ เพื่อนบ้าน ถ้าเราเห็นพ่อแม่ เราทำบาป แล้วพระเจ้าบอกว่า ให้ฆ่าพ่อแม่เราเสีย เราจะทำตามไหม คงไม่มีใครเชื่อพระเจ้า แต่ในอพยพ 32 นี้ คนเลวีเขาทำตามที่พระเจ้าตรัสทุกอย่าง "ฝ่ายบุตรหลานของเลวีก็ทำตามที่โมเสสสั่ง และประชาชนประมาณสามพันคนตายลงในวันนั้น"(ข้อ29) พระคำนี้ไม่ได้หมายความตามตัวอักษรตรงๆ แต่มันเป็นเรื่องของความเชื่อ พระเจ้าสอนให้เรารู้ว่า ความเชื่อ คืออะไร ? คนที่จะเชื่อพระเจ้าได้ คนนั้นต้องไม่ตัดสินตามจิตสำนึกของตัวเอง เช่น การไถ่บาปของพระเยซู พระองค์ตรัสว่า "สำเร็จแล้ว" แต่จิตสำนึกของเรา บอกว่า แต่เรายังทำบาปอยู่ บาปจะหมดได้ยังไง นี่คือ มาตรฐานของเรา มันใช้ไม่ได้ พระเจ้าให้พระคำ อพยพ 32 กับเราเพื่อบอกกับเราว่า ความเชื่อ คืออะไร ? แต่ถ้าเราเข้าใจพระคำตามความคิดของเรา เราจะเข้าใจพระคำนี้เป็นแค่ ตำนาน ที่เข้าใจไม่ได้ เราจะเข้าใจเพียงว่า ทำไมพระเจ้าจึงต้องให้ฆ่าพี่น้อง พ่อแม่ ด้วย ความเชื่อจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อ เราทิ้งเหตุผล ความเข้าใจ มาตรฐานของเราไปเสีย เราจึงจะมีความเชื่อได้ ความบาปของเราจะหมดไปได้ตามพระคำ เราก็ต้องทิ้งความคิดที่เรามี ที่เราเข้าใจไป มันก็จะเป็นความเชื่อ และพระเจ้าก็พอใจคนที่มีความเชื่อแบบนี้

  • admin

    Aug 31, 2010

    Reply

    เรื่องรถคุยไปก็ไม่รู้เรื่องครับ หยุดดีกว่า่นะครับ คือ มันมีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว คนหนึ่งมองว่ามันเหลือครึ่งแก้ว อีกคนหนึ่งมองว่ามันมีน้ำอยู่ตั้งครึ่งแก้ว คุยกันอย่างไรมันก็ไม่รู้เรื่องครับ เอาไว้วันหน้าดีกว่า ตอบหล่อฟาด [color=red] น้าคงศักดิ์ หล่อฟาดถามอีกคำถามซิ น้าคงศักดิ์คิดยังไงกับเพลงนมัสการเพลงนี้ ที่ร้องว่า ".......โปรดเทการเจิมลงมา เปลี่ยนแปลงชีวิตข้า......" [color=black]ถ้าหมายถึงการเจิม โปรดเทการเจิมมาเป็นพิธีที่ใช้ในพันธสัญญาเดิมครับ ก่อนพระเยซูมา พระวิญญาณเข้ามาในชีวิตมนุษย์แบบครั้งคราวและออกไปได้ครับ เช่น ดาวิด เช่น ซาอูล เป็นต้น แต่หลังพระคริสต์​พระองค์บอกว่าเราจะอยู่กับเจ้าเสมอไป หลังจากวันเพ็นเทคศเตในกิจการบทที่ 2 พระวิญญาณประทับในมนุษย์ได้ถาวร คือพระคริสต์ประทับอยู่ในเรานั่นเอง (Indwell) คนที่ร้องเพลงนี้คือไม่เชื่อว่าตัวเองมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระคริสต์นั่นเอง แต่ผมไม่ได้ว่าเขานะ เพราะเขาไม่ได้ตระหนักอยู่หรอกตอนร้องน่ะ เขาก็ร้องไปตามที่เขาสอนร้อง เหมือนเวลาเราร้องเพลงอะไรสักอย่าง เราก็มักไม่ฟังความมหมาย พระเจ้าเปลี่ยนแปลงเราแล้วครับ วันที่เรากลับใจเชื่อตัวเองมาเชื่อพระเยซู วันนั้นพระเจ้ามอบชีวิตใหม่ให้ มอบพระวิิญญาณบริสุทธิ์ให้ สิ่งสารพัดเก่าๆก็ล่วงไป คือ กฏหมาย ธรรมบัญญัติที่เคยใช้ก็ล่วงไป ไม่มีประโยชน์ มีแต่สิ่งใหม่ทั้งนั้น มีแต่เรากับพระเยซูและพระคุณใหม่ของพระองค์ในพันธสัญญาใหม่ โดยพันธสัญญาเก่าก็ล่วงไปแล้ว เปาโลกำลังมีความหมายเช่นนั้นใน 2 คร.5:17 [color=red] "คริสเตียนเรามัมาตรฐานทางศีลธรรมสูงกว่าสังคมข้างนอก" [color=black] คริสเตียนชอบคิดไปเองครับ และผิดครับ จริงๆแล้วในใจ ไม่ว่าจะเป็นหลังเชื่อ และก่อนเชื่อ เราก็ยังอยู่ในร่างกายเดิมที่ทำบาปอยู่ เหมือนเปาโลบอกว่า บาปเป็นคนทำ ดูดาวิดสิครับ ไปนั่งมองผู้สาวอาบน้ำได้ถูกที่ถูกเวลา แล้วตอนหลังมา บอกว่า ขอโปรดอย่านำพระวิญญาณออกไปจากผม ตอนส่งสามีอุรีอาห์ไปแดนหน้า ดาวิดมีมาตรฐานศ๊ลธรรมตรงไหน? พระสงฆ์ ยังมีศีลธรรมมากกว่า และพุทธศาสนิกชน มีศีลธรรมมากกว่าคริสเตียนก็ได้ครับ สิ่งที่เรามีไม่ใช่ศีลธรรม เรามีความชอบธรรมของพระคริสต์ต่างหาก นี่คือสิ่งที่เรายึดไว้มั่น [color=red] แถมอีกหนึ่งเพลง "...นำข้าใกล้พระองค์ อย่าปล่อยข้าไปห่าง ด้วยใจที่ยอมจำนนอีกครา....." [color=black] นำข้าใกล้พระองค์​ ก็แปลว่า เรายังห่างพระองค์อยู่ เมื่อเราห่างพระองค์อยู่ เราจะรอดไปได้อย่างไร? ร้องเพลงแบบนี้คือคนที่ยังไม่เชื่อต้องร้องครับ ไม่ใช่เรา เรายอมจำนน เราทิ้งใจไปแล้ว เราทิ้งรถคันเดิมไปแล้ว เราไม่มองอีก ไม่ปรารถนาอีกเลย เราจำนน เราสิ้นหวังในตัวเอง แล้วที่เหลือจากนี้ พึ่งพระเยซูคริสต์และการงานที่สิ้นสุดของพระองค์บนไม้กางเขน [color=red]

  • mm

    Sep 02, 2010

    Reply

    ใช่ครับ เราไม่ได้ห่างจากพระเยซูเลย เราอยู่ในพระเยซูแล้ว เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซู เป็นหนึ่งเดียว หมายถึง 1 ไม่ใช่ 2 เอเฟซัส 2 ข้อ 14 "เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นสันติสุขของเรา เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง" กระต่ายจะเป็นสิงโตได้อย่างไร สิงโตกินกระต่ายเข้าไป กระต่ายก็เป็นหนึ่งเดียวกับสิงโตได้ เราเองก็เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซู ก็เพราะ พระเยซูใหญ่โตกว่าเรา มีฤทธิ์อำนาจ แต่เราไม่มี พระองค์มีทุกสิ่ง แต่เราไม่มีอะไรเลย แต่เมื่อพระเยซูปกคลุมเราเหมือนกับกลืนกินเราเข้าไป เราก็เลยมีทุกอย่างเหมือนพระเยซู ความเชื่อ จึงเหมือนกับการย้ายที่ ออกจากตัวเอง ออกจากเหตุผลของตัวเอง ไปที่พระเยซู สิ่งที่เราเห็นเป็นเพียงความฝัน ความจริง คือ เราอยู่กับพระเยซู

  • mm

    Sep 04, 2010

    Reply

    คุณหล่อฟาดครับ คุณได้รับการชำระบาปและบังเกิดใหม่แล้ว คุณควรจะได้รับพระคำที่ ให้จิตวิญญาณของคุณเติบโตครับ พระคำที่จะเลี้ยงดูจิตวิญญาณของคุณ ต้องเป็นพระคำที่ทำงานในใจของคุณได้ ฤทธิ์อำนาจของพระคำ สามารถทำให้คุณมีสันติสุขได้เป็นอย่างมาก แม้ว่าคุณจะยังอ่อนแอ ยังบกพร่อง แต่นั่น เป็นแค่เนื้อหนังที่ไร้ประโยชน์ คุณไม่จำเป็นต้องแก้ไขความอ่อนแอของคุณด้วยความพยายามของคุณเลย แต่ถ้าคุณมีพระคำในจิตใจ คุณจะกลายเป็นคนที่ชนะโลกนี้ได้ ชนะเนื้อหนังได้อย่างง่ายดายเลยครับ ผมอยากพบกับคุณ แต่ถ้าคุณไม่อยากพบกับผม ก็คุยกันที่นี่ก็ได้ คุณคงศักดิ์เองก็คงจะช่วยคุณด้วย สงสัยอะไรก็ถามได้ทั้งหมดครับ หวังว่า เราจะได้สามัคคีธรรมกันนะครับ

  • หล่อฟาด

    Sep 09, 2010

    Reply

    พี่เอ็มๆ จากที่ได้รับการแบ่งปันไม่ว่าจะเป็นความเชื่อหรือประสบการณ์เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากๆคับ และเมื่อหล่อฟาดเข้าใจเรื่องพระคุณแล้วก็สามารถอ่านบทความเหล่านี้ได้อย่างเข้าใจง่ายมากขึ้น ส่วนที่บอกว่าอยากพบหล่อฟาด บอกตามตรงนะคับ หล่อฟาดไม่ปลื้ม IYF เท่าไหร่ คือถ้าเอาเฉพาะส่วนของความเชื่อของคจ.ข่าวประเสริฐ อันนี้โอเคครับ หล่อฟาดก็สนใจอยากเรียนรู้ อยากเข้าใจ หมายถึงความเชื่ออย่างเดียวนะคับ แต่หล่อฟาดเคยไปคจ.ข่าวประเสริฐ คลุกคลีกับคนเกาหลี ไปร่วมกิจกรรมของ IYF แม้จะเป็นระยะสั้นๆ แต่มันไม่ทำให้หล่อฟาดรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคริสเตียนเลยจริงๆ คนที่นั่นไม่เคยทำให้หล่อฟาดเชื่อได้ว่าพวกเขามีพระเจ้าในชีวิต ก็มีแต่พี่เอ็มๆนี่แหละคับ ที่เป็นคนเดียวที่ทำให้คิดว่าคนโบสถ์นั้นก็มีพระเจ้าเหมือนกัน หล่อฟาดพยายามจินตนาการว่า คนโบสถ์ข่าวประเสริฐมีความเชื่อแบบเดียวกับพี่เอ็มๆ แต่หล่อฟาดก็นึกภาพไม่ออก หล่อฟาดก็ได้แต่หวังว่าที่ผ่านมาหล่อฟาดมองภาพพวกเค้าผิดไป หล่อฟาดก็ไม่รู้ว่าจะลบอคติเหล่านั้นออกไปจากใจได้ยังไง เมื่อพูดถึงโบสถ์ข่าวประเสริฐ หล่อฟาดไม่เคยนึกถึงพระคัมภีร์เลยด้วยซ้ำ หล่อฟาดเห็นแต่ภาพ .......เต้น เล่น ร้องเพลง เกมส์ กิจกรรม สันทนาการ ซึ่งเป็นสิ่งที่หล่อฟาดไม่ต้องการ มันจะป็นไปได้ไหมคับ ที่จะพูดคุยกันเฉพาะในส่วนของพระคัมภีร์ โดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับ IYF หรือรูปแบบวัฒนธรรมเกาหลี

    • admin

      Sep 09, 2010

      Reply

      อืือม อันนี้หล่อฟาดก็พูดดูเหมือนถูกนะ ผมเองก็รู้สึกอย่างนั้นเช่นเดียวกันครับ mm เกี่ยวกับ IYF แต่กับ MM ผม OK ครับ คือไม่ใช่เป็นใครคนใดนหนึ่งนะ แต่โดยรวม ผมรู้สึกเหมือนว่า กลุ่มของเกาหลี จะมี ความสำคัญ มากกว่า คนไทย แต่ผมอาจไม่ได้คลุกคลีเพียงพอก็อาจเป็นได้ แต่ผมไม่ได้คิดอะไรหรอกครับ เพราะเป็นแค่เปลือกขององค์กร ซึงแต่ละที่ก็ย่อมมีแตกต่างกัน ผมรับได้ครับ

  • mm

    Sep 09, 2010

    Reply

    ขอบคุณมากที่เปิดใจ พูดความรู้สึกออกมานะครับ หล่อฟาด หล่อฟาดเข้าใจถูกแล้วครับ แต่ผมอยากให้หล่อฟาดแยกแยะอย่างนี้ครับ นักศึกษาเหล่านั้นส่วนมาก เป็นคนพุทธมาก่อนนะครับ เราต้องการเผยแพร่กับพวกเขาไม่ใช่หรือ อยู่ๆเราจะให้เขามีความเชื่อแบบเรา มันยังไม่ได้ครับ เราต้องมีกิจกรรมเพื่อเปิดใจพวกเขาก่อน หล่อฟาดลองดูโบสถ์ทั่วไปซิครับ วันรุ่นตามโบสถ์เหล่านั้นส่วนมากก็ชอบเล่นดนตรี ร้องเหลงนำ หรือ มีส่วนตามวัยของเขาไม่ใช่หรือครับ ถ้าให้เขาไปฟังพระคำอย่างเดียว คิดว่าจะมีวัยรุ่นสักกี่คนที่ไปโบสถ์ล่ะครับ ถ้าหล่อฟาด ได้เห็นที่โบสถ์ของผม หล่อฟาดจะเห็น นักศึกษาที่ติดตามพระเจ้าจริงๆไม่กี่คนหรอกครับ คนที่แสวงหาพระเจ้าแบบหล่อฟาดมีไม่กี่คนหรอกครับ แต่ละปีที่เราคัคกรองมา จนสุดท้ายจะมีคนที่ติดตามพระเจ้าจริงจัง ไม่มากเลย สิ่งที่หล่อฟาดเห็นนั้น มันยังไม่ได้ถูกคัดกรอง เราไม่ได้คัดกรองเองนะครับ แต่เป็นพระเจ้า คัดยังไงรู้ไหม -เด็กที่ไปเป็น อาสาสมัครต่างประเทศ ต้องเก็บตัวฟังพระคำอยู่ที่โบสถ์ก่อนไป 1-2เดือน -ฟังพระคำ วันละ 3 รอบ ไม่รวมสามัคคีธรรมเดี่ยว เริ่มตั้งแต่ - ตื่นตี 5 ครึ่งล้างหน้าแปรงฟัน แล้วฟังพระคำ - 6.00 น หลังจากนั้นก็ทานข้าว ทำความสะอาดโบสถ์และส่วนตัว 11.00 ฟังพระคำ -หลังอาหารเที่ยง สามัคคึธรรมตัวต่อตัว เพื่อเผยแพร่ข่าวประเสริฐ จนกว่าเขาจะชำระบาป ในวันนึง -เรียนภาษาต่างๆ -18.00 ฟังพระคำ -หลังฟังพระคำ ก็สามัคคีธรรม จนถึง 3 -4ทุ่ม -ฝึกซ้อมกิจกรรมต่างๆ -นอน นี่คือโปรแกรมประจำวันของเด็กที่ไปเป็นอาสาสมัครที่ต่างประเทศ หล่อฟาดคงจะเห็นเพียงแค่ผิวเผิน ช่วง workshopแรก หรือ สอง จะมีเด็กที่ยังไม่เชื่อ เด็กที่เริ่มสนใจ และเด็กที่อยากติดตามพระเจ้าจริงๆ อยู่ปนกัน จนกระทั่ง workshop สุดท้ายจนก่อนจะไปต่างประเทศ จะเหลือแต่เด็กที่ชำระบาป และเชื่อพระเยซูทั้งหมด ถึงแม้หล่อฟาดจะอยากพบกับผมหรือไม่ก็ตาม ผมอยากบอกให้หล่อฟาดทราบเพียงว่า พระคำที่ให้ความเชื่อนั้น สำคัญมาก พระคำเป็นแหล่งแห่งชีวิตของเรา คือ คอยตักเตือนเรา คอยสอนให้เราเข้าใจว่า อะไร คือ ความเชื่อที่แท้จริง ถ้าเราเข้าใจ เราก็ได้แต่ติดตามพระคำ ตอนที่เราเข้าใจพระคำ เราจะเกิดความเชื่อ และชนะเนื้อหนังได้ พระคำ คือ พระเยซูนะครับ การติดตามพระเยซู ต้องติดตามที่พระคำเท่านั้น ไม่ใช่ความคิดของเรา เราคุยกันที่นี่ก็ได้ แต่ความเชื่อเกิดจากการได้ยิน คือ การอธิบายให้ได้ยินจะเข้าใจง่ายกว่า เขียนคุยกัน เพราะภาษาเขียน บางครั้งก็ทำให้เข้าใจผิดได้ การชำระบาปและบังเกิดใหม่ เมื่อเชื่อและเข้าใจแล้วจะมั่นคงมาก แต่การฟังพระคำจะเหมือนกับการกินอาหารฝ่ายวิญญาณที่ทำให้ จิตวิญญาณของเราเติบโต และลบข้อสงสัยของเราออกไปได้เรื่อยๆครับ ถ้าไม่อยากไปโบสถ์ ก็พบปะสามัคคีธรรมกันก็ได้ครับ ถ้าไม่ระแวงผม ก็ให้เบอร์ไว้ แล้วนัดคุยกันได้ทุกที่ครับ ผมยินดีมาก เพราะ เราทุกคนเมื่อชำระบาปแล้ว จะมีจิตใจที่อยากจะเผยแพร่มากๆครับ ชีวิตที่เหลืออยู่ของเรา คือ การเผยแพร่เท่านั้น ที่มีค่าที่สุด หวังว่า หล่อฟาดคงเข้าใจนะครับ

  • mm

    Sep 09, 2010

    Reply

    ลืมบอกไปว่า เด็กเกาหลี ที่มาอยู่ที่โบสถ์ บางคนเป็นเด็กในโครงการ ลินคอนล์เฮ้าส์ สคูล เด็กพวกนี้เป็นเด็กเหลือขอ คือ เด็กที่เกเรมาก จนโรงเรียนปกติไม่ต้องการแล้ว แต่อาจารย์ใหญ่ของเราตั้งโรงเรียนลินคอนล์ขึ้นเพื่อ รับเด็กพวกนี้ แล้วส่งไปตามโบสถ์สาขาประเทศต่างๆ เพื่อฝึกฝนจิตใจใหม่ด้วยพระคำ เด็กบางคนก็เปลี่ยนง่าย บางคนไม่ยอมเปลี่ยนเลย มาอยูที่โบสถ์ก็ยังแอบสูบบุหรี่อยู่เรื่อยๆ บางครั้งก็ชวนเด็กไทยที่ยังไม่เชื่อพระเจ้าแอบหนีไปเที่ยวก็มี หล่อฟาดรู้ไหม อาจารย์ผมต้องอดทนกับพวกเขามาก ต้องตักเตือน ต้องเมตตา ต้องให้ความรัก ความอภัยกับพวกเขามากๆ ไม่ใช่ปล่อยให้เขาเสรีง่ายๆนะครับ แต่เราไม่สามารถเปลี่ยนเขาเองได้ ถ้าพระเจ้าไม่เปลี่ยนพวกเขาเราก็ทำอะไรไม่ได้เลย เราได้แต่ปรนนิบัติ ดูแล และให้พระคำกับพวกเขาเท่านั้น และรอคอยว่า พระเจ้าทำงานในใจของเขาเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเขาก็เปลี่ยนแปลงได้ครับ นั้นเป็นภาพของพวกเด็กๆในโบสถ์ ถ้าเป็นเด็กที่ชำระบาปแล้ว จะแตกต่างกันมากเลยนะครับ ส่วนสมาชิกที่เป็นผู้ใหญ่ พวกเราก็ฟังพระคำกันเป็นหลัก และร่วมกันกับโบสถ์ทั้ง แรงกายและถวายเงินตามกำลังและความเชื่อของแต่ละคน เพื่อเผยแพร่ข่้าวประเสริฐกันตลอดทั้งปีครับ

  • mm

    Sep 21, 2010

    Reply

    เครื่องบูชาไถ่บาปที่ไถ่ความบาปของประชาชนเป็นเวลาหนึ่งปี “เพราะว่าในวันนี้จะกระทำการลบมลทินบาปของเจ้า และชำระเจ้า เจ้าจะสะอาดต่อพระพักตร์พระเจ้า พ้นจากบาปทั้งสิ้นของเจ้า”(เลวีนิติ 16:30) “โดยเหตุที่ธรรมบัญญัติเป็นแต่เพียงเงาของสิ่งประเสริฐที่จะมาภายหลัง มิใช่ตัวจริง เครื่องบูชาที่เขาถวายทุกปี เสมอมาตามธรรมบัญญัตินั้น จึงไม่สามารถทำให้ผู้ที่เข้าเฝ้านั้นไร้ข้อตำหนิได้”(ฮีบรู10:1) “และพระองค์ทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา และไม่ใช่แต่บาปของเราพวกเดียวแต่ของมนุษย์ทั้งปวงในโลกด้วย”(1ยอห์น2:2) วันที่ 10 กรกฏาคม วันแห่งการไถ่ ลักษณะของเครื่องบูชาไถ่บาปได้ถูกบรรยายไว้ใน เลวีนิติ บทที่ 16 ชาวอิสราเอลได้รับการไถ่บาปที่พวกเขาทำทั้งปี ประตูใหม่ได้ถูกเปิดออกเพื่อชาวอิสราเอลที่จะล้างความบาปทั้งหมดของเขาในช่วงเวลาหนึ่งปีภายในหนึ่งวัน ก่อนที่จะมีวิธีนี้ พวกเขาต้องผ่านกระบวนการไถ่บาปในทุกครั้งที่พวกเขาทำบาป การถวายเครื่องบูชาไถ่บาปจะทำทุกๆวันที่ 10 กรกฏาคมของทุกปี จึงถูกเรียกว่า “วันแห่งการไถ่” ในวันนี้มหาปุโรหิตผู้เป็นตัวแทนของประชาชนชาวอิสราเอล จะถวายเครื่องบูชาไถ่บาปเพื่อตัวเขาเองก่อนเป็นอันดับแรกด้วยโคหนุ่มในการไถ่บาปของเขา แล้วหลังจากนั้นเขาจะเอาแพะสองตัวมาถวายเพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปสำหรับประชาชนอิสราเอล อันดับแรกมหาปุโรหิตจะต้องถวายเครื่องบูชาไถ่บาปของเขาก่อน แล้วเขาจึงฆ่าแพะตัวหนึ่งในสองตัวนั้น แล้วเข้าไปในพลับพลาด้วยเลือดของแพะตัวนั้น มีห้องด้านในที่เรียกว่า วิสุทธิสถาน อยู่ในพลับพลา ปุโรหิตจะต้องผ่านเข้าไปเพื่อเข้าไปถึงอภิสุทธิสถานซึ่งเป็นจุดสุดท้าย ในอภิสุทธิสถานจะมีหีบพระโอวาทซึ่งบรรจุแผ่นศิลาสองแผ่นที่จารึกบัญญัติสิบประการเอาไว้ แผ่นที่ปิดบนหีบพระโอวาท เรียกว่า พระที่นั่งกรุณา มหาปุโรหิต คือ ตัวแทนของชาวอิสราเอลทั้งหมด เมื่อปุโรหิตเข้าไปในอภิสุทธิสถาน เขาจะประพรมเลือดแพะบนพระที่นั่งกรุณาเจ็ดครั้ง แล้วความบาปทั้งหมดที่ทำมาในเวลาหนึ่งปีโดยชาวอิสราเอล ก็จะถูกไถ่ต่อพระพักตร์พระเจ้า หลังจากนั้น ปุโรหิตจะวางมือบนแพะอีกตัวหนึ่ง และปล่อยมันเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร หลังจากนั้น ความบาปในหนึ่งปีของชาวอิสราเอลก็จะถูกไถ่อย่างสมบูรณ์ การสั่นของลูกพรวนทองคำ มหาปุโรหิตจะประพรมเลือดแพะบนพระที่นั่งกรุณาในอภิสุทธิสถานเจ็ดครั้ง แต่ในวันนี้ ชาวอิสราเอลจะไม่สามารถมีส่วนร่วมในงานของมหาปุโรหิตที่ทำการประพรมเลือดแพะได้เลย อภิสุทธิสถานเป็นสถานที่ที่มหาปุโรหิตเท่านั้นที่จะสามารถเข้าไปได้ปีละครั้ง “แต่ในห้องที่สองนั้น มีมหาปุโรหิตผู้เดียวเท่านั้นที่เข้าไปได้ปีละครั้ง และต้องนำเลือดเข้าไปถวายเพื่อตัวเอง และเพื่อความผิดโดยไม่เจตนาของประชาชนด้วย”(ฮีบรู9:7) “….ให้ทำการลบมลทินบาปเพื่อคนอิสราเอลปีละครั้ง เพราะบาปทั้งสิ้นของเขา....”(เลวีนิติ 16:34) ในวันที่ 10 กรกฏาคม มหาปุโรหิตจะเข้าไปในอภิสุทธิสถานพร้อมกับเครื่องบูชาไถ่บาปของประชาชนอิสราเอล แต่ว่าประชาชนที่กำลังรออยู่ข้างนอกจะไม่สามารถมองเห็นได้ว่า การถวายเครื่องบูชาไถ่บาปได้ทำอย่างถูกต้องหรือไม่ เมื่อพวกเขาไม่ได้เห็นกระบวนการไถ่บาปในอภิสุทธิสถาน เขาก็ไม่รู้ว่าความบาปของเขาได้รับการอภัยแล้วหรือยัง และด้วยเหตุผลนี้ พระเจ้าจึงจัดเตรียมสิ่งที่จะทำให้เขาเชื่อในการไถ่บาปของพวกเขา นั่นก็คือ ลูกพรวนทองคำที่ถูกเย็บติดรอบๆเสื้อผ้าที่มหาปุโรหิตใส่ “ที่ชายล่างของเสื้อคลุมให้ปักรูปทับทิม ใช้ด้ายสีฟ้า สีม่วง สีแดงเข้มรอบชายเสื้อ และติดลูกพรวนทองคำ สลับกับผลทับทิม ลูกพรวนทองคำลูกหนึ่งผลทับทิมผลหนึ่ง ลูกพรวนทองคำอีกผลหนึ่ง ผลทับทิมอีกผลหนึ่ง รอบชายล่างของเสื้อคลุม อาโรนจะสวมเสื้อตัวนั้นเมื่อทำงานปรนนิบัติ และจะได้ยินเสียงลูกพรวน เมื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าในวิสุทธิสถาน และเมื่อเดินออกมา ด้วยเกรงว่าเขาจะต้องตาย”(อพยพ 28:33-35) ดังนั้นเมื่อมหาปุโรหิตเข้าไปในอภิสุทธิสถานและประพรมเลือดแพะบนพระที่นั่งกรุณา เสียงที่ชัดเจนของลูกพรวนทองคำจะดังขึ้น เมื่อเลือดแพะถูกประพรมเจ็ดครั้ง ก็จะได้ยินเสียงลูกพรวนเจ็ดครั้ง ผ่านทางกระบวนการนี้ประชาชนที่คอยฟังเสียงลูกพรวนทองคำอยู่ข้างนอกก็จะได้รับความเชื่อว่า การถวายเครื่องบูชาไถ่บาปของพวกเขาได้เสร็จแล้ว โดยเสียงของลูกพรวนเจ็ดครั้ง “ฉะนั้น ความเชื่อจึงเกิดขึ้นเพราะ การได้ยิน...”(โรม10:17) เสียงของลูกพรวนทองคำยังเป็นสัญลักษณ์ของข่าวประเสริฐอีกด้วย ชาวอิสราเอลไม่สามารถเป็นพยานในการถวายเครื่องบูชาไถ่บาปหรือการประพรมเลือดบนที่นั่งพระกรุณาเจ็ดครั้งเพื่อการไถ่บาปของพวกเขาได้ อย่างไรก็ดี โดยผ่านทางเสียงของลูกพรวนทองคำที่เสื้อของมหาปุโรหิต พวกเขาขึงสามารถเชื่อได้ว่า ความบาปของพวกเขาได้รับการอภัยแล้ว ในทำนองเดียวกัน พวกเราก็ไม่สามารถเป็นพยานได้ว่า พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขนอย่างไร แต่เมื่อพวกเราได้ยินพระคำของพระองค์ พวกเราก็สามารถเชื่อได้ว่า ความบาปของพวกเราได้ถูกอภัยอย่างชัดเจนแล้ว กระบวนการทั้งหมดเหล่านี้ได้ถูกจัดเตรียมเพื่อใครก็ตามที่หูของเขาเปิดออก และใครก็ตามที่ได้ยินข่าวประเสริฐเรื่องการอภัยบาปจะมาถึงความเชื่อได้ พระเจ้าทอดพระเนตรเลือดแพะที่ถูกประพรมบนพระที่นั่งกรุณาและทรงได้ยินเสียงลูกพรวนทองคำ พระเจ้าจึงประกาศได้ว่า ประชาชนอิสราเอลสะอาดแล้ว โดยการมองที่เลือดแพะบนที่นั่งกรุณา “เพราะว่าในวันนี้จะกระทำการลบมลทินบาปของเจ้า และชำระเจ้า เจ้าจะสะอาดต่อพระพักตร์พระเจ้า พ้นจากบาปทั้งสิ้นของเจ้า”(เลวีนิติ 16:30) เลือดแพะที่ถูกประพรมบนพระที่นั่งกรุณาซึ่งอยู่บนหีบพระโอวาท ไม่เพียงแต่ล้างความบาปของชาวอิสราเอล แต่ยังปกคลุมธรรมบัญญัติอีกด้วย หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้อยากพบเราผ่านทางธรรมบัญญัติ ถ้าพวกเรารักษาธรรมบัญญัติได้แล้วจึงมีความกล้าที่จะออกไปพบพระองค์ และมีความกลัวและละอายใจเมื่อละเมิดธรรมบัญญัติ เราก็ไม่สามารถพบกับพระองค์ผ่านทางพระคุณได้เลย พระเจ้าต้องการที่จะปกคลุมธรรมบัญญัติไว้ในหีบพระโอวาทด้วยพระที่นั่งกรุณาด้วยเลือดแพะ พระเจ้าอยากจะพบพวกเราผ่านทางพระคุณและเมตตา ไม่ใช่โดยธรรมบัญญัติ ภาพและเงาของพระเยซูคริสต์ การล้างบาปในหนึ่งปีก็ดีกว่าการล้างบาปครั้งต่อครั้ง วิธีการถวายเครื่องบูชาไถ่บาปในช่วงพันธสัญญาเดิมไม่สามารถจะแก้ไขความบาปที่เป็นรากของพวกเราได้ ดังนั้น พวกเราจึงจำเป็นต้องมีการถวายเครื่องบูชาที่สามารถล้างความบาปของมวลมนุษย์ได้ในครั้งเดียว เพื่อที่จะล้างความบาปทั้งหมดของพวกเรา แกะที่เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปที่เสด็จมาบนโลกนี้ คือ พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า แล้วทำไมพวกเขาจึงจำเป็นต้องมีการถวายเครื่องบูชาไถ่บาปในพันธสัญญาเดิมด้วย? การถวายเครื่องบูชาในสมัยเดิมนั้นไม่ได้หมายถึงการล้างบาปชั่วนิรันดร์ แต่มันเป็นเพียงเครื่องมือที่จะทำให้เห็นภาพและเงาของการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์เท่านั้น “ด้วยเหตุที่ธรรมบัญญัติเป็นเพียงแต่เงาของสิ่งประเสริฐที่จะมาในภายหลัง มิใช่ตัวจริง เครื่องบูชาที่เขาถวายทุกปีเสมอมาตามธรรมบัญญัตินั้น จึงไม่สามารถทำให้ผู้ที่เข้าเฝ้านั้นไร้ข้อตำหนิได้”(ฮีบรู10:1) ถ้าคุณมองแบบจำลองดีๆคุณก็สามารถเข้าใจถึงตัวจริงได้ แต่เมื่อตัวจริงมาถึง แบบจำลองก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป ดังนั้นเครื่องบูชาไถ่บาปที่ถูกบรรยายไว้ใน เลวีนิติ บทที่ 16 คือ แบบจำลองและเงาของการไถ่ของพระเยซูคริสต์ แพะสองตัวที่ตายโดยการแบกบาปของชาวอิสราเอลที่ปรากฏในบทนี้เป็นแบบจำลองของพระเยซูคริสต์ผู้ซึ่งจะต้องตายบนไม้กางเขน โดยการแบกความบาปของโลก ลองมาคิดถึงแพะที่กำลังแบกความบาป แกะที่ถูกถวายเพื่อเป็นเครื่องบูชาของความบาปของคนๆหนึ่งจะสามารถแบกรับความบาปของคนๆหนึ่งเท่านั้น แพะที่ถูกใช้เป็นเครื่องบูชาสำหรับบาปใหญ่นั้น ยังสามารถแบกรับความบาปในหนึ่งปีของประชาชนเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเครื่องบูชาสำหรับความบาปของคนๆหนึ่งตายไปแล้ว มันก็แค่ไถ่บาปสำหรับการไถ่บาปในครั้งนั้นเท่านั้น แต่ถ้าแพะที่เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปใหญ่ตัวนั้นได้หลั่งเลือดและตายแล้ว แล้วความบาปในหนึ่งปีได้รับการอภัย ถ้าสิ่งนี้พูดถึงแบบจำลองและเงาของพระเยซูคริสต์ แล้วการการถวายเครื่องบูชานี้สอนอะไรกับเรา ? เลือดของแพะที่หลั่งในวันที่ 10 กรกฏาคม ได้อภัยความบาปทั้งหมดที่ชาวอิสราเอลได้กระทำในหนึ่งปี ไม่ว่าพวกเขาจะมีความบาปแบบใดก็ตาม การเสียสละของเครื่องบูชาไถ่บาปที่กำลังหลั่งโลหิตและตาย เป็นภาพของพระเยซูคริสต์ที่ตายบนไม้กางเขนเมื่อ 2000 ปีที่แล้ว เลือดของสัตว์ในพันธสัญญาเดิมมีอำนาจที่จะอภัยความบาปทั้งหมดที่ชาวอิสราเอลได้กระทำในหนึ่งปี แล้วพระเยซูคริสต์ล่ะ ผู้เสด็จมาจากสวรรค์ พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ทรงมีอำนาจมากกว่าเลือดของสัตว์ สามารถอภัยความบาปของโลกนี้ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และยังมีอำนาจล้นเหลือ โดยการหลั่งของโลหิตนั้น ความบาปทั้งหมดของโลกนี้ได้ถูกอภัยชั่วนิรันดร์ “และพระองค์ทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกแก่เราทั้งหลายเพราะบาปของเรา และไม่ใช่แต่บาปของเราพวกเดียว แต่ของมนุษย์ทั้งปวงในโลกด้วย”(1ยอห์น2:2) พระเยซูคริสต์ได้รับผิดชอบความบาปทั้งหมดของพวกเรานับตั้งแต่ที่พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษยชาติ ตั้งแต่ยุคอาดัมจนถึงวันสิ้นโลก พระองค์ได้รับเอาความบาปของมวลมนุษย์ทั้งหมดที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ ความบาปทั้งหมดของพวกเราได้ถูกลบล้างโดยพระโลหิตของพระเยซูบนไม้กางเขน ไม่มีความบาปแม้แต่อย่างเดียวที่พระคริสต์ไม่สามารถอภัยได้ ความบาปทั้งหมดได้ถูกลบล้างแล้ว ดังนั้น เมื่อความบาปได้จบแล้ว ความตายก็จบด้วย ดังนั้น พวกเราจึงสามารถได้รับชีวิตนิรันดร์ นี่คือ ข่าวประเสริฐ.

  • admin

    Dec 30, 2010

    Reply

    ผมขออนุญาติลบ comment บางอันที่กระทบกระทั่งกันนะครับ ตามคำขอของคุณ MM ผมเข้าใจดีครับทั้งคู่ อย่าโกรธผมนะครับ และผมก็ไม่อยากลบ comment เลย เพราะผมรู้ว่ามันน่าเซ็ง ที่มีใครทำแบบนั้นกับผม เอาเป็นว่าผมขอก็แล้วกัน ผมว่า Merry Christmas และ Happy New Year ดีกว่าครับ คิดถึงความรัก คิดถึง "แต่ความเชื่อซึ่งแสดงออกเป็นกิจที่ทำด้วยความรักนั้นสำคัญ" กาลาเทีย 5:6 หล่อฟาดครับ ปีหน้าฟ้าใหม่ ผมอยากเจอบางท่านที่ web นี้ เราเคยเจอกันที่ Emporium อยากเรียน Bible ด้วยกัน ผมกำลังศึกษาพระธรรมเอเฟซัสอยู่ครับ ว่าจะนัดน้องๆ เพื่อนๆ กินข้าวด้วยกัน ถ้าหล่อว่างเชิญนะครับ ถ้าไม่อยากเจอก็ไม่เป็นไร ไม่มีกฏบังคับครับ ไม่มีการคาดหวัง ไม่มีตาราเวลาครับ

  • หล่อฟาด

    Jan 01, 2011

    Reply

    หล่อฟาดอยากไปโบสถ์ที่สนใจเรื่องจิตวิญญาณ จิตใจ เรื่องชีวิตของเราคับ เอาเรื่องตัวเรากับพระเจ้าคับ สนใจเรื่องภายใน เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเรา ไม่ใช่หาโบสถ์ที่ไปเน้นเรื่องกิจวัตรภายนอก กิจกรรมภายนอก สนใจแต่เรื่องนอกตัว หล่อฟาดคิดว่าสถานที่ส่วนใหญ่ที่เราไปล้วนแล้วแต่เพ่งเล็งอยู่กับสิ่งภายนอก เช่น ไปโรงเรียน เราก็ไปเพ่งอยู่กับวิชาความรู้ ไปทำงาน เราก็ไปเพ่งเล็งอยู่กับผลงานและเงิน ไปช๊อบปิ้ง ก็เพ่งเล็งอยู่กับสินค้า ไปเที่ยว ก็เพ่งเล็งอยู่กับสถานที่ ฯลฯ หล่อฟาดหวังว่าเมื่อเราไปโบสถ์จะมาสนใจเรื่องจิตใจภายในกันบ้าง แต่โบสถ์สมัยนี้ ก็พยายามหันเหความสนใจไปสู่เรื่องภายนอก หล่อฟาดคิดว่ามันค่อนข้างผิดวัตถุประสงค์อยู่

  • หล่อฟาด

    Jan 01, 2011

    Reply

    คุณ admin หล่อฟาดถามอะไรหน่อยซิ ทำไมสมัยนี้การที่เราจะมีความสัมพันธ์กับพระเยซูจึงเป็นเรื่องยาก เราต้องเป็นอย่างนั้นก่อนต้องเป็นอย่างนี้ก่อน ต้องชอบสิ่งนั้นก่อนชอบสิ่งนี้ก่อน เราต้องเห็นด้วยกับขนบจารีตประเพณีวัฒนธรรมของแต่ละที่ก่อน จึงจะรับพระเยซูได้ เราต้องปรับตัวให้เข้ากับรสนิยมของผู้นำก่อนเราถึงจะรับสิ่งฝ่ายวิญญาณได้ หล่อฟาดคิดว่ามันเป็นภาระหนักมากๆ

  • หล่อฟาด

    Jan 01, 2011

    Reply

    ทำไมการที่จะพูดคุยกับใครอย่างบริสุทธิ์ใจโดยไม่มีเรื่องความแตกต่างด้านรสนิยมวัฒนธรรมมาเป็นกำแพงขวางกั้นจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก ทำไมเรื่องฝ่ายวิญญาณจึงสามารถถูกบล๊อกได้ด้วยกฏเกณฑ์ฝ่ายโลกด้วย

  • หล่อฟาด

    Jan 01, 2011

    Reply

    หล่อฟาดคิดว่าความรักอยู่เหนือกฎเกณฑ์ และความสัมพันธ์กับพระเจ้าอยู่เหนือระบบบริหารที่ผู้นำคิดค้นขึ้น

  • หล่อฟาด

    Jan 01, 2011

    Reply

    ใน #17 ช่วยเปลี่ยนคำว่า ระบบบริหาร เป็น วัฒนธรรมองค์กร หน่อยคับ ขอบคุณคับ

  • admin

    Jan 02, 2011

    Reply

    ตอบหล่อฟาด 14 ผมก็ยังหาอยู่แต่ก็ยังหาไม่เจอครับ ผมยังคิดว่า ผมคิดแคบไปหรือเปล่าจากพระวจนะของพระเจ้า ผมคิดว่า เป็นเพราะว่า คริสตจักรส่วนมากเข้าใจความหมายของโบสถ์ผิด เมื่อเร่ิมต้นผิด จึงเป็นองค์กร ไม่ใช่ร่างกาย เป็น วิธี ไม่ใช่อวัยวะ คริสตจักรไม่มีความคาดหวัง ไม่ใช่องค์กร แต่เป็น ความเคลื่อนไหวของคน เป็น movement ที่เราอาจอยู่ต่างที่กัน แต่มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือประกาศพระคริสต์ เราอาจไม่จำเป็นต้องมาเจอกัน เป็นกลุ่มก้อน เพื่อเห็นว่า เมื่อเป็นกลุ่มแล้วมองเห็นได้ พระเยซูไม่เคยต้องการเร่ิมต้นจากกลุ่มคน พระองค์เลี่ยงกลุ่มคนมากด้วยซ้ำไป แต่ใช้เวลากับสาวกสิบสองคน แคบลงมาอีกคือ 3 คน เป็นการสร้างคน จากจิตใจภายใน ไม่ต้องการพิสูจน์อะไร ไม่คาดหวัง แต่ช่วยเหลือ และ เสริมสร้างให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้น พระองค์ไม่ต้องการสิ่งใดจากสาวก ไม่ต้องการเงินถวาย ไม่ต้องการให้สาวกไปตั้งวิหาร เมื่อผิดวัตถุประสงค์ก็ไม่ต้องไปสิครับ อ่านพระคัมภีร์ ร้องเพลง อธิษฐานได้ทุกวันครับ คนมากหลายจะคิดว่า คุณเป็นคนใจแคบ และปฏิเสธคริสตจักร มีคนบอกกับผมอย่างนั้นเหมือนกัน ผมตอบไปว่า ผมไม่ได้ปฏิเสธคริสตจักร แต่สิ่งที่ผมเห็นมันไม่ใช่คริสตจักรตั้งแต่แรก มันคืออะไรไม่รู้ที่เราพัฒนาขึ้นมาและต่างคนต่างบอกว่าตัวเองถูก และกำลังรับใช้อยู่ ถ้าไม่ทำตามนี้ ผิดกรอบตามนี้ คือไม่ถูก เหมือนหล่อฟาด เอาแก้วน้ำมาให้ผม แล้วบอกว่า คุณช่วยซ่อมขวดนี้ให้หน่อย ผมก็ตอบไปว่า ผมซ่อมไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ขวด และมันไม่มีวันเป็นขวด มันคือแก้วน้ำ สิ่งที่เราทำกันอยู่มันไม่ใช่คริสตจักรครับ มันคือโลชั่นสูตรแก้คันครับ ต่างคนก็บอกว่า สูตรฉันเฉียบ แก้คันได้ แต่มันก็แค่โลชั่น ไม่ใช่คริสตจักร หล่ออย่าคิดมากเลยครับ ทำความเข้าใจ เพราะผมเองก็ไม่ต้องการแก้ไข เมื่อคุณเข้าใจถูกแล้ว ก็สามารถยอมรับได้ ด้วยความรัก เหมือนที่พระคริสต์ทรงรักเรา เมื่อเราไป สถานที่โบสถ์ เราก็ถือเสียว่า เราไปพบปะกับผู้เชื่อ อย่างน้อยเผื่อว่าเราจะทำให้ชีวิตของเราเป็นประโยชน์แก่เขา และช่วยจิตใจเขาได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ....โดยไม่มีวาระซ่อนเร้น แอบแฝง

  • admin

    Jan 02, 2011

    Reply

    ตอบ 15 เพราะว่าเราต้องการ "ถูกเห็น" เราต้องการแสดงว่าเมื่อเห็นเป็นรูปธรรมนั้น คือ เราได้ทำบางอย่างแล้ว ถ้าเราต่างคนต่างทำ เราไม่เชื่อมั่น เราไม่รู้สึกร่วมกัน เหมือนไปดูคอนเสริ์ต เมื่อนักร้องบอกให้ ชูมือขวา พวกเราจะชูพร้อมกันอย่างไม่อาย และเหมือนว่ามีพลังขึ้น แต่เมื่อเราชูมือคนเดียวที่บ้าน เรารู้สึกขำ ฉันใดก็ฉันนั้น เราต้องการ "ถูกเห็น" We want to be seen เราต้องการเป็นผู้ที่ถูกเห็นว่ากำลังได้รับใช้พระเจ้าอยู่ พระคริสต์ทรงรู้ดีที่สุดครับ

  • admin

    Jan 02, 2011

    Reply

    ตอบ 16-17 ผมคิดว่าเมื่อหล่อฟาดเข้าใจถูกแล้ว ก็อย่าเก็บไว้เป็นความขมขื่นใจครับ เมื่อเราเข้าใจอะไรดี ก็ไม่ต้องไปว่าคนอื่นว่าเขาผิด เพราะนั่นไม่ใช่วิถีแห่งความรักครับ อย่าลืมสิครับ ต่อให้เรารู้ทุกสิ่งในพระคัมภีร์ แต่ขาดความรัก เราก็ไม่มีค่าอะไรเลย การที่เราอยู่ด้วยกัน และสนทนากันด้วยความรัก และเชื่อในส่วนดีของเขา และ อดทนนาน ไม่หย่ิงผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว เราหลับตาข้างหนึ่ง แต่อีกข้างหนึ่งมองหาส่วนดีของเขา เราจะทำให้สิ่งที่เราเข้าใจนั้นไปถึงเขาได้ครับ ถ้าผมเปิดตาทั้งสองข้าง ผมคงอยู่ในโลกของคริสเตียนไม่ได้เลย เพราะผมจะไม่ยอมรับอะไรทั้งสิ้น เมื่อผมไปโบสถ์(สถานที่)ผมจะไปด้วยสาเหตุที่ดีครับ ทำให้ผมไม่ขมขื่น ผมไม่ได้ไปเพื่อรับสูตรอะไร เพราะผมมีพระเยซูแล้ว ผมไม่ต้องการนมัสการด้วยวิธีใดๆ เพราะผมนมัสการด้วยชีวิตได้อย่างเดียว ผมไปเพราะผมต้องการเจอผู้คน ต้องการพูดคุย รับฟังชีวิตของเขา และแบ่งปันส่ิงที่ผมเข้าใจพระวจนะ ถ้าผมมัวแต่เคียดแค้น จมอยู่ก้บความไม่เห็นด้วยกับบางสิ่ง และขมขื่นอยู่กับมัน ผมก็จะทำอะไรไม่ได้เลย และ ไม่สามารถเสริมความสัมพันธ์กับพระเจ้าในตัวผมได้เลย และ เป็นพระพรกับคนอื่นก็ไม่ได้เลย ผมว่าการแสดงออกด้วยกิจแห่งความรักนั้น สำคัญกว่าความเข้าใจและความรู้เรื่องพระคัมภีร์ครับ หวังว่าคงให้หล่อฟาดได้คิดนะครับ ถ้าผมนัด จะมาไหมครับ?

  • admin

    Jan 02, 2011

    Reply

    ผมเคยไปโบสถ์ แล้วเขาร้องเพลงที่ ขาดความเชื่อ เขาเทศนา เรื่องที่ ขาดความเชื่อ ใจผมรู้สึกขมขื่น ผมบอกเพื่อนที่ไปด้วยว่า นักเทศน์คนนี้พูดคำว่า มิชชั่น ถึง 38 ครั้งในคำเทศนา แต่มีคำว่าพระเยซูแค่ 2 ครั้ง เขาพูดคำว่า รับใช้ ถึง 18 ครั้งแต่พูดเรื่องไม้กางเขน และสิ่งที่พระองค์ทำเพื่อเราแค่ 1 ครั้ง เขาพูดว่า จง นับไม่ถ้วน แต่ไม่พูดว่าพระคุณเลย ผมขมขื่นและบ่นกับเพื่อนที่มาด้วยกัน เพื่อนผมเตือนสติผมว่า ถ้าผมคิดอย่างนี้ก็ไม่ต้องมาดีกว่า และสอนผมว่า ผมควรจะมองข้าม และพิจารณาด้วยความรักจะดีกว่า และตั้งต้นมาโบสถ์ด้วยความคิดที่ว่า มาเพื่อจะให้ ไม่ใช่มาเพื่อรับ มาเพื่อคน เพื่อพบปะผู้คนแม้คนเดียวก็ยังดี มากกว่าจะมาเพื่อรอรับ แต่มาเพื่อแสดงความรัก และสร้างเสริมคนอื่น แม้ว่าได้คุยกับคนหนึ่งสัก 15 นาทีหลังกินข้าวก็ถือว่ายังดี และได้ประสบผลสำเร็จในการมาแล้วครับ ผมจึงเข้าใจหล่อฟาดดี

  • หล่อฟาด

    Jul 03, 2011

    Reply

    คุณคงศักดิ์ หล่อฟาดจะทำไงดี ตอนแรกหล่อฟาดคิดว่าที่นั่นจะเชื่อในเรื่องของความรอด พระคุณ และการชำระบาป เหมือนกับที่เว็บนี้ แต่พอไปจริงๆแล้ว หล่อฟาดกลับไม่เข้าใจว่าที่นั่นเชื่ออะไร หล่อฟาดไปฟังพระคำที่นั่นมาเดือนกว่าแล้ว ทั้งคนไทยเทศน์ทั้งเกาหลีเทศน์ ฟังคำพยานก็แล้ว ผู้เชื่อใหม่ผู้เชื่อเก่าวันละหลายคน แต่กลับไม่เข้าใจว่า การชำระบาปที่โบสถ์นั้นต้องการมันคืออะไร ไม่เข้าใจว่าที่นั่นเชื่ออะไร เข้าใจอย่างไร ไม่เข้าใจแม้กระทั่งความบาปคืออะไร ความรอดคืออะไร ทำไมเรื่องการชำระบาปมันดูลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนจนมองไม่เห็น รับรู้ไม่ได้ หล่อฟาดไม่รู้ว่าคนที่นั่นเค้าเข้าใจกันได้อย่างไร แต่หล่อฟาดเห็นว่า คำสอนที่นั่นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยากมากที่สุดในบรรดาผู้ที่อ้างว่าเชื่อในพระเยซู (แต่เว็บนี้อธิบายได้เข้าใจง่ายมากๆ) หล่อฟาดไปแล้วจูนกับพระคำที่นั่นไม่ติด สื่อสารกับใครไม่เข้าใจ ฟังแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็หายไปกับสายลม ไม่มีอะไรตกอยู่ในใจ ไม่รู้สึกว่าคำพยานที่นั่นเป็นสิ่งที่น่าขอบคุณพระเจ้า ต่างกับการอ่านในเว็บนี้ เพราะหล่อฟาดเข้าใจทุกบทความ หล่อฟาดเข้าใจในการงานที่สำเร็จแล้วของพระเยซู การไถ่นั้นสำเร็จสมบูรณ์แล้ว ไม่มีการงานใดๆของหล่อฟาดเองที่จะนำมาเติมเต็มการงานที่สำเร็จแล้วของพระเยซูอีก เพราะการงานของพระเยซูมัน perfect แล้ว พระบิดาทรงยอมรับแล้ว ในโบสถ์เดิมที่หล่อฟาดอยู่ หล่อฟาดได้ออกจากโบสถ์แห่งนั้นแล้วเพราะเห็นว่าไม่ได้ให้ความเชื่อ นักเทศน์ไม่ได้เชื่อและฟังคำ ไม่ได้ฟังคำพระเยซู แต่กลับสอนให้เชื่อตนเอง มองที่ตนเองและมีจิตสำนึกแห่งการกล่าวโทษตนเองแล้วพยายามให้มากขึ้น สอนให้พึ่งพาแต่การงานแห่งความดีของตนเองและมองไม่เห็นการงานแห่งการไถ่และชำระ เชื่อพึ่งในความสำเร็จแห่งการประพฤติตามธรรมบัญญัติบางข้อเป็นครั้งเป็นคราวและรักษาความสำเร็จนั้นไว้ด้วยความพยายามแห่งเนื้อหนัง สอนให้พยายามดำเนินชีวิตด้วยมาตรฐานศีลธรรมอันสูงส่งที่ไม่มีใครไปถึง สอนให้เลิกทำบาปและพยายามทำดีโดยยึดเอาธรรมบัญญัติเป็นมาตรวัดความพอพระทัยจากพระเจ้า พอทำได้ก็ยกย่องพอทำไม่ได้ก็กล่าวโทษฟ้องบาป พระคำพระเยซูก็ตรัสไว้อย่างชัดเจนแล้ว แค่เชื่อตามนั้นก็จบ แต่กลับไม่เชื่อ แต่กลับกระหายหาความประพฤติที่ดีพอ จึงดำเนินชีวิตที่ไปไม่ถึงไหน ล้มแล้วลุกไม่ขึ้นซักพักก็ล้มอีก และยังคงรู้สึกห่างไกลกับพระเจ้าแม้จะดำเนินชีวิตด้วยความพยายามอย่างสุดใจแล้วก็ตาม แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นเพราะนักเทศน์ไม่ได้ให้ความเชื่อที่ถูกต้อง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า เราทำดีหรือไม่ทำดี แต่อยู่ที่เราเชื่อหรือไม่เชื่อต่างหาก ถ้าจะแก้ก็ให้แก้ที่ความเชื่อ ไม่ใช่แก้ที่การกระทำ แต่เมื่อโบสถ์ไม่เข้าใจหล่อฟาดก็ออกจากที่นั่น และเมื่อไปโบสถ์ข่าวประเสริฐ หล่อฟาดไม่เข้าใจอะไรเลย จากเดิมที่หล่อฟาดคิดว่า พื้นฐานความเชื่อคงจะเหมือนที่นี่ อย่างน้อย เรื่องความบาป ความรอด ความชอบธรรมคงจะเหมือนที่เว็บนี้ คือคิดว่าคงจะอ่านพระคำด้วยเลนส์เดียวกันกับเว็บนี้ อาจต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อย แต่คงเป็นทางรอดเดียวกัน ประตูสวรรค์บานเดียวกัน ทางแคบสายเดียวกัน ไปแล้วจะรับพระคำมากขึ้น มีผู้จูงนำ แต่พอไปแล้วจนถึงตอนนี้กลับตอบไม่ได้ว่าที่นั่นมีความเชื่ออย่างไร เหมือนเป็นคนเดียวที่จูนความเชื่อกับใครไม่ติด เหมือนไปอยู่ในสังคมของคนต่างศาสนาที่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเค้า จนไม่อยากไปแล้ว ไม่รู้สึกสันติสุข ไม่ได้รู้สึกอะไร ไม่รู้สึกดีหรือไม่ดี เป็นความรู้สึกเฉยๆ ไม่รู้ว่าที่นั่นเชื่อเหมือนหรือไม่เหมือนที่หล่อฟาดเชื่อ แต่คงไม่เหมือนเพราะถ้าเหมือนก็คงจะจูนกันติด และสื่อสารกันได้ รับคำเทศน์ได้ หล่อฟาดไม่รู้ว่าจะหาโบสถ์แห่งไหนในกรุงเทพที่เชื่อและฟังคำของพระเยซู(ไม่ใช่โมเสส)แบบเว็บนี้ได้ที่ไหนอีกในกรุงเทพ เพราะมีแต่โบสถ์ที่สอนธรรมบัญญัติและเน้นแก้ไขการกระทำจากความชั่วมาเป็นความดีทั้งนั้น โดยไม่สนใจพระเยซูเลย หล่อฟาดอยากอยู่โบสถ์ที่เชื่อพระเยซู หล่อฟาดไปโบสถ์ข่าวประเสริฐแล้วปวดหัวมากๆ ทำไมที่นั่นไม่มีใครที่อธิบายพระคำได้เข้าใจง่ายๆเลย ฟังแล้วต้องแปลไทยเป็นไทยเป็นไทย แปลซ้ำซ้อนจนหล่อฟาดรู้สึกเหนื่อยที่จะทำความเข้าใจ ท้อต่อการไปโบสถ์ ตกลงความรอดที่โบสถ์นั้นพยายามประกาศมันคืออะไรกันแน่ ทำไมสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายๆกลับเป็นเรื่องยาก

  • หล่อฟาด

    Jul 03, 2011

    Reply

    ทำไมสิ่งที่พิมพ์ตอนต้นๆของคำตอบที่ 23 มันหายไป ตอนแรกกำลังพูดถึงการไปฟังพระคำที่โบสถ์ข่าวประเสริฐ ว่าคงจะเหมือนเว็บนี้ แต่ไปฟังแล้วจากสิ่งที่เข้าใจง่ายๆพื้นๆเหมือนบทความเว็บนี้ กลับยิ่งงง ยิ่งยาก ยิ่งน่าเบื่อ

  • หล่อฟาด

    Jul 03, 2011

    Reply

    ออกจากโบสถ์เดิมแล้ว และตอนนี้ก็ตกอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่าจะไปไหน รู้ว่าความรอดของมนุษย์เป็นไปโดยวิธีใด(สำหรับโบสถ์ข่าวประเสริฐแบบหล่อฟาดเรียกว่ายังไม่รู้หรือเปล่า) แต่ก็ไม่มีโบสถ์ที่จะรองรับ และสามัคคีธรรมได้ ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ทำไมการที่จะหาสังคมที่มีความเชื่อเหมือนกันจึงเป็นเรื่องยากมากมายอย่างนี้

  • หล่อฟาด

    Jul 03, 2011

    Reply

    ตอนแรกหล่อฟาดคืดว่า ตนเองเข้าใจพระคำนะ เข้าใจระหว่าง คนที่เชื่อและไม่เชื่อ ต่างกันอย่างไร และคิดว่าโบสถ์ข่าวประเสริฐคงเชื่อแบบนี้เช่นกัน แต่ไปแล้วก็ฟังไม่รู้เรื่องว่าที่นั่นเชื่ออะไร หล่อฟาดคิดว่าพระเจ้าให้ภาพของคนที่เชื่อและไม่เชื่อไว้แล้วในพระคำภีร์เช่น คาอิน เชื่อในสิ่งที่ตนเองมีและสิ่งที่ตนเองทำ สิ่งที่เกิดจากตนเอง และมาหาพระเจ้าด้วยตนเอง พระเจ้าจึงไม่ยอมรับ เพราะมีแต่ตนเองที่เป็นคนบาป อาแบล มาหาพระเจ้าด้วยสิ่งเดียวที่พระเจ้าพอพระทัยและยอมรับคือแกะซึ่งเล็งถึงพระบุตร อันนี้ไม่เชื่อตนเองแต่เชื่อในพระเยซู เมื่อมีพระเยซูก็มีความชอบธรรม ฟาริสี คิดว่าตนเองรักษาธรรมบัญญัติได้ จึงพึ่งพาความประพฤติของตนเอง ดูเผินๆเหมือนเชื่อเพราะพยายามทำเพื่อพระเจ้า แต่แท้จริงแล้วกำลังเชื่อตนเองและปฏิเสธพระคำ หญิงล่วงประเวณี ไม่มีความดีของตนเองที่ต้องยึดถือ ไม่มีอะไรอวดได้ เลิกพยายามไปถึงพระเจ้าด้วยตนเอง จึงปฏิเสธการพึ่งพาตนเองตามธรรมบัญญัติ และรับพระเยซูง่ายๆแบบนี้คือเชื่อ ความเชื่อไม่ใช่ความพยายามหรือตั้งใจ แต่คือพระเยซูพูดอะไรก็คือตามนั้น มันเป็นจริงตามนั้น พระเยซูว่า ชอบธรรมก็คือชอบธรรม ถ้าเชื่อก็จบ

  • หล่อฟาด

    Jul 03, 2011

    Reply

    คุณคงศักดิ์รู้มั๊ย ว่ามีโบสถ์ไหนในกรุงเทพที่มีความเชื่อ แบบเว็บนี้ และอธิบายพระคำอย่างง่ายๆ

  • หล่อฟาด

    Jul 03, 2011

    Reply

    วันนี้ หล่อฟาดไม่ได้ไปโบสถ์ เพราะไม่รู้ว่าโบสถ์ไหนที่เชื่อพระเยซูแบบนี้ ยังหาไม่เจอ ที่โบสถ์เดิมไปไม่ได้แล้ว เพราะพี่เลี้ยงและเพื่อนในโบสถ์เก่าได้ส่ง sms เตือนกันในกลุ่มว่าหล่อฟาดหลงไปลัทธิเทียมเท็จแล้วและอย่าตามหล่อฟาดไป แต่ต่อให้ไม่ทำแบบนี้หล่อฟาดก็คงไม่อยากไปที่นั่นอยู่ดี เพราะแม้จะไปก็ไม่ได้อะไรจากคำเทศน์ อาจารย์สอนแต่เรื่องการทำดีและพัฒนาตนเอง แม้หล่อฟาดจะหนุนใจผู้อื่นก็ไม่มีใครฟัง ต่างคนเห็นแต่ความผิดพลาดของกันและกันและหวังให้อีกฝ่ายเปลี่ยนแปลงให้มีชีวิตที่ดีพอต่อพระเยซูตามมาตรฐานแห่งธรรมบัญญัติ เหตุผลในการไปโบสถ์ของหล่อฟาดไม่ใช่แบบนั้น หล่อฟาดไปโบสถ์ข่าวประเสริฐ และเมื่อได้ยินคำพยานก็คิดเอาเองว่าได้เห็นคนมากมายที่ได้รับการชำระบาปในโบสถ์นี้ โดยเฉพาะนักศึกษา แต่ไปๆมาๆหล่อฟาดก็ไม่รู้ว่า การชำระบาปที่โบสถ์นี้ต้องการตกลงมันคืออะไรกันแน่ ต้องเชื่ออะไรกันขนาดไหนถึงจะเรียกว่าชำระบาปแล้ว หล่อฟาดได้ฟังคนมากมายออกไปเป็นพยานถึงความชอบธรรมที่ได้รับผ่านทางการเชื่อพระเยซู คือชีวิตเมื่อก่อนมีแต่ตนเอง มีแต่ความชั่วร้าย(หรือความดีก็แล้วแต่)ของตนเอง แต่ตอนนี้มีเพียงเยซู ออกจากการเชื่อตนเองมาเชื่อในพระเยซู ซึ่งต่างจากโบสถ์เดิมมากๆที่มักเป็นพยานถึงแต่ตนเองว่านิสัยดีขึ้นอย่างนั้นดีขึ้นอย่างนี้ เมื่อก่อนทำบาปแต่ตอนนี้กลับใจเป็นคนดีแล้ว เมื่อก่อนชอบทำบาปแต่ตอนนี้ทำความดีแล้ว พูดแต่เพียงว่าตนเองนิสัยดีขึ้นอย่างไร ฟังแล้วมันก็เป็นแค่การหันมาเคร่งครัดกับธรรมบัญญัติมากขึ้น หรือพยายามขึ้นก็แค่นั้นเอง ซึ่งอาจพัฒนาอุปนิสัยมากขึ้นก็จริงเหมือนศาสนาอื่นๆที่เป็นคนดีขึ้นหากเคร่งศาสนา แต่คำพยานลักษณะนี้ก็ไม่อาจสรุปได้ว่าคนๆนั้นรับการชำระแล้วหรือไม่ เป็นขึ้นมาใหม่หรือยังคงตายอยู่ แต่ที่โบสถ์ข่าวประเสริฐมันต่างออกไป เพราะไม่ได้เป็นพยานถึงการกระทำของตนเอง เพราะมนุษย์มีแต่ความชั่วร้าย แต่เป็นพยานถึงงานของพระเยซู สิ่งที่พระเยซูทำ ...... คำพูดที่หล่อฟาดมักได้ยินบ่อยๆคือ เมื่อเด็กนักศึกษาเหล่านี้ไปต่างประเทศแล้วพวกเขาก็จะได้รับการชำระบาป ซึ่งหล่อฟาดก็ไม่รู้ว่า ต้องถึงขนาดไหนกันที่จะเรียกได้ว่าชำระบาปแล้ว ตามความเชื่อของโบสถ์แห่งนี้ คนที่เลิกเชื่อตนเอง ติดตามความดีของตนเอง เลิกพึ่งความสำเร็จแห่งการทำได้ตามธรรมบัญญัติ และหันมาหาพระเยซู เชื่อในพระเยซูตามพระสัญญาหรือพันธสัญญาที่พระองค์ตรัสนั้น หล่อฟาดสงสัยว่ามันยังไม่พอเหรอ อะไรที่เรียกว่าการชำระบาป หล่อฟาดคิดว่า ตนเองคงฟังคำพยานไม่เข้าใจ เลยคิดไปเอง สรุปเอง หรืออาจฟังเทศน์ไม่เข้าใจแล้วคิดไปเองว่าเข้าใจแล้วหรือเปล่า บางทีหล่อฟาดอาจคิดไปเองว่าเข้าใจจึงได้ข้อสรุปในใจไม่เหมือนกับคนที่นั่น แล้วคุณคงศักดิ์นี่ตกลงเชื่อแบบเดียวกับคุณ mm หรือเปล่า ตอนแรกหล่อฟาดคิดว่าเหมือนกัน แต่ดูเหมือนจะไม่เหมือนกันแล้วนะ

  • mm

    Jul 04, 2011

    Reply

    หล่อฟาด ผมเองที่เป็นคนคุยกับคุณที่โบสถ์ข่าวประเสริฐ ผมขอโทษด้วยที่รู้จักคุณแต่ไม่ได้เปิดเผยตัว เพราะว่า ผมคิดว่าคุณก็คงรู้จักผม แต่ไม่อยากเปิดเผยตัวเช่นกัน ผมเข้าใจดีว่า ทำไมคุณจึงฟังพระคำแบบเราไม่รู้เรื่อง ผมอาจจะอธิบายพระคำที่ยากเกินไป เพราะ คุณเข้าใจว่าตัวเองชำระบาปแล้ว แต่หลายๆครั้ง ผมถามคุณว่า คุณมั่นใจว่าชำระบาปจริงๆหรือไม่ แต่คุณก็ตอบแบบดูเหมือนจะมั่นใจ แต่ก็ยังกลัวๆอยู่ ผมจึงอธิบายย้อนกลับไปอีก ก่อนอื่น ผมขอบอกว่า เราสอนเรื่องการไถ่บาปชั่วนิรันดร์ แต่ก่อนที่คนคนนึงจะไปถึงจุดนั้นได้ เขาต้องเข้าใจตัวเองเสียก่อน เวลาผมอธิบายพระคำ ผมจึงมักจะอธิบายถึงจิตใจที่ชั่วร้ายของมนุษย์ให้เห็นผ่านทางพระคำ แต่สิ่งนึงที่เป็นอุปสรรคในการฟังพระคำของหล่อฟาด ก็คือ ความดี ที่หล่อฟาดมีอยู่ หลายๆครั้งหล่อฟาดแสดงออกถึงการต้องการการยอมรับจากเพื่อน หรือ จากที่ทำงาน หล่อฟาดยังไม่ใช่หญิงล่วงประเวณี ยังไม่ใช่ชายป่วย 38 ปี ที่ทำอะไรไม่ได้แล้วจริงๆ หล่อฟาดหาโบสถ์ที่ตัวเองตั้งเอาไว้แล้วในจิตใจ หมายความว่า หล่อฟาดมีความต้องการของตัวเองตั้งอยู่ แล้วต้องการให้เป็นไปตามนั้น แต่พระเจ้าไม่ใช่แบบนั้น มนุษย์ชอบเนื้อหนังไม่ใช่หรือครับ ฉะนั้นก็อยากมีพระเจ้าแบบที่ตัวเองต้องการ ผมยอมรับนะครับว่า โบสถ์ข่าวประเสริฐ อธิบายพระคำที่อาจจะฟังยาก ผมเองแรกๆก็รู้สึกเบื่อ แต่เมื่อผมได้เข้าใจเรื่องการชำระบาปโดยพระโลหิตพระเยซูแล้ว ความมั่นใจนั้นมันมั่นคงมาก ไม่หวั่นไหวเลย และสามารถเข้าใจจิตใจตัวเอง และจิตใจของพระเจ้าผ่านทางพระคำได้อย่างชัดเจนมาก ผมเข้าใจดีว่า ทำไมคุณจึงไม่เข้าใจ เราเองสามัคคีธรรมกับผู้คนมากมาย เราก็ไม่รู้หรอกว่า คนคนนั้นจะได้รับการชำระบาป หรือ เชื่อว่าความบาปของตัวเองหมดไปแล้วเมื่อไหร่ บางคนก็พูดว่า มั่นใจ แต่พออีกวันนึง พูดว่า ไม่ค่อยมั่นใจ คือ บางคนเชื่อเพียงแค่สมอง ไม่ได้เข้าไปในใจ มีแค่ความรู้ แต่ไม่ได้เข้าใจจริงๆก็เยอะมาก หล่อฟาดเองก็ไม่รู้ตัวเองหรอกว่า ความดีที่ตัวเองตั้งอยู่ในใจนั้นมันเป็นอุปสรรคที่จะเชื่อพระเจ้ามาก หล่อฟาดไม่ได้เชื่อจริงๆว่าตัวเองนั้นชั่วร้ายแค่ไหน แต่ยังไงก็ตาม ผมต้องขอโทษด้วยที่อาจจะอธิบายสิ่งที่ยากจนหล่อฟาดไม่เข้าใจ ผมอาจจะพยายามไปเอง พระเจ้าจึงไม่ทำงาน จิตใจของผมอาจจะสูงเกินไป ทั้งที่จุดประสงค์ของผมก็คือ อยากให้หล่อฟาดมั่นใจในการชำระบาปจริงๆ ผมรู้สึกว่า พระเจ้าอยากให้ผมทิ้งจิตใจที่ผมเชื่อตัวเองไป ผมอาจจะคิดว่า หล่อฟาดมาที่โบสถ์เพราะผม เมื่อหล่อฟาดมาแล้วผมก็พยายามที่จะดูแลหล่อฟาดเอง แล้วถ้าวันนึงหล่อฟาดชำระบาปจริงๆ จิตใจของผมตอนนั้นก็คงจะภูมิใจและยกตัวเองขึ้นได้ แล้วก็อวดกับคนอื่นได้ว่า ผมเป็นคนเผยแพร่หล่อฟาด ผมต้องขอโทษอีกครั้งนะครับ

  • พระคุณ

    Jul 04, 2011

    Reply

    คจ.ข่าวประเสริฐ ลาดพร้าว 140 ไปดูนะคุณหล่อฟาด

  • admin

    Jul 04, 2011

    Reply

    หล่อฟาดครับ ลองดู www.gracebangkok.com ผมไม่รู้นะครับ และไม่ได้แนะนำ หรือ รับรองผลใดๆ บอกตรงๆ ไม่ได้ไปลองมาก่อนและแนะนำ เพียงแต่น่าจะใกล้เคียงมากที่สุด และไม่ได้อยู่ในสถานะชวนใครไปโบสถ์ไหน สำหรับผม ศึกษาพระคัมภีร์ด้วยกัน ร้องเพลงด้วยกัน ผมก็มีความสุขแล้วครับ

  • หล่อฟาด

    Jul 04, 2011

    Reply

    นี่แหละคือสิ่งที่หล่อฟาดไม่เข้าใจ มีคนมากมายออกไปเป็นพยานที่สื่อความหมายเท่ากับว่า ตนเองเหมือนหญิงที่ล่วงประเวณี หรือชายที่ป่วยมา 38 ปีแล้ว ช่วยเหลือตนเองไม่ได้แล้ว ไม่เหลือความดีของตนเองแล้วจึงรับเอาพระเยซู จิตใจจึงมีแต่พระเยซู มีคนมากมายที่โบสถ์นั้นเป็นพยานแบบนี้โดยเฉพาะนักศึกษา และหล่อฟาดก็เห็นว่าคนพวกนี้เป็นเหมือนหล่อฟาด หล่อฟาดจึงคิดว่าตนเองเข้าใจ แต่หล่อฟาดคงสรุปเอาเอง เพราะมักได้ยินบ่อยๆคำพูดประมาณว่า เด็กเหล่านี้เมื่อไปต่างประเทศเค้าจะได้รับการชำระบาป นั่นแสดงว่า จิตใจแบบนี้ก็ยังเป็นจิตใจที่ยังไม่ได้รับการชำระบาปในความเชื่อของที่นั่น(ทั้งๆที่หล่อฟาดคิดว่าเป็นไปได้สูงที่เค้าจะชำระแล้ว แต่หล่อฟาดก็ไม่ยืนยัน) นี่แหละประเด็นที่หล่อฟาดต้องการจะสื่อ การที่คนๆนึงรู้ตัวว่าตนเองเป็นคนใกล้ตายที่ทำอะไรไม่ได้แล้ว เป็นเพียงหญิงล่วงประเวณีคนนึงและหมดหวังในวิถีทางเดิมมา 38 ปีแล้ว ก็ยังคงไม่เพียงพอสำหรับโบสถ์แห่งนั้นที่จะเข้าใจว่าคนๆนี้ไม่เหลือความดีของตนเองแล้ว หล่อฟาดจึงไม่เข้าใจว่าต้องแค่ไหนถึงจะพอ ต้องหมดหวังในตนเองขนาดไหนถึงจะเป็นจิตใจที่พร้อมจะชำระบาป หล่อฟาดเคยคิดว่าตนเองเข้าใจ แต่พอเจอข้อสรุปของที่นั่นเลยไม่เข้าใจว่า การชำระบาป หรือ การหมดหวังในความดีของตนเอง มันต้องขนาดไหนถึงจะมากพอ หล่อฟาดคิดว่าตนเองเข้าใจคำพยาน แต่พอรู้ว่าความเข้าใจของตนเองมันไม่เหมือนคนอื่น เลยไม่รู้ว่า ที่นั่นเข้าใจอย่างไร หล่อฟาดจึงขอสรุปว่าตนเองเข้าใจผิด

  • Lorh Fast

    Jul 04, 2011

    Reply

    หล่อฟาดก็คิดว่า เป็นไปได้ที่คนที่ได้รับการชำระบาปแล้วจะมีจิตใจที่อยากรับการยอมรับจากคนอื่น อยากจะสูง เพียงแต่พระคำจะช่วยให้เราทิ้งจิตใจแบบนี้ได้ง่ายๆไม่ใช่เหรอคับ พระคำจะคอยโค่นเราให้ลงมา คนที่ได้รับการชำระบาปแล้ว บางครั้งก็ยังติดตามความคิดของตนเองอยู่ไม่ใช่เหรอคับ เพียงแต่การรับพระคำทำให้เราทิ้งจิตใจแบบนั้น ก็เลยงงๆว่า การชำระบาปที่ต้องการมันคืออะไรกัน เพราะชอบพูดกันว่า คนนี้จิตใจยังไม่ดีแบบนั้น แสดงว่ายังไม่ได้รับการชำระบาป คนนี้ยังมีจิตใจไม่ดีแบบนี้ แสดงว่ายังไม่รับการชำระบาป เลยไม่รู้ว่าการชำระบาปที่เชื่อกันมันคืออะไร หล่อฟาดไปไม่ถึงความเข้าใจของที่นั่น

  • Lorh Fast

    Jul 04, 2011

    Reply

    แล้วที่บอกว่าอุปสรรคของหล่อฟาดคือยังมีความดีของตนเองเหลืออยู่ อันนี้ไม่จริง เมื่อก่อนก็มีความดีของตนเองนะยอมรับ แต่เมื่อไม่นานมานี้พระเจ้าทำให้เห็นว่าตนเองมีแต่ความชั่วร้าย พระเจ้าโค่นจิตใจลงจนไม่อาจเชื่อในความดีของตนเองได้เลย ถึงขนาดเกลียดพระเจ้ามากๆ บอกได้เลยเมื่อก่อนเกลียกพระเจ้ามากๆแม้จะไปโบสถ์ และทุกข์ทรมานกับจิตใจนี้มาก แต่มาเข้าใจว่าพระเจ้าให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะ เพื่อหล่อฟาดจะรู้ว่าตนเองมีจิตใจชั่วร้าย ที่บอกว่ารักๆๆพระเจ้า แท้จริงก็เป็นเพียงจิตใจชั่วร้าย เมื่อก่อนไม่เคยรู้จักตวเอง พรเจ้าจึงทำให้รู้ เพื่อหล่อฟาดจะเชื่อในพระองค์อย่างแท้จริง และออกจากการมองตนเอง หล่อฟาดไม่รู้ว่าต้องแบบไหนถึงจะเรียกว่าเข้าใจ แต่หล่อฟาดคิดว่าจะไปโบสถ์ข่าวประเสริฐอีก คงจะเข้าใจซักวัน

  • admin

    Jul 05, 2011

    Reply

    หล่อฟาดครับ มีคนอยู่สองประเภทเท่านั้นในสายตาพระเจ้า บุตรพระเจ้า กับ บุตรซาตาน ไม่ว่าจะเป็นยิวหรือต่างชาติพระเจ้าไม่ได้แยกอย่างนั้น แต่แยกอย่างที่ผมบอก สำหรับผม จะเรียกว่า คนที่ยังไม่ชำระบาป หรือ คนที่อยู่ใต้บัญญัติ หรือคนที่อยู่กึ่งกลางระหว่างบัญญัติกับพระคุณ ก็คือคนพวกเดียวกัน มีคนให้ความหมายง่ายๆ เพื่อไม่ให้หล่อฟาดต้องคิดมากเกินไป ไว้อย่างนี้ครับ บุคคลใดก็ตามที่คิด เชื่อ และเข้าใจว่า สิ่งที่ฉ้นทำดี (ไม่ดี) มีผลต่อความรักของพระเจ้า ความพอใจของพระเจ้า ที่มีต่อฉันในทางที่ดี (และไม่ดี) อยู่ในกลุ่มเดียวกันทั้งสิ้น เมื่อใดก็ตามที่หล่อฟาดไม่คิด เชื่อ และเข้าใจเช่นนั้น หล่อฟาดก็ไม่ได้เป็นคนนั้น คนที่เป็นอย่างที่ผมบอกก็กลุ่มเดียวกันหมดคือ เชื่อตัวเอง เชื่อความดีตนเอง ทำเพื่อให้พระเจ้าพอพระทัย ไม่ลงโทษ กลัวการห่างเหินพระเจ้า กลัวความสัมพันธ์แยก คนเหล่านี้ยังไม่ได้ชำระบาป คือ ไม้กางเขนไม่ได้สัมผัสจิตใจเขา จะเรียกว่า ยังไม่ชำระบาปก็ได้ เพราะเขาคิดอยู่เสมอว่าความดีหรือบาปที่เขากระทำมีผลต่อความสัมพันธ์ของเขากับพระเจ้า (ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ ความเชื่อในสิ่งที่พระเยซูกระทำเพื่อเราต่างหากมีผลต่อความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า) จะเรียกว่าใต้ธรรมบัญญัติก็ได้ เพราะเขาคิดว่าการกระทำนั้นจะทำให้ไม่ถูกลงโทษ และการกระทำบาป จะถูกลงโทษ เช่น ป่วย ไม่สบาย เสียงาน ไม่ได้โบนัส รถเฉี่ยว จะเรียกแบบไหนก็คือคนกลุ่มเดียวกัน ส่วนมากคนเเหล่านี้จะไปโบสถ์ และ พยายามจะให้สิ่งที่เขาทำนั้น คืนดี คืนความสัมพันธ์นั้น แบบนี้เข้าข่ายหมดเลย ผมจึงบอกว่า "บุคคลใดก็ตาม (จะไปโบสถ์หรือไม่ไป จะคริสต์หรือจะพุทธ จะเป็นโจรหรือว่าเป็นพระ ก็ไม่เกี่ยว) ที่คิด เชื่อ และเข้าใจว่า สิ่งที่ฉ้นทำดี (ไม่ดี) มีผลต่อความรักของพระเจ้า ความพอใจของพระเจ้า ที่มีต่อฉันในทางที่ดี (และไม่ดี) คือคนที่ยังไม่ชำระบาป และยังอยู่ใต้ธรรมบัญญัติ อย่าคิดมากครับ คิดง่ายๆ คิดมากจะปวดหัวนะ หล่อฟาดลองคิดถึงการกระทำทุกอย่างวันนี้ และ ตรวจดูตามข้อความที่ผมเขียนข้างบนใน "" และลองดูว่า หล่อฟาดเป็นใครในพระคริสต์

  • Lorh Fast

    Jul 05, 2011

    Reply

    หล่อฟาดเป็นบุตรของพระเจ้า เพราะ ความชั่วร้ายในใจไม่มีผลต่อความโกรธหรือไม่พอพระทัยพระเจ้า หรือจะทำให้พระเจ้าลงโทษ บาปทุกบาปก็หมดฤทธิ์แล้วที่กางเขน แม้หล่อฟาดจะรับใช้พระเจ้าด้วยความโอ้อวดก็ตาม ไม่ได้รู้สึกถูกกล่าวโทษที่ตนเองโอ้อวด แต่พอรู้ว่าจิตใจนี้มาจากตนเอง ก็ทิ้งจิตใจนี้ไป ความสัมพัน์กับพระเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าหล่อฟาดทิ้งใจนี้ได้หรือไม่ได้ เลิกโอ้อวดได้หรือไม่ได้ เพราะความบาปที่ก่อให้เกิดใจโอ้อวดก็ได้รับการไถ่แล้ว ความบาปชำระแล้ว แต่จิตใจที่ชั่วร้ายก็ออกมาได้อยู่ทุกวันเรื่อยๆ แต่สิ่งนี้ไม่มีผลใดๆก็ความสัมพันธ์กับพระเจ้า พอเรารู้ว่าจิตใจที่ชั่วร้ายออกมาจากใจเราเราก็ทิ้งแค่นี้ ไม่ได้ทิ้งเพราะกลัวบาป ไม่ได้ทิ้งเพราะกลัวนรก หล่อฟาดจะเก็บไว้ทำไมเมื่อรู้แล้วก็ทิ้งไป ไม่เกี่ยวกับประเด็นขึ้นสวรรค์ลงนรก เช่น เมื่อวาน หล่อฟาดพูดเรื่องพระเจ้ากับคนที่มีความรุ้เรื่องพุทธเป็นอย่างดี และเค้าพยานโน้มน้าวให้กลับมาเชื่อแบบพุทธและพยายามโจมตีพระเจ้า แต่เมื่อเค้าไม่สามารถหักล้างความเชื่อหล่อฟาดได้ ความชั่วร้ายของหล่อฟาดก็ผุดออกมาคือ รู้สึกสะใจ รู้สึกว่าชนะแล้ว รู้สึกเหนือกว่า แม้ดูเหมือนปรนนิบัติพระองค์ แต่ทุกอย่างที่ออกมาจากมนุษย์เองล้วนชั่วร้าย ถ้าเป็นเมื่อก่อนหล่อฟาดคงฟ้องผิดและไปสารภาพบาปเพื่อขอการอภัยที่ตนเองทำความชั่วร้ายแบบนี้ และรับใช้พระองค์ด้วยจิตใจชั่วร้าย แต่ตอนนี้ไม่เป็นแบบนั้น เพราะบาปทั้งหมดก็สิ้นแล้วที่กางเขน ได้แต่ขอบคุณในสิ่งที่พระเยซูทำ จิตใจนี้เข้ามาก็ผ่านไป ไม่ต้องเก็บไว้กล่าวโทษตนเอง

  • admin

    Jul 05, 2011

    Reply

    แจ๋วครับ แบบนี้ก็ไม่ต้องคิดให้ลึกซึ้งปวดหัว อย่าลืมพระเยซูบอก จงมาหาเราเหมือนเด็กเล็ก ความเชื่อแบบเด็กเล็ก พ่อพูดอะไรก็เชื่อแบบนั้น ไม่เชื่อตัวเอง ไม่มีตัวเอง ไม่มีมาคิดเปรียบเทียบ Matthew 18:1: ในเวลานั้นเหล่าสาวกมาเฝ้าพระเยซูทูลว่า "ใครเป็นใหญ่ที่สุดในอาณาจักรแห่งสวรรค์" Matthew 18:2: พระเยซูจึงทรงเรียกเด็กเล็กๆคนหนึ่งมาให้อยู่ท่ามกลางเขา Matthew 18:3: แล้วตรัสว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ไม่ได้เลย ตอนเราไปสระว่ายน้ำ ผมบอกลูกผมตอนอายุ 2 ขวบว่า ให้มองหน้าพ่อแล้วกระโดด เขากระโดดทันที่ แล้วเราก็หัวเราอย่างหนุกหนาน พอ 3 ขวบ เขาเร่ิมลังเล แต่ก็ยังโดดอยู่ และก็หนุกหนานอยู่ พอ 4 ขวบ เขาลังเลมากขึ้น ขอให้พ่อเขยิบเข้าใกล้ขอบสระ (เพราะเร่ิมกลัว) แต่ก็ยังกระโดด พอ 6 ขวบ ไม่นานมานี้ บอกให้กระโดด และมองหน้าพ่อ เขาพูดว่า ป๊า เช็คกลัว ถามว่ากลัวอะไร เขาบอกกลัวจม ผมบอกให้มองหน้าผม เขามองแว่บหนึ่ง แล้วก็มองไปที่น้ำ และที่ระยะทางระหว่างขอบสระกับผม และก็กลัว ทำไมตอน 2 ขวบเขาไม่กลัว? หล่อฟาดบอกได้ไหมครับ ผมตอบให้ก็ได้ เพราะเขาไม่คิดถึงตัวเอง เขาเชื่อใจพ่อ เขารู้ว่าพ่อจะรับได้แน่ แต่เมื่อโตขึ้น เขาเร่ิมเชื่อตัวเอง และเชื่อพ่อน้อยลง ระยะห่างก็เท่าเดิม พ่อก็อยู่ที่นั่นเหมือนเดิม แต่เขาใช้ความคิดมากขึ้น และใช้ความเชื่อน้อยลง เขาดำเนินชีวิตตามที่ตามองเห็น ไม่ใช่ตามที่เขาเชื่อ เขาวางใจน้อยลงเพราะเขานำเอาสถานการณ์เข้ามามีส่วนลดทอนความเชื่อ พระธรรมโรม 1:17 เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้สำแดงออกโดย เริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ ผมถามหน่อยคนอธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยอะไร? คำตอบคือ โดยการประพฤติ โดยการมองสถานการณ์ แล้วเชื่อตัวเอง ถ้าปราศจากความเชื่อในพระคริสต์ เราก็เป็นคนบาปสมบูรณ์ ไม่มีอะไรอวดได้เลย

  • Lorh Fast

    Jul 05, 2011

    Reply

    คนที่ยังหมกมุ่นอยู่กับความดีความชั่วของตนเอง จะพยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้องตลอดเวลา ไม่ผิดพลาด เพราะคิดว่า ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่อาจยอมรับ พอพลาดก็เกิดความรู้สึกฟ้องผิดและไม่คู่ควร จึงต้องทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้ความรู้สึกผิดหายไป เช่น การสารภาพบาปหรือการรับใช้ หรือปลุกเร้าด้วยการนมัสการเพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าได้รับการอภัยอีกครั้ง แต่คนที่ได้รับการอภัยบาปทั้งหมดในชีวิตเป็นความชอบธรรมนิรันดร์แล้ว เค้าจะมีเสรีภาพในการเดินกับพระเจ้า เค้าจะลืมตัวเอง ออกจากดีชั่วของตัวเอง ความถูกผิดแห่งการประพฤติของตนเอง มาสู่จิตใจที่มีเพียงพระเยซู เห็นแต่พระเยซู เมื่อเราออกจากตัวเองมาพบกับพระเยซู สิ่งที่เราทำได้ก็เพียง ขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณในสิ่งที่พระองค์ทำ แม้ความชั่วร้ายจะผุดขึ้นมาในใจอยู่เรื่อยๆแม้ในวินาทีที่นักเทศน์กำลังเทศนา แต่เมื่อพระเยซูเป็นความชอบธรรมของเขา เขาก็ไม่ตกอยู่ในความกลัว แต่มีความมั่นใจ และมีเสรีภาพในการรับใช้

  • admin

    Jul 06, 2011

    Reply

    ถูกกกกกกกกก

  • admin

    Jul 06, 2011

    Reply

    ลองไปดูสถานที่ที่พบคริสตจักร (โบสถ์) ด้วยกันหรือยัง ที่ผมแนะนำไปดูที่ www.gracebangkok.com หรือไปที่ mm ก็แล้วแต่เลือกครับ

  • พระคุณ

    Jul 07, 2011

    Reply

    คุณหล่อฟาดมีเบอร์มั้ย อยากคุยด้วย

  • พระคุณ

    Jul 07, 2011

    Reply

    แนะนำคำเทศนาอ.นาธาน กอนไม คจ.พระคุณเต็มล้น เชียงใหม่กับคุณหล่อฟาด เรื่อง 1. การแลกเปลี่ยนของสวรรค์ https://dc305.4shared.com/download/aoEa9Fx3/007_1-2____.mp3 และเรื่อง 2.การสารภาพบาปและขอการชำระด้วยพระโลหิตอ.โสฬส จันทมนัส คจ.พระคุณเต็มล้น เชียงใหม่ https://dc404.4shared.com/download/Hc5YHsmE/001.mp3 และรับฟังเทศนาเพิ่มเติมได้ที่ http://www.agcasia.org/index.php/th/resources/audio

  • Lorh Fast

    Jul 08, 2011

    Reply

    เบอร์ หล่อฟาด 085-9079022 คับ แต่บางวันจะเลิกงานดึก ไม่ค่อยแน่นอน

  • Lorh Fast

    Jul 09, 2011

    Reply

    แล้วคุณ พระคุณ อยู่โบสถ์ไหนคับ อยู่โบสถ์ข่าวประเสริฐหรือเปล่า หรือพระคุณเต็มล้น สำหรับโบสถ์พระคุณเต็มล้น ซึ่งมีความเชื่อเรื่องการชำระบาป แนวทางเดียวกับเว็บคุณคงศักดิ์นั้น หล่อฟาดก็ฟังคำเทศน์รู้เรื่องนะ เข้าใจ 100 เปอร์เซ็นต์ เข้าใจง่ายเหมือนอ่านบทความคุณคงศักดิ์ ฟังแล้วก็เป็นการรับความเชื่อเอาแบบง่ายๆ ถ้าคนทั่วไปหรือคริสเตียนโบสถ์ทั่วไปถามว่า หล่อฟาดยังมีบาปอยู่หรือไม่ หล่อฟาดสามารถตอบได้อย่างมั่นใจว่าไม่มีบาปแล้ว หล่อฟาดเพิ่งบอกเพื่อนร่วมงานไปว่าตนเองไม่มีบาปแล้ว แต่ถ้าคนโบสถ์ข่าวประเสริฐถาม หล่อฟาดก็ตอบไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจคำถามของคนถาม ว่าคำถามมีความหมายอย่างไร ความบาปในความเข้าใจของคนถามเป็นอย่างไร และการชำระในความหมายของคนถามหมายถึงอะไร บางทีการตอบด้วยคำตอบที่อยู่ในใจ มันอาจไม่ได้ตอบคำถามที่คนถามอยากรู้ก็ได้

  • Lorh Fast

    Jul 09, 2011

    Reply

    ทำไมการหาโบสถ์ที่เข้าใจเรื่องความรอดจึงเป็นเรื่องยาก หล่อฟาดคิดว่า โบสถ์นั้นจะมีอะไรดีไม่ดียังไง แต่อย่างน้อยๆที่สุดจะต้องเข้าใจเรื่องความรอดอย่างถูกต้องเป็นลำดับแรก แค่นี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ---------------------- หล่อฟาดบอกตรงๆนะ ไม่ค่อยอยากคุยกับคริสเตียนเลย กับทุกคนที่มียี่ห้อ คริสเตียน เพราะ พระเจ้าบอกว่า จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด มันเสื่อมอย่างร้ายทีเดียว ผู้ใด(คริสเตียนหรือผู้รับใช้)จะรู้จักจิตใจนั้นเล่า คต.มักคิดว่า ตนเองรู้พระคัมภีร์ดี แต่น้อยคนจะรู้จิตใจตนเอง นักเทศน์ก็รู้พระคัมภีร์ดี แต่จะรู้จักจิตใจตนเองหรือเปล่านั้นก็อีกเรื่อง คนทั่วไปในสังคมที่ปฏิเสธพระเจ้า เวลาจิตใจของเขากำลังล่อลวงเขาเองมันไม่เท่าไหร่ อุบายที่หลอกล่อตนเองไม่ร้ายเท่ากับคริสเตียน เพราะคต.หลอกล่อตนเองทางความคิดโดยเอาพระเจ้ามาอ้างสนับสนุนตัวตนของตนเอง อ้างพระเจ้าเพื่อไม่ให้ความชอบธรรมที่ตนเองสร้างมาและยึดถือไว้ถูกทำลายหรือโค่นลง มนุษย์กลัวการถูกปฏิเสธ และจะรู้สึกปลอดภัยถ้าได้ใช้พระคำมาอ้างเพื่อป้องกันการถูกปฏิเสธนั้น เรียกว่าพระคำถูกใช้เป็นโล่และดาบในสงครามเพื่อให้ตนเองปลอดภัย และใช้ฆ่าฟันคนที่ไม่เห็นด้วยกับตนเองอย่างได้ผล ทุกคนที่คิดไม่เหมือนฉันแสดงว่าเขาเทียมเท็จ ทุกคนที่คิดไม่เหมือนฉันแสดงว่าเขาไม่รู้จักพระเจ้า คนที่มีเล่กลในจิตใจเช่นนี้อาจดูเหมือนมีความเชื่อและสุขสบายในความเชื่อ แต่แท้จริงแล้วกำลังขลาดกลัวและเจ็บปวด และชีวิตมีแต่การฆ่าฟันคนอื่น หล่อฟาดกลัวการถูกฆ่าฟันจากโบสถ์แบบนี้มากๆ กลัวการถูกฆ่าฟัน จากผู้รับใช้ที่ไม่เคยตามเล่เหลี่ยมของตนเองทัน

  • Lorh Fast

    Jul 09, 2011

    Reply

    เป็นไปได้ที่โบสถ์เพียงแค่ต้องการให้สมาชิกยอมรับความเป็นโบสถ์หรือวัฒนธรรมองค์กร หรือรถพ่วงที่ถูกสร้างขึ้นมาในโบสถ์ มากกว่าการคาดหวังให้สมาชิกยอมรับพระคำ และคนที่เป็นแบบนี้ก็ไม่รู้ตัวซะด้วยซิ

  • mm

    Jul 12, 2011

    Reply

    ผมคิดว่า ถ้าหล่อฟาดมั่นใจว่า ไม่มีบาปแล้ว และความเชื่อนี้หนักแน่นพอ ก็ไม่ต้องกังวลกับสิ่งอื่นที่ยังไม่เข้าใจนะครับ ในโบสถ์ข่าวประเสริฐ คนใหม่ๆที่ไปฟังเทศนามักจะฟังไม่เข้าใจ เพราะว่า เราไม่ได้เทศนาเรื่องการชำระบาปทุกวัน เรื่องที่เราเทศนาเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจของบุคคลในพระคัมภีร์ เช่น ทำไมซาอูลจึงตายแบบนั้น ทำไมดาวิดจึงฆ่าโกลิอัทได้ด้วยหินก้อนเดียว หรือ นางราหับทำไมจึงรอดจากการถูกโจมตีของอิสราเอล เป็นต้น พูดง่ายๆก็คือ คนที่ชำระบาปแล้ว จึงจะเข้าใจและจับใจความได้ ส่วนการจะเข้าใจเรื่องการชำระบาปของคนใหม่ เราจะมีเวลาสามัคคีธรรมช่วงบ่าย ช่วงนี้เราจะคุยกันแบบเจาะลึก จนกว่าคนคนนั้นจะเข้าใจ สำหรับหล่อฟาด หล่อฟาดอาจจะเข้าใจแล้ว มั่นใจแล้ว แต่ว่า กลับไปเริ่มต้นใหม่ ก็เลยทำให้งง แต่ถ้าหล่อฟาดมั่นใจแล้ว เวลาฟ้งพระคำที่โบสถ์ข่าวประเสริฐ ก็ฟังเเบบคนที่ชำระบาปแล้วนะครับ อย่าพยายามจับใจความไปในเรื่องชำระบาปอีก การมั่นใจในการชำระบาป มันคือ ประตูแรกของความเชื่อ เมื่อเราก้าวข้ามมาแล้ว ต่อไป คือ การเรียนรู้จิตใจของตัวเองผ่านทางพระคำนะครับ เราสามารถรู้ได้ว่า ซาตานหลอกอะไรเรา ทำให้เราคิดผิดๆ ทำให้เรากลัว ทำให้เราไม่เชื่อพระสัญญายังไง ซึ่งถ้าเราไม่รู้ตัว หลายๆครั้งทำให้เราต้องไม่มีสันติสุขเรื่อยๆ และไม่มีอิสระจากความกลัวต่างๆ การที่หล่อฟาดบอกว่า จูนไม่ติดกับการฟังพระคำ ก็คงเป็นเพราะ ไปโฟกัสในสิ่งที่เข้าใจอยู่แล้ว คือ การชำระบาป เมื่อบังเกิดใหม่แล้ว ต่อไปก็ต้องเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ครับ เหมือนเด็กๆกินนม เมื่อโตขึ้นก็กินอาหารแข็งได้ ผมเชื่อว่า วันนึงหล่อฟาดจะเข้าใจได้แน่นอน เมื่อจับใจความได้ ตอนผมมาแรกๆ ผมก็เป็นเหมือนหล่อฟาดครับ และอยากให้มีเวลาสามัคคีธรรมช่วงบ่ายด้วยครับ ไม่ต้องคุยกับผมก็ได้ ลองคุยกับหลายๆคนดู และพูดสิ่งที่ตัวเองอยากพูดนะครับ

  • loRH MArk

    Jul 21, 2011

    Reply

    ตอนนี้หล่อฟาดกำลังเครียดและปวดหัวแบบสุดๆ ไม่รู้จะพูดกับใครหรือปรึกษาใคร หล่อฟาดไม่สามารถไปหาคนที่ตัดสินว่าหล่อฟาดเทียมเท็จแล้วบอกเค้าว่า หล่อฟาดกำลังสับสนเรื่องการชำระบาป ตอนนี้หล่อฟาดรู้สึกว่าตัวเองตัวคนเดียว พูดกับใครไม่ได้ สังคมคต.เดิมเค้าพิพากษาว่าหล่อฟาดเทียมเท็จจนหล่อฟาดไม่สามารถกลับไปร่วมแลกเปลี่ยน(ไม่อยากใช้คำว่าสามัคคีธรรมเพราะดูจริงจังไป)ได้อีกแล้ว ส่วนสังคมที่เข้าใจเรื่องการชำระบาปก็มิเคยได้นำพาสำหรับหล่อฟาด ไปฟังพระคำอยู่ประจำ ไปสามัคคีธรรมเรื่อยๆแต่ก็มิได้นำพา จนทุกวันนี้หล่อฟาดตอบไม่ได้ว่าความบาปคืออะไร สังคมที่นั่นพยายามบอกอยู่เรื่อยๆว่าหล่อฟาดยังไม่ได้ชำระบาป จนหล่อฟาดไม่เข้าใจว่าความบาปที่โบสถ์นั้นต้องการชำระมันคืออะไร ต้องชำระกันขนาดไหนที่จะเรียกว่าชำระบาปแล้วจริงๆ ในเมื่อสิ่งที่หล่อฟาดคิดว่าชำระไปแล้วนั่นคือความบาปของหล่อฟาดเอง แต่คนที่เข้าใจเรื่องการชำระบาปอย่างดีกลับมองเห็นในสิ่งที่หล่อฟาดมองไม่เห็นคือหล่อฟาดยังไม่ได้รับการชำระบาป คือหล่อฟาดยังเข้าใจตัวเองผิดอยู่ว่าชำระบาปแล้ว คิดว่าตนเองรอดแล้วแต่ยังไม่รอด หล่อฟาดไม่ได้ทนทุกข์ทรมานเพราะคิดว่าตนเองมีบาปนะอย่าเข้าใจผิด ไม่ได้กลัวตกนรก แต่หล่อฟาดกำลังทุกข์ทรมานเพราะไม่สามารถรับความหมายที่โบสถ์ข่าวประเสริฐกำลังสื่ออยู่ เหมือนกับว่าเวลาเราคุยกับใครแล้วเราคิดว่าเราเข้าใจความหมายของเค้าแลบ้ว แต่เค้าตอบว่าคุณยังไม่เข้าใจเรา ในทางกลับกันหล่อฟาดก็เคยนะเวลาคุยกับใครแล้วเค้าก็บอกว่าเข้าใจหล่อฟาดแล้ว เค้าเข้าใจความหมายของหล่อฟาดดีซึ่งเค้าน้ำเสียงก็มั่นใจ แต่หล่อฟาดกลับสัมผัสได้ว่าเค้าไม่เข้าใจอะไรเลย หล่อฟาดพูดอย่างหนึ่งแต่กลับเข้าใจไปอีกอย่างแล้วคิดไปเองว่าเข้าใจหล่อฟาดแล้ว เวลาหล่อฟาดไปโบสถ์ข่าวประเสริฐที่นั่นก็คงรู้สึกแบบนี้เช่นเดียวกัน มันเป็นการสื่อสารที่ไม่รู้เรื่อง สือความเข้าใจกันไม่ได้ ที่นั่นมักบอกว่า คนที่ชำระบาปแล้วเหมือนกันจะสื่อจิตใจกันได้ คนที่ชำระบาปแล้วจะรับพระคำได้ ซึ่งแสดงว่า หากหล่อฟาดไม่สามารถสื่อจิตใจกับที่นั่นได้แสดงว่าหล่อฟาดยังมีบาปอยู่ และตอนนี้หล่อฟาดก็ทุกข์ใจ ไม่ใช่เพราะถูกฟ้องผิดว่ามีบาป แต่เพราะหาไม่เจอว่าบาปที่โบสถ์นั้นพยายามบอกแปลว่าอะไร การชำระบาปแปลว่าอะไร ไม่มีบาปแล้วแปลว่าอะไร หล่อฟาดไปที่นั่นรู้สึกว่าตัวคนเดียว โดดเดี่ยวเพราะสื่อสารอะไรก็ไม่เข้าใจ หล่อฟาดรู้ว่าโบสถ์นั้นการเริ่มต้นชีวิตคต.ไม่เหมือนโบสถ์อื่น เพราะโบสถ์อื่นเริ่มต้นชีวิตคต.ด้วยการเป็นคนดี แต่โบสถ์นี้เริ่มต้นจากการชำระบาป แต่เมื่อหล่อฟาดไม่สามารถเริ่มต้นจากก้าวแรกได้หล่อฟาดก็ทุกข์ทรมานใจกับการอยู่ในสังคมคต. หล่อฟาดไปไม่เคยถึงก้าวแรกของโบสถ์นั้น มันอึดอัดแค่ไหนกับการอยู่ในสังคมที่คุณไม่สามารถเข้าใจคนอื่นได้เลย ถ้าคุณไปต่างประเทศแล้วอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ พูดไม่เป็นในภาษาของเขา คุณก็เป็นแค่คนใบ้ คนหูหนวกเท่านั้นเอง การอยู่คนเดียวมันไม่ได้ทำให้หล่อฟาดรู้สึกโดดเดียวหรอกคับ แต่การอยู่กับคนมากมายแต่เข้าไปมีจิตใจร่วมกับใครไม่ได้มันทุกข์ทรมานมากๆ ตอนนี้ทุกข์ทรมานกับพระคัมภีร์ ทุกข์ทรมานกับโบสถ์มากๆ หล่อฟาดไม่รู้จะพูดอย่างไร ไม่ได้ทุกช์ใจกับบาปนะ เมื่อก่อนทุกข์ใจกับบาป แต่ตอนนี้ทุกข์ใจเหมือนทำไมเราไม่เป็นเหมือนคนอื่นที่เข้าใจพระคัมภีร์แต่เรากลับไม่เข้าใจอะไรเลยอยู่คนเดียว

  • loRH MArk

    Jul 21, 2011

    Reply

    เหมือนการอ่านหนังสือสอบ ถ้าเราคิดว่า เราเข้าใจที่ครูสอนแล้ว เราอ่านทบทวนเข้าใจแล้ว เราพร้อมแล้วที่จะเข้าห้องสอบ เรามั่นใจว่าเราสอบผ่าน เพราะเราเข้าใจอย่างดี.... แต่ถ้าเราเข้าใจผิดทั้งหมด เราก็ตก หล่อฟาดคิดว่าตนเองกำลังอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้

  • loRH MArk

    Jul 21, 2011

    Reply

    สิ่งที่โบสถ์ฟาริสีต้องการจากมนุษย์คือ การขยันไปโบสถ์และรับใช้เยอะๆและทำความดีตลอดเวลา แต่สิ่งที่โบสถ์พระเจ้าต้องการคือ เชื่อฟังพระคำ(ที่ถูกต้อง) แต่เมื่อหล่อฟาดไม่เข้าใจพระคำเลย หล่อฟาดก็ทุกข์ใจ เพราะไม่รู้ว่าต้องเชื่ออะไร ไม่มีอะไรให้ตัวเองเชื่อเลย เหมือนไปโบสถ์วันๆก็ไม่สามารถรับความเชื่อเข้ามาในใจได้เลย ซึ่งมันก็มีค่าเท่ากับคนทั่วๆไปในสังคมที่ไม่ได้เชื่อเพราะเค้าก็ไม่มีความเชื่อในใจเหมือนที่หล่อฟาดไม่ได้มีความเชื่ออะไรเข้ามาในใจเช่นกัน

  • admin

    Jul 21, 2011

    Reply

    มาเจอกันไหมครับ ที่ emporium ก็ได้ สักวันพฤหัสบดีหน้าก็ได้ครับ ผมจะไปกรุงเทพ

  • loRH MArk

    Jul 22, 2011

    Reply

    ถ้าหล่อฟาดไปเจอคุณ Admin เราก็จะได้สามัคคีธรรมกัน และหลังจากนั้นเราก็จะแทบไม่ได้เจอกันอีก ใช่มั๊ยคับ และหล่อฟาดก็จะกลับมาเป็นผู้เชื่อที่มั่นใจในความรอดแต่โดดเดี่ยวไปที่ไหนไม่ได้ และเมื่อหล่อฟาดได้รับการชำระบาป ก็ไม่มีโบสถ์ไหนในกรุงเทพที่สามารถรองรับหล่อฟาดได้เลย หล่อฟาดเป็นคริสตจักรที่โดดเดี่ยว เป็นอวัยวะที่ไม่ต่อติดกับพระกาย ไม่มีผู้รับใช้ เพราะจะว่าไปก็ไม่มีโบสถ์ไหนที่เข้าใจความรอดได้ชัดเจนเหมือนบทความคุณคงศักดิ์ แม้แต่โบสถ์ข่าวประเสริฐที่หล่อฟาดเคยเข้าใจว่าเชื่อในแนวทางเดียวกับบทความเหล่านี้ก็ไม่ได้มีความเชื่อเหมือนกัน การชำระบาปไม่ได้เหมือนกัน ถ้าคุณคงศักดิ์ไปโบสถ์ข่าวประเสริฐด้วยความเชื่อที่มีอยู่ก็ไม่ได้แปลว่าชำระบาปแล้วเช่นเดียวกัน แล้วถ้าหล่อฟาดไปพบที่เอ็มโพเรี่ยม แล้วเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งและมั่นใจในการชำระบาป แล้วหล่อฟาดจะดำเนินชีวิตคต.ต่อไปอย่างไร จะสามัคคีธรรมกับใคร จะรับพระคำจากผู้รับใช้คนใด จะร่วมประกาศกับพระกายได้อย่างไร โบสถ์จะยอมรับเราก็ต่อเมื่อเราเชื่อเหมือนเขาและน้อมรับฟังเขาทุกอย่าง แล้วหล่อฟาดจะไปเข้าโบสถ์ไหน ต้องขอบคุณนะคับที่นัดไปเจอกัน วันพฤหัสที่จะถึงเป็นวันที่หล่อฟาดทำงาน แล้วเวลาเลิกก็ไม่แน่นอนเลยไม่รู้ว่าสามารถไปได้หรือเปล่า แต่วันพฤหัสส่วนใหญ่จะเลิก 6 โมง ถึงไม่เกิน 2 ทุ่ม แต่จริงๆหล่อฟาดก็อยากไปนะ ทุกวันนี้ไม่มีใครเลยที่หล่อฟาดอยากสามัคคีธรรมด้วยจริงๆ หล่อฟาดอยากมีผู้รับใช้ที่สามารถอธิบายได้อย่างง่ายๆเป็นชีวิตจิตใจ พูดด้วยหัวใจว่าความบาปคืออะไร การชำระบาปคืออะไร คุยกันแบบสบายๆเลย ทุกวันนี้ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่าการชำระบาปมันอยู่ไกลเหลือเกินจนไปไม่ถึง .... ถ้าหล่อฟาดจะนำชม.โอทีของอาทิตย์ที่แล้วมาหักชมทำงานเพื่อกลับก่อนเวลาในวันพฤหัสก็สามารถทำได้ แต่ต้องไม่ทำแบบนี้ชนกับเพื่อนร่วมงานและต้องได้รับการอนุมัติจากหัวหน้าด้วยว่าวันนั้นไม่มีงานด่วน เลยยังตอบไม่ได้ว่าหล่อฟาดสามารถไปเจอกันได้หรือไม่ แต่หล่อฟาดจะพยายามไปเจอให้ได้ แต่คงตอบได้อีกทีก็วันพุธโน่นเลย ....................................... ทุกวันนี้หล่อฟาดไม่มีโบสถ์ไปแล้วจริงๆ โบสถ์ ศาสนาคริสต์บอกว่า หล่อฟาดยังไม่ดี ยังใช้ไม่ได้ ไม่เติบโต ต้องดีต้องเก่งกว่านี้ ต้องแข็งแรง หล่อฟาดไม่สามารถอยู่ได้เลยเพราะหล่อฟาดรับมรดกความบาปมาจากมนุษย์คู่แรกเต็มๆ หล่อฟาดจะเป็นในสิ่งที่อาดัมไม่เป็นได้อย่างไร ความดีความแข็งแรงที่โบสถ์เรียกร้องหาจากหล่อฟาดหล่อฟาดไม่มีให้ แต่โบสถ์ของพระเจ้าบอกว่า หล่อฟาดยังไม่สามารถชำระบาปได้เพราะ ยังมีความดีอยู่ ยังช่วยเหลือตัวเองได้ ยังมีกำลัง แล้วในเมื่อพระเจ้าให้หล่อฟาดรับรู้ความชั่วร้ายเลวทรามต่ำช้าของตนเองได้แค่นี้ ขีดจำกัดแห่งการรับรู้ความบาปและความอ่อนแอของตนเองมันถูกเห็นได้แค่นี้ แล้วหล่อฟาดจะทำไง สมองและจิตใจของหล่อฟาดมันเชื่อและยอมรับจนถึงขีดสุดก็คือแค่ไหน หล่อฟาดจะเข้าใจว่าตนเองเป็นคนบาปให้ไกลกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว หล่อฟาดจึงทุกข์ทรมานใจกับการบอกว่าหล่อฟาดมีความดีอยู่ หล่อฟาดพูดว่า ฉันกำลังจะตายโปรดช่วยฉันที แต่คำตอบที่ได้รับกลับบอกว่า เธอยังคิดว่าช่วยตนเองได้อยู่ ต้องรอให้เธอหมดแรงก่อนแล้วฉันจะยอมช่วย หล่อฟาดก็คิดว่าไม่มีโบสถ์ไหนที่หล่อฟาดจะไปได้แล้วจริงๆ ไม่มีเลย โบสถ์หนึ่งต้องการคนแบบหนึ่ง อีกโบสถ์ก็ต้องการคนอีกแบบ ทำไมการชำระบาปมันต้องมีกำแพงขึ้นมาคัดกรองคนด้วย 2 ปีที่ผ่านมาเมื่อหล่อฟาดคิดว่าตนเองดีก็ถูกพระเจ้าตีแผ่ให้ตนเองสำเหนียกถึงความชั่วร้ายจนไม่สามารถเชื่อตนเองได้อีก เลยออกจากโบสถ์ศาสนาคริสต์ไปหาโบสถ์ที่มีผ(รับใช้ แต่โบสถ์ผู้รับใช้บอกว่า ยังไม่สามารถชำระบาปได้เพราะมีความดี แล้วทีนี้โบสถ์ไหนจะช่วยหล่อฟาดได้บ้าง

  • loRH MArk

    Jul 22, 2011

    Reply

    หล่อฟาดอยากไปเจอที่เอ็มโพเรี่ยม นะคับ และจะดูว่าหยุดได้หรือไม่ ถ้าได้ก็จะไป

  • loRH MArk

    Jul 23, 2011

    Reply

    ที่ผ่านมาทุกครั้งที่หล่อฟาดยึดมั่นในกำลังที่ตนเองมีเพื่อจะทำดี ก็ถูกพระเจ้าโค่นให้ล้มหัวทิ่ม พอล้มแรงบ่อยๆก็รู้จักเนื้อแท้ตนเองที่ปกปิดด้วยความดีจอมปลอมมาตลอด ล้มแล้วล้มอีกจนเห็นว่าเป็นคนที่ทำอะไรไม่ได้เลย จนไม่มีที่หวังในตนเองอีก แต่โบสถ์ของพระเจ้ากลับบอกว่า หล่อฟาดเชื่อในตนเอง แล้วอย่างนี้หล่อฟาดจะเอายังไงกับความเชื่อดี ตกลงหล่อฟาดพร้อมแล้วสำหรับการชำระบาป อยู่ชิดประตูสวรรค์แล้ว หรือยังห่างไกล ยังไม่บกพร่องฝ่ายวิญญาณ ทำไมยิ่งไปโบสถ์ ยิ่งฟังอะไรๆยิ่งปวดหัว ยิ่งจับต้นชนปลายไม่ถูก

  • mm

    Jul 23, 2011

    Reply

    หล่อฟาด เราไม่ได้ตัดสินคุณว่ายังไม่ได้รับการชำระบาปนะครับ แต่คุณเองต่างหากที่ไม่สามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่าชำระบาปแล้ว ผมอธิบายอย่างชัดเจนแล้วว่า พระคำที่เราฟังจากอาจารย์ทุกครั้งเป็นเรื่องของจิตใจ และเรื่องความเชื่อ เรื่องการชำระบาปก็เป็นส่วนของการชำระบาป ถ้าคุณเชื่อว่า ตัวเองมีแต่ความชั่วร้าย และพระเยซูได้ชำระบาปทั้งหมดแล้ว คุณก็น่าจะมีอิสระ แต่คุณกลับหนักใจ ผมก็เลยไม่รู้ว่าคุณมั่นใจเรื่องการชำระบาปหรือปล่าว และผมก็บอกว่า อย่าพยายามที่จะเข้าใจ อย่าพยายามฟังแล้วตีความว่า ถ้าไม่เข้าใจหมายความว่า ตัวเองผิด คุณเหมือนเด็กเพิ่งเกิด แล้วพยายามทำตัวให้เหมือนผู้ใหญ่ พอทำไม่ได้ ก็โทษตัวเอง ผมเองไปโบสถ์ข่าวประเสริฐแรกๆ ก็ไม่ได้เข้าใจทั้งหมด แต่อาจารย์บอกว่า เข้าใจแค่ไหนก็แค่นั้น รับได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ฟังไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าใจเอง แต่การชำระบาป ต้องมั่นใจก่อน ผมก็อธิบายง่ายๆแล้ว แต่หล่อฟาดคิดมากเกินไป และอยากเข้าใจทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็ว ผลก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ ผมก็คงได้แต่อธิฐานให้ครับ พวกเราไม่ใช่ไม่สนใจคุณ เราปรึกษากันเรื่อยๆเกี่ยวกับหล่อฟาด แต่เราก็ไม่รู้ว่าพระเจ้าจะทำงานกับคุณอย่างไร เราก็ได้แต่เฝ้าคอยว่า วันนึงคุณจะเข้าใจได้จริงๆ รอพระเจ้าจะทำงานในใจคุณ ครับ

  • loRH MArk

    Jul 24, 2011

    Reply

    Admin กับ คุณคงศักดิ์ เป็นคนเดียวกันหรือเปล่าคับ หล่อฟาดคิดว่าจะไม่ไปพบคุณคงศักดิ์แล้วนะคับ เพราะ 1.ถ้าหล่อฟาดไปพบคุณคงศักดิ์และได้รับการชำระบาปในวันนั้น ทุกอย่างก็จบแค่นี้ หล่อฟาดคงได้แต่นอนอยู่บ้านไปวันๆ อยู่คนเดียว อ่านพระคัมภีร์คนเดียว อธิษฐานคนเดียว คือรอดแล้วจบ ไม่สามารถก้าวไปในความเชื่อกับโบสถ์ไหนได้ เพราะโบสถ์ข่าวประเสริฐแม้ดูเผินๆจะคล้ายๆกัน แต่ลึกๆแล้วก็คนละเรื่องกันเลย ชีวิตคต.ไม่ได้แค่รอดแล้วจบ แต่ก็ต้องเดินในความเชื่อกับพระกายด้วย 2.หล่อฟาดอ่านบทความแล้ว คิดว่าคุณคงศักดิ์ต้องเป็นคนเก่งมากๆ หล่อฟาดสารภาพว่าไม่อยากสามัคคีธรรมกับคนเก่ง หล่อฟาดอยากคุยกับคนที่ได้รับการชำระบาปตาสีตาสาเหมือนกันมากกว่า เพราะคนเก่งมักพูดด้วยความคิด แต่คนไม่เก่งพูดด้วยหัวใจ จิตใจที่สื่อออกมามันสัมผัสได้ง่ายกว่าความคิด หล่อฟาดอยู่ในสังคมข้างนอกต้องแอ๊บเก่งแอ๊บฉลาดมามากพอแล้ว เหนื่อยมากพอแล้ว มาอยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณต้องเอาความฉลาดมาใช้อีกรู้สึกว่ามันเหนื่อย คุยเรื่องฝ่ายวิญญาณกับคนไม่เก่งมันก็รับเอาหัวใจที่เค้าสื่อเข้ามาง่ายๆ ใจใสๆที่เค้าพูดมามันก็เข้ามาในใจเราตรงๆ แต่เราไม่อาจเข้าใจคนเก่งได้ด้วยหัวใจ แต่ได้ด้วยความคิดเท่านั้น ยิ่งเก่งมากเรายิ่งต้องคิดมาก แต่ถ้าเก่งจนพ้นสติปัญญาหล่อฟาดจะทำอย่างไร จริงๆหล่อฟาดก็ไม่รู้นะว่าตัวจริงคุณคงศักดิ์เป็นอย่างไร แต่ตอนนี้หล่อฟาดเป็นโรคกลัวคนเก่งมากๆ ไปโบสถ์ไหนก็ชอบแต่คนเก่ง ต้องเผชิญหน้าแต่กับคนเก่ง มันเป็นความกลัวที่แฝงอยู่ลึกๆ สรุปว่าหล่อฟาดไม่ไปพบแล้วนะคับ

  • loRH MArk

    Jul 24, 2011

    Reply

    พี่เอ็มๆ หล่อฟาดต้องมาพิมพ์ที่นี่เพราะ การคุยในโบสถ์มันรู้สึกไม่สบาย มันต้องคอยคิดตามอยู่ตลอดเวลา หล่อฟาดสารภาพว่าไปตอนแรกก็คิดว่าตนเองชำระบาปแล้ว แต่พอพบว่าที่นั่นไม่ได้เชื่ออย่างที่หล่อฟาดคิดและมีอะไรมากมายที่ยังไม่เข้าใจ ก็ฟังๆไปก่อนเพื่อที่จะชำระบาปจริงๆ ซึ่งจุดนี้ไม่ได้เป็นปัญหา หล่อฟาดก็อยากฟังไปเรื่อยๆ แต่ที่งงและปวดหัวมากๆคือ คำพูดของคนที่สามัคคีธรรมด้วยคนอื่นและพี่เอ็มๆมันทำให้สับสนและไม่รู้ว่าตนเองยีนอยู่ตรงจุดไหน บางทีก็บอกว่า คนที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้วเท่านั้นจึงจะเข้าใจอย่างที่หล่อฟาดเข้าใจได้ บางทีก็บอกว่า ต่อไปถ้าหล่อฟาดมีพระวิญญาณพระวิญญาณจะทำงานให้เข้าใจได้เอง บางทีพอหล่อฟาดพูดอะไรที่สอดคล้องกับความเชื่อโบสถ์ก็ถามว่าพระเจ้าทำงานในใจยังไงถึงเข้าใจได้ บางทีก็บอกว่าให้หล่อฟาดแสวงหาการชำระบาป จากเดิมที่หล่อฟาดไม่ได้คิดมากตอนนี้ก็งงไม่รู้ว่าต้องมองตัวเองยังไงกันแน่ หล่อฟาดเชื่อว่า โบสถ์ข่าวประเสริฐมีผู้รับใช้พระเจ้าแท้ ย่อมมองหล่อฟาดออก แต่ภาพที่โบสถ์มองหล่อฟาดมันทำให้หล่อฟาดสับสนว่าตอนนี้หล่อฟาดอยู่จุดไหน เป็นภาพที่ขัดแย้งกันเอง บางวันก็มองว่ามีพระวิญญาณทำงาน บางวันก็มองว่าพระวิญญาณยังอยู่ไม่ได้เพราะมีบาป หล่อฟาดมองตัวเองก็ไม่ได้ปวดหัวหรอก ชัดเจนและเข้าใจ แต่พอมองตัวเองด้วยสายตาผู้รับใช้ก็ปวดหัวมากๆ จนไม่อยากสามัคคีธรรม

  • loRH MArk

    Jul 24, 2011

    Reply

    หล่อฟาดเข้าใจนะว่า เรื่องการชำระบาปก็เป็นเรื่องของการชำระบาป เรื่องพระคำที่เป็นเรื่องของจิตใจก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเท่าที่ฟังเทศน์ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของจิตใจ(ซึ่งเทศน์ให้คนชำระบาปแล้วฟัง) ให้รู้ว่ามารทำงานในความคิดมนุษย์อย่างไร แล้วพระเจ้าต้องการให้จิตใจกับมนุษย์ยังไง พระคำเปิดเผยโลกที่อยู่ในใจ หล่อฟาดไม่ได้สับสนคิดว่าการเทศน์เรื่องจิตใจเป็นการเทศน์เรื่องการชำระบาป ตั้งแต่นักศึกษาไปต่างประเทศหล่อฟาดก็แทบไม่ได้ฟังเรื่องการชำระบาป อันนี้ไม่ได้สับสน แต่ที่สับสนคือ หล่อฟาดมักถูกถามว่า ถ้าได้รับการชำระบาปแล้ว ทำไมยังมีจิตใจแบบนั้นแบบนี้อยู่ล่ะ ถ้าชำระบาปแล้วต้องมีจิตใจแบบนี้ซิ ก็เลยงง นึกว่าการรับพระคำที่เป็นเรื่องของจิตใจเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องหลังจากการชำระบาปแล้ว เพื่อรับจิตใจของพระเจ้ามาในใจเรา เพื่อขับไล่ความคิดของตนเอง(ของมาร) เพื่อดำเนินชีวิตด้วยพระคำที่จูงนำจิตใจ แต่คำถามมันทำให้สับสนว่า การดำเนินชีวิตตามความคิดของมารมาสู่การดำเนินด้วยจิตใจของพระเจ้าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทันทีทันใดที่ชำระบาป เป็นสิ่งที่มาพร้อมกันเลย อันนี้คือที่สับสน

  • loRH MArk

    Jul 24, 2011

    Reply

    ยิ่งสามัคคีธรรมมาก ยิ่งคุยมาก หล่อฟาดยิ่งไม่สามารถตอบได้ว่า ชำระบาปแล้ว เพราะมักหนุนใจให้หล่อฟาดแสวงหาการชำระบาป และตอนจบสามัคคีธรรมก็อธิษฐานให้หล่อฟาดได้รับการชำระบาปในอนาคต หล่อฟาดมองตัวเองไม่ได้สับสนหรือกลัวว่ามีบาป แต่หล่อฟาดสับสนเพราะมองตัวเองด้วยสายตาผู้รับใช้ เลยไม่เข้าใจตัวเองเรื่องการชำระบาป พอผู้รับใช้มองว่าหล่อฟาดยังไม่ได้รับการชำระบาป เลยไม่เข้าใจเรื่องความบาปว่าตกลงมันคืออะไร แล้วจะชำระอย่างไร คือสายตาที่หล่อฟาดมองตนเอง กับที่ผู้รับใช้มองมันไม่เหมือนกัน และเมื่อเลือกฟังเสียงของผู้รับใช้ มันก็ทำให้มองตนเองอย่างสับสน

  • loRH MArk

    Jul 24, 2011

    Reply

    หล่อฟาดไม่ได้หมายความว่าต้องมองว่าหล่อฟาดชำระบาปแล้วเท่านั้นนะคับ แต่จะมองแบบไหนก็เอาซักแบบ คือหล่อฟาดจะได้รู้ว่าตนเองยืนอยู่จุดไหน จะเริ่มถูกว่า จะหาการชำระบาปหรือรับพระคำ ส่วนคำถามที่หล่อฟาดถามตอนสามัคคีธรรม หลายครั้งหล่อฟาดเข้าใจว่า ตนเองถามประเด็นเรื่องจิตใจ และคิดว่าผู้รับใช้คงจะตอบด้วยพระคำเรื่องจิตใจ แต่คำแนะนำมักวกไปเรื่องการชำระบาปเสมอ เลย งง ว่าทุกปัญหาเกียวกับจิตใจมันถูกแก้ด้วยการชำระบาปเท่านั้นหรือ ในเมื่อเวลาฟังคำพยานของคนที่ชำระบาปแล้ว เค้าก็มีปัญหาด้านความคิด ด้านจิตใจด้วยกันทั้งนั้นเหมือนหล่อฟาด แล้วพอมีปัญหาก็ใช้พระคำที่เข้ามาเพื่อจูงนำไม่ใช่เหรอคับ พอมีปัญหาพระคำก็ช่วยจูงนำออกจากความคิดตนเอง พอมีปัญหาก็มีพระคำเข้ามา ไม่ใช่แก้ที่ชำระบาป แต่สำหรับหล่อฟาดทุกอย่างก็วกไปหาการชำระบาปหมด แสดงว่าในสายตาผู้รับใช้ หล่อฟาดยังไม่มาถึงจุดที่จะรับพระคำ พระคำยังเข้ามาไม่ได้ พระคำด้านจิตใจหลายข้อก็นำให้คนชำระบาปแล้วเห็นความคิดตัวเอง นำคนชำระบาปออกจากความคิดตนเองแล้วติดตามพระคำ ถ่ายเทพระคำเข้าสู่จิตใจของคนชำระบาปแล้วและลับไล่ความคิดของโลกนี้ออกไปเรื่อยๆ คือพระคำทำหน้าที่ให้จิตใจใหม่และทิ้งจิตใจเดิม ผู้รับใช้มองเห็นจิตใจมนุษย์ผ่านพระคำ เลยให้พระคำเพื่อจูงนำมนุษย์ด้วยจิตใจพระเจ้า แต่พอเคสหล่อฟาดด้วยปัญหาทำนองเดียวกัน ปัญหาแบบมนุษย์เหมือนกัน ก็กลับไปโฟกัสเฉพาะเรื่องชำระบาป ประเด็นที่หล่อฟาดจะบอกก็คือว่า ตกลงแล้ว การชำระบาปมันทำหน้าที่แค่ชำระบาปแล้วพระคำทำหน้าที่ช่วยเรื่องจิตใจ หรือการชำระบาปมันช่วยทั้งชำระบาปและจิตใจพร้อมกันกันแน่ ทำไมพระคำช่วยคนอื่นในเรื่องจิตใจ แต่ช่วยหล่อฟาดเรื่องชำระบาป

  • loRH MArk

    Jul 24, 2011

    Reply

    เช่น พอหล่อฟาดมีปัญหาเรื่องการเชื่อตัวเอง การพึ่งพาตนเอง การพยายามเข้าใจเอง ก็บอกว่า เพราะยังเชื่อตัวเองเลยไม่สามารถชำระบาปได้ จึงต้องชำระบาปก่อน แต่เวลาฟังพระคำมากมาย พระคำก็เปิดว่ามนุษย์มีแต่เชื่อตัวเอง คำพยานของคนที่ชำระบาปแล้วเค้าก็เชื่อตัวเอง มีปัญหาเรื่องเชื่อตัวเอง ปัญหาของคนออกไปเป็นพยานที่ชำระบาปแล้วก็มีต้นเหตุมาจากการที่เชื่อความคิดตนเองทั้งนั้น คนที่ชำระบาปแล้วแต่ออกจากโบสถ์เมื่อถูกผู้รับใช้เตือนก็เพราะเชื่อตัวเองไม่ใช่เหรอคับ นักเทศน์ก็เทศน์ให้คนที่เชื่อตัวเองฟัง คนมาฟังเทศน์ก็ทิ้งความคิดตัวเองเรื่อยๆ ก็ไม่เห็นต้องวกกลับไปชำระบาปกันเรื่อยๆเลย ................................................................. จะว่าไป ที่หล่อฟาดพิมพ์มายืดยาว มากมายเนี่ยะ จริงๆมันเป็นเพราะ หล่อฟาดยังไม่ยอมชำระบาป เลยไม่เข้าใจซักที เกิดเป็นคำถามมากมาย แล้วสงสัยเรื่อยๆใช่มะคับ ถ้าชำระบาปแล้วก็จบ คำถามจะหายไปเอง

  • loRH MArk

    Jul 24, 2011

    Reply

    หล่อฟาดเข้าใจว่า คุณคงศักดิ์ไม่ได้เชื่อแบบเดียวกับ พี่ เอ็มๆ เลยจะไม่ไปพบ แต่จริงๆแล้วเชื่อเหมือนกัยมั๊ยคับ ถ้าเหมือนกันคิดว่าจะไป

  • admin

    Jul 25, 2011

    Reply

    ผมไม่แน่ใจว่า "เชื่อแบบเดียวกัน" แปลว่าอะไร? ผมเชื่อพระเยซูเป็นพระเจ้า พระองค์ตายเพื่อผมเพื่อยกโทษบาปทั้งสิ้นให้ผม ไม่มีเหลืออีกเลย และพระองค์ทรงคืนพระชนม์ในวันที่ 3 และสถิตอยู่ในผมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ หล่อฟาดเชื่อหลักสำคัญนี้ไหมครับใน โรม 10 และ 1 โครินธ์ 15 ข้อ 1-3 ส่วนการใช้คำพูดเช่นชำระบาป พระคำ พระวจนะ พระคัมภีร์ เหล่านี้อาจเไม่เหมือน แต่ไม่ใช่สาระสำคัญหรอกครับ ถ้าหล่อฟาดถามเอ็มๆ ว่ามีบาปไหม เขาก็บอกว่าไม่มี ถ้าหล่อฟาดถามผมว่า มีบาปไหม ผมก็ตอบว่าไม่มีเหมือนกัน แต่ผมอาจไม่ใช้คำพูดเดียวกัน เช่นผมอาจไม่ได้ใช้คำว่าชำระบาป แต่อาจใช้คำว่า พระเยซูอภัยบาปทั้งสิ้นของผม ผมเป็นคนที่ถูกยกโทษแล้ว เป็นคนชอบธรรมแล้ว หล่อฟาดทำตามพระวิญญาณที่อยู่ในใจสิครับ สิ่งใดที่ทำด้วยความเชื่อ สิ่งนั้นเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าครับ อย่ากังวล ว่าจะต้องไปหาใคร หรือ ต้องไปพบใคร ที่ใดที่เราไป สิ่งใดที่เราทำแล้วเกิดสันติสุขในจิตใจ และ เติบโตในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า (ไม่ใช่เติบโตในศาสนา) ก็ล้วนแต่ดีทั้งสิ้นครับ

  • Jul 25, 2011

    Reply

    โบสถ์ข่าวประเสริฐเป็นแบบนี้ครับ -ยังไม่มั่นใจการชำระบาปที่พระเยซูทำสำเร็จแล้ว(มาจากที่ต่างๆ) -สามัคคีธรรม (เพื่อเข้าใจความบาปที่แท้จริง) -ชำระบาปและบังเกิดใหม่ อย่างมั่นใจ(เจ้าตัวเป็นคนพูดเองว่ามั่นใจหรือยัง) -ฟังพระคำ (เพื่อรู้โลกแห่งจิตใจผ่านทางพระคำ)ช่วงนี้แหละ คือ การใช้ชีวิตในโบสถ์ อาจารย์จะตีแผ่จิตใจของคนในพระคัมภีร์ให้เราเห็น ซึ่งจะเหมือนกับจิตใจของเรา และเราก็จะเห็นจิตใจของพระเจ้าที่แตกต่างจากจิตใจของเรา เมื่อเราเห็นจิตใจของเราตอนที่ไม่มีพระเจ้าว่าสกปรกยังไง ตอนนั้นเราก็จะทิ้งจิตใจของเราแล้วรับจิตใจของพระเจ้าเข้าไปในใจ ทำให้เราเกิดความเชื่อได้ แต่ว่าก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราไปโบสถ์ฟังพระคำแล้วพระคำจะเข้าไปในใจเราได้ บางครั้งเราก็เชื่อ บางครั้งเราก็ไม่เชื่อ แต่ไม่ใช่ปัญหา เราไปโบสถ์ เพราะว่า เราอยากจะรู้จักจิตใจของเราผ่านทางพระคำ เราได้พบปะสามัคคีธรรมกับพี่น้อง มีโอกาศพูดสิ่งที่อยู่ในใจกับคนอื่น มีโอกาศเผยแพร่กับคนใหม่ๆ มันเป็นชีวิตของเรา เราไม่ได้ไปโบสถ์เพื่อต้องการให้พระเจ้าอวยพร เราไม่ได้ไปโบสถ์เพราะ รักษาธรรมบัญญัติ บางครั้งต้องฟังการตักเตือนบ้าง เพราะ เราตักเตือนตัวเองไม่ได้ เรามักจะเข้าข้างตัวเอง และเชื่อตัวเองอยู่เรื่อยๆ เราไม่สามารถจะมีความเชื่อได้ตลอดเวลา เราอยู่กับตัวเอง 6 วัน เราฟังแต่เสียงของตัวเอง เราไปโบสถ์ 1 วัน ก็เพื่อฟังเสียงคนอื่น ฟังเสียงพระคำ ก็เพื่อทิ้งเสียงของเนื้อหนังบ้าง แค่นี้เองครับ

  • loRH MArk

    Jul 25, 2011

    Reply

    ผมเชื่อพระเยซูเป็นพระเจ้า พระองค์ตายเพื่อผมเพื่อยกโทษบาปทั้งสิ้นให้ผม ไม่มีเหลืออีกเลย และพระองค์ทรงคืนพระชนม์ในวันที่ 3 และสถิตอยู่ในผมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ^ ^ แค่นี้เหรอคับ นี่แหละคับที่หล่อฟาดบอกว่า ไม่ได้เชื่อแบบเดียวกับโบสถ์ข่าวประเสริฐ มีคนใหม่มากมายที่ไปโบสถ์ข่าวประเสริฐด้วยความเชื่อนี้ว่ายกโทษบาปทั้งสิ้นแล้ว ไม่มีเหลือ พูดว่าไม่มีบาปเหมือนกัน แต่ก็ไม่สามารถดำเนินต่อไปกับโบสถ์ได้เพราะไม่เข้าใจโลกแห่งจิตใจที่สัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออกกับการชำระบาปและรับพระคำ แม้พูดว่าไม่มีบาปแล้วเหมือนกัน เหมือนจะเหมือนแต่ไม่เหมือน เหมือนแค่คำพูด เหมือนแค่เผินๆ แต่ถ้าลองก้าวไปในความเชื่อด้วยกันหลังชำระบาปแล้วจะสื่อจิตใจและไปด้วยกันไม่ได้เลย ถ้าเชื่อแค่นี้คงต้องใช้เวลาสามัคคีธรรมเพื่อจะให้ชัดเจนเรื่องชำระบาปแล้วจะรับพระคำได้ เพราะข้ามขั้นอยู่ เริ่มโฟกัสไปยังการยกโทษบาปทั้งสิ้นเพียงอย่างเดียวเลย มาถึงก็ชำระบาปเลย แต่ยังไม่ชัดเจนในสิ่งที่มาก่อนหน้านั้น ยังไม่พบจิตใจของตนเอง พระคำทั้งหมดเป็นเรื่องของจิตใจ ก่อนชำระบาปต้องเริ่มที่การรู้จักจิตใจ เข้าใจโลกแห่งจิตใจ และพระคำทั้งหมดที่พระเจ้าสอนหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องจิตใจทั้งสิ้น และคนที่ชำระบาปแล้วเหมือนกันจะสื่อจิตใจกันได้ มีพระวิญญาณเดียวกัน จะจูนกันได้ เข้าใจจิตใจกันได้ สามารถพูดถึงจิตใจของตนเองได้ แต่คนมากมายที่บอกว่าตนเองชำระบาปแล้ว ไม่มีบาปแล้วแต่ไม่สามารถพูดถึงจิตใจของตนเองได้ ไม่เข้าใจจิตใจตนเอง ไม่สามารถมองเห็นจิตใจพระเจ้าในพระคำ ไม่สามารถรับพระคำ ทั้งๆที่คนมีพระวิญญาณ พระวิญญาณจะทำให้เข้าใจพระคำได้

  • admin

    Jul 26, 2011

    Reply

    ไม่ใช่ผมที่ว่าพอ พระคัมภีร์บอกว่าพอครับ เมื่อพระคัมภีร์บอกว่าพอ ผมก็เชื่อว่าพอ คนอื่นว่าไม่พอก็บ่อเป็นหยัง ไม่เป็นไรครับ ไม่เหมือนก็ไม่เป็นไรครับ ดีใจเสียอีก จะได้หลากหลาย เป็นเพื่อนกันได้ครับ

  • admin

    Jul 26, 2011

    Reply

    เมื่อเรารู้สึกอึดอัด และ เหนื่อยมากขนาดนั้น ต้องคิดมากซับซ้อนขนาดนั้น เราลองนึกย้อนดูสิครับ พระคัมภีร์บอกว่าข่าวประเสริฐนั้นคือความรักที่พระเจ้าให้มนุษย์ผ่านทางพระบุตร ช่างไม้ก็รับได้ ชาวประมงก็รับได้ ช่างเย็บเต๊นท์ก็รับได้ หมอก็รับได้ กษัตริย์ก็รับได้ คนเก็บภาษีก็รับได้ คนเลี้ยงแกะก็รับได้ เพราะว่าอะไร? เพราะว่าข่าวดีนั้น simple ครับ แสนจะธรรมดา ที่ใครก็รับได้ เปโตรไม่ได้เรียน เปาโลเป็นฟาริสี ยอห์นเป็นชาวประมง มากกว่าครึ่งในสาวกสิบสองคนของพระเยซูไม่รู้เรื่องพระคัมภีร์เดิมมากมายหรอกครับ เขาไม่เข้าใจหรอกครับว่าจะต้องรู้ขนาดไหน หรือ พระคัมภีร์เดิมต้องแปลความหมายขนาดใด แต่เขารู้เรื่องพระเยซู เราเชื่อพระเยซูที่อยู่ต่อหน้าเขา และเขาประกาศพระเยซูเดียวกันนี้แหละ เขารู้แค่ว่า เมื่อพระเยซูถามว่า พวกเขาเห็นว่าพระองค์เป็นใคร และเปโตรก็รู้ว่าจะตอบอะไร เมื่อชาวประมงเห็นตัวเอง ต่อหน้าปลาเต็มลำเรือ เขามองเห็นแต่พระเยซู และก็เพียงพอสำหรับเปโตร อย่าลืมสิครับ พระเยซูเคยบอก ท่านค้นหาว่าชีวิตจะอยู่ในพระคัมภีร์ แต่พระเยซูบอกกับเราว่า ชีวิตอยู่ในพระเยซูต่างหาก

  • Jul 26, 2011

    Reply

    ทำไมชือผม mm จึงกลายเป็น Anonymous ล่ะครับ

  • loRH MArk

    Jul 26, 2011

    Reply

    สรุปหล่อฟาดไม่ไปพบคุณคงศักดิ์แล้วนะคับ เรื่องการชำระบาป ยิ่งพยายามเข้าใจจะยิ่งไม่เข้าใจ ยิ่งดิ้นรนให้ได้มาก็ยิ่งไกลจากชีวิตเราไปเรื่อยๆ ยิ่งหายิ่งเหนื่อย ยิ่งไม่พบยิ่งท้อ ทั้งๆที่พระเยซูก็อยู่ตรงนี้แล้ว ถ้าพระเยซูให้หล่อฟาดพบพระองค์แบบตาสีตาสา หล่อฟาดก็จะอยู่กับพระองค์แบบตาสีตาสานี่แหละคับ

  • admin

    Jul 27, 2011

    Reply

    ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมชื่อ mm เป็น anonymous เหมือนกันครับ!

  • admin

    Jul 27, 2011

    Reply

    mm ลืม log in หรือ ลืมใส่ชืือหรือเปล่าครับ?

  • admin

    Jul 27, 2011

    Reply

    หล่อฟาดครับ ไม่เจอกันไม่เป็นไร ดีแล้วครับ ไม่มีสิ่งใดดีกว่ามีความสัมพันธ์กับพระเยซู ผมเข้าใจว่าหล่อฟาดพบแล้ว เพียงแต่ไม่ค่อยมั่นใจ ก็เลยสับสน ลองดำเนินชีวิตสักพักสิครับ ให้ความเชื่อที่มีพอกพูนในชีวิตประจำวันเมื่อเราเดินในพระเยซู เดินในความเชื่อ (walk by faith) ความสัมพันธ์จะยิ่งแกร่งขึ้น และพระวิญญาณจะค่อยๆสอนให้ท่านเข้าใจครับ ผมว่าหล่อฟาดถึงเวลาให้ผู้อื่นแล้ว ไม่ต้องรอรับจากโบสถ์ใด (ถ้าไม่อยากไป) หรือถ้าอยากไปกับ mm ก็ดีแล้วแต่ครับ เร่ิมให้ เร่ิมแจกจ่าย เร่ิมประกาศข่าวดีนี้แก่คริสเตียนในโบสถ์เดิม หรือ คนใกล้ตัว ให้ความรักของพระเจ้าค่อยๆ เบ่งบาน เมื่อเราดำเนินไปกับพระเยซู และเมื่อเราเร่ิมคิดจะแบ่งปันความรัก ในความเชื่อนี้ออกไปให้คนอื่น ความรักจะยิ่งเต็มในชีวิตของเรา อย่ากังวลกับเรื่องที่ทำให้สับสน หรือ งง ว่าตกลงเราเป็นยังไง ให้เชื่อว่าตกลงพระเยซูทำอะไรให้เรา และนำความรักที่เบ่งบานนั้น ออกมาสู่คนอื่น อย่าลืมว่าความเชื่อนั้นสำเร็จผลด้วยความรัก เปาโลจึงว่า ความเชื่อที่แสดงออกเป็นกิจแห่งความรักนั้นสำคัญ! Faith expressed itself by Love ครับ ถ้าไม่มีความรัก สิ่งที่เรารู้ เราเชื่อก็ไม่สำคัญอะไรเลย เมื่อเราดำเนินชีวิตปกตินี่แหละครับ สำคัญที่สุด พระวิญญาณจะสอนเราทุกวัน ถ้าเราเชื่อถูก แต่มีแต่ความเกลียดชังผู้อื่น ไม่อยากไปโบสถ์อื่น เพราะรู้สึกว่าแปลก และสอนผิด หรืออะไรก็แล้วแต่ เราก็กำลังสวมวิญญาณแห่งความแตกแยก และ ไม่ได้เป็นวิญญาณแห่งความรักเลย ใช่ไหมครับ! ผมเองก็ยังเจอพี่น้องคริสเตียนกลุ่มเดิม ผมก็ไปด้วยกันกับเขาได้ ผมไม่เคยห้ามใครไม่ให้ไปโบสถ์ และก็ไม่ต้องการปลูกฝังนิกาย หรือความแตกแยกเป็นค่าย เป็น นิกายใดอีก ผมไม่เชื่อว่าพระเยซูต้องการให้เราทำแบบนั้น หล่อฟาดครับ ต่อให้เรามีความรู้สิ้นทั้งโลก เข้าใจทุกอย่าง เกี่ยวกับการชำระบาป เข้าใจจิตใจตัวเองทั้งสิ้น (หรืออาจจะไม่เข้าใจทั้งหมดก็ตาม) โดยปราศจากความรัก เราก็ไม่มีค่าอะไรเลย พระเจ้าไม่ได้สำแดงความรู้แก่เราทั้งหลาย แต่สำแดงความรัก แก่เราทั้งหลาย โดยพระเยซู เมื่อเรารู้จักความรักนั้น และเรานำความรักนี้บอกแก่คนอื่นว่าพระเยซูมาปลดปล่อยเขาจากการอธรรมทั้งสิ้น ความรักสมบูรณ์นั้นก็จะอยู่กับเขาได้ ลองดูสิครับ ปล่อยความรักของพระเยซูออกมา ที่ผมอยากจะเจอก็อยากบอกแค่นี้แหละครับ

  • admin

    Jul 27, 2011

    Reply

    ผมเองก็เคยเจอ mm เคยไปร่วมกับ mm ก็ยอมรับว่ารู้สึกเหมือนคุณหล่อฟาด แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร และก็ไม่ได้สับสนอะไร ผมก็คิดว่า ผมอาจจะไม่ถนัด และไม่ได้เพ่งมองในแง่มุมบางอย่าง แต่อีกอย่างหนึ่งผมก็เข้าใจว่า ไม่มีความรู้อะไรที่เราจะรู้ได้ทั้งหมด มันเป็นไปไม่ได้ เปาโลบอกว่า เราเห็นสลัวๆ เหมือนดูในกระจก แต่วันนั้นเราจะเห็นพระพักตร์ชัดเจน ผมเชื่อว่าเมื่อเรายังอยู่ในโลก เราเข้าใจพระเจ้าแค่นิดหน่อยเท่านั้น เราเหมือนอยู่ในที่สลัว เพราะเรายังอยู่ในร่างกายนี้ที่เป็นของอาดัม เมื่อถึงวันนั้น เราจะไม่อยากเข้าใจอะไรอีก เราจะรู้ชัดเจน เราจะไม่อยากรู้อะไรอีก เพราะอยากแต่จะอยู่ใกล้พระเยซู แต่ผมมั่นใจ 100% ว่าผมรอดแน่ และผมดำเนินชีวิตกับพระเยซูในความเชื่อแน่นอน

  • mm

    Jul 27, 2011

    Reply

    จริงๆแล้วพระคำที่โบสถ์ข่าวประเสริฐไม่ได้ฟังยากเลยนะครับ คุณคงศักดิ์เองก็เคยอ่านเคยฟังมาแล้ว เราไม่ได้พยายามทำให้มันยากนะครับ ง่ายกว่าอยู่กับพระเยซูตอนเป็นๆเสียอีก ลองคิดดูซิครับ แม้เหล่าสาวกที่อยู่กับพระเยซูตลอดยังไม่เข้าใจสิ่งที่พระเยซูตรัสบ่อยๆ เช่น คำอุปมาทั้งหลาย ในมัทธิว ตั้งแต่ บทที่ 13 ไปเรื่อย เหล่าสาวกไม่เข้าใจว่าพระเยซูพูดถึงอะไร ในมัทธิว 13 ข้อ 10 พวกสาวกจึงถามว่า "ทำไมพระเยซูจึงตรัสเป็นคำอุปมากับคนที่มาหาพระองค์" ข้อ 11 พระเยซูจึงตรัสว่า "ข้อความลึกลับแห่งแผ่นดินสวรรค์ ทรงโปรดให้ท่านทั้งหลายรู้ได้ แต่คนเหล่านั้น ไม่โปรดให้รู้" ถ้าเราเป็นคนที่อยู่ในพระเยซูจริงๆ เราคือ สาวก เราสามารถรู้พระคำที่ยาก หรือ พระคำที่เป็นลักษณะอุปมาได้ แต่คนที่ยังไม่ชำระบาป ก็ไม่สามารถเข้าใจได้ ใช่ครับ ถึงแม้จะไม่ผิดที่ไม่เข้าใจ เข้าใจแต่การชำระบาปก็ได้ แต่พระคำ ข้อ16 พระเยซูตรัสว่า "แต่นัยน์ตาของท่านทั้งหลายก็เป็นสุขเพราะได้เห็น และหูของท่านเป็นสุขเพราะได้ยิน" การชำระบาป ถ้าเชื่อได้ก็ดี แต่ก็วนอยู่แค่นั้น ถ้าไปโบสถ์รู้อยู่แค่นั้น ก็คุยได้แต่เรื่องนั้น แต่พระคัมภีร์พระเจ้าให้มาเล่มหนามาก ต้นสายปลายเหตุตั้งแต่เริ่มสร้างโลก จนมีมนุษย์แล้วมนุษย์ทำบาป เป็นคนบาป ถูกสาปแช่ง และพระเจ้าให้ธรรมบัญญัติกับมนุษย์แต่มนุษย์ก็ตายเพราะ รักษาไม่ได้ จนกระทั่ง พระเจ้าให้พระเยซูมาไถ่บาป มนุษย์จึงมีทางรอด แต่นั่นถ้าอ่านตามเนื้อเรื่องก็เหมือน ประวัติศาสตร์เล่มหนึ่ง พระเจ้าไม่ได้ต้องการให้ความรู้กับเรา แต่พระเจ้าต้องการให้ความเชื่อ ในพระคัมภีร์พระเจ้าบันทึกถึง ความเชื่อ ของคนในสมัยนั้นๆให้เราได้รู้ เช่น อับราฮัม ตอนที่เขาได้รับพระคำว่า "...เราจะให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย เราจะกระทำให้เจ้ามีพงศ์พันธุ์มากอย่างยิ่ง..."(ปฐก17:5-6) อับราฮัมฟังแล้วเชื่อไหมครับ เขาไม่เชื่อในทันทีเพราะว่า เขาแก่แล้ว และ ภรรยาของเขาก็เป็นหมัน แล้วพอไม่มีความเชื่อ อับราฮัมจึงยอมนอนกับฮาการ์ เพราะคิดว่า ซาราย มีลูกไม่ได้ แต่พระเจ้าบอกว่า ฉันจะมีลูกมากมาย เมื่อ ซารายบอกให้นอนกับ ฮาการ์ เขาก็คงคิดว่า พระเจ้าส่ง ฮาการ์ มาให้นี่เอง แล้วเขาก็นอนกับฮาการ์ แล้วถ้าดูตอนที่ อับราฮัมมีความเชื่อ ตอนที่เขาถวาย อิสอัค กับพระเจ้า เขากำลังจะเผา อิสอัค แล้วพระเจ้าก็ห้าม (ปฐก22) เราลองคิดดูว่าพ่อที่ไหนยอมเผาลูกตัวเองอย่างไม่สะทกสะท้านได้ แต่เราลองคิดดูว่า ถ้าสิ่งที่พระเจ้าตรัสว่า "เจ้าจะเป็นพงศ์พันธุ์ของประชาชาติมากมาย" ไม่ได้อยู่ในใจของอับราฮัม เขาจะกล้าเผาลูกหรือ ? อับราฮัมต้องมีพระคำนั้นในใจ "อ้า ! ถ้าพระเจ้าบอกว่า ให้ฉันเผาลูก แต่พระเจ้าก็บอกว่า ฉันจะเป็นบิดาของประชาชาติ ฉะนั้น ถ้าอิสอัคตาย พระเจ้าก็ต้องทำให้ฟื้นขึ้นได้แน่นอน เพราะ พระองค์บอกว่า เชื่อสายของเราจะมาทางอิสอัคเท่านั้น" แล้วอับราฮัมจึงทำตามพระเจ้าได้เพราะ มีพระสัญญาของพระเจ้าอยู่ในใจ นี่ไงครับโลกแห่งจิตใจ จิตใจที่เชื่อ กับไม่เชื่อ แตกต่างกัน อยู่ๆจะบอกว่า ฉันต้องเชื่อ ฉันต้องเชื่อ มันก็ทำไม่ได้ แต่เราต้องรู้ว่า พระเจ้าจะทำงานผ่านความเชื่ออย่างไร เราจึงจะเชื่อได้ จิตใจของเราต้องเป็นหนึ่งเดียวกับพระคำ พระเจ้าจึงจะทำงานตามพระคำของพระองค์ ไม่ใช่ตามใจของเรา และในพระคัมภีร์ก็มีเรื่องของความเชื่อทำนองนี้อีกมากมายให้เราได้เข้าใจ เพื่อความเชื่อในการชำระบาปของเราจะยิ่งมั่นคงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าเราจะตายจากโลกนี้ โบสถ์เองไม่จำเป็นต้องมีคนเยอะๆเลย มันไม่ได้มีประโยชน์กับจำนวนที่เยอะๆ แต่เราอยากให้คนที่มาชำระบาปแล้วมั่นคงกับการบังเกิดใหม่จริงๆ เป็นเหมือนต้นไม้ริมธารน้ำที่เติบโตอย่างแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ มีคน 100 คนที่ไม่เข้าใจสักที กับ มี 1 คนที่เข้าใจแท้จริง มันก็ต้องแตกต่างกันมาก แต่เราก็ไม่มีสิทธิ์เลือก ไม่ว่าคนแบบไหนเข้ามา เราก็ทุ่มเทกับเขาเหมือนๆกันครับ ถ้าเขาต้องการแสวงหาการชำระบาปจริงๆ

  • admin

    Jul 28, 2011

    Reply

    จริงๆผมก็ชอบหนังสือของอาจารย์​อ๊อก ซูพาร์คนะครับเรื่องความหมายของการชำระบาป ผมอ่านสองครั้ง แล้วก็ยังมีอิทธิพลในความเชื่อผมจนถึงปัจจุบัน ผมยังชอบหลายเรื่อง พระคำหลายตอน เช่น ยาโคบเชื่อรีเบคคา และมองไปที่ รีเบคคาผู้เป็นแม่ จิตใจที่ชำระบาป อาจจะขาดความเชื่อในบางขณะก็เป็นได้ วารสารก็ยังอ่านอยู่เรื่อยๆครับ แต่อ่านเแบบเร็วๆ ส่วนใหญ่ผมจะชอบที่แบ่งปันพระคำ แต่บางช่วงเป็นพยานชีวิต ผมก็จะข้ามๆ ไปบ้าง

  • mm

    Jul 28, 2011

    Reply

    ใช่ครับ เราไม่สามารถมีความเชื่อได้ตลอดเวลา ความเชื่อแรกที่ต้องได้รับและคงอยู่ตลอดเวลา คือ การชำระบาป หลังจากนั้น เราต้องรับความเชื่อจากพระคำ จากผู้รับใช้ ที่คอยให้ความเชื่อกับเราผ่านทางพระคำเรื่อยๆ โบสถ็จึงเป็นสถานที่ให้ความเชื่อกับเรา จริงอยู่เราอาจจะยึดพระเยซูไว้ แล้วก็ใช้ชีวิต แต่ว่า ในขณะที่เราไม่มีความเชื่อ เราจะรับความเชื่อจากไหน เรามักจะทำตามใจเราเองอยู่เรื่อยๆ และเรามีจิตใจชั่วร้ายออกมา เราจะชนะมันอย่างไร เมื่อเราชนะมันด้วยตัวเอง แม้จะพูดว่าโดยพระเยซู หรือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ตาม เมื่อเราทำได้เรื่อยๆ มันจะกลายเป็นความดีของเราโดยไม่รู้ตัว แล้วตอนนั้น เราก็๋เป็นแค่คนที่เชื่อตัวเองเท่านั้น ครับ

  • หล่อฟาด

    Jul 28, 2011

    Reply

    การเข้าใจคนโบสถ์นี้ ผ่านตัวอักษร และ เจอตัวเป็นๆ มันคนละเรื่องกันเลยคับ คุณจะรู้จักคนโบสถ์นี้ผ่านงานเขียน คุณจะรู้จักอีกแบบ แต่ถ้ารู้จักเพราะการสนทนา คุณก็จะได้รู้จักอีกแบบ(ในแบบที่คุณไม่เข้าใจ) ฉะนั้น จงอย่าวางใจในความเข้าใจของคุณเองต่องานเขียน เพราะคุณอาจกำลังก่อกำแพงแห่งความเข้าใจผิดโดยไม่รู้ตัว ใครที่ไปโบสถ์ข่าวประเสริฐแล้วจะเชื่อบ้างว่า ความเชื่อที่โบสถ์นี้มีอยู่เป็นความเชื่อเดียวกับการชำระบาปที่เป็นงานเขียนของลุงอ๊อก ซู พาร์ค เพราะมันเป็นคนละเรื่องเดียวกัน แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการชำระบาปอย่างแตกฉาน ก็อาจ เอ๋อรับประทานเมื่อไปเจอโบสถ์นี้ ........................................ แต่ไม่ว่าอย่างไร ที่นี่ก็น่าไปกว่าทุกโบสถ์ที่หล่อฟาดเคยไป เพราะที่อื่นรอดโดยการทำบุญ ย้ำ ว่ารอดโดยการทำบุญจริงๆ